- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเขาปู้โจว งานอดิเรกคือจับคนมาขุดดิน
- บทที่ 201 - เทียนหยวนหลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้าน
บทที่ 201 - เทียนหยวนหลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้าน
บทที่ 201 - เทียนหยวนหลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้าน
บทที่ 201 - เทียนหยวนหลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้าน
ก้าวเพียงก้าวเดียวเทียนหยวนก็ปรากฏตัวบนดวงดาวสุริยันอีกครั้ง
เมื่อมองดูดวงดาวสุริยันที่มีเปลวเพลิงพวยพุ่งเสียดฟ้าอยู่เบื้องหน้าเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยพุ่งตัวตรงลึกลงไปในทันที
ตี้จวินและไท่อีคือจักรพรรดิแห่งศาลสวรรค์เผ่าภูติอีกทั้งยังถือกำเนิดบนดวงดาวสุริยันการหายตัวไปของพวกเขาย่อมต้องเกี่ยวข้องกับดวงดาวสุริยันอย่างแน่นอน
เทียนหยวนคาดเดาในใจว่าทั้งสองอาจจะได้รับวาสนาครั้งใหญ่ในห้วงอวกาศ
มิเช่นนั้นในตอนที่วาสนาของศาลสวรรค์เผ่าภูติพังทลายลงพวกเขาก็คงไม่อยู่นิ่งเฉยไร้การเคลื่อนไหวเช่นนี้
เปลวไฟสีแดงก่ำค่อยๆ เปลี่ยนสีเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีทองอ่อนและท้ายที่สุดก็กลายเป็นเปลวเพลิงทองคำสุริยันสีทองอร่ามทั้งหมด
อุณหภูมิร้อนระอุแผ่ซ่านโหมกระหน่ำเข้ามาแต่เทียนหยวนกลับก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์ราวกับกำลังเดินเล่นเข้าไปยังส่วนลึกที่สุดของดวงดาวสุริยัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดเมื่อมองเห็นแสงสลัวลึกลับสายนึงในส่วนลึกเทียนหยวนก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที
คราวก่อนตอนที่มาจับกุมไป๋เจ๋อและพรรคพวกจิตสัมผัสเทพของเขาเคยกวาดสำรวจดวงดาวสุริยันกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
การมาเยือนด้วยตัวเองในครั้งนี้เขากลับพบความประหลาดซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงดาวสุริยัน
ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเทียนหยวนรีบเร่งความเร็วพุ่งทะยานไปยังแสงสลัวสายนั่น
ใจกลางเปลวเพลิงสีทองที่ลุกโชนคือจุดวงกลมสีดำมืดมิด
เพียงแค่ปรายตามองเทียนหยวนก็รู้ได้ทันทีว่าภายในนั้นมีอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเขาวาดลวดลายพุ่งร่างทะลวงเข้าไปในจุดวงกลมนั้นทันที
พื้นที่ด้านในแยกตัวเป็นเอกเทศมืดมิดไร้แสงตะวันและมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
"มิติภายในของดวงดาวสุริยันงั้นหรือ" เทียนหยวนพึมพำเสียงเบาสายตาทอดมองออกไปไกล
ในขอบฟ้าที่มืดมนไร้ที่สิ้นสุดนี้เขามองเห็นบางสิ่งลางๆ
ร่างของเขาพุ่งทะยานผ่านความว่างเปล่าเมื่อเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เทียนหยวนก็พบว่ามันคือโครงกระดูกขนาดมหึมา
"ซากศพเทพปีศาจโกลาหลงั้นหรือ" เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของซากศพนั้นชัดเจนเทียนหยวนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ฉากตรงหน้าค่อนข้างเกินความคาดหมายของเขา
ดวงดาวสุริยันและดวงดาวจันทราเกิดจากดวงตาของผานกู่แต่ภายในดวงดาวสุริยันแห่งนี้กลับมีซากศพของเทพปีศาจโกลาหลอยู่ด้วย
เทียนหยวนที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศผ่อนลมหายใจออกแผ่วเบาซากศพมหึมาตรงหน้าก็สลายกลายเป็นผุยผงปลิวหายไปในอากาศทันที
ซากศพของเทพปีศาจโกลาหลร่างนี้สูญเสียพลังงานไปนานแล้วแม้แต่จะเรียกว่าเปลือกกลวงๆ ก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
เทียนหยวนไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดร่างของเขาพุ่งทะยานลึกลงไปอีกครั้งและก็เป็นไปตามคาดเขาพบซากศพอีกหลายร่าง
เฉกเช่นเดียวกับตอนแรกเพียงแค่มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยซากศพแต่ละร่างก็พังทลายกลายเป็นผุยผงจางหายไป
มิติภายในดวงดาวสุริยันไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่เทียนหยวนคิดไว้
เพียงชั่วครู่เขาก็สำรวจสภาพแวดล้อมรอบด้านไปหลายรอบนอกจากซากศพที่สูญเสียพลังงานไปนานแล้วพวกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก
ส่วนเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้อย่างไท่อีและตี้จวินยิ่งไร้ซึ่งร่องรอยให้พบเห็น
"แปลกจริง! ห้วงอวกาศแห่งโลกบรรพกาลสูบเอาพลังงานจากความโกลาหลมาแท้ๆ เหตุใดจึงต้องใช้ซากศพเทพปีศาจโกลาหลพวกนี้ด้วย" ซากศพเหล่านั้นล้วนสลายไปในอากาศเพราะสูญสิ้นพลังงานจนหมด
และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของเทียนหยวนก่อนหน้านี้ในพื้นที่แห่งนี้น่าจะมีซากศพเทพปีศาจโกลาหลอยู่เป็นจำนวนมากเพียงแต่พวกมันสูญเสียพลังงานและสลายหายไปในอากาศนานแล้ว
ส่วนไม่กี่ร่างที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่นั้นเป็นเพราะเวลาผ่านไปไม่นานนักจึงยังคงรักษารูปทรงเอาไว้ได้
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้คือไพ่ตายที่ผานกู่ทิ้งไว้หรือเป็นฝีมือของผู้อื่นกันแน่?
เทียนหยวนที่ยืนอยู่กลางอากาศสงบจิตใจลงและเริ่มดึงเอาเจตจำนงของเขาปู้โจวออกมาใช้
การอยู่ในมิติภายในของดวงดาวสุริยันนั้นห่างไกลเกินไปจึงมีเพียงเจตจำนงอันแผ่วเบาที่ถูกปลุกขึ้นมาได้
เทียนหยวนหาได้ใส่ใจในตอนนี้เขาเพียงต้องการตามหาตี้จวินและไท่อีไม่ได้มาเพื่อปราบศัตรูมีเจตจำนงเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
บนร่างของเทียนหยวนที่ยืนอยู่กลางอากาศมีกลิ่นอายแห่งเต๋าจางๆ แผ่กระจายออกมาราวกับระลอกคลื่นที่กระเพื่อมออกไปรอบทิศ
เจตจำนงกวาดผ่านไปในชั่วพริบตาพัดผ่านความว่างเปล่าเหล่านั้นและค่อยๆ กวาดครอบคลุมพื้นที่ตรงหน้าจนหมดสิ้น
ใบหน้าของเทียนหยวนเผยให้เห็นความผิดหวังการใช้เจตจำนงเขาปู้โจวกลับไม่พบสิ่งใดเลยและไม่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของจักรพรรดิเผ่าภูติทั้งสองด้วย
เทียนหยวนทอดถอนใจกำลังจะรั้งเจตจำนงเขาปู้โจวกลับคืนแต่แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน
ห้วงอวกาศ!
ภายใต้จิตสัมผัสเทพภายนอกดวงดาวสุริยันมีห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลทอประกายระยิบระยับดวงดาวน้อยใหญ่เหล่านั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา
พวกมันตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบแต่ก็เคลื่อนที่ในความว่างเปล่าด้วยวิถีโคจรเฉพาะตัว
สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือห้วงอวกาศแห่งโลกบรรพกาลคือห้วงอวกาศในมุมมองของดวงดาวสุริยัน
ในชั่วขณะที่เจตจำนงเขาปู้โจวกวาดผ่านพื้นที่แห่งนี้เทียนหยวนได้เชื่อมต่อกับดวงดาวสุริยันชั่วคราวและมองเห็นฉากตรงหน้า
สายตากวาดมองหมู่ดาวเหล่านั้นอย่างรวดเร็วพลันมีสิ่งหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเทียนหยวน
มหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือร่างที่แท้จริงของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าอันเลื่องชื่อแห่งศาลสวรรค์เผ่าภูติ
"ฟู่!" เทียนหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกนัยน์ตาประกายความยินดีพาดผ่าน
เทียนหยวนคาดเดาว่าเขาพบตี้จวินและไท่อีแล้วพวกเขาอยู่ในห้วงอวกาศแห่งโลกบรรพกาลซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกที่สุดของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้านั่นเอง
จักรพรรดิเผ่าภูติทั้งสองอยู่ในห้วงอวกาศมาตลอดเพียงแต่คนทั่วไปไม่อาจล่วงรู้ได้ก็เท่านั้น
มหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าในฐานะที่เป็นหนึ่งในสี่มหาค่ายกลกำเนิดเดิมอันยิ่งใหญ่แห่งโลกบรรพกาลมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ม้วนค่ายกลธรรมดาๆ อย่างแน่นอน
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวเทียนหยวนร่างของเขาพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าสู่ละอองดาวที่สาดส่องเต็มท้องฟ้านั้นในชั่วพริบตา
เพียงแค่ร่างร่วงหล่นลงไปพลังแห่งดวงดาวอันเข้มข้นก็ถาโถมเข้ามาโอบล้อมเขาไว้เป็นชั้นๆ จนแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง
นี่เป็นเพียงแค่รอบนอกเท่านั้นเมื่อยิ่งลึกลงไปแรงกดดันนี้ก็จะมีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
เพียงแค่รอบนอกของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าก็มีอานุภาพถึงเพียงนี้โลกบรรพกาลนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ผานกู่บรรลุมหาเต๋าแต่โลกใบนี้กลับให้กำเนิดอริยะแห่งวิถีสวรรค์เพียงไม่กี่คนอีกทั้งในภายหลังยังต้องใช้มหาภัยพิบัติเพื่อขับไล่เหล่าอริยะออกไปหากบอกว่าไม่มีอะไรแปลกประหลาดก็คงไม่มีใครเชื่อ
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากดวงดาวแต่ละดวงเทียนหยวนก็พึมพำด้วยความทึ่ง "นี่สิถึงจะเป็นมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าที่แท้จริง!"
ห้วงอวกาศก็เหมือนกับเขาปู้โจวต่างก็เป็นขุมพลังอำนาจสูงสุดของโลกบรรพกาลแต่เทียนหยวนกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าดวงดาวเหล่านั้นรวมถึงดวงดาวสุริยันและดวงดาวจันทรายังขาดกลิ่นอายแห่งการสังหารไป
ดวงดาวนับร้อยล้านบนท้องฟ้าไม่ได้เพียงแค่สูบเอาพลังงานจากความโกลาหลเท่านั้นแต่ยังมีหน้าที่ปกป้องโลกจากมารฟ้าต่างมิติอีกด้วย
โลกบรรพกาลนั้นมีลักษณะฟ้ากลมดินเหลี่ยมพื้นที่รอยต่อระหว่างแผ่นฟ้ากับความโกลาหลนั้นกว้างใหญ่กว่าบนผืนดินมากนัก
ภูเขาเซียนทั้งหลายที่มีเขาปู้โจวเป็นแกนนำนั้นให้ความรู้สึกที่หนักแน่นมั่นคงส่วนดวงดาวนับร้อยล้านก็ควรจะแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหารดั่งเช่นที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
แต่ในโลกบรรพกาลดวงดาวมากมายที่คนทั่วไปมองเห็นกลับไม่มีอานุภาพเช่นนี้เลย
"อาจจะเกี่ยวข้องกับเจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์ที่ไม่สมบูรณ์กระมัง!" เทียนหยวนคิดในใจ
ห้วงอวกาศคือสถานที่แสดงพลังของวิถีสวรรค์เมื่อวิถีสวรรค์ไม่สมบูรณ์พลังของห้วงอวกาศจึงถูกลดทอนลงอย่างหนัก
สามวิถี ฟ้า ดิน คน ไม่เพียงแต่ค้ำจุนการหมุนเวียนของทั้งโลกแต่ยังปกป้องโลกใบนี้ด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นการกัดกร่อนจากทะเลโกลาหลหรือมารฟ้าต่างมิติที่แฝงตัวอยู่ในความโกลาหล
เจตจำนงอันแผ่วเบาก่อตัวขึ้นบนร่างแรงกดดันที่ทับถมอยู่ก็มลายหายไปในพริบตาแววตาของเทียนหยวนทอประกายสว่างวาบ
ด้วยบารมีของเขาปู้โจวมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าจึงถือว่าเขาเป็นพวกเดียวกันไปโดยปริยาย
เทียนหยวนที่กำลังปิติยินดีรีบมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกที่สุดของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้า
ณ ที่แห่งนั้นมีดวงดาวขนาดมหึมาสองดวงลอยล่องอยู่ซึ่งก็คือดวงดาวสุริยันและดวงดาวจันทรานั่นเองและตรงกลางระหว่างดวงดาวใหญ่ทั้งสองเทียนหยวนก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนอันแผ่วเบาหลายสาย
เพียงแค่สัมผัสดูเล็กน้อยก็เป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ นั่นคือตี้จวินและไท่อีที่เขาเฝ้าคำนึงถึงมาตลอด
นอกจากสองคนนี้แล้วยังมีกลิ่นอายแปลกหน้าอีกหนึ่งสายที่แผ่ซ่านพลังจันทราอันบริสุทธิ์ออกมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าย่อมต้องเป็นเทพธิดาวั่งชูที่หายตัวไป
เทียนหยวนที่มีใบหน้าตื่นเต้นรีบเร่งความเร็วพุ่งไปยังสถานที่บำเพ็ญเพียรของทั้งสามคน
ด้วยการปกป้องจากเจตจำนงเขาปู้โจวประกอบกับการจงใจปกปิดร่องรอยของเทียนหยวนเขาจึงมาถึงจุดที่พลังสุริยันและพลังจันทราผสานเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดายตี้จวินและพวกทั้งสามคนไม่รู้ตัวถึงการมาเยือนของเขาเลยแม้แต่น้อย
บางทีทั้งสามคนคงคาดไม่ถึงว่าจะมีใครโผล่มาที่นี่
ในขณะนี้ทั้งสามคนถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานอันมหาศาลความผันผวนบนร่างของพวกเขาก็ขึ้นๆ ลงๆ ดูเหมือนว่ากำลังอยู่ในจุดวิกฤตของการทะลวงขั้น
"ไม่คิดเลยว่าเจ้าพวกนี้จะได้รับวาสนาครั้งใหญ่จริงๆ" เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของทั้งสามคนเทียนหยวนก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย
แน่นอนว่าตอนนี้คือโอกาสดีที่สุดในการจับกุมตี้จวินและไท่อีแต่มันก็อาจจะทำลายการทะลวงขั้นของทั้งสามคนไปด้วย
เมื่อสำรวจดูทั้งสามคนที่คืนร่างเดิมแล้วเทียนหยวนก็ล้มเลิกความคิดที่จะลงมือ
เพราะผลงานของเขาโลกบรรพกาลจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่การบรรลุวิถีฮุ่นหยวนกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
โอกาสที่ตี้จวินและไท่อีได้มาอย่างยากลำบากหากถูกขัดจังหวะด้วยกำลังในอนาคตอาจไม่มีโอกาสทะลวงผ่านได้อีก
การจับกุมตี้จวินและไท่อีก็เพื่อให้ดวงดาวสุริยันปรากฏขึ้นในโลกแห่งจิตสำนึกแต่การทะลวงขั้นของพวกเขาก็สามารถส่งผลดีกลับคืนสู่โลกบรรพกาลได้เช่นกัน
จริงอยู่ที่เขาต้องการจับกุมสิ่งมีชีวิตมากมายในโลกบรรพกาลแต่เทียนหยวนก็หวังให้พวกเขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นด้วย
ยิ่งโลกบรรพกาลให้กำเนิดเทพสวรรค์ฮุ่นหยวนอมตะสูงสุดได้มากเท่าไหร่โลกทั้งใบก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์ความรู้สึกเทียนหยวนก็ไม่มีเหตุผลที่จะขัดจังหวะการทะลวงขั้นของพวกเขาเลย
ส่วนเรื่องที่ตี้จวินและไท่อีอาจกลายเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลังจากการทะลวงขั้นเทียนหยวนไม่ได้มีความกังวลมากนัก
เขามีเขาปู้โจวอยู่และวิถีสวรรค์ก็ยังบกพร่องซึ่งส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในกำมือของหงจวินหากตี้จวินและไท่อีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดนี้ได้ความสำเร็จของพวกเขาก็จะมีขีดจำกัด
ยิ่งไปกว่านั้นในระดับพลังเดียวกันเทียนหยวนก็ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด
เทียนหยวนดึงสายตากลับมาและมองไปยังมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าที่อยู่ตรงหน้า
มหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้านั้นไม่ธรรมดาเลยหากสามารถเก็บรวบรวมมาใช้งานได้เขาย่อมมีไพ่ตายชั้นยอดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังคิดเทียนหยวนก็เหาะไปยังดวงดาวขนาดเล็กดวงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
เทียนหยวนขับเคลื่อนเจตจำนงเขาปู้โจวค่อยๆ สอดแทรกเข้าไปในดวงดาวตรงหน้าเขาต้องการใช้เจตจำนงเพื่อหลอมรวมดวงดาวดวงนี้
เขาไม่มีข้อได้เปรียบทางชาติกำเนิดอย่างตี้จวินและไท่อีและไม่สามารถสื่อสารกับวิถีสวรรค์ได้การหลอมรวมดวงดาวทีละดวงแม้จะเป็นวิธีที่ดูโง่เขลาแต่ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ตราบใดที่หลอมรวมดวงดาวทั้งหมดได้สำเร็จมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้านี้จะหนีพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้อย่างไร?
แม้ว่างานนี้จะดูยิ่งใหญ่มหาศาลแต่เทียนหยวนก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่โลกบรรพกาลไม่เคยขาดแคลนเลยก็คือเวลา
ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เทียนหยวนมีโอกาสสืบเสาะเจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์ก็เป็นได้
วิถีธรณีและวิถีมนุษย์ฟื้นคืนชีพแล้วเขายังคงนึกถึงวิถีสวรรค์อยู่เสมอการตามหาตี้จวินและไท่อีก็มีเหตุผลนี้รวมอยู่ด้วย
ตอนนี้มีโอกาสได้สัมผัสกับเจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์โดยตรงเทียนหยวนย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไป
ดวงดาวตรงหน้าไม่ได้ต่อต้านใดๆ เจตจำนงของเขาสามารถแทรกซึมเข้าไปในแก่นดวงดาวได้อย่างง่ายดายซึ่งราบรื่นจนผิดคาดไปสักหน่อย
เขาปู้โจวตั้งตระหง่านค้ำฟ้าดินเป็นเส้นชีพจรบรรพชนของโลกบรรพกาลมอบความร่มเย็นให้กับทั้งผืนดินและแผ่นฟ้าแต่พลังงานของเขาปู้โจวนั้นมาจากห้วงอวกาศแห่งโลกบรรพกาล
ดวงดาวนับร้อยล้านกับเขาปู้โจวก็มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
เจตจำนงแทรกซึมเข้าไปในดวงดาวเริ่มขัดเกลาแก่นดวงดาวอย่างช้าๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ ทันใดนั้นดวงดาวขนาดเล็กตรงหน้าก็สั่นไหวเบาๆ และบนร่างของเทียนหยวนก็มีแสงดาวระยิบระยับเปล่งประกายออกมา
"ฟู่! ทำได้จริงๆ ด้วย!" เทียนหยวนดีใจอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแห่งดวงดาวอันแผ่วเบาที่พวยพุ่งขึ้นมาในร่างกาย
เขาสัมผัสได้ถึงเจตจำนงอันเลือนรางและยังได้สัมผัสกับมุมหนึ่งของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าด้วย
การคาดเดาของเขาไม่ผิดพลาดการหลอมรวมดวงดาวเหล่านี้ทำให้มีโอกาสที่จะสื่อสารกับเจตจำนงแห่งวิถีสวรรค์ได้อย่างเต็มที่
แน่นอนว่าการครอบครองมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้านั้นยิ่งเป็นเรื่องกล้วยๆ
เดิมทีทำไปเพียงเพื่อตามหาจักรพรรดิเผ่าภูติทั้งสองไม่คิดเลยว่าจะได้รับผลตอบแทนที่น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้
เทียนหยวนเหลือบมองตี้จวินและไท่อีที่ยังคงบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะพุ่งทะยานไปยังดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด
"เอ๊ะ! เจตจำนงเขาปู้โจวที่ดึงมาใช้ได้นั้นแข็งแกร่งขึ้น!" เทียนหยวนที่กำลังจะหลอมรวมดวงดาวดวงต่อไปดวงตาเป็นประกายอีกครั้ง
ห้วงอวกาศตรงหน้านี้ก็เหมือนกับโลกแห่งจิตสำนึกของเขาปู้โจวเจตจำนงคือทุกสิ่งทุกอย่าง
การที่เจตจำนงเขาปู้โจวที่สามารถใช้งานได้นั้นแข็งแกร่งขึ้นหมายความว่าความเร็วในการหลอมรวมดวงดาวจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ห้วงอวกาศโลกบรรพกาลมีดวงดาวนับร้อยล้านนี่ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยจำนวนนั้นมีแต่จะมากกว่า
หากต้องขัดเกลาทีละดวงเทียนหยวนก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาจนถึงชาติไหนกว่าจะสำเร็จเพราะดวงดาวขนาดใหญ่พวกนั้นย่อมต้องการเวลามากขึ้นเท่านั้น
เมื่อหลอมรวมดวงดาวได้หนึ่งดวงเจตจำนงเขาปู้โจวที่อยู่ใต้อาณัติก็จะแข็งแกร่งขึ้นความเร็วในการหลอมรวมก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นไปอีก
เทียนหยวนเผยรอยยิ้มบนใบหน้ารีบลงมือหลอมรวมดวงดาวดวงที่สองทันที
ดวงดาวสองดวงมีขนาดพอๆ กันครั้งนี้เทียนหยวนทำสำเร็จเร็วขึ้นมาก
และก็เป็นไปตามที่เขาคาดคิดไว้หลังจากหลอมรวมดวงดาวดวงที่สองเจตจำนงเขาปู้โจวที่เทียนหยวนสามารถดึงมาใช้ได้ก็แข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย
"ฮ่าๆ วาสนาครั้งใหญ่ วาสนาครั้งใหญ่จริงๆ!"
เทียนหยวนดีใจจนแทบคลั่งเขาทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการหลอมรวมดวงดาวในทันที
หากสามารถหลอมรวมดวงดาวได้มากพอก่อนที่ตี้จวินและไท่อีจะทะลวงขั้นสำเร็จถึงเวลานั้นต่อให้ทั้งสามคนจะฝ่าด่านสำเร็จเขาก็สามารถปราบปรามพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย
บนผืนดินแห่งโลกบรรพกาลเขาสามารถขับเคลื่อนเขาปู้โจวได้ในห้วงอวกาศก็สามารถครอบครองดวงดาวนับร้อยล้านได้อีก
ในภายภาคหน้าเขาจะเป็นผู้ที่ไร้เทียมทานอย่างแท้จริงในโลกบรรพกาล
แน่นอนว่าเงื่อนไขเบื้องต้นของทั้งหมดนี้ก็คือการหลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้านดวงที่อยู่ตรงหน้าให้หมดสิ้นโดยเฉพาะดวงดาวสุริยันและดวงดาวจันทราที่ใหญ่ที่สุดสองดวงนั้น
ด้วยตำแหน่งอันสำคัญของดวงดาวทั้งสองการหลอมรวมย่อมไม่ง่ายดายอย่างแน่นอนบางทีอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาเพียงอย่างเดียว
ในความคิดของเทียนหยวนสถานที่แห่งนี้เดิมทีควรจะถูกทิ้งไว้ให้ตี้จวินและไท่อีสองคนน่าเสียดายที่สองคนนี้เอาแต่คิดจะช่วงชิงความเป็นใหญ่บนแผ่นดินโลกบรรพกาลจนน่าจะยังไม่ได้สำรวจห้วงอวกาศแห่งโลกบรรพกาลให้ดีเสียก่อน
เทียนหยวนคาดเดาในใจว่าอาจเป็นเพราะการมีอยู่ของเขาหรืออาจเป็นเพราะแผนการของใครบางคนในตำหนักม่วงนภาทั้งสามคนถึงได้เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้
หากเขาไม่ปรากฏตัวตี้จวินและไท่อีก็อาจจะไม่มีวันมาถึงที่นี่เลย
การไม่ขัดขวางการทะลวงขั้นของทั้งสามคนถือว่าเทียนหยวนมีเมตตาธรรมมากพอแล้วดวงดาวนับร้อยล้านนี้เกี่ยวพันถึงวิถีสวรรค์แห่งโลกบรรพกาลเทียนหยวนย่อมไม่มีทางยอมยกให้ใคร
หากเป็นผู้มีเหตุผลอย่างโฮ่วถู่เทียนหยวนย่อมไม่แย่งชิงวาสนาของผู้อื่นแต่กับตี้จวินและไท่อีนั้นต่างออกไป
สองคนนี้หยิ่งยโสเกินไปหากรู้เรื่องราวของศาลสวรรค์เผ่าภูติหลังจากบรรลุวิถีฮุ่นหยวนแล้วจะต้องมาหาเรื่องเขาแน่ๆ
เทียนหยวนยังคงรู้สึกว่าตัวเองใจดีเกินไปหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นป่านนี้คงลงมือจับกุมพวกเขาไปแล้วจากนั้นค่อยค่อยๆ หลอมรวมดวงดาวนับร้อยล้านเหล่านี้ในภายหลัง
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวแต่ความเคลื่อนไหวในมือของเทียนหยวนกลับไม่ช้าลงดวงดาวขนาดเล็กอีกดวงถูกหลอมรวมสำเร็จ
เทียนหยวนหลอมรวมพลังต้นกำเนิดของดวงดาวมากมายในส่วนลึกที่สุดของมหาค่ายกลดวงดาวครอบฟ้าในขณะที่ในโลกแห่งจิตสำนึกของเขาปู้โจวท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิดนอกจากดวงดาวสุริยันและดวงดาวจันทราที่ค่อยๆ ปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้นก็เริ่มมีดวงดาวดวงเล็กๆ หลายดวงส่องแสงระยิบระยับให้เห็นลางๆ
ท่ามกลางความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตนั้นพวกมันผลุบๆ โผล่ๆ ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลเกินไปบวกกับแสงที่เบาบางจึงยังไม่มีใครสังเกตเห็นในขณะนี้
[จบแล้ว]