- หน้าแรก
- เดี๋ยวก่อน นี่น่ะเหรอระบบประเมินรถยนต์
- บทที่ 20 - เสร็จสิ้นหนึ่งคำไหว้วาน, ความอบอุ่นของครอบครัว
บทที่ 20 - เสร็จสิ้นหนึ่งคำไหว้วาน, ความอบอุ่นของครอบครัว
บทที่ 20 - เสร็จสิ้นหนึ่งคำไหว้วาน, ความอบอุ่นของครอบครัว
บทที่ 20 - เสร็จสิ้นหนึ่งคำไหว้วาน, ความอบอุ่นของครอบครัว
ช่วงเวลาหลังจากนั้น
ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังราวกับตั้งนาฬิกาปลุกไว้
นอกจากจะซ่อมรถ F0 ที่เป็นเหมือนตัวแทนความผูกพันของโจวอวิ๋นเฟิงแล้ว ธุรกิจของร้านเสี่ยวหู่ซ่อมรถยนต์ก็ยังดีวันดีคืนอย่างเห็นได้ชัด
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจ้าวเสี่ยวหู่หมดเคราะห์หมดโศกและเริ่มดวงดีขึ้น
หรือเป็นเพราะมี "เครื่องสแกนมนุษย์" อย่างสวีปินคอยนั่งแท่นบัญชาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับงานและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า
หรืออาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงของร้านเริ่มขจรขจายออกไป ทำให้มีลูกค้าประจำและเสียงบอกปากต่อปากเพิ่มมากขึ้น...
หรืออาจจะเพราะทุกเหตุผลรวมกัน
เอาเป็นว่า หน้าร้านไม่ได้โล่งโจ้งว่างเปล่าอีกต่อไป
สวีปินรับหน้าที่ต้อนรับลูกค้าและหาสาเหตุอาการเสีย ส่วนจ้าวเสี่ยวหู่รับหน้าที่ตีราคาและลงมือซ่อม
ทั้งคู่ทำงานเข้าขากันมากขึ้นเรื่อยๆ
พอเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหู่ก็เพิ่มขึ้น คิ้วที่เคยขมวดก็คลายออก ทำงานคล่องแคล่วว่องไวขึ้นเยอะ
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง รถ Scirocco สีขาวคันนั้นก็มาจอดหน้าร้านอีกครั้ง
โจวอี้เฟยลงจากรถแล้วยิ้มทักทาย "พี่ปิน พี่เสี่ยวหู่!"
"พี่โจว อี้เฟย มาแล้วเหรอครับ"
สวีปินรีบเดินเข้าไปต้อนรับ พร้อมเอ่ยถาม
"อี้เฟย รถขับเป็นไงบ้าง? ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"
"ปกติดีทุกอย่างเลยครับ! ขับโคตรมัน! เครื่องแรง พวงมาลัยคม ไม่มีปัญหาจุกจิกอะไรเลย!"
"งั้นก็ดีแล้ว ถ้ารถมีปัญหาอะไรก็แวะมาได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
โจวอวิ๋นเฟิงล้วงเอาบุหรี่ต้าฉงจิ่วออกจากกระเป๋า ยื่นแจกให้ทุกคนพลางพูดว่า "เมื่อกี้พี่เพิ่งลองขับรถของอี้เฟยมา รถคันนี้เยี่ยมไปเลยน้อง!"
ยืนคุยกันอยู่หน้าร้าน สูบบุหรี่ไปพลาง คุยเล่นกันไปพลาง
จากนั้นก็เดินเข้าไปข้างใน ไปหยุดอยู่ตรงช่องซ่อมที่มีรถ F0 จอดอยู่
"มาเลยครับ พี่โจว เชิญดูผลงานได้เลย"
จ้าวเสี่ยวหู่เอื้อมมือไปจับผ้าคลุมรถ F0 ไว้ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ออกแรงสะบัดแขน ผ้าคลุมก็เปิดออก
พระเอกของงานปรากฏตัว
รถ BYD F0 สีขาวที่ผ่านการชุบชีวิตใหม่ ปรากฏแก่สายตาทุกคน
มันไม่เหลือเค้าโครงรถที่เก่าโทรม สกปรก และพังยับเยินเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
ตาของโจวอวิ๋นเฟิงเบิกกว้าง รีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
เขาเดินดูรอบรถอย่างละเอียดสองรอบ อดใจไม่ไหวต้องเอื้อมมือไปลูบฝากระโปรงและประตูรถ
เขาเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ
บิดกุญแจ
เครื่องยนต์สตาร์ทติด ส่งเสียง "แต๊กๆ" สม่ำเสมอ ถึงจะไม่นิ่มนวลเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีเสียงแปลกปลอมอะไร
รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากช่องซ่อม
...
โจวอวิ๋นเฟิงขับรถออกไปวนดูหนึ่งรอบ พอกลับมาจอดหน้าร้าน
ดับเครื่อง ลงจากรถ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจที่ปิดไม่มิด
"เสี่ยวหู่ อาปิน ขอบใจพวกนายมากนะ! รถสภาพดีกว่าที่พี่คิดไว้เยอะเลย! พวกนายทำเต็มที่จริงๆ! น้ำใจครั้งนี้ พี่โจวคนนี้จะขอจำไว้ในใจเลยนะ!"
งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทุกคนก็แฮปปี้
แต่ก่อนที่โจวอวิ๋นเฟิงจะกลับ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอะไรยุกยิกอยู่พักนึง
จู่ๆ โทรศัพท์ของจ้าวเสี่ยวหู่ก็มีเสียงเตือนเงินเข้าจากวีแชต
เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาดู แล้วก็ต้องอึ้งไปเลย
"พี่โจว ทำอะไรเนี่ย? ทำไมถึงโอนมาให้อีกสองพันล่ะ?"
"น้ำใจของพวกนาย พี่รับรู้แล้วนะ แต่เงินก้อนนี้ คือค่าเช็กสภาพ ซ่อมแซมรถของอี้เฟย"
โจวอวิ๋นเฟิงตบไหล่เขา แล้วพูดปนหัวเราะ
"ลูกชายพี่กลับมาเล่าให้ฟังหมดแล้วว่าพวกนายไม่ยอมคิดเงิน แบบนี้ไม่เอาไหนนะ แยกแยะให้ชัดเจนสิ"
"พวกนายเปิดร้านทำธุรกิจ มันมีต้นทุน จะให้มาควักเนื้อจ่ายเองได้ไง เงินก้อนนี้ต้องรับไว้นะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!"
สวีปินกับจ้าวเสี่ยวหู่สบตากัน
รู้ดีว่านี่คือวิธีรักษาความสัมพันธ์ในแบบฉบับของโจวอวิ๋นเฟิง ขืนปฏิเสธไปจะดูเสียมารยาทเปล่าๆ
ให้เกียรติคนรวยเขาหน่อยเถอะ!
ทั้งสองคนประสานเสียงขอบคุณ "ขอบคุณมากครับพี่โจว!"
...
ยืนส่งสองพ่อลูกตระกูลโจวกลับไปด้วยความยินดี
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของจ้าวเสี่ยวหู่ก็ดังขึ้น
เขารับสาย พูดตอบโต้ไปสองสามประโยค "อื้อๆ รู้แล้ว เดี๋ยวกลับแล้ว"
วางสาย
เขาหันมาบอกสวีปิน "พี่ปิน เตรียมปิดร้าน เลิกงานกันเถอะ"
สวีปินดูเวลา
"เพิ่งจะห้าโมงเย็นเอง ปิดเร็วจังวะ?"
"แม่ฉันโทรมาตามให้กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านน่ะ ถามว่าจะกลับมาตอนไหน บอกว่ากับข้าวใกล้เสร็จแล้ว"
สวีปินเพิ่งถึงบางอ้อ
"อ๋อ เจิ้งเหนียง (คุณน้าเจิ้ง) ชวนไปกินข้าวนี่เอง งั้นเดี๋ยวฉันขอตัวไปซื้อของก่อนนะ"
"ซื้อพ่องดิ! ไปตัวเปล่านี่แหละ! คนกันเองทั้งนั้น! แม่ฉันกำชับมาดิบดี ห้ามแกซื้ออะไรติดมือไปเด็ดขาด ให้ไปแต่ตัวก็พอ!"
"อย่ามัวแต่บ่น รีบๆ ปิดร้าน แล้วไปกันได้แล้ว!"
สวีปินไม่ได้เถียงอะไรต่อ
เขารู้นิสัยของคุณน้าเจิ้งดี ขืนซื้ออะไรไปให้ อาจจะโดนบ่นหูชาเอาได้
จัดการดึงประตูม้วนลงมาล็อกอย่างว่องไว แล้วก็กระโดดซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของจ้าวเสี่ยวหู่ไป
...
บ้านของจ้าวเสี่ยวหู่ไม่ได้อยู่ไกลจากร้านซ่อมรถเท่าไหร่
ขี่รถมาไม่ถึงสิบนาที ก็เลี้ยวเข้าชุมชนที่ดูไม่เก่ามากนัก
ตึกส่วนใหญ่สูงสิบกว่าชั้น และมีลิฟต์
ตามหลักแล้ว
อยู่ใกล้แค่นี้ พ่อแม่ของจ้าวเสี่ยวหู่น่าจะแวะมาดูร้านบ้าง
แต่ในความเป็นจริง นอกจากวันเปิดร้านที่คุณลุงคุณป้ามาจุดประทัดฉลองแล้วกำชับสองสามประโยค พวกเขาก็ไม่เคยเหยียบมาที่ร้านอีกเลย
ตามคำพูดของจ้าวเต๋อจู้ พ่อของจ้าวเสี่ยวหู่ที่บอกไว้ว่า:
เราสองผัวเมียก็ไม่รู้เรื่องซ่อมรถ จะไปช่วยออกความคิดเห็นอะไรให้ลูกก็ไม่ได้
ร้านซ่อมจะไปรอดหรือไม่รอด ก็ต้องให้ลูกพยายามเอาเอง คิดเอาเอง ให้เขาได้เผชิญโลกเอง
เราไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ พูดอะไรก็ไม่ถูก มีแต่จะไปเกะกะเปล่าๆ สู้ไม่ไปเลยจะดีกว่า
...
จอดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเสร็จ ทั้งสองคนก็เดินเข้าตึก ขึ้นลิฟต์ไป
จ้าวเสี่ยวหู่ล้วงกุญแจไขประตู
พอประตูแง้มออกนิดเดียว กลิ่นกับข้าวหอมๆ ก็โชยเตะจมูกมาเลย
สวีปินที่เดินตามหลังมา สูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึกๆ พยาธิตัวน้อยในท้องก็เริ่มประท้วงทันที
จ้าวเสี่ยวหู่ถอดรองเท้าพลางตะโกน "แม่ พ่อ กลับมาแล้ว!"
มีเสียงผู้หญิงตอบกลับมา "กลับมาแล้วเหรอ? เข้ามาสิ กับข้าวเสร็จหมดแล้ว รอพวกแกสองคนนี่แหละ!"
สวีปินเปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะสำหรับแขกแล้วเดินเข้าไป
เขาคุ้นเคยกับบ้านจ้าวเสี่ยวหู่ดี เพราะมาบ่อยมาก
เป็นห้องชุด 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น
ตกแต่งเรียบง่ายเน้นการใช้งาน เฟอร์นิเจอร์อาจจะดูเก่าไปนิด แต่จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะท้อนถึงความอบอุ่นของชีวิตครอบครัว
พ่อแม่ของจ้าวเสี่ยวหู่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว บนโต๊ะมีถ้วยชามและกับข้าวหลายอย่างวางเรียงรายอยู่
สวีปินรีบเดินเข้าไปทักทาย "คุณลุงจ้าว คุณน้าเจิ้ง ผมมากินข้าวฟรีอีกแล้วครับ"
พูดจบก็ลงนั่งที่เก้าอี้ว่าง แล้วกวาดตามองกับข้าวบนโต๊ะ:
ห่านพะโล้สับหนึ่งจาน, หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจานใหญ่, หมูผัดพริกหยวก, แล้วก็ยำมันฝรั่งเส้น
สวีปินยกนิ้วโป้งให้ พร้อมเอ่ยชม
"แค่เดินเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นหอมฉุยเลย รสมือคุณน้าเจิ้งนี่สุดยอดจริงๆ! แค่ได้กลิ่นน้ำลายก็สอแล้วเนี่ย"
เจิ้งไฉ่เสียยิ้มแก้มแทบปริ
เธอใช้ตะเกียบคีบน่องห่านพะโล้ใส่ชามสวีปินทันที
"อาปินนี่ปากหวานจริงๆ! รีบชิมเลย น้าทำห่านพะโล้เองเลยนะ ดูสิว่าอร่อยไหม"
จ้าวเต๋อจู้หยิบขวดเหล้าขาวประจำถิ่นขึ้นมา เปิดฝา แล้วรินใส่แก้วใสๆ สามใบตรงหน้าจนได้ครึ่งแก้ว
"อาปิน วันนี้อุตส่าห์มาทั้งที ต้องดื่มเป็นเพื่อนลุงสักหน่อยแล้วล่ะ!"
...
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารบ้านจ้าวเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก
จ้าวเต๋อจู้ยกแก้วเหล้าขึ้นมองสวีปิน แล้วพูดว่า "อาปิน แก้วนี้ลุงขอชนหน่อย ลุงอยากจะขอบใจแกมากๆ เลยนะ"
สวีปินรีบยกแก้วขึ้น "คุณลุงจ้าว พูดอะไรเกรงใจขนาดนั้นครับ"
"เสี่ยวหู่เล่าให้ลุงฟังหมดแล้ว ถ้าไม่ได้แกช่วย ร้านของมันก็คงเจ๊งคามือมันไปแล้ว ลุงรู้เรื่องนี้ดี"
"ลุงไม่ใช่คนพูดเก่งอะไรนักหนา แต่ความขอบคุณทั้งหมดลุงใส่ไว้ในเหล้าแก้วนี้แล้ว! เอ้า ชน!"
พูดจบ จ้าวเต๋อจู้ก็กระดกเหล้าขาวเข้าปากรวดเดียวจนหมด หน้าเขาเริ่มแดงขึ้นมาทันที
"คุณลุงจ้าวเกรงใจไปแล้วครับ! ผมกับเสี่ยวหู่ใส่กางเกงตูดขาดเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ เรื่องของเขาก็เหมือนเรื่องของผมนั่นแหละ ผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกครับ แค่ช่วยแบบงูๆ ปลาๆ"
สวีปินพูดจบ ก็กระดกเหล้ารวดเดียวหมดแก้วเช่นกัน
เหล้าขาวบาดคอ ร้อนวูบวาบตั้งแต่คอลงไปถึงกระเพาะ
"รีบกินเนื้อตามไปเร็ว จะได้ไม่แสบท้อง"
เจิ้งไฉ่เสียรีบคีบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงชิ้นเบ้อเริ่มใส่ชามให้สวีปิน
"อาปิน น้าจะไม่พูดจาเกรงใจอะไรให้มากความหรอกนะ ยังไงซะพวกเธอสองพี่น้องก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พยุงร้านให้มันรอดไปให้ได้"
"เธออยู่ทางนี้ตัวคนเดียว วันหลังถ้าว่างก็มาที่บ้านกับเสี่ยวหู่นี่แหละ"
"น้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ทำเป็นแต่กับข้าวพื้นๆ นี่แหละ ถ้าเธอมา น้าก็จะทำของอร่อยๆ ให้กิน"
"ตกลงครับคุณน้าเจิ้ง! งั้นต่อไปผมจะไม่เกรงใจแล้วนะ จะมาฝากท้องบ่อยๆ เลย!"
สวีปินรับคำยิ้มๆ ก้มหน้าก้มตากัดหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงคำโต
หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงนุ่มละมุนลิ้น ละลายในปาก ไม่เลี่ยนเลยสักนิด
รสมือระดับเทพจริงๆ
"แม่..."
จ้าวเสี่ยวหู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ มองน่องห่านกับหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงในชามสวีปิน แล้วทำหน้าตาหน้าสงสาร
"แม่คีบทั้งน่องห่าน ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นให้แต่พี่ปิน แล้วผมล่ะ? ผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่ใช่ไหมเนี่ย?"
"แกไม่ใช่ลูกฉันหรอก ฉันเก็บแกมาจากถังขยะต่างหาก พอใจรึยัง?"
จ้าวเสี่ยวหู่หน้าตาถอดแบบมาจากจ้าวเต๋อจู้เป๊ะๆ เจิ้งไฉ่เสียมองค้อนลูกชายตัวเอง
"ต้องให้ฉันคีบให้ด้วยเหรอ? แกไม่มีมือหรือไง?"
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เธอก็คีบหมูผัดพริกหยวกใส่ชามให้จ้าวเสี่ยวหู่อยู่ดี
จ้าวเสี่ยวหู่ถึงกับยิ้มแป้น ก้มหน้าก้มตากินข้าว
เรียกร้องความสนใจสำเร็จ
...
สวีปินค้นพบว่าตั้งแต่ได้ระบบมา เขาก็เปลี่ยนไปจริงๆ
แม้แต่คอแข็งขึ้นด้วย
เหล้าขาวหนึ่งขวด จ้าวเสี่ยวหู่จิบไปแค่แก้วเล็กๆ แก้วเดียว
ที่เหลือสวีปินกับจ้าวเต๋อจู้ซัดเรียบ
จ้าวเต๋อจู้เป็นคนคอแข็งอยู่แล้ว
แต่ด้วยความที่อารมณ์ดี เลยดื่มเร็วไปหน่อย สุดท้ายก็เมาพับ ต้องให้สวีปินกับจ้าวเสี่ยวหู่พยุงเข้าไปนอนในห้อง
สวีปินดูเวลา ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว
เจิ้งไฉ่เสียกำลังง่วนอยู่กับการล้างจานชามในห้องครัว
เขาเดินไปที่ประตูห้องครัว บอกเจิ้งไฉ่เสียที่กำลังเช็ดเตาว่า "คุณน้าเจิ้ง ดึกแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ วันนี้ขอบคุณคุณลุงกับคุณน้ามากเลยครับที่เลี้ยงข้าว"
เจิ้งไฉ่เสียรีบรั้งไว้ "ดึกป่านนี้แล้วจะกลับไปทำไม? ที่บ้านก็มีห้องว่าง ให้นอนค้างนี่แหละ หรือจะไปนอนห้องเดียวกับเสี่ยวหู่ก็ได้ ตอนเด็กๆ พวกเธอก็นอนด้วยกันบ่อยๆ นี่นา"
สวีปินยิ้มปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับคุณน้าเจิ้ง พอดีผมมีธุระต้องกลับไปทำนิดหน่อยน่ะครับ"
จ้าวเสี่ยวหู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมา "งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง"
"จะไปส่งทำไม แกก็ดื่มเหล้ามา ฉันลงไปเรียกแท็กซี่กลับเองสะดวกกว่าเยอะ พวกนายนอนพักผ่อนกันเถอะ"
เมื่อสวีปินยืนกรานแบบนั้น จ้าวเสี่ยวหู่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ เดินไปส่งแค่หน้าลิฟต์
...