- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนายน้อยตระกูลบรรพกาล พร้อมระบบลงชื่อที่แค่ยืนเฉยๆ ก็เทพซะแล้ว
- บทที่ 2000 - กำลังเสริมจากโลกซ้อนโลก ขุนศึกรุ่นเยาว์ผู้หยิ่งยโส
บทที่ 2000 - กำลังเสริมจากโลกซ้อนโลก ขุนศึกรุ่นเยาว์ผู้หยิ่งยโส
บทที่ 2000 - กำลังเสริมจากโลกซ้อนโลก ขุนศึกรุ่นเยาว์ผู้หยิ่งยโส
บทที่ 2000 - กำลังเสริมจากโลกซ้อนโลก ขุนศึกรุ่นเยาว์ผู้หยิ่งยโส
ดูเหมือนว่าข่าวที่อาจจะมีอัจฉริยะจากทำเนียบประกาศจับภัยพิบัติทมิฬปรากฏตัว
ทำให้เหล่าอัจฉริยะในที่นั้นต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดกันไปหมด
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งสัมผัสได้ถึงความกังวลของเหล่าอัจฉริยะจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ทว่าพวกเจ้าก็อย่าเพิ่งกังวลไป ทางเราก็จะหาวิธีรับมือเช่นกัน"
"ข่าวของที่นี่จะถูกส่งออกไป บางทีอาจจะขอความช่วยเหลือจากกำลังเสริมที่แข็งแกร่งให้มาร่วมสมทบได้"
แม้จะมีจวินเซียวเหยียน อวิ๋นเสวียนสวี เซี่ยโหวเสินจ้าง และอัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิคนอื่นๆ
รวมถึงฟ่านชิงเติงและอัจฉริยะจากสามศาสนา
แต่ต่อให้คนเหล่านี้จะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจรับมือกับอัจฉริยะเผ่าป๋าทั้งหมดได้หรอก
ยิ่งถ้าต้องเจอกับพวกอัจฉริยะในทำเนียบประกาศจับภัยพิบัติทมิฬด้วยแล้ว ก็ยิ่งคาดเดาผลลัพธ์ไม่ได้เลย
ดังนั้นการเชิญกำลังเสริมมาช่วยจึงถือเป็นวิธีที่ช่วยอุดรอยรั่วได้ดี
แน่นอนว่ากำลังเสริมที่เชิญมาได้อย่างมากที่สุดก็คือระดับเทพเต๋าโกลาหลเท่านั้น
หากระดับพลังเกินกว่าเทพเต๋าโกลาหลก็ไม่สามารถเข้าร่วมสนามรบนี้ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าอัจฉริยะถึงเพิ่งจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็ยังคงแฝงความกังวลอยู่ดี
ต่อให้มีกำลังเสริมมาร่วมด้วย สถานการณ์ของพวกเขาก็ยังคงไม่สู้ดีนักและยังเต็มไปด้วยความอันตราย
ยิ่งไปกว่านั้นในที่แห่งนี้ก็มีอัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิและราชันรุ่นเยาว์อยู่หลายคนแล้ว
จะไปหากำลังเสริมจากที่ไหนได้อีก
อัจฉริยะหลายคนต่างก็คิดว่า
อัจฉริยะที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ แม้จะไม่ใช่กลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทะเลเจี้ยไห่ แต่ก็คงไม่ต่างกันมากนัก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีตัวตนระดับท็อปอย่างจวินเซียวเหยียนอยู่ด้วยแล้ว
การหากำลังเสริม จะไปหาคนที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้จากที่ไหนอีกล่ะ
"หรือว่าคนจากที่นั่นจะมา..."
อัจฉริยะบางคนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และแวบความคิดหนึ่งเข้ามาในหัว
หากเป็นคนจากที่นั่น บางทีอาจจะมีกลุ่มคนระดับหัวกะทิยอมมาเป็นกำลังเสริมให้จริงๆ ก็ได้
และหลังจากนั้นบรรดาอัจฉริยะต่างก็เริ่มเตรียมตัว
ผู้อาวุโสบางคนถึงกับรับบทเป็นอาจารย์ เริ่มสั่งสอนและชี้แนะแนวทางให้กับเหล่าอัจฉริยะ
พร้อมทั้งบอกเล่าประสบการณ์การต่อสู้กับเผ่าป๋า รวมถึงจุดอ่อนต่างๆ ให้ฟัง
แม้จะดูเหมือนเป็นการเร่งรัดเอาดาบหน้า แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
การเพิ่มโอกาสชนะขึ้นมาอีกนิดก็อาจหมายถึงการรักษาชีวิตของคนรุ่นเยาว์ไว้ได้อีกหนึ่งชีวิต
และมันยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจด้วย หากถูกกดข่มและพ่ายแพ้ไป
ขวัญกำลังใจของด่านตงหลิ่งทั้งหมดย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ทว่าก็ใช่ว่าอัจฉริยะทุกคนจะต้องมานั่งติวเข้มแบบเร่งด่วน
จวินเซียวเหยียนนั่งสมาธิอยู่ตามลำพังภายในคฤหาสน์ของเขา
เขาดูเยือกเย็นและสงบนิ่งมาก
สำหรับเขาแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้เป็นเพียงแค่ช่องทางในการกอบโกยความดีความชอบเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
เวลาหนึ่งเดือนสำหรับผู้ฝึกตนแล้วผ่านไปรวดเร็วราวกับดีดนิ้ว
ในที่สุดวันประลองก็มาถึง
อัจฉริยะแห่งด่านตงหลิ่งจะต้องต่อสู้กับอัจฉริยะเผ่าป๋า
และการต่อสู้ครั้งนี้ก็ต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะจะมีอัจฉริยะเผ่าป๋าที่เก่งกาจระดับสัตว์ประหลาดปรากฏตัวขึ้นมา
เผลอๆ อาจจะมีบุคคลระดับตำนานจากทำเนียบประกาศจับภัยพิบัติทมิฬโผล่มาด้วยซ้ำ!
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้จึงหนักหนาและมีความเป็นความตายเป็นเดิมพันสำหรับอัจฉริยะแห่งด่านตงหลิ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ก็ไม่มีใครยอมถอยแม้แต่คนเดียว
หากพวกเขาแสดงความขี้ขลาดและถอยหนีในเวลานี้ ชื่อเสียงของพวกเขาก็คงจะป่นปี้ไม่มีชิ้นดี และคงไม่มีหน้าจะไปยืนอยู่บนทะเลเจี้ยไห่ได้อีกต่อไป
อัจฉริยะที่กล้ามาฝึกฝนที่นี่ต่างก็มีความฝันที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังในทะเลเจี้ยไห่กันทั้งนั้น ใครจะยอมทำลายชื่อเสียงของตัวเองล่ะ
ไม่นานนัก บนกำแพงเมืองอันกว้างใหญ่และสูงตระหง่านของปราการสามจักรพรรดิ
กลุ่มอัจฉริยะก็ได้มารวมตัวกันจนครบ
จวินเซียวเหยียนก็มาถึงเช่นกัน เขามีสีหน้าเรียบเฉยแตกต่างจากความกังวลใจของอัจฉริยะคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่บอกว่าจะมีกำลังเสริมมาหรอกหรือ ทำไมยังไม่มาอีก"
"หรือว่าพวกเราต้องเผชิญหน้ากันเอง"
บรรดาอัจฉริยะต่างพากันพูดคุยกัน
แม้ว่ากำลังเสริมอาจจะไม่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ทั้งหมด
แต่การมีกำลังเสริมย่อมดีกว่าไม่มี เพราะจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง
"วางใจเถอะ พวกเขาน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น
และทันทีที่เขากล่าวจบ
ค่ายกลเคลื่อนย้ายในความว่างเปล่าอันห่างไกลก็ทอแสงสว่างวาบขึ้น
กลุ่มคนที่มีกลิ่นอายไม่ธรรมดาก้าวออกมาจากค่ายกล พวกเขามีพลังปราณอันลึกล้ำและแววตาที่เย่อหยิ่ง
ผู้มาเยือนมีจำนวนไม่มากนัก น่าจะราวๆ สิบกว่าคน
ทว่าแต่ละคนกลับมีพลังปราณที่แข็งแกร่งมาก คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังอยู่ในระดับเทพสิทธิ์จ้าวนิรมิต
ระดับของพวกเขานั้นเหนือกว่าอัจฉริยะของทะเลเจี้ยไห่ไปหนึ่งระดับเลยทีเดียว
แน่นอนว่าหากพิจารณาอย่างเข้มงวด อายุของพวกเขาก็มากกว่าอัจฉริยะในทะเลเจี้ยไห่กลุ่มนี้อยู่พอสมควร
แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว พวกเขาก็ยังถือว่าเป็นคนรุ่นเยาว์อยู่ดี ไม่ใช่คนรุ่นเก่า
"พวกเขาคือ..."
อัจฉริยะบางคนมีสีหน้ากระจ่างแจ้ง
ในที่สุดก็เดาถูก กำลังเสริมมาจากสถานที่แห่งนั้นจริงๆ
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "พวกเขามาจากโลกซ้อนโลก เป็นขุนศึกรุ่นเยาว์ของตำหนักราชันมนุษย์และวังจักรพรรดิปฐพี พวกเขายินดีจะยื่นมือเข้ามาช่วยในศึกใหญ่ครั้งนี้"
"โลกซ้อนโลกงั้นหรือ..."
เมื่อได้ยินชื่อนี้ อัจฉริยะหลายคนก็มีแววตาที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน
เพราะที่นั่นถือเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในทะเลเจี้ยไห่
ขุมกำลังของสามจักรพรรดิก็มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นกัน
แต่คนจากโลกซ้อนโลกมักจะไม่ค่อยออกเดินทางไปยังพื้นที่อื่นของทะเลเจี้ยไห่ จึงยากนักที่จะได้พบเห็น
ขุนศึกรุ่นเยาว์สิบกว่าคนจากโลกซ้อนโลกได้ลงมายังกำแพงเมือง
พวกเขามีทั้งชายและหญิง ทุกคนสวมชุดเกราะและถืออาวุธระดับเทพ
ฝ่ายชายดูสง่างาม องอาจ ส่วนฝ่ายหญิงก็ดูห้าวหาญ ทรงพลัง
แต่ดูเหมือนพวกเขาส่วนใหญ่จะมีท่าทีเย็นชา ไม่ได้สนใจจะทักทายใครในที่นั้นเลย
พวกเขาแสดงออกถึงความหยิ่งยโสและเย่อหยิ่ง ราวกับเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ลงมาจุติ และดูถูกทุกคนไปเสียหมด
"สหายจากโลกซ้อนโลก ขอบคุณที่มาให้ความช่วยเหลือนะ"
อัจฉริยะคนหนึ่งเดินเข้าไปทักทายด้วยความหวังดีแฝงการประจบสอพลอ
การได้ผูกมิตรกับคนจากโลกซ้อนโลกก็ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย
ทว่าขุนศึกรุ่นเยาว์คนหนึ่งกลับไม่สนใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ทำเอาอัจฉริยะคนนั้นถึงกับหน้าแตกไปเลย
จากนั้นอัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิคนหนึ่งก็ก้าวออกมากล่าวว่า
"สหายเต๋าจากโลกซ้อนโลก การได้ความช่วยเหลือจากพวกท่านเปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดปีก ดูเหมือนการประลองในครั้งนี้พวกเราจะชนะแน่แล้ว"
อัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิผู้นี้แสดงความจริงใจเพื่อต้องการผ่อนคลายบรรยากาศ
ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากนี้พวกเขาจะต้องร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน
เมื่อเห็นอัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิเอ่ยปาก ขุนศึกรุ่นเยาว์คนหนึ่งจึงยอมเอ่ยปากตอบ ทว่าคำพูดกลับฟังดูเสียดแทงนัก
"พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยชีวิตพวกเจ้า เพื่อไม่ให้พวกเจ้าถูกเผ่าป๋ากวาดล้างจนหมด ซึ่งจะส่งผลให้ขวัญกำลังใจของทะเลเจี้ยไห่เราตกต่ำลงไปด้วย"
พอได้ยินแบบนี้ สีหน้าของเหล่าอัจฉริยะในที่นั้นก็เปลี่ยนไปทันที
แม้แต่บรรดาอัจฉริยะจากตระกูลจักรพรรดิก็ยังขมวดคิ้ว
คนจากโลกซ้อนโลกจะหยิ่งยโสเกินไปแล้ว!
แม้แต่เซี่ยโหวเสินจ้างและคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ทว่ากลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร หรือกล้าโต้แย้งขุนศึกรุ่นเยาว์จากโลกซ้อนโลกเหล่านี้เลย
เพราะพวกเขาก็เป็นกองกำลังเสริมที่แข็งแกร่ง และเป็นกำลังหลักในการรับมือกับอัจฉริยะในทำเนียบประกาศจับด้วย
ถ้าไปทำให้พวกเขากริ้วแล้วสะบัดก้นหนีกลับไป ผลลัพธ์คงจะเลวร้ายกว่านี้แน่
ดังนั้นบรรดาอัจฉริยะในที่นั้นจึงต้องทนกลืนความโกรธเอาไว้
"หึ แค่การประลองเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องขอให้พวกเรามาช่วย"
"ดูเหมือนคนรุ่นเยาว์ของทะเลเจี้ยไห่ในยุคนี้จะด้อยลงกว่าเดิมจริงๆ"
บรรดาขุนศึกต่างก็พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ราวกับว่าโลกซ้อนโลกของพวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับทะเลเจี้ยไห่อย่างนั้นแหละ
ขุนศึกรุ่นเยาว์บางคนถึงกับจ้องมองจวินเซียวเหยียนด้วยสายตาที่แฝงแววพิจารณา
เมื่อจวินเซียวเหยียนเห็นเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่า ในกลุ่มคนเหล่านี้จะต้องมีคนที่คิดจะเล่นงานเขาแน่
เพราะเขาเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับทั้งตำหนักราชันมนุษย์และวังจักรพรรดิปฐพีมาก่อน ความสัมพันธ์จึงไม่ได้ดีอะไรนัก
แต่จวินเซียวเหยียนก็ไม่ใช่คนที่จะยอมทนกับพวกขุนศึกที่ทำตัวเย่อหยิ่งพวกนี้หรอกนะ
"ก็เป็นแค่ฝูงคางคกก้นบ่อที่มองเห็นแค่ท้องฟ้าแคบๆ คิดว่าตัวเองเป็นผู้กอบกู้โลกจริงๆ หรืออย่างไรกัน"
"โลกซ้อนโลกของพวกเจ้าก็เป็นเพียงหนึ่งในโลกนับหมื่นนับพันของทะเลเจี้ยไห่เท่านั้น มีอะไรวิเศษนักหนา"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบกริบ
ทุกคนหันไปมองจวินเซียวเหยียน
มีเพียงจวินเซียวเหยียนเท่านั้นที่มีสถานะและสิทธิ์ที่จะพูดจาเช่นนี้กับคนจากโลกซ้อนโลกได้
เพราะเขาเคยบดขยี้ผู้สืบทอดของตำหนักราชันมนุษย์มาแล้ว!
[จบแล้ว]