- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นนักบาสระดับโลก เปิดโหมดสี่ระบบสุดขี้โกงที่สะเทือนวงการเอ็นบีเอ
- บทที่ 173 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ขอแค่สิบตำแหน่งราชาทำแต้มก็พอ
บทที่ 173 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ขอแค่สิบตำแหน่งราชาทำแต้มก็พอ
บทที่ 173 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ขอแค่สิบตำแหน่งราชาทำแต้มก็พอ
บทที่ 173 - ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ขอแค่สิบตำแหน่งราชาทำแต้มก็พอ
“ศึกตัดสินในสายตะวันออกได้ข้อยุติ คาวาเลียร์สพ่ายแพ้ยับเยินคาบ้านให้บูลส์ 84:103”
“หวังฉงกดไป 36 แต้ม ถล่มคู่ปรับอย่าง เบน วอลเลซ จนยับเยิน สาเหตุสำคัญที่คาวาเลียร์สดึงตัวบิ๊กเบนมาเสริมทัพในช่วงหน้าร้อนคือต้องการยกระดับเกมรับเพื่อจำกัดหวังฉง แต่เห็นชัดว่าแม้แต่บิ๊กเบนก็เอาหวังฉงไม่อยู่ เมื่อข้ามผ่านด่านของหวังฉงไม่ได้ พวกเขาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะโดดเด่นในสายตะวันออกไม่ได้ คาวาเลียร์สจะเดินต่อไปในทิศทางไหน?”
“เลบรอน เจมส์: ผลแพ้ชนะในนัดเดียวตัดสินอะไรไม่ได้ครับ คาวาเลียร์สเพิ่งจะได้บิ๊กเบนมา พวกเรายังต้องการเวลาในการปรับจูนและค้นหาแท็กติกที่เข้ากับรายชื่อผู้เล่นของทีม การเจอกันในสนามครั้งต่อไปจะไม่เป็นเหมือนวันนี้แน่นอนครับ”
ในฐานะเกมนัดสำคัญที่ทั้งลีกเฝ้าจับตามอง ศึกระหว่างบูลส์และคาวาเลียร์สครั้งนี้ ทำให้คนทั้งลีกได้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของบูลส์ในตอนนี้อยู่ในระดับไหน
โดยเฉพาะเมื่อหวังฉงเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในระบบป้องกันของบูลส์ด้วยแล้ว ประสิทธิภาพเกมรับของทีมก็พุ่งทะยานถึงขีดสุดในทันที ความรู้สึกนี้มันคล้ายกับอะไรล่ะ? มันก็น่าจะคล้ายกับทีมเลเกอร์สในฤดูกาล 2019-20 ที่ในเขตโทษมีทั้ง "คิ้วหนา" แอนโธนี เดวิส ผนึกกำลังกับฮาวเวิร์ดหรือแมคกี จนทำให้พื้นที่วงในกลายเป็นปราการเหล็กที่น้ำหยดไม่ลง
ความสามารถในเกมรับของหวังฉงย่อมเทียบกับแอนโธนี เดวิส ไม่ได้แน่นอน แต่ฮาวเวิร์ดในช่วงท้ายอาชีพก็ไม่มีความคล่องตัวเท่ากับ ไทสัน แชนด์เลอร์ ในตอนนี้เช่นกัน
สรุปสั้นๆ คือ บูลส์ในตอนนี้เรียกได้ว่ามีหอคอยคู่ในวงในแล้ว การยืนเฝ้าห่วงใต้แป้นสามารถสกัดกั้นบรรดาการ์ดเกือบทุกคนในลีกให้ต้องหยุดชะงักอยู่แค่นอกเขตโทษได้อย่างแท้จริง
ในขณะที่เกมรับแข็งแกร่งขึ้นกว่าฤดูกาลที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เกมบุกของบูลส์ก็ไม่ได้พึ่งพาเพียงความสามารถส่วนตัวของหวังฉงอีกต่อไป การเติบโตของ มอนตา เอลลิส และ ลูโอล เดง ทำให้บูลส์มีทางเลือกในการทำแต้มที่หลากหลายมากขึ้น
ดังนั้นทีมบูลส์ในตอนนี้จึงถือว่าได้รับการอัปเกรดแบบครบวงจรทั้งเกมรุกและเกมรับ ความแข็งแกร่งย่อมเหนือกว่าฤดูกาลที่แล้วอย่างมหาศาล
บาร์คลีย์ นักวิเคราะห์จาก TNT ได้ออกมากล่าวชื่นชมฟอร์มของหวังฉงหลังจบเกม
“ในเกมนี้ เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำแต้มที่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมของหวังฉงแล้ว สิ่งที่ผมชอบใจมากกว่าคือการที่หวังฉงเริ่มเต็มใจที่จะแบกรับภาระในเกมรับด้วย เห็นได้ชัดว่าด้วยส่วนสูง ช่วงแขน และสมรรถภาพร่างกายของเขา ตราบใดที่เขาต้องการ เขาสามารถกลายเป็นยอดนักป้องกันในตำแหน่งปีกระดับท็อปของลีกได้แน่นอน ต่อให้จะไม่ถึงระดับของ เควิน การ์เน็ตต์ แต่มันก็เพียงพอจะทำให้ทุกทีมในลีกต้องปวดหัวแล้ว”
“ผู้เล่นที่แข็งแกร่งจริงๆ ไม่ควรแสดงออกแค่ในเกมบุกที่ทำแต้มเก่งอย่างเดียว แต่ในเกมรับเขาก็ต้องทำประโยชน์ให้ทีมได้เหมือนกัน ยอดผู้เล่นวงนอกที่เป็นตัวแทนในเรื่องนี้ ในอดีตมี ไมเคิล จอร์แดน ส่วนปัจจุบันก็คือ โคบี้ ไบรอันท์ ทั้งคู่ล้วนเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์ที่ติดทั้งทีมยอดเยี่ยมและทีมป้องกันยอดเยี่ยมอันดับ 1 พร้อมกันได้ ผมหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เห็นหวังฉงติดทีมป้องกันยอดเยี่ยมด้วย ซึ่งด้วยพรสวรรค์ทางร่างกายของเขา ขอเพียงเขาต้องการเขาย่อมทำได้แน่นอน”
ทีนี้คำถามคือ หวังฉงมีความสามารถพอจะติดทีมป้องกันยอดเยี่ยมได้จริง ๆ หรือเปล่า?
คำตอบคือ "ใช่" แน่นอน แม้ในประวัติศาสตร์เดิม เควิน ดูแรนท์ จะไม่เคยติดทีมป้องกันยอดเยี่ยมเพื่อเป็นเกียรติประวัติเลยก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาทำไม่ได้ อย่างที่เคยบอกไป เขาเพียงแค่ทุ่มเทพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการทำแต้มเท่านั้นเอง
ความจริงแล้วหวังฉงเองก็มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน เกมรับอาจจะเรียกคำชมได้มากมาย แต่สำหรับผู้เล่นที่พรสวรรค์ด้านการบุกพุ่งทะลุเพดานอย่างดูแรนท์แล้ว ความคุ้มค่ามันไม่สูงนักหรอก สรุปสุดท้ายคือเรื่องพละกำลังมันจำกัดการแผลงฤทธิ์ในสนามของเขานั่นเอง
หวังฉงในตอนนี้มีพละกำลังเท่ากับดูแรนท์ในช่วงพีคเป๊ะ ดังนั้นเขาจะเลือกแสดงฝีมือด้านเกมรับออกมาเพียงบางครั้งในเกมนัดที่ต้องการชัยชนะจริงๆ เท่านั้น การทำแต้มต่างหากคือปัจจัยหลักที่จะตัดสินสถานะของเขาในลีก ดังนั้นเขาจะไม่ยอมเสียสถิติคะแนนส่วนตัวเพื่อไปทุ่มเทกับเกมรับมากเกินไปแน่นอน
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ หวังฉงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของอาชีพการเล่น และเป็นช่วงที่ต้องสะสมเกียรติยศเพิ่มขึ้น
ในเมื่ออุตส่าห์ข้ามเวลาย้อนกลับมาพร้อมระบบบาสเกตบอลติดตัว เป้าหมายของหวังฉงย่อมต้องไปวัดรอยเท้ากับเทพเจ้าบาสเกตบอลอย่างไมเคิล จอร์แดน
จอร์แดนแม้จะติดทีมป้องกันอันดับ 1 ถึงเก้าครั้ง และมีรางวัล DPOY หนึ่งใบ แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกจดจำเขาได้ชัดเจนที่สุด คือตำนานแชมป์สามสมัยซ้อนสองครั้ง และตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยที่เป็นสถิติที่ยากจะหาใครมาเทียบเคียงได้ทั้งในอดีตและอนาคต
พูดแบบไม่อคติ หวังฉงรู้สึกว่าตราบใดที่เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปในประวัติศาสตร์ ย่อมต้องมีสถิติอันน่าประทับใจบางอย่างที่ผู้เล่นคนอื่นเอื้อมไม่ถึงติดตัวไว้เสมอ
ตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยของจอร์แดน หรือสถิติ 81 แต้มในเกมเดียวของโคบี้ แม้มันจะไม่ส่งผลต่อการจัดอันดับสถานะทางประวัติศาสตร์โดยตรง แต่มันมีความหมายอย่างยิ่งในการแบ่งระดับบารมีในยุทธจักร เพราะสถิติเหล่านี้ยากที่จะทำลายลงได้จริงๆ
ตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยของจอร์แดนนั้นถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีใครทำลายได้ และในอนาคตก็คงจะไม่มี
สถิติ 81 แต้มของโคบี้ แม้จะมี 100 แต้มในเกมเดียวของแชมเบอร์เลนอยู่เหนือกว่า แต่ 100 แต้มของแชมเบอร์เลนนั้นมีส่วนประกอบของ "น้ำ" เยอะเกินไป ส่วน 81 แต้มของโคบี้แม้จะมีการจงใจปั่นบ้าง แต่อย่างน้อยกระบวนการแข่งขันตลอดทั้งเกมนั้นลื่นไหล และดูแล้วชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ ไม่ได้ดูแย่เหมือนตอนที่สองทีมต่างพากันทำฟาวล์กันไปมาเพื่อยืดเวลาให้แชมเบอร์เลนปั่นแต้มจนเกมกร่อยและคนดูเริ่มง่วงนอนเหมือนในอดีต
ในภายหลังแม้จะมีผู้เล่นบางคนพยายามท้าทายสถิติ 81 แต้มของโคบี้ในช่วงที่มือร้อนสุดขีด แต่ไม่ว่าจะเป็น เดวิน บุคเกอร์ ที่ทำได้ 70 แต้ม หรือ ลิลลาร์ด และ มิตเชลล์ ที่ทำได้ 71 แต้ม ระยะห่างจาก 81 แต้มของโคบี้ก็ยังคงเป็นหุบเหวที่กว้างมหาศาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความยากที่แท้จริง
หากพิจารณาจุดนี้ ในอนาคต "โครงการ 411" ที่ดูยิ่งใหญ่ของเจมส์ ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในสถิติยอดเขาที่ยากจะข้ามผ่านในประวัติศาสตร์ลีกเช่นกัน และระดับความยากในการจะทำลายมันอาจจะสูงยิ่งกว่าตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยของจอร์แดนเสียด้วยซ้ำ
ความเจ้าแผนการ สไตล์การเล่น และประวัติเสียๆ หายๆ ของเจมส์ อาจจะทำให้ยากที่จะมีคนชอบเขาจริงๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แอนตี้ไม่มีทางด่าได้เด็ดขาด นั่นคือความมีระเบียบวินัยในตนเองและทัศนคติในอาชีพของเจมส์
การที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถรักษาวินัยที่เข้มงวดและซ้อมหนักต่อเนื่องได้ตลอดยี่สิบปีไม่มีวันหยุด ทั้งที่เป็นมหาเศรษฐีพันล้านแต่กลับไม่เคยปล่อยตัวให้เสเพลเลย มันคือเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ อย่างน้อยหวังฉงลองถามใจตัวเองดู เขามั่นใจเลยว่าทำแบบเจมส์ไม่ได้แน่นอน
อาจมีคนบอกว่า 411 ของเจมส์มีอะไรน่าภูมิใจล่ะ ก็แค่ปั่นสถิติมาตลอดไม่ใช่เหรอ?
ทว่าพอลองคิดดูอีกมุมหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้เล่นคนอื่น ต่อให้เปิดโอกาสให้ปั่นแค่ไหนมันจะปั่นจนถึง 411 ได้จริงๆ เหรอ? อย่าว่าแต่ 411 เลย แค่ 311 มันก็ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์แล้ว
หวังฉงประเมินว่า ตัวเขาที่มีโปรแกรมช่วยเล่น น่าจะมีโอกาสไปแย่งชิงตำแหน่ง "คนแรกที่ทำถึง 4 หมื่นแต้ม" แข่งกับเจมส์ได้ แต่สำหรับ 411 นั้น ระดับความยากมันสูงเกินไปหน่อย โดยเฉพาะเจ้า 1 หมื่นแอสซิสต์ที่พ่วงท้ายมานั่นแหละ
สถิติแอสซิสต์เฉลี่ยตลอดอาชีพของดูแรนท์คือ 4.4 ครั้ง ในฐานะตัวทำแต้มมันก็ไม่ได้น้อยแล้วนะ ทว่ารวมตลอดอาชีพเพิ่งจะทำได้แค่สี่พันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ดูแรนท์มีอัตราการลงสนามไม่สูงนัก แต่มันก็พิสูจน์ทางอ้อมได้ว่าสถิติ 1 หมื่นแอสซิสต์นั้นยากเพียงใด การจะทำเฉลี่ยตลอดอาชีพ 7.3 ครั้งได้เหมือนเจมส์ สำหรับหวังฉงในตอนนี้ที่ยังไม่มีโปรแกรมช่วยเล่นใบใหม่จึงถือว่าทำได้ยากมาก
แน่นอนว่าหวังฉงก็ไม่ได้คิดจะไปแข่งกับเจมส์ในทุกเรื่อง จะไปเลียนแบบทำโครงการ 411 ทำไม? แบบนั้นมันไม่เท่ากับต้องไปเลียนแบบเขาเรื่องการรวมกลุ่มดารา พุ่งล้มเรียกฟาวล์ และทักษะแบมือท้าวสะเอวด้วยหรอกเหรอ?
สำหรับความสำเร็จที่จะเป็นรากฐานบารมีในยุทธจักร เป้าหมายของหวังฉงยังคงอยู่ที่ตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยของจอร์แดน
การจะคว้าตำแหน่งราชาทำแต้ม 10 สมัยนั้น ความยากนั้นสูงมหาศาลจริงๆ
ทว่าหวังฉงในตอนนี้ก็ได้มาหนึ่งสมัยแล้วไม่ใช่เหรอ? แถมยังเป็นสมัยที่แย่งชิงมาได้จากการกดหัวโคบี้ที่ทำเฉลี่ยได้ถึง 35.5 แต้มอีกด้วย
หลังจากนี้อีกสิบกว่าปีในลีก แต้มเฉลี่ยของตำแหน่งราชาทำแต้มส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30 แต้มต้นๆ เท่านั้น ครั้งเดียวที่แต้มเฉลี่ยเกิน 32 แต้ม คือดูแรนท์ในฤดูกาล 13-14 ที่ทำได้ 32 แต้มพอดี
จนกระทั่งฤดูกาล 18-19 เจมส์ ฮาร์เดน จึงจะปรากฏตัวออกมาและคว้าตำแหน่งราชาทำแต้มด้วยสถิติเฉลี่ย 36.1 แต้ม จนก้าวตามรอยเท้าของโคบี้และจอร์แดนได้ทันในที่สุด
ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากหวังฉงต้องทำภารกิจชิงตำแหน่ง MVP ฤดูกาลปกติ เขาจึงให้ความสำคัญกับการรับประกันสถิติของทีมเป็นอันดับแรก และในบางนัดเขาจะหันไปทุ่มเทพลังงานให้กับเกมรับมากขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมาปั่นแต้มอย่างไร้ขีดจำกัดเหมือนฤดูกาลที่แล้ว
ทว่าโชคดีที่ตรรกะเดียวกันนี้ก็นำมาใช้กับโคบี้ได้เหมือนกัน
ฤดูกาลที่แล้ว โคบี้จำต้องเพิ่มจำนวนการยิงอย่างมหาศาลเพื่อแข่งชิงตำแหน่งราชาทำแต้มกับหวังฉง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้คือเลเกอร์สทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ ทั้งในฤดูกาลปกติและเพลย์ออฟ โคบี้จึงถูกสื่อตำหนิเรื่องนี้ไปไม่น้อย
ในฤดูกาลใหม่ โคบี้ที่เปลี่ยนมาใส่เบอร์ 24 ดูเหมือนจะมีนิสัยสุขุมรอบคอบมากขึ้น อย่างน้อยในช่วงไม่กี่นัดแรกที่ผ่านมา เขาก็เลิกที่จะรับเหมาทำทุกอย่างคนเดียว และเริ่มกระจายบทบาทให้เพื่อนร่วมทีมอย่างไฮนริชและคนอื่น ๆ บ้างแล้ว
ดังนั้นในสัปดาห์แรกของการแข่งขัน แต้มเฉลี่ยของโคบี้จึงอยู่ที่เพียง 30 แต้มต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับหวังฉง ทั้งคู่จึงยังไม่ได้มีความคิดที่จะต้องมาตัดสินผลแพ้ชนะในตารางทำแต้ม อย่างน้อยในช่วงเริ่มฤดูกาลใหม่แบบนี้ คงไม่เปิดศึกสู้ตายถวายหัวเหมือนปีก่อนแน่นอน
สำหรับตำแหน่งราชาทำแต้มครั้งนี้ ทัศนคติของหวังฉงคือ ถ้าได้มาก็ถือว่าดีที่สุด แต่ถ้ามันจะส่งผลต่อสถิติทีมจนทำให้โอกาสชิง MVP ลดลง เขาก็จำต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทนสละโอกาสนั้นไป
นับว่ายังดีที่หวังฉงในตอนนี้เพิ่งจะอายุเพียง 22 ปีเต็ม เส้นทางอาชีพของเขายังอีกยาวไกล ต่อให้จะพลาดตำแหน่งราชาทำแต้มในปีนี้ไป เขาก็ยังมีโอกาสที่จะวิ่งไล่ตามสถิติ 10 สมัยของจอร์แดนได้อีกมาก
อย่าลืมว่าต่อให้เป็นจอร์แดน ตอนที่เขาคว้าตำแหน่งราชาทำแต้มครั้งสุดท้ายในอาชีพ เขาก็อายุปาเข้าไปกว่า 34 ปีแล้ว
——
บูลส์ที่บุกไปชนะคาวาเลียร์สถึงถิ่นมีความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก และยังคงรักษาความต่อเนื่องของสถิติไร้พ่ายต่อไปได้ วันที่ 11 พฤศจิกายน บูลส์เปิดบ้านชนะอินดีแอนา เพเซอร์ส 98:86 กวาดชัยชนะรวดเป็นนัดที่หก จากนั้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน พวกเขาก็บุกไปเยือนแมฟเวอริกส์ และเฉือนชนะไปได้อย่างหวุดหวิด 107:104 ทำสถิติชนะรวดเพิ่มเป็น 7 นัดติดต่อกัน
ฤดูกาล 06-07 เดิม แมฟเวอริกส์จะทำสถิติชนะ 67 แพ้ 15 ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร พวกเขามีอำนาจเหนือคู่แข่งอย่างเต็มที่ตลอดฤดูกาลปกติ และแสดงความแข็งแกร่งออกมาอย่างดุดัน แน่นอนว่าการที่เพลย์ออฟรอบแรกถูกวอร์ริเออร์สเขี่ยตกรอบด้วยสกอร์ 4:2 จนกลายเป็นตำนาน "แบล็คเอท" ซึ่งเป็นการพลิกล็อกครั้งประวัติศาสตร์ที่ทีมอันดับ 8 เอาชนะทีมอันดับ 1 ได้ ยิ่งทำให้เรื่องราวดูน่าสนใจมากขึ้น
ทว่าแมฟเวอริกส์ในช่วงเริ่มฤดูกาลใหม่กลับโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก ก่อนจะมาเจอบูลส์ พวกเขามีสถิติเพียงชนะ 2 แพ้ 4 เท่านั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังฟอร์มไม่เข้าที่
หวังฉงย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ให้หลุดลอยไป ทีมจากสองคอนเฟอเรนซ์จะได้พบกันในฤดูกาลปกติเพียงสองครั้งเท่านั้น ชัยชนะในนัดเยือนครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อสถิติในฤดูกาลปกติของบูลส์
แม้ในเกมนี้ โนวิตซ์กีจะชู้ตลง 10 จาก 19 ครั้ง ทำไป 31 แต้ม กับ 10 รีบาวด์ แต่เมื่อต้องมาเจอหวังฉงที่ตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้ด้วยการทำไป 35 แต้ม กับ 9 รีบาวด์ แมฟเวอริกส์จึงต้องจำใจยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยผลต่างเพียง 3 แต้ม
หลังจากศึก "สองวัวชนกัน" สิ้นสุดลง คู่ต่อสู้ในนัดที่แปดของฤดูกาลปกติของบูลส์ คือการบุกไปเยือน ฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์
หากจะถามว่าระบบป้องกันของบูลส์ในตอนนี้เกรงขามผู้เล่นคนไหนมากที่สุดล่ะก็ "ต้าเหยา" ย่อมครองตำแหน่งอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ในยุคที่แชคิล โอนีลเริ่มโรยราและประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน เหยาหมิงคือเซ็นเตอร์ที่มีพลังทำลายล้างในพื้นที่ใต้แป้นที่รุนแรงที่สุดในลีก และไม่มีใครเทียบเคียงได้เลย
โดยเฉพาะในฤดูกาล 06-07 แม้ปัญหาอาการบาดเจ็บจะทำให้เขาลงเล่นในฤดูกาลปกติได้เพียง 48 นัดเท่านั้น แต่เหยาหมิงยังคงทำผลงานเฉลี่ยถึง 25 แต้ม, 9.4 รีบาวด์ และ 2 บล็อก ซึ่งนับเป็นฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา
สถิติในระดับนี้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปอีกเกือบสิบปี ยากยิ่งนักที่จะหาผู้เล่นมาทัดเทียมได้
ในฤดูกาลที่พีคที่สุดของฮาวเวิร์ด เขาสามารถทำค่าเฉลี่ยได้ 22.9 แต้ม, 14 รีบาวด์ และ 2.4 บล็อก แม้จำนวนรีบาวด์และบล็อกจะสูงกว่าเหยาหมิง แต่คะแนนเฉลี่ยกลับน้อยกว่าไปถึง 2.1 แต้ม
จะมีก็เพียง "คัสซินส์" ของทีมคิงส์ในฤดูกาล 15-16 ที่มีสถิติ 26.9 แต้ม 11.5 รีบาวด์ ซึ่งดูสวยหรูกว่าเหยาหมิง แต่ความจริงมันก็แค่สวยหรูบนแผ่นกระดาษเท่านั้น คัสซินส์ตอนอยู่คิงส์ไม่เคยได้สัมผัสแม้แต่เพลย์ออฟ สถิติสม่ำเสมออยู่ที่อันดับท้ายตาราง ปั่นแต้มอยู่ในทีมที่ห่วยแตกอย่างสนุกสนานเท่านั้นเอง
ทว่าร็อกเก็ตส์ในช่วงที่เหยาหมิงพีค กลับเป็นหนึ่งในทีมมหาอำนาจของสายตะวันตก แม้ในแต่ละปีจะพยายามดิ้นรนอย่างยากลำบากเพื่อผ่านเข้ารอบสอง แต่ความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัดเจน
เหยาหมิงจัดว่าเป็น "ดาวข่ม" ของ ไทสัน แชนด์เลอร์ อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปตอนที่เหยาหมิงยังลังเลว่าจะลองดีใน NBA หรือไม่ เขาเคยเดินทางไปอเมริกาเพื่อร่วมซ้อมแข่ง และตอนนั้นคู่ประกบของเขาก็คือเซ็นเตอร์อัจฉริยะที่ชาวอเมริกันยกย่องอย่าง ไทสัน แชนด์เลอร์
เมื่อรู้ว่าคู่ดวลในนัดนั้นคือว่าที่ดราฟต์อันดับหนึ่งในอีกสองปีข้างหน้าผู้มีพรสวรรค์สูงลิบ เหยาหมิงจึงทุ่มเทสมาธิในการเล่นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้เขาต้องประหลาดใจ เพราะแชนด์เลอร์ถูกเขาถล่มยับเยินในการแข่งขันครั้งนั้นเหมือนกับการ "ต้อนหมู" จนหลังจบเกม เหยาหมิงได้แต่ทำหน้าเหลือเชื่อพร้อมกับพูดว่า
“แค่นี้เนี่ยนะ? ถ้าคนแบบนี้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งได้ล่ะก็ ผมก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งชัวร์แล้วล่ะ”
เรื่องราวหลังจากนั้นทุกคนก็ทราบกันดี ไทสัน แชนด์เลอร์ ที่เข้าดราฟต์ปี 01 พ่ายแพ้ให้แก่ ควาเม่ บราวน์ จนกลายเป็นเพียงอันดับสอง ส่วนเหยาหมิงที่เข้าดราฟต์ปี 02 ก็เถลิงตำแหน่งดราฟต์อันดับหนึ่งชาวผิวเหลืองคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ NBA อย่างไร้ข้อกังขา
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การที่เหยาหมิงข่มแชนด์เลอร์ด้วย "พลังแห่งสายเลือด" นั้นดำเนินมาตลอดทั้งอาชีพการเล่นของทั้งคู่
แม้เวลาเข้าสู่ลีกของทั้งคู่จะใกล้เคียงกัน แต่การเจอกันในสนามจริง ๆ กลับมีเพียง 13 ครั้งเท่านั้น โดยเหยาหมิงทำเฉลี่ยใน 13 นัดที่เจอแชนด์เลอร์ไว้ที่ 20 แต้ม 8.5 รีบาวด์ ด้วยเปอร์เซ็นต์การยิง 54.6%
ส่วน ไทสัน แชนด์เลอร์ ใน 13 นัดนี้ทำได้เพียงเฉลี่ย 9.2 แต้ม 9.5 รีบาวด์ ด้วยเปอร์เซ็นต์การยิง 46.2%
ในเกมนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เหยาหมิงชูต 19 ลง 11 และลูกโทษ 6 จาก 6 ด้วยเปอร์เซ็นต์การยิงสูงถึง 58% กดไป 28 แต้ม 12 รีบาวด์ การบุกวงในที่หนักแน่นและมั่นคงทำลายระบบป้องกันของบูลส์ที่เคยแข็งแกร่งจนอยู่หมัดลงได้อย่างสิ้นเชิง
สถิติชนะรวดของบูลส์มาหยุดลงที่นัดที่เจ็ดทันที สถิติเปลี่ยนเป็นชนะ 7 แพ้ 1 แม้จะยังครองอันดับหนึ่งของสายตะวันออกแต่ความไร้พ่ายก็ถูกทำลายลงแล้ว และในวันต่อมาพวกเขาก็พ่ายแพ้ให้กับ แซนแอนโทนีโอ สเปอร์ส ไปอีกนัดที่ 92:100 ยอมจำนนต่อการแพ้รวด 2 นัดซ้อน
การแพ้ให้สเปอร์สความจริงไม่ใช่เรื่องแปลก ปัจจัยที่ทำให้บูลส์แพ้มีหลายอย่าง ด้านหนึ่งสเปอร์สคือทีมแชมป์ในฤดูกาล 06-07 นี้อยู่แล้ว ความแข็งแกร่งย่อมเหนือชั้นกว่าใครเพื่อน สถิติฤดูกาลปกติแม้จะเป็นรองแมฟเวอริกส์แต่พวกเขาก็ชนะถึง 61 นัด และเป็นหนึ่งในสองทีมของฤดูกาลนี้ที่ชนะถึง 60+ นัด
อีกด้านหนึ่ง คือโปรแกรมการแข่งขันในช่วงนี้ของบูลส์จัดว่าเข้าขั้น "โปรแกรมมรณะ" ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน ตลอดระยะเวลาครึ่งเดือน ทั้งเจ็ดนัดล้วนเป็นการไปเยือนทั้งหมด
สเปอร์สเป็นเพียงนัดที่สามของศึก "เจ็ดนัดเยือนมรณะ" เท่านั้น นัดต่อไปบูลส์ยังต้องเจอกับทีมแกร่งอย่าง นักเก็ตส์ และ เลเกอร์ส ซึ่งเป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสทั้งสภาพจิตใจและพละกำลัง
(จบแล้ว)