เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14.พลังพุ่งทะยาน ศึกชิงอันดับหนึ่ง

บทที่ 14.พลังพุ่งทะยาน ศึกชิงอันดับหนึ่ง

บทที่ 14.พลังพุ่งทะยาน ศึกชิงอันดับหนึ่ง


​อักขระที่สาดประกายแสงเจิดจรัส พุ่งทะยานมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฉินอี้ด้วยความเร็วสูง ก่อนจะหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของเขา

​ทันใดนั้น พลังปราณที่โคจรอยู่ภายในร่างของฉินอี้ ก็พุ่งทะยานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในพริบตา!

​ในวินาทีนี้ ในที่สุดฉินอี้ก็ประจักษ์แก่ใจ ว่าแม่โคนมชั้นเลิศที่ท่านปู่กระถางกล่าวถึงนั้น มันยอดเยี่ยมเพียงใด!

​เขารู้สึกราวกับว่า ทั่วทั้งร่างเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังที่ไม่มีวันหมดสิ้น!

​พริบตานั้น ฉินอี้ก็แหงนหน้าขึ้น ส่งเสียงคำรามก้องกังวาน

​ราวกับว่าความฮึกเหิมอันไร้ขีดจำกัด ได้ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับเสียงคำรามนี้

แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความห้าวหาญดุดัน!

​คมกระบี่กวาดล้างออกไป

​ปราณกระบี่แผ่ซ่าน ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ สิ่งที่เขาใช้ออกมา เป็นเพียงวิชากระบี่ซ้อนคลื่นที่ไม่ได้แฝงปราณชั่วร้าย ทว่ากระบี่นี้ กลับสามารถปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมาได้ถึงสิบชั้น!

หลังจากที่​ผ่านการต่อสู้ก่อนหน้านี้มา ความเข้าใจของฉินอี้ต่อวิชาเก้ากระบี่ซ้อนคลื่นก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระบี่ที่ฟาดฟันออกไปตามสัญชาตญาณในยามนี้ กลับบรรลุถึงขั้นสูงสุดของวิชายุทธ์!

​นี่คือขอบเขตที่ก้าวข้ามขีดจำกัด หลังจากที่ฝึกฝนวิชายุทธ์จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว

​น้อยคนนักที่จะสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์จนบรรลุถึงขั้นสูงสุดได้ เพราะมันยากเย็นแสนเข็ญ ไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลา หยาดเหงื่อ และพรสวรรค์อันสูงส่งเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโชควาสนาอีกด้วย

​ปราณกระบี่ทั้งสิบชั้นที่แฝงไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ พุ่งเข้าปะทะและสกัดกั้นปราณดาบ เงากระบี่ รอยกำปั้น และรอยฝ่ามือที่ถาโถมเข้าใส่เขาจนหมดสิ้น

​ด้วยระดับพลังขอบเขตก่อปราณขั้นที่เจ็ดของฉินอี้ แม้จะไม่มีแม่โคนมชั้นเลิศคอยสนับสนุน การรับมือกับคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ยิ่งตอนนี้ได้รับการเสริมพลังจากแม่โคนมชั้นเลิศ เขาก็ยิ่งรับมือได้อย่างสบายๆ

​หลังจากที่เขาสลายการโจมตีระลอกแรกของศัตรูลงได้ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง

​ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู พริบตาเดียวก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวผู้มีระดับพลังขอบเขตก่อปราณขั้นที่สิบคนหนึ่ง

​ในบรรดาลูกน้องของหลี่อวิ๋นเซียว มีผู้ที่อยู่ในขอบเขตก่อปราณขั้นที่สิบอยู่สองคน หญิงสาวผู้นี้คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ในมือของนางถือแส้ยาวเส้นหนึ่ง

​เมื่อหญิงสาวเห็นฉินอี้พุ่งเข้ามา ม่านตาของนางก็หดเกร็ง นางตวาดเสียงเย็น พร้อมกับตวัดแส้ยาวในมือฟาดเข้าใส่ฉินอี้

​แส้ยาวเส้นนั้น พลันเลื้อยปราดเปรียวราวกับงูเหลือมยักษ์

​ฉินอี้ฟันกระบี่ออกไป

​เงางูเหลือมยักษ์ที่ปรากฏขึ้นบนผิวแส้ พลันรัดพันร่างของฉินอี้และกระบี่ของเขาเอาไว้แน่น

แต่​ทว่าวินาทีต่อมา… ​ความคมกริบอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออก!

​เงางูเหลือมยักษ์ถูกฉีกทึ้งจนขาดสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา

​แส้ยาวเส้นนั้น ก็ขาดท่อนเป็นท่อนๆ ตามไปด้วย

​หญิงสาวส่งเสียงร้องคราง ใบหน้าซีดเผือด แส้ยาวเส้นนี้คืออาวุธวิญญาณที่นางหลอมสร้างขึ้นมา เมื่ออาวุธวิญญาณถูกทำลาย นางย่อมได้รับผลกระทบสะท้อนกลับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​หญิงสาวใช้ปลายเท้าแตะอากาศ รีบถอยกรูดไปด้านหลัง ทว่าฉินอี้กลับรวดเร็วกว่า เขาพุ่งมาดักหน้าเบื้องหน้านางแล้ว ฟันกระบี่ลงมาหมายจะผ่าอกของหญิงสาว

​"อ๊าก!"

​หญิงสาวแผดเสียงร้องโหยหวน ร่างกายลอยกระเด็นไปด้านหลังราวกับว่าวสายป่านขาด

​หลังจากฉินอี้จัดการคู่ต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัสไปหนึ่งคน เขาก็พลิ้วกายพุ่งทะยานเข้าหาชายหนุ่มระดับขอบเขตก่อปราณขั้นที่สิบอีกคนด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ตวัดกระบี่ฟันฝ่าอากาศ ปราณกระบี่พุ่งทะลวง ฟันชายผู้นั้นจนร้องโหยหวนและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

​ผู้คนที่มายืนมุงดูเหตุการณ์รอบๆ ต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

​พวกเขารู้ดีว่าฉินอี้แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

​เขาจัดการปราบกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตก่อปราณขั้นสูงลงได้อย่างง่ายดาย ราวกับหั่นผักปลา...

​ร่างแล้วร่างเล่าร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ราวกับใบไม้ร่วงหล่น

​หลี่อวิ๋นเซียวขมวดคิ้วแน่น

​ประกายแสงเย็นเยียบดุดันวาบผ่านดวงตาทั้งสองข้างของเขา

​พริบตานั้น หลี่อวิ๋นเซียวผู้ครอบครองแก่นขาวขั้นสุดยอด ก็พุ่งทะยานร่างออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ราวกับลำแสงที่พุ่งทะลวงแหวกอากาศ

​ทว่าเป้าหมายของหลี่อวิ๋นเซียวหาใช่ฉินอี้ไม่ แต่กลับเป็น... อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลนัก

​เขามั่นใจว่า สาเหตุที่ฉินอี้ดุดันและแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับอักขระลึกลับที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน

​ขอเพียงกำจัดผู้ที่ใช้อักขระนั่นได้ พลังต่อสู้ของฉินอี้จะต้องลดฮวบลงอย่างมหาศาลเป็นแน่

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์มองหลี่อวิ๋นเซียวที่พุ่งทะยานเข้าหานาง บนใบหน้าของนางพลันปรากฏแววตื่นตระหนก

​นางมีระดับพลังเพียงขอบเขตก่อปราณขั้นที่เก้าเท่านั้น ส่วนพลังของกายายันต์วิญญาณหยิน นางก็เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ และอักขระเพียงหนึ่งเดียวที่นางมี ก็ถูกใช้กับฉินอี้ไปแล้ว

​เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่อวิ๋นเซียวผู้ครอบครองแก่นขาวขั้นสุดยอด สิ่งเดียวที่อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ทำได้ก็คือ... หนี!

​พริบตานั้น อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ก็ใช้วิชาตัวเบา พุ่งทะยานหลบหนีไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้

​หลี่อวิ๋นเซียวแค่นเสียงเย็น "กล้ามาแส่เรื่องของข้า ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก!"

​สิ้นคำพูด ดาบยาวในมือของหลี่อวิ๋นเซียวก็ฟันออกเป็นปราณดาบขนาดมหึมา พุ่งเข้าใส่อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์อย่างเกรี้ยวกราด

​โชคดีที่อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์มีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว นางจึงสามารถเบี่ยงตัวหลบปราณดาบอันเกรี้ยวกราดของหลี่อวิ๋นเซียวได้อย่างเฉียดฉิว ถึงกระนั้น คลื่นกระแทกที่เกิดจากปราณดาบ ก็ยังคงซัดเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ ทำให้นางเสียการทรงตัวและปลิวละลิ่วไป

​หลี่อวิ๋นเซียวพุ่งทะยานเข้าหาอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์อย่างไม่ลดละ

แต่ในวินาทีนั้นเอง

​เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าดิน

​แสงอสนีบาตสว่างจ้าพุ่งทะยานมาหยุดอยู่เคียงข้างอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์

​ผู้ที่มาถึงก็คือฉินอี้

​มือซ้ายของเขาโอบเอวของอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์เอาไว้ ส่วนมือขวาที่ถือกระบี่วิญญาณระดับสุดยอด ก็แทงออกไปอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา

​วินาทีต่อมา

​ทั่วทั้งฟ้าดินก็พลันเงียบสงัดลง

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์จ้องมองฉินอี้ด้วยความตกตะลึง เมื่อได้สัมผัสถึงกลิ่นอายและไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือนร่างอันกำยำของเขาอย่างใกล้ชิด ภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนที่นางกับฉินอี้ได้ร่วมรักกัน ก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

​"คุณชายฉิน... ท่านจัดการหลี่อวิ๋นเซียวก่อนเถอะ" อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์หน้าแดงก่ำ รีบหันหน้าหนี หลบสายตาจากใบหน้าของฉินอี้

​เมื่อหันไป นางก็ต้องผงะ เมื่อเห็นหลี่อวิ๋นเซียวยืนอยู่ข้างๆ...

​และที่หน้าอกของหลี่อวิ๋นเซียว ก็มีกระบี่เล่มหนึ่งปักคาอยู่

​นั่นคือกระบี่ของฉินอี้

​ฉินอี้คลายมือที่โอบเอวอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ออก แล้วหันไปมองหลี่อวิ๋นเซียว พลางเอ่ย "เจ้าแค่ส่งมันมาให้ข้าดีๆ ก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องบีบบังคับให้ข้าต้องลงมือด้วย? ข้าไม่อยากจะใช้วิธีคนน้อยรังแกหมาหมู่หรอกนะ!"

​หลี่อวิ๋นเซียวมีสีหน้าเจ็บปวด มุมปากกระตุกอย่างรุนแรง แต่เขากลับไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

​ท้ายที่สุดแล้ว กระบี่ของฉินอี้ก็เสียบทะลุหน้าอกของเขาอยู่ หากฉินอี้ออกแรงเพียงนิดเดียว พลังปราณอันคมกริบที่แฝงอยู่ก็จะระเบิดออก ร่างกายของเขาอาจจะแหลกสลายเป็นชิ้นๆ ได้เลย

​"เอา... เอาไปสิ..." หลี่อวิ๋นเซียวหยิบศิลาดาราก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้ฉินอี้

​ฉินอี้รับศิลาดารามา พลางถอนหายใจ "งั้นข้าก็ต้องขอบใจเจ้าแล้วล่ะ"

​สิ้นคำพูด เขาก็ดึงกระบี่ที่เสียบทะลุหน้าอกของหลี่อวิ๋นเซียวออก จังหวะที่ดึงกระบี่ออกนั้น ด้านข้างของตัวกระบี่ก็ตวัดฟาดเข้าที่ใบหน้าของหลี่อวิ๋นเซียวอย่างแรง

​"อ๊าก!"

​หลี่อวิ๋นเซียวร้องลั่น พ่นเลือดที่ปะปนไปด้วยเศษฟันออกมา ร่างกายลอยละลิ่วกระเด็นไปไกล เมื่อตกลงกระแทกพื้น แขนขาก็ชักกระตุกเป็นระยะๆ

​ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์: "..."

​สายตาของฉินอี้ กวาดมองไปยังกลุ่มคนที่มามุงดูเรื่องสนุกทีละคน

​คนเหล่านั้นรีบหันหน้าหนีไปทางอื่นทันที ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาฉินอี้

​ฉินอี้ช่างแข็งแกร่งดุดันเกินไปแล้ว!

​"ฉินอี้นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ลูกไม้ของแม่หญิงผู้นั้นต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญ... อักขระลึกลับนั่น ช่วยเสริมพลังให้ฉินอี้ได้อย่างมหาศาล หากไม่มีอักขระลึกลับนั่น ฉินอี้คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่อวิ๋นเซียวเป็นแน่"

​"ใช่แล้ว พลังเสริมของอักขระลึกลับนั่นมันเว่อร์วังอลังการมาก แต่ข้ากลับดูไม่ออกเลยว่ามันคือวิชาอะไร..."

​"มิน่าล่ะ ฉินอี้ถึงได้มีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ แถมยังสะสมแต้มดาราได้เยอะขนาดนี้อีก... ดูท่าทาง แม่หญิงผู้นี้คงจะมีส่วนช่วยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว!"

​ท่ามกลางฝูงชน มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น

​หลี่อวิ๋นเซียวที่ถูกพยุงให้ลุกขึ้นมา ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หากเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ฉินอี้หรอก

​แต่จะทำยังไงได้ล่ะ แพ้ก็คือแพ้

​ไม่มีคำว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมหรอก

​ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็มีพรรคพวกมาช่วยเหมือนกัน ตั้งแต่แรกเขาก็คิดจะใช้วิธีหมาหมู่รังแกคนน้อยอยู่แล้วนี่...

​ฉินอี้ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองเขาอย่างไร

​ตอนนี้เขาอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก

​ตอนนี้ หวังชงที่อยู่อันดับหนึ่ง มีแต้มดาราสะสมหกร้อยสิบแต้ม ต่อให้ศิลาดาราก้อนสุดท้ายจะตกอยู่ในมือหวังชง หวังชงก็จะมีแต้มดาราสูงสุดเพียงเจ็ดร้อยสิบแต้มเท่านั้น

​ส่วนฉินอี้ ตอนนี้เขามีแต้มดาราสะสมสี่ร้อยเก้าสิบแต้ม หากรวมกับศิลาดาราสามก้อนนี้ ในท้ายที่สุดเขาก็จะมีแต้มดาราสะสมเจ็ดร้อยเก้าสิบแต้ม

​อันดับหนึ่ง นอนมาเห็นๆ!

​วินาทีต่อมา ฉินอี้ก็พาอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ บินกลับขึ้นไปบนยอดเขาอีกครั้ง

​"แม่นางอวิ๋น ขอบใจเจ้ามากนะ" ฉินอี้เอ่ย

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ "เอ่อ... คุณชายฉิน ข้าทำอะไรเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า... ความจริงแล้ว ต่อให้ข้าไม่ช่วย ท่านก็สามารถเอาชนะพวกหลี่อวิ๋นเซียวได้อยู่ดี... ใช่ไหม?"

​ฉินอี้คลี่ยิ้มบางๆ กล่าวว่า "อาจจะต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยน่ะ"

​ในตอนนั้นเอง ฉินอี้ก็สัมผัสได้ว่า ฤทธิ์ของอักขระในร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลง...

​เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ก็สัมผัสได้เช่นกัน นางกล่าวว่า "คุณชายฉิน ข้าเพิ่งจะฝึกฝนวิชานี้เป็นครั้งแรก อักขระที่ข้าสร้างขึ้นตามวิธีที่ท่านสอน เป็นเพียงอักขระชนิดแรกเท่านั้น ระยะเวลาในการคงอยู่จึงไม่นานนัก..."

​ฉินอี้เอ่ยว่า "ไม่เป็นไร"

​ตอนนี้เขาเริ่มคาดหวังในตัวอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์มากขึ้นแล้ว

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้พลังของกายายันต์วิญญาณหยิน ภายภาคหน้ายังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล

​ตามที่ท่านปู่กระถางบอก เมื่ออวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์มีระดับพลังเพิ่มขึ้น นางก็จะสามารถใช้พลังของกายายันต์วิญญาณหยินได้อย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้นก็จะสามารถสร้างอักขระได้หลากหลายรูปแบบ

​ภายภาคหน้า นางยังสามารถเพิ่มความเร็ว เพิ่มความแข็งแกร่ง และถึงขั้นทำให้ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย...

​มีประโยชน์มากมายก่ายกอง!

​ในขณะนั้นเอง เสียงของท่านปู่กระถางก็ดังก้องขึ้นในทะเลจิตของฉินอี้

​"อันที่จริง ความเข้าขากันระหว่างเจ้ากับอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ยังไม่ดีพอนะ อักขระของนางในร่างกายเจ้า ยังไม่สามารถเปล่งอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่"

​"หากต้องการพัฒนาความเข้าขากันให้ดียิ่งขึ้น เจ้าก็ต้องหมั่น 'แลกเปลี่ยน' กับนางให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น"

​"เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าตีก้นนางเบาๆ แล้วนางก็รู้ทันทีว่าต้องเปลี่ยนเป็นท่าไหน และเจ้าก็สามารถจับจังหวะที่เหมาะสมที่สุดได้จากสายตาและน้ำเสียงของนาง เมื่อนั้นแหละถึงจะถือว่าเข้าขากันได้ดี"

​"ท่านปู่กระถาง ก็มีแต่ท่านนี่แหละ ที่สามารถพูดเรื่องแบบนี้ให้มันฟังดูลึกซึ้งและซับซ้อนได้ขนาดนี้" ฉินอี้อดไม่ได้ที่จะถามว่า "เมื่อก่อนท่านเคยไปทำร้ายจิตใจผู้หญิงมาเยอะเลยสิ?"

​ท่านปู่กระถาง "หึๆ นี่มันเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง? ปู่กระถางอย่างข้า มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ รูปงามไร้ที่ติ บุคลิกสง่างามเหนือใครในใต้หล้า พวกสตรีโฉมงามที่พร้อมใจกันมาทอดสะพานให้ ข้าก็นอนด้วยไม่หวาดไม่ไหวแล้วเว้ย!"

​ขณะที่เอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ หญิงสาวที่อยู่ภายในกระถาง ก็เผยให้เห็นถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความหลัง แม้นางจะเป็นสตรี แต่นางก็เคยปลอมตัวเป็นบุรุษ และใช้เสน่ห์ล่อลวงหญิงสาวมานักต่อนักแล้ว

​ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือหญิงสาวยั่วยวนทรงเสน่ห์...

​จนกระทั่งนางได้มาพบกับมู่ชิงเหมย การล่อลวงมู่ชิงเหมยไม่สำเร็จ กลับเป็นนางเสียเองที่หลงเสน่ห์มู่ชิงเหมยจนหัวปักหัวปำ... สุดท้ายก็ยอมถูกมู่ชิงเหมยหลอกล่อให้เข้ามาอยู่ในกระถางใบนี้อย่างเต็มใจ

​ฉินอี้เลิกสนใจท่านปู่กระถางผู้ไร้สาระ หันไปกล่าวกับอวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์ว่า "แม่นางอวิ๋น การสร้างยันต์สวรรค์คงจะกินแรงเจ้าไปไม่น้อยเลยสินะ เจ้ารีบนั่งสมาธิฟื้นฟูพลังเถอะ"

​"อืมๆ" อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์พยักหน้ารับ

​เหตุผลหลักๆ ก็คือการอยู่ใกล้ฉินอี้ ทำให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ในหัวของนางเอาแต่คิดถึง... สิ่งนั้นของฉินอี้ที่มันช่างดูดุดันและน่ากลัว

​นางรีบนั่งขัดสมาธิ หลับตาลง ท่องในใจซ้ำๆ ว่า รูปคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าคือรูป

​ส่วนฉินอี้ก็ยังคงปักหลักอยู่บนยอดเขา รอจนกว่าจะครบกำหนดเวลา เพื่อดูดซับศิลาดาราทั้งสามก้อน ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นแต้มดาราสามร้อยแต้ม

​ครู่ต่อมา

​จู่ๆ ฉินอี้ก็สังเกตเห็นว่า ที่ปลายขอบฟ้าไกลออกไป มีลำแสงสว่างจ้าของศิลาดาราสายหนึ่ง กำลังมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง

​แววตาของเขาเป็นประกายวาบ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน กระชับกระบี่ในมือแน่น จับจ้องไปยังลำแสงนั้นตาไม่กะพริบ

​เมื่อลำแสงนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้

​เงาร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาว มือถือทวนยาว ก็ปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตาของฉินอี้

​ชายผู้นี้ มีคิ้วกระบี่ดวงตาดุจดวงดาว รูปงามสง่าดุจเทพเซียน ทั่วร่างเปล่งประกายเจิดจรัส เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามสายลม นัยน์ตาทั้งสองข้างแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนงอย่างเปี่ยมล้น

​ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันส่งเสียงฮือฮา

​"หวังชง!"

​"หวังชงมาแล้ว!"

​เสียงอุทานเหล่านั้น แฝงไปด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง!

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์รีบลืมตาขึ้น ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า "คุณชายฉิน ตอนนี้ข้ายังไม่สามารถสร้างยันต์สวรรค์ได้อีก..."

​ฉินอี้เอ่ยเสียงเรียบ "ไม่เป็นไร"

​อวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์มีสีหน้าวิตกกังวล "แต่ว่า... หวังชงแข็งแกร่งมาก... ในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดสอบของสำนักยุทธ์เทียนซิงในปีนี้ พลังต่อสู้ส่วนตัวของเขา ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่มีข้อกังขา!"

​ในดวงตาของฉินอี้ กลับฉายแววตื่นเต้นยินดี

​การเอาชนะผู้เข้าร่วมการทดสอบที่แข็งแกร่งที่สุดในสายตาของทุกคน และคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้อย่างสง่างาม นี่แหละคือชัยชนะที่แท้จริง!

จบบทที่ บทที่ 14.พลังพุ่งทะยาน ศึกชิงอันดับหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว