- หน้าแรก
- เดี๋ยวก่อน นี่น่ะเหรอระบบประเมินรถยนต์
- บทที่ 15 - สถานการณ์กำลังไปได้สวย
บทที่ 15 - สถานการณ์กำลังไปได้สวย
บทที่ 15 - สถานการณ์กำลังไปได้สวย
บทที่ 15 - สถานการณ์กำลังไปได้สวย
ตลอดช่วงบ่าย อู่ซ่อมรถเสี่ยวหู่ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้บริการอีกสามราย
รายแรกเข้ามาปะยาง
ยางหน้าฝั่งขวาโดนตะปูตำ
งานกล้วยๆ จ้าวเสี่ยวหู่ใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีก็ปะยางเสร็จเรียบร้อย
รายที่สองมาด้วยอาการเบรกมีเสียงดัง
เจ้าของรถบ่นว่าเวลาเหยียบเบรก จะมีเสียงดัง "เอี๊ยดๆ" แสบแก้วหู
สวีปินใช้ระบบสแกนดู
ก็พบว่าผ้าเบรกสึกหรอจนถึงขีดจำกัดแล้ว แถมจานเบรกก็มีรอยขูดขีดด้วย
จ้าวเสี่ยวหู่ตรวจเช็กแล้วก็ยืนยันตามนั้น เลยแนะนำให้เจ้าของรถเปลี่ยนทั้งผ้าเบรกและจานเบรกไปพร้อมกันเลย
หลังจากอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เจ้าของรถก็ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเปลี่ยนใหม่แต่โดยดี
ส่วนลูกค้ารายที่สามแวะมาตอนใกล้จะค่ำแล้ว
เป็นคุณลุงคนหนึ่ง
ขับรถเก๋งซานตาน่า (Santana) รุ่นเก่ามาจอดที่หน้าร้าน
ตอนนั้นสวีปินกำลังง่วนอยู่กับการคุยแชทในมือถือเพื่อตกลงเรื่องข้อความและการจัดวางรูปแบบนามบัตรร้านกับทางร้านรับทำนามบัตร
พอได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามา เขาก็เงยหน้าขึ้นมอง
เพ่งสายตาไปที่รถ
สามวินาทีต่อมา
ระบบก็แจ้งเตือน: [เซ็นเซอร์ออกซิเจนตัวหน้าสัญญาณเสื่อมสภาพผิดเพี้ยน]
ปัญหาจิ๊บจ๊อย แค่เปลี่ยนเซ็นเซอร์ออกซิเจนตัวใหม่ก็จบ
สวีปินคิดในใจ แต่ยังไม่ได้บอกจ้าวเสี่ยวหู่ในทันทีว่ารถซานตาน่าคันนี้มีปัญหาอะไร
"เสี่ยวหู่ นายไปต้อนรับลูกค้าก่อน ลองดูซิว่ารถเขามีปัญหาอะไร ขอฉันจัดการเรื่องนามบัตรให้เสร็จก่อน"
"ได้เลย"
จ้าวเสี่ยวหู่รับคำ แล้วลุกขึ้นเดินไปต้อนรับลูกค้า
พอคุณลุงลงจากรถ ก็อธิบายสาเหตุที่แวะมา
ช่วงนี้แกบอกว่าไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ รถซานตาน่าของแกก็กินน้ำมันจุขึ้นมาดื้อๆ
พอจ้าวเสี่ยวหู่รู้ปัญหาของรถ ก็เตรียมจะตรวจเช็กตามขั้นตอนปกติ
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที สวีปินก็ตกลงรายละเอียดเรื่องนามบัตรกับทางร้านเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
กดจ่ายเงิน ยืนยันคำสั่งซื้อ
เรียบร้อย!
เขาวางมือถือลง เห็นจ้าวเสี่ยวหู่กำลังตรวจเช็กสภาพรถอยู่
เขาก็เลยเดินเข้าไปหา
"เสี่ยวหู่ รถเป็นอะไรวะ?"
"เอ่อ... ลุงแกบอกว่าจู่ๆ รถก็กินน้ำมันเยอะขึ้น ฉันกำลังไล่เช็กอยู่เนี่ย"
สวีปินแกล้งทำเป็นเดินด้อมๆ มองๆ สังเกตการณ์ ทำทีเป็นชะโงกหน้าดูตรงนู้นทีตรงนี้ที
แล้วก็ชี้ไปที่จุดเกิดเหตุทันที
"เซ็นเซอร์ออกซิเจนตัวหน้ามีปัญหาน่ะ"
พอจ้าวเสี่ยวหู่ได้ยินแบบนั้น ก็รีบคลำหาเซ็นเซอร์ออกซิเจนที่อยู่ตรงช่วงต้นของท่อไอเสีย ด้านหลังเครื่องยนต์ทันที
แล้วก็เป็นอย่างที่สวีปินบอกเป๊ะๆ เซ็นเซอร์ออกซิเจนมีปัญหาจริงๆ
พอเปลี่ยนตัวใหม่เข้าไป ปัญหาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
คุณลุงสแกนจ่ายเงิน แล้วก็ขับรถออกไปด้วยความดีใจ
สวีปินมองตามหลังรถซานตาน่าที่ค่อยๆ ขับห่างออกไป พร้อมกับใช้ความเคยชิน ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของจ้าวเสี่ยวหู่ เพื่อดึงเอาบุหรี่ต้าฉงจิ่วออกมา
หยิบออกมามวนนึง
แต่รอบนี้เขาไม่ได้จุดไฟทันที แค่คาบไว้ที่ปากเฉยๆ
เขาเหล่ตามองจ้าวเสี่ยวหู่
"เป็นไงล่ะ?"
"เป็นไงอะไรวะ?"
สวีปินเลิกคิ้ว "แกล้งโง่ปะเนี่ย? ฉันดูเร็วไหมล่ะ? ชี้จุดเสียแม่นปะ? โคตรเทพเลยใช่ไหม?"
จ้าวเสี่ยวหู่ถึงกับบางอ้อ เลยได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับยิ้มแหยๆ "เร็ว! แม่น! โคตรเทพ! พอใจยัง?"
"ถ้างั้นนายก็ไม่รู้จักรักษาน้ำใจฉันเลยนะ?"
สวีปินยื่นหน้าที่มีบุหรี่คาบอยู่เข้าไปใกล้ๆ
"..."
จ้าวเสี่ยวหู่รีบล้วงไฟแช็กออกมาจุดไฟให้สวีปินอย่างรวดเร็ว
สวีปินสูบเข้าปอดอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเอ่ยปากชม "สอนง่ายแบบนี้สิ ถึงจะดี!"
"..."
จ้าวเสี่ยวหู่ขี้เกียจต่อปากต่อคำ เขาล้วงบุหรี่ออกมามวนนึง แล้วจุดสูบให้ตัวเองบ้างอย่างสบายใจ
ยืนเท้าสะเอว สูบบุหรี่ไปพลาง
หรี่ตาลง มองดูด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
พวกเขายืนอยู่หน้าร้าน มองดูแสงสีทองของอาทิตย์ยามอัสดงที่สาดส่องลงมากระทบถนน
เขารำพึงรำพันออกมา
"อาปิน ถ้าสถานการณ์ยังเป็นใจแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันกำลังไปได้สวยเลยนะ เดือนหน้าหาเงินจ่ายค่าเช่าร้านได้สบายๆ แน่นอน!"
สวีปินที่เข้าไปนั่งลงบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก่อนหน้านี้แล้ว
จัดการคีย์ข้อมูลเสร็จสับ เซฟไฟล์ และปิดคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว
ลุกขึ้นเดินไปหาจ้าวเสี่ยวหู่ที่ยังยืนพ่นควันบุหรี่จินตนาการถึงอนาคตอันสดใสอยู่หน้าร้าน
เอื้อมมือไปตบหลังหัวเพื่อนรักดังป้าบ
"มานั่งเพ้อเจ้ออะไรอยู่ตรงนี้วะ? นายรู้ไหมว่าตอนนี้ควรทำอะไร?"
จ้าวเสี่ยวหู่หันมามองด้วยสีหน้ามึนตึ้บ "หา?"
"หาพ่องดิ! ตาบอดหรือไง ไม่เห็นเหรอว่าฟ้าจะมืดอยู่แล้วเนี่ย? หรือว่าวันนี้นายกลืนลูกตุ้มเหล็กเข้าไปถึงไม่รู้สึกหิววะ?"
"เรื่องกินเรื่องใหญ่โว้ย! รีบๆ ปิดร้านเลิกงานไปหาอะไรยัดใส่ท้องได้แล้ว!"
"..."
...
ร้านอาหารตามสั่งข้างทาง (ร้านแมลงวัน)
ตัวร้านไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
ป้ายร้านดูเก่าและมีคราบน้ำมันเกาะอยู่กระจาย ส่วนบนประตูกระจกก็มีเมนูอาหารที่สีซีดจางจากการโดนแดดเลียติดไว้
พัดลมเพดานหมุนดัง "เอี๊ยดอ๊าดๆ" ส่งลมพัดจนโปสเตอร์รูปเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยสีซีดเหลืองที่ติดอยู่บนผนังปลิวไสว
สวีปินกับจ้าวเสี่ยวหู่นั่งอยู่ตรงข้ามกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง
บนโต๊ะมีเบียร์ Snow แช่เย็นจัดสองขวด กับถั่วลิสงทอดจานเล็กๆ วางอยู่
เถ้าแก่เนี้ยยกกับข้าวสองจานเดินเข้ามาเสิร์ฟ
"กับข้าวได้แล้วจ้า สุดหล่อสองคน ค่อยๆ ทานกันนะ"
จานแรกคือ หมูสามชั้นต้มราดซอสกระเทียม (ซ่วนหนีไป๋โร่ว) ชิ้นหมูที่หั่นบางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษถูกจัดเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ แช่อยู่ในน้ำมันพริกสีแดงสดที่ลอยหน้าด้วยงาและกระเทียมสับ
อีกจานคือ หมูสามชั้นผัดต้นกระเทียม (ฮุยกัวโร่ว) เนื้อหมูสามชั้นถูกนำไปผัดจนขอบเกรียมเป็นสีเหลืองทองและม้วนงอเล็กน้อย กลิ่นหอมฉุยโชยเตะจมูกชวนให้น้ำลายสอ
"ป๊อก", "ป๊อก" เสียงเปิดฝาขวดดังขึ้นสองครั้งติดกัน
จ้าวเสี่ยวหู่ใช้ที่เปิดขวดงัดฝาขวดเบียร์ออกทั้งสองขวด
เขารินเบียร์ใส่แก้วของสวีปินจนเต็มก่อน แล้วค่อยรินใส่แก้วของตัวเอง
ทั้งสองคนยกแก้วขึ้นมาชนกันเบาๆ
แล้วก็กระดกเบียร์รวดเดียวจนหมดแก้ว
จ้าวเสี่ยวหู่วางแก้วเปล่าลง แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน
โต๊ะข้างๆ สองสามโต๊ะก็ว่างเปล่าไม่มีคนนั่ง
เถ้าแก่เนี้ยนั่งก้มหน้าเล่นมือถืออยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน
รอบๆ ตัวไม่มีใครอื่นอีก
"อาปิน... ไอ้ฝีมือขั้นเทพของนายเนี่ย... ตกลงมันมายังไงกันแน่วะ?"
จ้าวเสี่ยวหู่จ้องมองสวีปิน แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในที่สุดเขาก็ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว ต้องกระซิบถามออกมา
"มายังไงงั้นเหรอ?"
สวีปินเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบตะเกียบคีบหมูสามชั้นราดซอสกระเทียมขึ้นมาอย่างใจเย็น
เอาเข้าปาก แล้วค่อยๆ เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
"อืม~ รสชาติดีเลยนะเนี่ย! อร่อยเหาะ!"
เมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวหู่ยังคงจ้องมองตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน สวีปินก็ค่อยๆ ยกมือซ้ายขึ้นมา แล้วชูสองนิ้วให้เพื่อน
ทำมือเป็นรูปตัว "V"
จ้าวเสี่ยวหู่เข้าใจความหมายได้ทันที
รีบล้วงเอาบุหรี่ต้าฉงจิ่วออกมาอย่างรู้หน้าที่
หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง แล้วเอาด้านตัวกรองยัดเข้าไปในระหว่างสองนิ้วของสวีปิน
จากนั้นก็รีบควักไฟแช็กออกมา จุดไฟ แล้วยื่นเข้าไปจุดบุหรี่ให้สวีปินอย่างรู้ใจ
สวีปินสูบเข้าปอดไปสองทีด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะพ่นควันเป็นวงแหวนออกมาอย่างช้าๆ
ถึงตอนนี้ เขาถึงเพิ่งมีเวลาหันไปมองจ้าวเสี่ยวหู่
"เสี่ยวหู่เอ๊ย ฉันบอกนายไปแล้วนี่ ว่าฉันคืออัจฉริยะที่หาตัวจับยากในรอบหมื่นปี ก็แค่จู่ๆ สมองมันก็เปิดรับรู้เรื่องพวกนี้ขึ้นมาเองดื้อๆ เรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้แหละ"
"จริงดิ? ไม่ได้โม้ใช่ปะ? ฉันเรียนมาน้อยนะโว้ย นายอย่ามาหลอกฉันนะ!"
"จะหลอกนายไปทำซากอะไรวะ หลอกแล้วได้อะไร! ฉันไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎซะหน่อย แล้วนายก็ไม่ใช่ผู้หญิงด้วย มีอะไรให้น่าพิศวาสฟะ?!"
สวีปินเคาะขี้เถ้าบุหรี่ แล้วปรายตามองเพื่อน "แถมฉันก็ไม่นิยมเล่นฟันดาบสู้รบตบมือกับผู้ชายด้วยนะเว้ย"
"แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันเหลือเชื่ออยู่ดี จู่ๆ นายก็กลายเป็นแบบนี้... มันเกินขอบเขตความเข้าใจของฉันไปหน่อยว่ะ"
จ้าวเสี่ยวหู่มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
หลังจากนั้น เขาก็หยิบขวดเบียร์ขึ้นมา รินใส่แก้วเปล่าของทั้งคู่จนเต็มอีกครั้ง
เขายกแก้วของตัวเองขึ้นมา
"แต่ช่างแม่งเถอะ! อาปิน การที่นายมีวิชาติดตัวแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีนะ! โคตรจะดีเลยแหละ!"
"เอ้า ฉันขอชนแก้วนายหน่อย ดื่มให้กับอัจฉริยะแห่งวงการซ่อมรถของพวกเรา!"
สวีปินยิ้มบางๆ ยกแก้วขึ้นมาชนกับเพื่อน
"ใช่แล้ว ช่างแม่งสิ! นายรู้แค่ว่าเพื่อนรักของนายคนนี้ เป็นอัจฉริยะก็พอแล้ว เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจหรอก"
ทั้งสองคนสบตากันแล้วหัวเราะร่วน ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงอีกครั้ง
"พี่ปิน"
"หืม?"
สวีปินเพิ่งจะคีบถั่วลิสงเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกร้วมๆ
"ทำไมจู่ๆ ถึงมาเรียกฉันว่าพี่ปินซะล่ะ? เมื่อก่อนเห็นเรียกแต่ อาปิน อาปิน ตลอดไม่ใช่เหรอ?"
"ฮิฮิ ก็นายเก่งนี่หว่า นายมันโคตรเทพเลย"
จ้าวเสี่ยวหู่ชูนิ้วโป้งให้ ใบหน้ากลมๆ ของเขามีรอยยิ้มที่จริงใจผสมกับความประจบสอพลอนิดๆ
"ใครเก่งกว่าก็ต้องยกให้เป็นพี่สิ เรียกพี่ก็ถูกแล้ว"
"แล้วไงต่อล่ะ?"
สวีปินมองเขาด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย
"แล้วไงต่อเหรอ? ก็ต่อจากนี้ไปไง ฮิฮิ..."
จ้าวเสี่ยวหู่ถูมือไปมา รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้ายิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น
"ต่อไปนี้น้องชายคนนี้ จะขอฝากเนื้อฝากตัวเดินตามรอยพี่ปินด้วยคนนะลูกพี่! จะให้บุกน้ำลุยไฟ หรือให้หันซ้ายหันขวา ผมก็ยินดีทำตามสั่งทุกอย่าง!"
"พวกเราจะมาช่วยกันปั้นอู่ซ่อมรถให้มันใหญ่โตเจริญรุ่งเรือง กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!"
"พอมีเงินทุน เราก็จะขยายสาขา ทำเป็นแฟรนไชส์ แล้วสุดท้ายก็เอาเข้าตลาดหลักทรัพย์..."
...