- หน้าแรก
- จำใจเลวเพราะระบบเทพ
- บทที่ 29: ข้อแลกเปลี่ยน
บทที่ 29: ข้อแลกเปลี่ยน
บทที่ 29: ข้อแลกเปลี่ยน
บทที่ 29: ข้อแลกเปลี่ยน
เมื่อกลับเข้ามาในห้องเรียน คาบที่สองเป็นวิชาฟิสิกส์ ทันทีที่หลินโหย่วก้าวเข้ามา เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของครูฟิสิกส์ ฉวีชิงฮวน ดูซับซ้อนชอบกล
หลินโหย่วกลับมานั่งที่โต๊ะแล้วลองทบทวนดูครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าช่วงนี้เขาจะไปหาครูฉวีที่ห้องพักครูรวมบ่อยเกินไปจริงๆ
ทำไมกันนะ ทั้งที่เขาก็แค่พยายามทำภารกิจและตั้งใจเรียน วิ่งรอกถามโจทย์ครูหลายคนสลับกันไปมา แต่กลับรู้สึกผิดเหมือนพวกผู้ชายเจ้าชู้ที่สับรางรถไฟยังไงยังงั้น?
นี่มันถูกต้องเหรอ?
ไม่สิ มันไม่ถูกต้อง!
ดังนั้นหลินโหย่วจึงเงยหน้าขึ้นมองครูฉวีแวบหนึ่ง แล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่าความคิดเมื่อกี้ก็ดูจะผิดไปเหมือนกัน ครูฉวีแค่หวังว่าเขาจะทุ่มเทให้กับวิชาฟิสิกส์มากขึ้นเพื่อยกระดับเกรดวิชานี้ก็เท่านั้น
หัวที่เพิ่งเงยขึ้นของหลินโหย่วจึงก้มลงอีกครั้งด้วยความละอายใจ
ฉวีชิงฮวนที่อยู่บนโพเดียมเห็นพฤติกรรมบ้าๆ บอๆ ของหลินโหย่วเข้าพอดี เธรู้สึกงุนงงและได้แต่ถอนหายใจว่าเด็กผู้ชาย ม.ปลาย นี่ชอบทำตัวแปลกประหลาดกันเสียจริง...
ตอนเที่ยง หลังจากเพื่อนในห้องทยอยออกไปกินข้าวกันหมดแล้ว หลินโหย่วยังคงเอ้อระเหยอยู่ในห้องเรียนต่ออีกหน่อย
เมื่อในห้องเหลือเพียงเขากับหวังเสี่ยวอี้ หลินโหย่วก็หยิบสมุดสรุปบทเรียนของตู้จ้าวอวี่แล้วเดินตรงเข้าไปหา...
ปกติแล้วหวังเสี่ยวอี้มักจะเก็บตัวและไม่ค่อยมีเพื่อน เธอเป็นนักเรียนยากจนประจำห้อง แม้ความจนจะไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่ในวัย 18 ปี ความภาคภูมิใจในตนเองอันเปราะบางทำให้เธอไม่กล้าปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นตามปกติ
เธอประหยัดเรื่องกินเรื่องใช้อย่างมาก และมักจะเป็นคนสุดท้ายที่ไปโรงอาหารเสมอ เธอชินชากับความยากจนของตัวเองแล้ว แต่เธอยังคงไม่ชินกับสายตาที่มองลงมาอย่างดูแคลนหรือสายตาแห่งความเวทนาจากคนรอบข้าง
อันที่จริง ตอนเด็กๆ เธอก็เป็นคนร่าเริงคนหนึ่ง สมัยนั้นแม้ครอบครัวในชนบทจะยากจน แต่ช่องว่างระหว่างเธอกับคนรอบข้างก็ไม่ได้ห่างชั้นกันมากนัก
จนกระทั่งได้เข้ามาอยู่ในเมืองที่เจริญรุ่งเรือง เธอถึงได้รู้ซึ้งว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
หลินโหย่วถือสมุดหลายเล่ม เดินไปนั่งลงตรงที่นั่งข้างๆ หวังเสี่ยวอี้เขารู้สึกได้เลยว่าร่างกายของหวังเสี่ยวอี้เกร็งขึ้นมาทันที แต่เธอก็ยังไม่กล้าหันมามองเขา
"หวังเสี่ยวอี้"
เมื่อได้ยินหลินโหย่วเรียกชื่อ หวังเสี่ยวอี้ก็รู้ว่าเธอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่ได้อีกต่อไป เธอหันหน้ามามองหลินโหย่วอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร
"อยากเก่งขึ้นไหม?"
คำว่า 'เก่งขึ้น' ที่หลินโหย่วพูดถึง หมายความตามตัวอักษรเป๊ะๆ
หวังเสี่ยวอี้ผู้ไร้เดียงสาไม่ได้คิดเป็นอื่น เธอพยักหน้าตอบรับ เพราะยังไงเธอก็เป็นคนที่มาถึงห้องเรียนเป็นคนแรกทุกวันเพื่ออ่านหนังสือ และแม้ว่าจะมีการยกเลิกคาบเรียนภาคค่ำไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงมานั่งอ่านหนังสือที่ห้องเรียนทุกคืนจนถึงสี่ทุ่มกว่าค่อยกลับหอพัก ถ้าคนอย่างเธอไม่อยากเก่งขึ้น แล้วใครจะอยากล่ะ?
เธอแค่สงสัยมากว่าทำไมจู่ๆ หลินโหย่วถึงมาถามแบบนี้ เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการสักหน่อย?
หลินโหย่วดันสมุดเล่มหนาหกเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะไปตรงหน้าเธอ
"รู้จักตู้จ้าวอวี่ไหม?"
เมื่อเห็นหวังเสี่ยวอี้พยักหน้า หลินโหย่วก็ไม่แปลกใจ เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ตั้งใจเรียนมักจะแอบปลื้มตู้จ้าวอวี่อยู่เงียบๆ เพราะตู้จ้าวอวี่คือเด็กผู้หญิงที่ทำคะแนนได้สูงสุดในสายวิทย์ของทั้งระดับชั้น
"นี่คือสมุดสรุปบทเรียนรอบแรกของตู้จ้าวอวี่ มันจะมีประโยชน์กับการเรียนของเธอมาก เอาไปสิ เอาไปถ่ายเอกสารแล้วศึกษาให้ละเอียด"
หวังเสี่ยวอี้ตะลึงงันกับข่าวดีที่ได้รับ เธอยื่นมือไปรับสมุดมาเปิดดูโดยไม่รู้ตัว บนหน้าปกมีตัวอักษรบรรจงเขียนว่า "ตู้จ้าวอวี่" ลายมือสวยงามและประณีตมาก
หวังเสี่ยวอี้เคยเห็นคติพจน์ที่เขียนด้วยลายมือของตู้จ้าวอวี่บนบอร์ดเกียรติยศของโรงเรียน ลายมือบนหน้าปกสมุดนี้เหมือนกับบนบอร์ดเปี๊ยบ
"ขอบคุณนะ... แต่ทำไม... ถึงเอามาให้ฉันล่ะ?"
ปกติหวังเสี่ยวอี้มักจะปฏิเสธความหวังดีจากคนแปลกหน้า ก่อนออกจากบ้าน พี่สาวข้างบ้านที่เคยไปทำงานต่างถิ่นเคยบอกเธอว่า เด็กผู้หญิงหน้าตาดีที่ฐานะยากจนต้องระวังตัวให้ดีเวลาอยู่ข้างนอก
เดิมทีเธอตั้งใจจะปฏิเสธ เพราะหลินโหย่วก็หน้าตาดีมาก และพี่สาวข้างบ้านก็เคยเตือนว่าผู้ชายหล่อๆ มักจะเป็นพวกเจ้าชู้และควรอยู่ให้ห่าง... แต่สมุดจดของตู้จ้าวอวี่มันเย้ายวนใจเกินไปจริงๆ
เธออยากรับไว้ใจจะขาด แต่ก็กลัวว่าหลินโหย่วจะมีข้อเรียกร้องอะไรที่เกินเลย
หลินโหย่วปรับท่าทีให้ดูจริงจัง เขารู้ดีว่าการจะทำให้หวังเสี่ยวอี้ลดการป้องกันตัวและกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น เขาต้องแสดงความจริงใจและดูเป็นคนดีมีคุณธรรม
เขาตอบกลับด้วยท่าทีเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ฉันทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่งมาสองเดือน ชนิดยอมถวายหัว เพื่อยกระดับเกรดตัวเอง ฉันรู้ซึ้งดีกว่าใครถึงความยากลำบากของการต่อสู้เพียงลำพัง ช่วงนี้ฉันมาโรงเรียนแต่เช้าทุกวันเพื่ออ่านหนังสือ และฉันก็เห็นเธอมาถึงก่อนฉันเสมอ ถือซะว่าคนขยันด้วยกันชื่นชมกันเองก็แล้วกัน"
หวังเสี่ยวอี้ขยันขนาดนี้แต่ผลการเรียนยังอยู่แค่ระดับกลางๆ แสดงว่าพรสวรรค์ด้านการเรียนของเธอน่าจะอยู่ในระดับทั่วไป หลินโหย่วไม่รู้ว่าสมุดสรุปของเด็กระดับท็อปพวกนี้จะช่วยเธอได้มากแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันก็มีประโยชน์ในการสานสัมพันธ์
เหตุผลนี้อาจจะไม่ได้ฟังดูสวยหรู แต่มันโดนใจหวังเสี่ยวอี้เข้าอย่างจัง หวังเสี่ยวอี้เห็นมาตลอดว่าเกรดในอดีตของหลินโหย่วเป็นยังไง เกรดปัจจุบันเป็นยังไง และความพยายามในช่วงนี้ของเขาเป็นยังไง
ไม่ว่าเธอจะยอมรับนิสัยในอดีตของหลินโหย่วหรือไม่ แต่อย่างน้อยความพยายามของเขาในช่วงนี้ ก็ได้รับการยอมรับจากใจเธอ
"ขอบคุณนะ... แต่ฉันไม่มีอะไรจะตอบแทนนายเลย" สีหน้าของหวังเสี่ยวอี้ดูลำบากใจ เธอดูไม่ค่อยอยากติดหนี้บุญคุณหลินโหย่วเท่าไหร่
หลินโหย่วเตรียมบทพูดมาแล้ว "ถ้าเธอเกรงใจจริงๆ งั้นช่วยทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษกับภาษาจีนให้ฉันหน่อยเป็นไง? ฉันล่ะเพลียทุกทีที่ต้องมานั่งลอกการบ้านสองวิชานี้"
หวังเสี่ยวอี้อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเสียงเบา "ลอกการบ้านมันไม่ดีนะ..."
หลินโหย่วถลึงตา "ไม่มีเจ้าทุกข์ ก็ไม่มีคดีความ! อีกอย่าง ไม่ว่าฉันจะเรียนภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ มันก็ไม่มีผลอะไรกับฉันหรอก... สรุปจะเอาสมุดจดของตู้จ้าวอวี่ไหม?"
หวังเสี่ยวอี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พยักหน้า
"โอเค งั้นเอาการบ้านภาษาจีนกับอังกฤษของวันนี้มาให้ฉัน"
หลินโหย่วเอียงคอคิด หวังเสี่ยวอี้นี่ทุ่มเทจริงๆ เขาจึงลุกขึ้นกลับไปที่โต๊ะตัวเอง หยิบการบ้านของวันนี้เดินกลับมายื่นให้เธอ
"ช่วยฉันเขียนการบ้านแค่เดือนเดียวก็พอ นานกว่านั้นเดี๋ยวจะเป็นการเอาเปรียบเธอ"
หวังเสี่ยวอี้ไม่ได้ตอบตกลงในทันที ในความคิดของเธอ สมุดสรุปของตู้จ้าวอวี่มีค่ามากกว่าการช่วยหลินโหย่วเขียนการบ้านแค่วิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีนหนึ่งเดือนเสียอีก ยังไงซะเธอก็ต้องทำการบ้านของตัวเองทุกวันอยู่แล้ว การช่วยหลินโหย่วเขียนก็แค่คัดลอกอีกรอบ และเธอก็เขียนเร็ว คงใช้เวลาไม่นานนัก
หลินโหย่วหันหลังเดินออกจากห้องเรียน เตรียมไปกินมื้อเที่ยงนอกโรงเรียน มัวแต่โอ้เอ้จนป่านนี้ ที่โรงอาหารคงเหลือแต่เศษอาหารแล้ว
คุณอาจจะไม่เชื่อในความสามารถด้านวิชาการของเด็กมัธยมปลาย แต่คุณต้องเชื่อมั่นในความสามารถในการกินของพวกเขา!
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลินโหย่วก็ซื้อชานมมาสี่แก้ว ในเมื่อมี 'กองทุนจีบสาว' อยู่ในมือ การใช้จ่ายช่วงนี้ของเขาเลยดู "ฟุ่มเฟือย" ขึ้นมาหน่อย เขาซื้อชานมราคาแก้วละสิบกว่าหยวนได้โดยไม่ลังเล ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อสาวๆ ด้วย
เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน เซี่ยซิงเมิ่งก็นั่งทำโจทย์อยู่ที่โต๊ะแล้ว หลินโหย่วยื่นชานมให้เซี่ยซิงเมิ่งและหวังเสี่ยวอี้ สองสาว "อดีตแฟนเก่า" แล้วเอาแก้วที่เหลือไปวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะของหวังเหลียน
ตอนเที่ยงมีคนพักอยู่ในห้องเรียนไม่มากนัก เด็กหอพักมักจะกลับไปงีบที่หอ ส่วนเด็กไปกลับที่บ้านอยู่ใกล้ก็กลับไปงีบที่บ้าน รวมๆ แล้วตอนเที่ยงมีคนอยู่ในห้องไม่ถึงสิบคน
หลินโหย่วดูดชานมพลางเริ่มทำโจทย์ ผ่านไปสิบกว่าวัน หลินโหย่วทำข้อสอบคณิตศาสตร์จำลองเสร็จไปแล้ว 32 ชุด ซึ่งหมายความว่าอีกไม่นานก็จะครบ 50 ชุดตามเงื่อนไขภารกิจของยันต์
ภารกิจถามคำถามครูคณิตศาสตร์ 50 ข้อ ก็ทำไปได้ถึง 35 ครั้งแล้ว แถมยังได้ติวหนังสือกับตู้จ้าวอวี่ไปอีก 6 ครั้ง
สัปดาห์หน้า หลินโหย่วน่าจะเก็บภารกิจของ 'ยันต์เร่งความก้าวหน้า' ได้ครบทั้งหมด และดันแถบความคืบหน้าของรายการ 【คณิตศาสตร์】 ให้เต็ม 100% ได้สำเร็จ
หลังจากคำนวณในใจคร่าวๆ ไฟในการทำโจทย์ของหลินโหย่วก็ยิ่งลุกโชน
ก่อนเริ่มเรียนภาคบ่ายเพียงนิดเดียว หลินโหย่วรู้สึกเหมือนมีมือเล็กๆ มาสะกิดที่ไหล่ พอหันไปก็เห็นหวังเสี่ยวอี้ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านข้าง ยื่นสมุดการบ้านสองเล่มมาให้เขา
หลินโหย่วรับสมุดมาแล้วกล่าวขอบคุณ หวังเสี่ยวอี้ไม่หันกลับมามอง รีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะของตัวเองราวกับลูกกวางตื่นภัย
หลินโหย่วลองทบทวนดูว่าตัวเองดูเหมือนผู้ร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมหวังเสี่ยวอี้ถึงดูระแวงเขาจัง?
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลิกคิดมาก ถ้าหวังเสี่ยวอี้จะกลัวเขา นั่นมันก็ปัญหาของหวังเสี่ยวอี้เอง!
เขายกมือบิดขี้เกียจ พอดีกับที่เห็นหวังเหลียนเดินเข้ามาในห้องเรียน จ้องมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าหวังเหลียนเห็นฉาก "ปฏิสัมพันธ์" ทั้งหมดระหว่างเขากับหวังเสี่ยวอี้เต็มสองตา!