- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 530 - จานค่ายกลโบราณ
บทที่ 530 - จานค่ายกลโบราณ
บทที่ 530 - จานค่ายกลโบราณ
บทที่ 530 - จานค่ายกลโบราณ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เป็นไปตามที่ชายชรากล่าวไว้ จานค่ายกลชิ้นนี้มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของที่ตกทอดมาเนิ่นนาน รูปทรงดูเรียบง่ายโบราณทว่าแผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำซับซ้อนออกมา
แต่น่าเสียดายที่มีตำหนิเล็กน้อย บนจานค่ายกลมีรอยร้าวที่เห็นได้ชัดอยู่สองรอย ทั้งยังมีมุมหนึ่งบิ่นหายไป
จานค่ายกลเสียหายค่อนข้างหนัก เกรงว่าคงจะใช้งานไม่ได้แล้ว เหลือเพียงคุณค่าให้เอาไปศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
ถึงกระนั้น จานค่ายกลโบราณชิ้นนี้ก็ยังดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนค่ายกลได้ไม่น้อย หากสามารถตีความหลักการค่ายกลจากในนั้นได้สักสองสามส่วน ก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว
"ผ่านการตรวจสอบจากหอสมบัติล้ำค่าของเราแล้ว จานค่ายกลโบราณชิ้นนี้ เดิมทีระดับของมันอย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับสามขั้นสุดยอด
แม้จะเสียหายหนักจนถึงขั้นใช้งานไม่ได้ และระดับก็ร่วงหล่นลงมาเหลือเพียงระดับสามขั้นต่ำ แต่สำหรับสหายผู้ฝึกตนค่ายกลทุกท่านแล้ว มันก็ยังนับว่าเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง"
ชายชราใช้สองมือประคองจานค่ายกลโบราณขึ้นสูง เพื่อให้ทุกคนมองเห็นรายละเอียดบนนั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
"จานค่ายกลโบราณระดับสาม ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งแสน การเสนอราคาแต่ละครั้งต้องเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่น"
ชายชราเพิ่งจะกล่าวจบ ก็มีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยแย่งกันเสนอราคาทันที
"ข้าให้หนึ่งแสน!"
"หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น"
"หนึ่งแสนสามหมื่น!"
มีคนสู้ราคาอยู่เป็นระยะ เพียงไม่นานราคาของจานค่ายกลโบราณก็พุ่งไปถึงหนึ่งแสนแปดหมื่น และยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวีชุนเหนียงจ้องมองจานค่ายกลโบราณในมือของชายชราพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ลวดลายบนจานค่ายกลชิ้นนี้กลับทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยสัมผัสค่ายกลที่คล้ายคลึงกันนี้จากที่ไหนมาก่อน
ชั่วพริบตานั้น จู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว แผ่นหยกศาสตร์ค่ายกลที่โจวทงเคยมอบให้นางนั่นเอง!
แผ่นหยกศาสตร์ค่ายกลชิ้นนี้ สวีชุนเหนียงได้รับมาตั้งแต่ตอนที่ยังมีตบะระดับกลั่นลมปราณ ตอนนั้นโจวทงบอกไว้ว่า จะต้องมีตบะระดับสร้างรากฐานเสียก่อนจึงจะสามารถรับมรดกสืบทอดที่อยู่ภายในแผ่นหยกได้
แต่ในความเป็นจริง ภายในแผ่นหยกชิ้นนี้มีค่ายกลผนึกสายเลือดซ่อนอยู่ซึ่งซับซ้อนเป็นอย่างมาก
อย่าว่าแต่ตบะระดับสร้างรากฐานเลย แม้แต่นางที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำแล้วก็เคยลองพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจจัดการกับค่ายกลผนึกสายเลือดในแผ่นหยกได้เลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ จนถึงวันนี้นางก็ยังไม่สามารถทำลายค่ายกลผนึกบนแผ่นหยกชิ้นนั้นเพื่อรับมรดกสืบทอดได้
บางทีจานค่ายกลโบราณที่กำลังถูกประมูลอยู่ตรงหน้านี้ อาจจะสร้างขึ้นด้วยฝีมือของบรรพบุรุษของโจวทงก็เป็นได้
สวีชุนเหนียงตัดสินใจในทันทีว่าจะต้องประมูลจานค่ายกลโบราณชิ้นนี้มาให้ได้ เพื่อดูว่าจะสามารถหาวิธีทำลายค่ายกลผนึกสายเลือดในแผ่นหยกจากมันได้หรือไม่
การเสนอราคาของทุกคนยังคงดำเนินต่อไป ราคาของจานค่ายกลโบราณทะลุสองแสนไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงราคานี้แล้ว จำนวนคนที่สู้ราคาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ในห้องรับรองชั้นสองมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็เริ่มเสนอราคา
"สองแสนสองหมื่น! ชายชราอย่างข้าไม่มีงานอดิเรกอื่นใด ชอบก็แต่การศึกษาค้นคว้าค่ายกล จานค่ายกลโบราณชิ้นนี้ช่างถูกตาต้องใจข้ายิ่งนัก"
"สองแสนห้าหมื่น คนที่ศึกษาค่ายกลไม่ได้มีแค่กุ่ยเจิ้นจื่ออย่างเจ้าเพียงคนเดียวเสียหน่อย! งานประมูลครั้งก่อนเจ้าก็แย่งชิงแผนผังค่ายกลโบราณไปถึงสามชุดยังไม่พออีกหรือ"
"สองแสนแปดหมื่น! หึหึ งานประมูลย่อมต้องเป็นของผู้ที่ให้ราคาสูงที่สุดอยู่แล้ว หากเจ้ามีปัญญาก็เสนอราคาเพิ่มสิ"
"เจ้า! ก็แค่จานค่ายกลพังๆ ที่ใช้งานไม่ได้ชิ้นหนึ่ง เจ้าถึงกับต้องมาแย่งชิงกับข้าเลยหรือ"
"ฮ่าๆ หากเจ้าไม่อยากแย่งกับข้า เช่นนั้นก็หลีกทางให้ข้าสิ"
กุ่ยเจิ้นจื่อส่งเสียงหัวเราะอันแหบพร่าและแก่ชราออกมา "หากเจ้าสู้ราคาไม่ไหว ก็รีบถอนตัวไปแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า"
คนหลังเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันโพล่งราคาออกมา "สามแสน!"
เดิมทีจานค่ายกลระดับสามขั้นต่ำชิ้นหนึ่ง ราคาปกติน่าจะอยู่ที่ราวๆ สองแสน
จานค่ายกลโบราณชิ้นนี้แม้จะพอมีคุณค่าให้ศึกษาอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เสียหายหนักเกินไปจนใช้งานไม่ได้
ในมุมมองของเขา สามแสนถือว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
กุ่ยเจิ้นจื่อหัวเราะหึหึ แค่สามแสนก็รับไม่ไหวแล้วหรือ
เขาเสนอราคาเพิ่มต่อไป "สามแสนสองหมื่น!"
หลังจากการเสนอราคาครั้งนี้ ฝั่งตรงข้ามก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปเนิ่นนาน ดูเหมือนว่าจะไม่อยากสู้ราคาต่อแล้ว
ชายชราผู้ดำเนินการประมูลมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตา จานค่ายกลโบราณที่เสียหายหนักขนาดนี้ สามารถประมูลได้ในราคานี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
"สามแสนสองหมื่นหินปราณครั้งที่หนึ่ง!"
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเสนอราคาอีก สวีชุนเหนียงก็เริ่มเสนอราคาในที่สุด
"สี่แสน"
ทันทีที่ราคานี้หลุดออกมา ก็ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งลานประมูลตกใจกันไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ตอนที่กุ่ยเจิ้นจื่อสู้ราคากับผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอีกคน ก็เพิ่มราคาเพียงครั้งละสองสามหมื่นเท่านั้น
คนผู้นี้โผล่มาจากไหนกัน ถึงกับเพิ่มราคาขึ้นรวดเดียวถึงแปดหมื่น
สายตานับไม่ถ้วนต่างพากันจับจ้องไปยังห้องรับรองอักษรอี่หมายเลขหกสิบสามที่สวีชุนเหนียงนั่งอยู่
กุ่ยเจิ้นจื่อเองก็ไม่มีข้อยกเว้น เขาจ้องมองไปยังห้องรับรองหมายเลขหกสิบสามด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
เดิมทีไม่มีใครสู้ราคาแล้วแท้ๆ ตอนที่กำลังจะประมูลได้สำเร็จอยู่รอมร่อ กลับมีตัวเสือกโผล่มาดื้อๆ ซ้ำยังจงใจดันราคาให้สูงขึ้นไปอีกตั้งแปดหมื่น
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชราผู้ดำเนินการประมูลยิ่งกว้างขึ้น ยิ่งยอดประมูลสูงเท่าไร ส่วนแบ่งที่เขาจะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
"จานค่ายกลโบราณระดับสามขั้นต่ำ สี่แสนหินปราณครั้งที่หนึ่ง! สี่แสนหินปราณครั้งที่สอง!"
เมื่อเห็นว่าหากไม่เสนอราคา จานค่ายกลก็กำลังจะตกเป็นของอีกฝ่าย กุ่ยเจิ้นจื่อจึงรีบเสนอราคาเพิ่มทันที
"สี่แสนสองหมื่น!"
เมื่อได้ยินราคานี้ สวีชุนเหนียงก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย นางเสนอราคาต่อไป "ห้าแสน"
เสียงฮือฮาดังไปทั่วลานประมูล แม้ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจะร่ำรวย แต่พวกเขาก็มีเรื่องให้ต้องใช้หินปราณมากกว่าเช่นกัน
ต่อให้เป็นสำหรับพวกเขา ห้าแสนหินปราณก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ การใช้หินปราณมากมายขนาดนี้เพื่อประมูลจานค่ายกลที่มีเพียงคุณค่าให้ศึกษา ซ้ำยังไม่แน่ว่าจะศึกษาหลักการค่ายกลออกมาได้หรือไม่ ในสายตาของผู้ฝึกตนส่วนใหญ่แล้วถือเป็นการกระทำที่ขาดสติปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
ยอมจ่ายหินปราณห้าแสนเพื่อประมูลจานค่ายกลโบราณที่ไม่มีประโยชน์อะไรมากมายขนาดนี้ ต้องมีฐานะร่ำรวยขนาดไหนถึงจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้
ใบหน้าของกุ่ยเจิ้นจื่อเขียวคล้ำ ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอีกคนที่สู้ราคากับเขาก่อนหน้านี้ กลับหัวเราะออกมาเสียงดัง
"ฮ่าๆๆ กุ่ยเจิ้นจื่อ เจ้าก็มีวันนี้กับเขาเหมือนกันนะ! ปกติเจ้ามักจะอวดอ้างว่าตัวเองร่ำรวยเงินทองไม่ใช่หรือ ไฉนถึงไม่สู้ราคาต่อเสียล่ะ"
แม้จะมีห้องและค่ายกลขวางกั้น ทำให้ผู้ฝึกตนในลานประมูลมองไม่เห็นสีหน้าของกุ่ยเจิ้นจื่อ แต่พวกเขาก็จินตนาการออกเลยว่าหลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาจะเดือดดาลมากเพียงใด
"ห้าแสนหินปราณครั้งที่หนึ่ง ห้าแสนหินปราณครั้งที่สอง!"
ชายชราผู้ดำเนินการประมูลมีใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความยินดี "ยังมีสหายเต๋าท่านใดต้องการเพิ่มราคาอีกหรือไม่ หากไม่มีใครเสนอราคาแล้ว จานค่ายกลชิ้นนี้ก็จะตกเป็นของสหายเต๋าในห้องอักษรอี่หมายเลขหกสิบสาม"
สีหน้าของกุ่ยเจิ้นจื่อเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาลังเลอยู่นานก่อนจะร้องตะโกนราคาออกมา "ห้าแสนสองหมื่น!"
สิ้นเสียงเสนอราคาของกุ่ยเจิ้นจื่อ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังห้องรับรองอักษรอี่หมายเลขหกสิบสาม เจ้าของห้องรับรองแห่งนั้นจะยังคงเพิ่มราคาต่อไปหรือไม่
ภายในห้อง สวีชุนเหนียงสีหน้าไม่เปลี่ยน แม้แต่น้ำเสียงก็ยังคงราบเรียบเช่นเดิม
"หกแสน"
เมื่อทุกคนได้ยินราคานี้ กลับมีความรู้สึกว่ามันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว
ผู้ฝึกตนในห้องอักษรอี่หมายเลขหกสิบสามผู้นี้ หากไม่ลงมือก็แล้วไป แต่พอลงมือกลับสร้างความตกตะลึง ดูเหมือนว่าจะหมายมั่นปั้นมือต้องเอาค่ายกลโบราณชิ้นนี้มาให้ได้
"หกแสน..."
กุ่ยเจิ้นจื่อพึมพำ หางตาของเขากระตุกอย่างรุนแรง
ต่อให้เขาจะมีฐานะร่ำรวย แต่ก็ไม่อยากใช้หินปราณมากมายขนาดนี้ไปซื้อจานค่ายกลโบราณเพียงชิ้นเดียว
วันนี้เขามาเพื่อหยาดน้ำนมวิญญาณพันปี การประมูลจานค่ายกลโบราณชิ้นนี้เป็นเพียงผลพลอยได้ หากใช้หินปราณไปกับจานค่ายกลมากเกินไป เกรงว่าตอนแย่งชิงหยาดน้ำนมวิญญาณพันปีคงจะสู้คนอื่นไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความไม่ยินยอมพร้อมใจเฮือกสุดท้ายในใจของกุ่ยเจิ้นจื่อก็จางหายไป
"หึ ในเมื่อเจ้าอยากได้มากนัก เช่นนั้นข้าก็ยกให้เจ้าก็แล้วกัน กล้ามาแย่งของกับกุ่ยเจิ้นจื่อผู้นี้ ข้าจะจำเจ้าเอาไว้"
[จบแล้ว]