- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 1330 - มุ่งหน้าสู่สถานที่ปิดด่าน
บทที่ 1330 - มุ่งหน้าสู่สถานที่ปิดด่าน
บทที่ 1330 - มุ่งหน้าสู่สถานที่ปิดด่าน
บทที่ 1330 - มุ่งหน้าสู่สถานที่ปิดด่าน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่นักพรตขลุ่ยเงินเป็นถึงอาจารย์ของเซี่ยงชิงเฉิง ฝีมือย่อมไม่ด้อยไปกว่าเซี่ยงขวง เป็นมหาเถระที่มีชื่อเสียงมานานปี ลู่เสี่ยวเทียนไม่เชื่อหรอกว่าคนผู้นี้จะไม่มีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่เลย ในสายตาคนภายนอกเซี่ยงหนานหมิงอาจจะดูน่ากลัว ทว่าลู่เสี่ยวเทียนกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น รอให้เซี่ยงชิงเฉิงทะลวงขึ้นเป็นมหาเถระสำเร็จ เมื่อรวมพลังกับเขาแล้วก็ยังมีลู่อู๋ซวงอีกคน ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเซียวจิ้งเล่ย แม้จะเอาชนะไม่ได้แต่อย่างน้อยการเอาตัวรอดก็ไม่น่าจะมีปัญหา อีกอย่างเขาก็กำลังจะมีหุ่นเชิดศพระดับทารกแรกกำเนิดที่มีพลังฝีมือไม่ธรรมดาเพิ่มมาอีกหนึ่งตัว
แค่อยู่ในเมืองหลวงแคว้นเซี่ยงอีกฝ่ายก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว รอให้เวลาผ่านไปอีกสักระยะ เมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาสิบวัฏจักรผสานปราณจนบรรลุถึงขั้นสูงกว่านี้ ความมั่นใจของเขาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
“เจ้าตกลงแล้วหรือ” บนใบหน้าของสวี่ชิ่นมีความยินดีเจือด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“ตอนอยู่หน้าคุกทมิฬ ข้าก็ตอบตกลงไปแล้วไม่ใช่หรือ” ลู่เสี่ยวเทียนเอ่ยอย่างแปลกใจ
“มันไม่เหมือนกัน เอาเถอะ หากเจ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็ไปกับข้าเลยสิ” สวี่ชิ่นยิ้มร่า ไม่คิดเลยว่าลู่เสี่ยวเทียนจะตอบตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้ ตามที่เซี่ยงชิงเฉิงเคยบอกไว้ หมอนี่เวลาเผชิญหน้ากับศัตรูนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวจะตายไป
“นายท่าน มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ” อวี่หยาที่ได้รับกระแสเสียงจากลู่เสี่ยวเทียนเดินตรงเข้ามา
“ข้าต้องออกไปข้างนอกสักพัก อย่างน้อยก็หลายเดือน เดี๋ยวเจ้าไปบอกลู่อู๋ซวงให้ช่วยจับตาดูผู้บำเพ็ญวิถีภูตคนนั้นให้ดี หากหมอนั่นคิดจะหนีก็ฆ่าทิ้งได้เลย ไม่ต้องมาบอกข้าก่อน” ลู่เสี่ยวเทียนสั่งการ
“เจ้าค่ะ หลัวเฉียนกับวัวมารแปดขาและคนอื่นๆ ก็อยู่ ผู้บำเพ็ญวิถีภูตแค่คนเดียวสร้างปัญหาอะไรไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” อวี่หยารับคำ
“เรื่องของเสี่ยวเฉียวกับเซี่ยงหัวก็รบกวนเจ้าช่วยดูแลด้วยก็แล้วกัน”
“นายท่านโปรดวางใจ ข้าน้อยจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ” อวี่หยาพยักหน้า ในบรรดายอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิด พลังบำเพ็ญเพียรของนางถือว่าต่ำที่สุดและฝีมือก็อ่อนด้อยที่สุด การที่ลู่เสี่ยวเทียนยังมอบหมายงานให้นางทำก็แปลว่านางยังมีประโยชน์อยู่ หากต้องอยู่ว่างๆ อวี่หยาคงอดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่าน
ลู่เสี่ยวเทียนพยักหน้า บางเรื่องก็ใช่ว่าคนระดับพลังสูงๆ จะทำได้ดีกว่า อย่างน้อยในเรื่องการจัดการงานจุกจิกเหล่านี้ คนอื่นก็คงทำได้ไม่ดีเท่าอวี่หยาแน่
แสงแดดสาดส่องลงมาย้อมหมอกควันรอบด้านให้ดูงดงามตระการตา ทิวเขาสลับซับซ้อนเขียวขจี เสียงนกกระเรียนและวิหควิญญาณขับขานดังกังวาน สายน้ำพุใสสะอาดไหลรินตามซอกเขา ต้นสนเอนลู่ไปตามสายลม
แม้แต่ลู่เสี่ยวเทียนเมื่อก้าวเข้ามาในเขตภูเขาแห่งนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวไปทั้งร่าง
“ค่ายกลเก้าโค้งวารีมรกตพิสุทธิ์ ชิงเฉิงมีกายาวารีเร้นลับอย่างนั้นหรือ” แม้ลู่เสี่ยวเทียนจะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวทว่าสีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้เขาพอจะเดาได้ว่าการทะลวงขั้นของเซี่ยงชิงเฉิงคงมีข้อจำกัดบางอย่างจึงต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า อีกทั้งไม่ใช่ทุกสถานที่จะสามารถใช้ทะลวงขั้นได้ มิเช่นนั้นเซี่ยงชิงเฉิงก็คงทะลวงขั้นให้เสร็จสรรพแล้วค่อยกลับมา ไม่ต้องมารอรับมือกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อมาถึงเมืองหลวงแคว้นเซี่ยงเช่นนี้หรอก
ถึงอย่างไรการอยู่ข้างนอกและมีเขาคอยคุ้มกันให้ย่อมไม่ต้องเผชิญกับการลอบกัดจากยอดฝีมืออย่างเซี่ยงหนานหมิง ซึ่งยากนักที่จะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาได้ แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เซี่ยงชิงเฉิงก็ยังเลือกที่จะกลับมา แสดงว่าต้องมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นข้อจำกัดทำให้นางไม่อาจทะลวงผ่านระดับได้อย่างง่ายดายเมื่ออยู่ข้างนอก ลู่เสี่ยวเทียนไม่คิดเลยว่าเซี่ยงชิงเฉิงจะมีกายาวารีเร้นลับอย่างที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณ ผู้ที่มีร่างกายพิเศษชนิดนี้ความเร็วในการฝึกฝนก็ไม่ถือว่าเชื่องช้า เพียงแต่ทุกครั้งที่ต้องทะลวงขอบเขตใหม่ มันกลับอันตรายราวกับต้องเดินผ่านประตูผีก็ไม่ปาน อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ส่วนกลิ่นอายของผู้ฝึกตนเองก็มักจะเย็นชาดุจน้ำในสระน้ำแข็ง
ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจีที่สลับซับซ้อนนี้ บนยอดเขาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง บริเวณศาลาเล็กๆ หน้าถ้ำที่ตั้งอยู่กึ่งกลางภูเขา มีหญิงชราผมสีเงินผู้หนึ่งกำลังเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้หิน
ส่วนเซี่ยงชิงเฉิงก็นั่งชันเข่าอยู่ด้านข้าง ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง บนใบหน้ามีความกังวลใจแฝงอยู่ ทว่าจู่ๆ นางก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามา เมื่อหันไปมองก็เห็นสวี่ชิ่นและลู่เสี่ยวเทียนเดินเคียงคู่กันมา
ความกังวลใจบนใบหน้าของเซี่ยงชิงเฉิงเลือนหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด เซี่ยงชิงเฉิงรีบลุกขึ้นยืนมองไปที่ลู่เสี่ยวเทียนแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามาแล้ว”
“เจ้ากำลังจะทะลวงขั้นเป็นมหาเถระ เรื่องสำคัญระดับนี้ข้าจะพลาดได้อย่างไร” ลู่เสี่ยวเทียนยิ้มบางๆ
“คิกๆ ข้าเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟังหมดแล้ว ไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย แต่ท่านตงฟางผู้นี้กลับตอบตกลงมาโดยไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำ ทำให้คำพูดหว่านล้อมที่ข้าเตรียมมาไม่ได้ใช้เลยสักคำ” สวี่ชิ่นยักไหล่พลางหลิ่วตาให้เซี่ยงชิงเฉิง
“ข้ายังไม่ได้ทะลวงขั้นเสียหน่อย” ใบหน้าของเซี่ยงชิงเฉิงแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าความยินดีในดวงตานั้นปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด นางเองก็ลังเลอยู่นานว่าจะเชิญลู่เสี่ยวเทียนมาดีหรือไม่ ตอนแรกนางรีบไปที่คุกทมิฬก็เพราะรู้ข่าวว่าเซี่ยงขวงไม่สามารถปลีกตัวจากทุ่งดาราได้ในระยะเวลาอันสั้น และเซี่ยงอวี่เจ๋อก็อาจจะปล่อยข่าวนี้ให้เซียวจิ้งเล่ยรู้ นางจึงรีบไปเตือนลู่เสี่ยวเทียน
นางรู้สถานการณ์ของตัวเองดี นอกจากท่านอาจารย์นักพรตขลุ่ยเงินและสวี่ชิ่นแล้ว คนที่นางสามารถไว้ใจได้ก็มีเพียงเซี่ยงขวงและลู่เสี่ยวเทียนที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น ด้วยพลังฝีมือของสวี่ชิ่นย่อมไม่อาจช่วยเหลืออะไรนางได้มากนัก ส่วนเซี่ยงขวงก็ติดพันอยู่ที่ทุ่งดารา น้ำไกลย่อมดับไฟใกล้ไม่ได้ และอาจารย์ของนางอย่างนักพรตขลุ่ยเงินก็แก่ชราเต็มที คงอยู่รอจนถึงตอนที่นางทะลวงขั้นไม่ไหว ดังนั้นตอนที่อยู่หน้าคุกทมิฬ เซี่ยงชิงเฉิงจึงเผลอหลุดปากบอกลู่เสี่ยวเทียนไปประโยคหนึ่ง ทว่าเมื่อพูดออกไปแล้วนางก็กลับรู้สึกลังเล เพราะในถ้ำอสูรศิลา พวกเขาต่างก็ลงเรือลำเดียวกันจึงไม่ต้องคิดถึงเรื่องผลประโยชน์มากนัก แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงแคว้นเซี่ยง สถานการณ์กลับซับซ้อนขึ้นมาก อีกทั้งคนที่ต้องรับมือในครั้งนี้คือเซี่ยงหนานหมิง มหาเถระระดับแนวหน้าแห่งราชวงศ์
เซี่ยงชิงเฉิงกลัวว่าตอนที่บอกความจริงทั้งหมดกับลู่เสี่ยวเทียนแล้วเขาจะรู้สึกลังเล แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว สำหรับเซี่ยงชิงเฉิงแล้วมันก็อาจกลายเป็นรอยร้าวที่ไม่อาจประสานระหว่างคนทั้งสองได้ ดังนั้นเมื่อพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว เซี่ยงชิงเฉิงจึงไม่ได้พูดต่อ แต่กลับให้สวี่ชิ่นเป็นคนไปหาแทน ต่อให้เขามีความลังเลในตอนนั้นแต่ถ้านางไม่ได้เห็นกับตา ความผิดหวังในใจก็คงเบาบางลงไปมาก
พอได้ยินสวี่ชิ่นพูดแบบนี้ เซี่ยงชิงเฉิงก็รู้สึกราวกับมีบางสิ่งมาเติมเต็มในหัวใจของนาง
“ในเมื่อข้าก็มาแล้ว เจ้าก็ต้องเป็นมหาเถระให้ได้ พอทะลวงผ่านไปได้แล้วเราสองคนร่วมมือกัน ข้าก็ไม่กลัวเซี่ยงหนานหมิงนั่นหรอก ถ้าไม่มีคนช่วย แล้วข้าจะเอาตัวรอดจากการรับมือกับเซียวจิ้งเล่ยและเซี่ยงหนานหมิงพร้อมกันได้อย่างไรล่ะ” ลู่เสี่ยวเทียนยักไหล่ จากนั้นก็ประสานมือคารวะหญิงชราผมเงินที่ดูมีเมตตา “คิดว่าท่านนี้คงจะเป็นนักพรตขลุ่ยเงินสินะ”
“รบกวนสหายตัวน้อยที่อุตส่าห์เดินทางมาแล้ว ศิษย์ของข้าคนนี้ปกติมักจะทำตัวเย็นชาห่างเหินกับคนแปลกหน้า ไม่คิดเลยว่าสายตาในการมองคนของนางจะเฉียบแหลมกว่าคนแก่อย่างข้าเสียอีก” หญิงชรายิ้มบางๆ พลางกวาดตามองลู่เสี่ยวเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า บนใบหน้าปรากฏแววชื่นชม
“เขตภูเขาแห่งนี้คือดินแดนแห่งโชคลาภที่ข้าเลือกไว้ให้ชิงเฉิงโดยเฉพาะ ไม่คิดเลยว่าพอเจ้ามาถึงก็จะมองออกทันทีว่าศิษย์ของข้ามีกายาวารีเร้นลับ ชิงเฉิงเคยเล่าเรื่องที่เจ้ามีความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลให้ข้าฟัง ตอนแรกข้าก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความรู้ความสามารถของสหายตัวน้อยคงจะลึกล้ำกว่าที่ข้าคิดไว้เสียแล้ว”
“ข้าก็แค่เคยบังเอิญเห็นในตำราโบราณเท่านั้น ในเมื่อเรียกข้ามา คิดว่าท่านคงจะมีการจัดการเรื่องนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วกระมัง” ลู่เสี่ยวเทียนกล่าวเข้าประเด็นทันที
[จบแล้ว]