- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 401 - เทพเซียนจุติ!
บทที่ 401 - เทพเซียนจุติ!
บทที่ 401 - เทพเซียนจุติ!
บทที่ 401 - เทพเซียนจุติ!
"พรสวรรค์โลหิตคลั่งนี้ดูคล้ายกับโทสะเดือดอยู่หน่อยๆ แฮะ..."
หลิวเซิ่งพิจารณาอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมา
แท้จริงแล้วมันแตกต่างกันมากทีเดียว
พรสวรรค์โทสะเดือดนั้นเกี่ยวข้องกับความโกรธเพียงอย่างเดียว ยิ่งจิตใจโกรธเกรี้ยวเลือดก็ยิ่งสูบฉีดแรง ร่างกายก็ยิ่งขยายใหญ่ พละกำลังก็ยิ่งเพิ่มพูน
มันเป็นพรสวรรค์ประเภทติดตัวที่ทำงานเอง ไม่สามารถกระตุ้นให้ทำงานตามใจนึกได้
อารมณ์คล้ายกับขุมพลังเจ้ายักษ์เขียวฉบับเทพเซียน
ส่วนโลหิตคลั่งนั้นเป็นพรสวรรค์แบบเรียกใช้ ต้องกระตุ้นการทำงานด้วยตนเอง
คล้ายกับสภาวะคลุ้มคลั่งในเกมเมื่อชาติก่อน แต่มันให้ผลลัพธ์ที่สูงกว่ามาก ทั้งพละกำลัง ความเร็ว และพลังป้องกันล้วนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หากใช้ซ้อนทับกับพรสวรรค์โทสะเดือดด้วยแล้วก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
ข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวคือการสูญเสียสติสัมปชัญญะ แยกแยะมิตรศัตรูไม่ออกและเข่นฆ่าทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ถึงอย่างนั้นก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการกระโจนเข้าไปกลางดงศัตรูเสียก่อนแล้วค่อยกระตุ้นพรสวรรค์นี้ เพียงเท่านี้ก็หลีกเลี่ยงการทำร้ายพวกเดียวกันเองได้แล้ว
โดยรวมแล้วเมื่อเทียบกับหมีลมทมิฬ ร่างจำแลงหมีคลั่งลมทมิฬก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก นับนิ้วดูแล้วก็เพิ่มมาแค่พรสวรรค์โลหิตคลั่งเพียงอย่างเดียว
ทว่าพรสวรรค์อีกสี่อย่างที่เหลือนั้นได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล ขอเพียงใช้งานให้เหมาะสม มันก็จะไม่ใช่ร่างที่รั้งท้ายในบรรดาร่างจำแลงทั้งหมดอีกต่อไป
"เมื่อก่อนราชันเฮยเฟิงเคยทำตัวกร่างสุดยอดแท้ๆ แต่พอมาเป็นร่างจำแลงของข้า กลับต้องมาดิ้นรนพยายามเพื่อไม่ให้กลายเป็นที่โหล่เสียได้..."
"ถ้าเจ้านั่นยังไม่พยายามอีก เกรงว่าคงจะสู้แม้กระทั่งหนูทะลวงปฐพีไม่ได้แล้วล่ะมั้ง"
เขายิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงเจ้าหมีดำจอมซื่อบื้อตัวนั้น ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมา
ในบรรดาร่างจำแลงทั้งสิบเอ็ดร่างที่มีอยู่ในตอนนี้ นอกเหนือจากร่างที่ถือกำเนิดมาพร้อมความศักดิ์สิทธิ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าอย่างวานรเทพแขนยาวแล้ว ร่างอื่นๆ อย่างอีกาเพลิงวิบัติสีชาด มังกรเขียววารีลี้ลับ แมงมุมหุ่นเชิดลักชะตา ล้วนแต่ถูกจำลองสถานการณ์และยกระดับสายเลือดขึ้นมาจากสัตว์ธรรมดาหรือสัตว์ประหลาดทั่วไปทั้งสิ้น
ยิ่งผ่านการจำลองสถานการณ์มากครั้งเท่าไหร่ สายเลือดที่ถูกยกระดับก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะทุกครั้งที่ผลมรรคคาทำการจำลองสถานการณ์ให้กับร่างจำแลง มันจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้งหมดและยกระดับให้ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของขอบเขตนั้นๆ
ส่วนร่างอย่างหนูทะลวงปฐพีและเต่างูแบกบรรพตนั้นล้วนเกิดจากการหลอมรวมแก่นวิญญาณของมหาปีศาจโดยตรง ยังไม่เคยผ่านการจำลองสถานการณ์มาก่อน ความห่างชั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจน
หากจะต้องจัดอันดับความแข็งแกร่งของร่างจำแลงมหาปีศาจทั้งสิบเอ็ดร่างนี้ ก็คงจะแบ่งได้ประมาณนี้
ระดับที่ศูนย์: วานรเทพแขนยาวร่างวัยรุ่น
ระดับที่ศูนย์จุดห้า: มังกรเขียววารีลี้ลับ วิหควายุสลาตัน พยัคฆ์เหินเพลิงโลหิต
ระดับที่หนึ่ง: แมงมุมหุ่นเชิดลักชะตา ช้างแก้วงาทอง แรดอสนีบาตเนตรทองคำ อีกาเพลิงวิบัติสีชาด หมีคลั่งลมทมิฬ
ระดับที่สอง: หนูทะลวงปฐพี เต่างูแบกบรรพต
ในจำนวนนี้ มังกรเขียววารีลี้ลับหากอยู่ในแม่น้ำหรือทะเลสาบ พลังรบจะเพิ่มขึ้นอีกครึ่งระดับ คาดว่าน่าจะก้าวขึ้นไปแตะระดับที่ศูนย์และงัดข้อกับวานรเทพแขนยาวได้
นอกจากนี้วิหควายุสลาตันเมื่ออยู่ท่ามกลางพายุเฮอริเคน พยัคฆ์เหินเพลิงโลหิตเมื่ออยู่ท่ามกลางทะเลเลือดและกองเพลิง พลังรบก็จะเพิ่มขึ้นอีกครึ่งระดับจนพอจะเบียดตัวเข้าสู่ระดับที่ศูนย์ได้เช่นกัน
แล้วก็ยังมีเต่างูแบกบรรพต หากมีเจดีย์พันยอดคอยเสริมพลัง พลังรบก็จะพุ่งขึ้นไปถึงระดับที่หนึ่งได้
แต่ถ้าไม่มีก็จะด้อยกว่าแม้กระทั่งหนูทะลวงปฐพีและกลายเป็นร่างที่รั้งท้ายสุด
อย่างไรก็ตามการจัดอันดับเหล่านี้เป็นเพียงสถานการณ์ในปัจจุบันเท่านั้น
รอให้พวกมันได้รับการจำลองสถานการณ์และยกระดับขึ้นในครั้งหน้า การจัดอันดับนี้ก็คงต้องมาจัดกันใหม่อีกรอบ
ยกตัวอย่างเช่นเต่างูแบกบรรพต เดิมทีมันก็มีสายเลือดของมังกรเต่าบรรพตชลมารคที่แฝงศักยภาพอันมหาศาลอยู่แล้ว หลังจากได้รับการอุดช่องโหว่ต่างๆ ลำพังแค่พลังของตัวมันเองก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับที่หนึ่งได้สบายๆ
และหากได้รับการเสริมพลังจากเจดีย์พันยอดเข้าไปอีก การก้าวขึ้นสู่ระดับที่ศูนย์จุดห้าก็ถือเป็นเรื่องที่แน่นอนไม่มีพลิกโผ
"ยังเหลือโควตาหลอมรวมร่างจำแลงได้อีกสองร่าง ถ้าใช้หลอมรวมมหาปีศาจโดยตรง ต่อให้สายเลือดเดิมจะแข็งแกร่งแค่ไหน อย่างมากก็คงไปหยุดอยู่แค่ระดับที่สอง..."
หลิวเซิ่งดึงสายตากลับมา เขาเดาะลิ้นเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ยังไม่จุใจ มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ
"แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็บรรลุขอบเขตหวงถิงขั้นสมบูรณ์แล้ว ขาดก็เพียงแค่โอกาสอันเหมาะสมที่จะทะลวงด่านเปิดสะพานเชื่อมฟ้าดินก้าวเข้าสู่ขอบเขตทะลวงสัจธรรม..."
"เมื่อถึงเวลานั้น ร่างจำแลงนับสิบของข้าก็จะได้กลายเป็นเฒ่าปีศาจกันหมดแล้ว"
เฒ่าปีศาจเป็นระดับที่เทียบเท่ากับปรมาจารย์ขอบเขตทะลวงสัจธรรมของเผ่ามนุษย์ ทว่ามักจะมีพลังรบที่เหนือกว่า พวกมันแต่ละตนล้วนเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าที่อยู่มานานนับพันปี ไม่ว่าจะเล่ห์เหลี่ยม ประสบการณ์ หรือความแข็งแกร่งล้วนมีพร้อมสรรพ
หากมีร่างจำแลงระดับเฒ่าปีศาจอยู่ในมือนับสิบร่าง ขอเพียงไม่มีเทพเซียนปรากฏตัว เขาก็มีกำลังมากพอที่จะเดินกร่างไปได้ทั่วทั้งใต้หล้าแล้ว
"ปู๊น!"
"ปู๊น!"
"ปู๊น!"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงเป่าหอยสังข์อันหนักแน่นก็ดังแว่วมาจากภายนอกห้องบำเพ็ญเพียร มันเป็นเสียงที่แฝงด้วยกลิ่นอายของเกลียวคลื่นแห่งท้องทะเลดังกึกก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ตระกูลตู้
นี่คือเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของตระกูลตู้ เมื่อใดที่เสียงนี้ดังขึ้น ย่อมหมายความว่าตระกูลตู้กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความเป็นความตาย
ตระกูลกงซุนงั้นหรือ
ก็ถูกของพวกเขา นั่นคือตระกูลแห่งเทพเซียนที่ครองความยิ่งใหญ่ในมณฑลโยวโจวมานับพันปี มีรากฐานฝังลึกยิ่งกว่าตระกูลตู้เสียอีก พวกเขาจะมามัวนั่งรอรับมืออยู่เฉยๆ ได้อย่างไร
เมื่อใดที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ พวกเขาย่อมต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อบดขยี้ศัตรูให้สิ้นซาก
รายละเอียดของแผนการต่างๆ การชิงไหวชิงพริบระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่าย การหยั่งรู้จิตใจคน การแบ่งแยกและดึงดูดมิตรศัตรู หรือการจัดทัพวางค่ายกล หลิวเซิ่งไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือ วันนี้ต่อให้เขาไม่อยากทำตัวโดดเด่นก็คงไม่ได้แล้ว
"เพิ่งจะได้รับการยกระดับมาพอดี ถือโอกาสนี้ออกไปโชว์ตัวสักหน่อยก็แล้วกัน น่าเสียดายที่อาชู อาเปียวติดภารกิจอยู่ข้างนอกเลยมาไม่ได้..."
หลิวเซิ่งลุกขึ้นยืน เขาเริ่มนับจำนวนร่างจำแลงที่สามารถเรียกใช้งานได้ในตอนนี้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันร่างจำแลงที่ถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก หลักๆ ก็จะมีร่างแมงมุม ช้างแก้ว และอีกาเพลิงที่ประจำการอยู่ในกององครักษ์เกล็ดแดง รวมกับร่างพยัคฆ์เหินและแรดอสนีบาตที่อยู่สันเขาพยัคฆ์หมอบ รวมเป็นห้าร่าง
ส่วนอีกหกร่างที่เหลือได้แก่ วานรเทพแขนยาว มังกรเขียววารีลี้ลับ วิหควายุสลาตัน หมีคลั่งลมทมิฬ เต่างูแบกบรรพต และหนูทะลวงปฐพี ล้วนอยู่ข้างกายเขาและพร้อมรับคำสั่งทุกเมื่อ
นอกจากนี้เขายังมีแต้มไอวิญญาณตุนไว้อีกกว่าหนึ่งล้านสี่แสนแต้ม หากคำนวณจากการชุบชีวิตร่างจำแลงมหาปีศาจหนึ่งครั้งที่ต้องใช้ไอวิญญาณสองหมื่นแต้ม นั่นก็เท่ากับว่า...
เขามีชีวิตสำรองถึงเจ็ดสิบชีวิต
แน่นอนว่านี่คือจำนวนครั้งในการชุบชีวิตเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตายและทุ่มหมดหน้าตัก
หากต้องเผื่อไอวิญญาณไว้สำหรับการคงสภาพร่างจำแลงร่างอื่นๆ ด้วย อย่างน้อยก็ต้องเก็บสำรองไว้สักสองแสนแต้ม
ดังนั้นในศึกครั้งนี้ อย่างมากที่สุดเขาก็สามารถให้ร่างจำแลงทั้งหกชุบชีวิตตัวเองได้ถึงหกสิบครั้ง
นอกเสียจากว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเทพเซียนที่อยู่เหนือขอบเขตทะลวงสัจธรรม ไม่อย่างนั้นด้วยพลังของร่างจำแลงเหล่านี้ ใครกันจะสามารถฆ่าพวกมันได้ถึงหกสิบครั้ง
ส่วนเหตุผลที่เขาต้องทุ่มเทลงแรงถึงขนาดนี้น่ะหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะ...
คลังสมบัติของตระกูลกงซุนน่ะสิ
คลังสมบัติลับของตระกูลตู้ยังกอบโกยไอวิญญาณมาได้ตั้งล้านกว่าแต้ม แล้วคลังสมบัติของตระกูลกงซุนที่มีรากฐานลึกล้ำยิ่งกว่าตระกูลตู้ หากจะขอรีดไถไอวิญญาณสักสองร้อยกว่าล้านแต้ม มันก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ
ในขณะที่หลิวเซิ่งกำลังวางแผนอยู่อย่างเงียบๆ เสียงไอแหบพร่าก็ดังกึกก้องขึ้นเหนือท้องฟ้าของตระกูลตู้
"ตู้เหรินว่าง ชายชราผู้นี้มาหาแล้ว เหตุใดจึงไม่ออกมาสู้กันสักตั้งเล่า"
น้ำเสียงนั้นช่างแหบชราและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความอหังการที่พร้อมจะกวาดล้างทุกสรรพสิ่งและมองใต้หล้าเป็นเพียงมดปลวก
คำพูดแต่ละคำราวกับมีน้ำหนักมหาศาลหนักอึ้งดั่งขุนเขา
สิ้นประโยค แรงกดดันมหาศาลก็โถมทับลงมาราวกับเทือกเขานับไม่ถ้วนที่ร่วงหล่นลงมา บดขยี้ห้วงอากาศจนแหลกสลาย
พริบตานั้นเสียงอากาศระเบิดดังกึกก้อง พายุคลั่งพัดกระหน่ำ หมู่เมฆม้วนตัวตีกลับไปมา ราวกับวันสิ้นโลกได้มาเยือน สร้างความหวาดผวาไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่กวาดผ่านไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้ผู้คนจิตใจสั่นสะท้านหวาดกลัวจนต้องคุกเข่าหมอบลงกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้ เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนระทวย เลือดลมตีกลับจนต้องตัวสั่นงันงก ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
นี่คือ...
ความหวาดกลัวจากสัญชาตญาณดิบของสิ่งมีชีวิต
"เช้ง!"
ภายในห้วงคำนึง วิญญาณดาบส่งเสียงกรีดร้องแผ่วเบา ฟาดฟันความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดให้มลายหายไป
นัยน์ตาของหลิวเซิ่งสะท้อนเงามายาของพยัคฆ์และคชสาร แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันใดๆ ทั้งสิ้น
"นี่ไม่ใช่ความสามารถที่ขอบเขตทะลวงสัจธรรมพึงมี หรือว่าจะเป็น..."
เขาเอียงคอเล็กน้อย หรี่ตาทั้งสองข้างลง
"กงซุนเทียนซวู บิดายังเห็นแก่ที่เจ้าเป็นผู้อาวุโส จะให้เวลาเจ้าสั่งเสียสักหนึ่งก้านธูปก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องไปร้องห่มร้องไห้ฟ้องพญายมว่าบิดารังแกเจ้า"
ในตอนนั้นเอง เสียงของตู้เหรินว่างก็ดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ฮึกเหิมและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
มันพุ่งทะยานขึ้นไปต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าทีละตุน
ราวกับยักษ์ปักหลั่นที่สองเท้าเหยียบย่างบนผืนปฐพี แล้วค่อยๆ ใช้สองมือค้ำยันแผ่นฟ้าที่กำลังถล่มลงมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ
ทำให้ผู้คนในตระกูลตู้ต่างพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ตู้ซิงเหิงและคนอื่นๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นหลังรอดพ้นจากความตาย
"เทพเซียนงั้นหรือ"
[จบแล้ว]