เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 165.ท่านซื่อจื่อโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย บ่าวชราคนนี้ยักยอกไปแค่เก้าหมื่นตำลึงเองนะขอรับ

บทที่ 165.ท่านซื่อจื่อโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย บ่าวชราคนนี้ยักยอกไปแค่เก้าหมื่นตำลึงเองนะขอรับ

บทที่ 165.ท่านซื่อจื่อโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย บ่าวชราคนนี้ยักยอกไปแค่เก้าหมื่นตำลึงเองนะขอรับ


​คิ้วของหนานกงหงอวี๋ขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม

​“ถ้าเป็นระดับปรมาจารย์ ข้ายังพอรับมือไหว ​แต่ถ้าเป็นขอบเขตอมตะล่ะก็... นั่นมันยอดฝีมือระดับสูงสุดที่มีเพียงหยิบมือเดียวในใต้หล้า ขืนให้คณะทูตของข้ารุมเข้าไปพร้อมกันหมด ก็คงไม่คณนามือมันหรอก”

​“แล้วข้าจะส่งตัวฆาตกรให้เจ้าได้ยังไงล่ะ?” เซียวจวินหลินถามกลับ

​“เกิดเจ้าโดนมันฆ่าตายขึ้นมา ต้าเหยียนก็ต้องคิดว่าเป็นฝีมือข้าที่จัดการเจ้าไปด้วยน่ะสิ? ​แบบนี้ข้าก็ยิ่งต้องรับเคราะห์หนักกว่าเดิมอีกสิ?”

​หนานกงหงอวี๋ถึงกับเถียงไม่ออก ใบหน้าที่หล่อเหลาและห้าวหาญของนางแดงก่ำด้วยความอับอาย

​เซียวจวินหลินมองดูท่าทางกระอักกระอ่วนของนาง แล้วเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

​“เอาอย่างนี้ไหม... พวกเรามาร่วมมือกันเถอะ?”

​เขากระดิกนิ้วเรียกหนานกงหงอวี๋ ก่อนจะลดเสียงลงจนมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

​“แผนการนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ห้ามให้มีบุคคลที่สามรู้เด็ดขาด”

​หนานกงหงอวี๋เป็นคนฉลาด ฟังแค่นี้ก็เข้าใจความหมายทันที

​นางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แม้จะรู้ว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ แต่ก็ยังยอมโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ขยับเข้าไปใกล้เขา

​“ว่ามาสิ”

​แต่เซียวจวินหลินกลับส่ายหน้า ริมฝีปากแทบไม่ขยับ เสียงเบาลงยิ่งกว่าเดิมอีก

​“ยังไกลไปท่านแม่ทัพ หน้าต่างมีหูประตูมีช่องนะ”

​คิ้วเรียวของหนานกงหงอวี๋ขมวดเข้าหากัน แววตาแฝงความไม่พอใจ

​ผู้ชายคนนี้ จงใจกวนประสาทนางชัดๆ!

​นางแอบกัดฟัน โน้มตัวไปข้างหน้าอีก จนร่างครึ่งหนึ่งแทบจะพาดอยู่บนโต๊ะ ต้องทนอยู่ในท่าทางที่อึดอัดสุดๆ

​“ทีนี้พูดได้หรือยัง ยอดบุรุษอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย?” นางกระแทกเสียงถาม

​เซียวจวินหลินหัวเราะเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่ข้างหูนาง ทำเอานางรู้สึกจั๊กจี้

​“ก็ยังไกลไปอยู่ดี ​ท่านแม่ทัพ เอาหูของท่าน ขยับเข้ามาใกล้ๆ ข้าอีกนิดสิ”

​พวงแก้มของหนานกงหงอวี๋ มีสีเลือดฝาดขึ้นมาในทันที

​นี่เซียวจวินหลินกำลังหยอกเอินนางอยู่หรือเปล่าเนี่ย?

​แต่พอนางสบตากับเซียวจวินหลิน ก็พบว่าแววตาของเขาจริงจังมาก ไม่มีวี่แววของการล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย

​อคติในใจคนเรามันก็เหมือนภูเขาลูกใหญ่ สงสัยข้าคงจะมีอคติกับเขามากไปจริงๆ...

​หนานกงหงอวี๋คิดในใจ ก่อนจะค่อยๆ ขยับศีรษะเข้าไปใกล้เขาอีกนิดทีละน้อยๆ

​ยิ่งระยะห่างลดลง นางก็ยิ่งได้กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นแบบผู้ชายแผ่ออกมาจากตัวเขา

​กลิ่นแบบนี้ นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต!

​ตลอดชีวิตที่ผ่านมา กลิ่นที่นางคุ้นเคย มีเพียงกลิ่นดินปืน กลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นศพเน่าเปื่อยเท่านั้น!

​หัวใจของนางเต้นรัวเร็วขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

​ใบหน้าของคนทั้งสอง ขยับเข้ามาใกล้กันเรื่อยๆ

​ใกล้จนนางมองเห็นไรขนอ่อนๆ บนใบหน้าที่กำลังอมยิ้มของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจเข้าออกของเขา

​ขอเพียงเขาขยับมาข้างหน้าอีกแค่นิ้วเดียว ริมฝีปากของเขาก็จะประทับลงบนแก้มนางแล้ว

​ในวินาทีที่บรรยากาศชวนหวิวนี้กำลังจะพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เซียวจวินหลินกลับเป็นฝ่ายโวยวายขึ้นมาเสียก่อน

​“เจ้าจะขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้ทำไม? หน้าจะทิ่มปากข้าอยู่แล้วเนี่ย”

​บรรยากาศแตกเพล้งในพริบตา ในหัวของหนานกงหงอวี๋ผุดคำด่าทอแบบฉบับต้าเหยียนขึ้นมานับหมื่นคำ แต่เซียวจวินหลินก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ทำเอาอารมณ์ของนางปั่นป่วนวุ่นวาย คำด่าถูกกลืนหายลงไปในลำคอ

​จากนั้น เซียวจวินหลินก็ใช้ระดับเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ ถ่ายทอดแผนการทั้งหมดของเขา ให้นางฟังทีละคำทีละประโยค...

​……

​กว่าจะกลับจากที่พักรับรองคณะทูตมาถึงจวนอ๋อง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

​เซียวจวินหลินเพิ่งก้าวเข้าห้องหนังสือ ลุงจ้าวที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมรอยยิ้มใจดีและแววตาเจ้าเล่ห์

​“ท่านซื่อจื่อ เรื่องที่ท่านสั่ง บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ!”

​“ท่านสั่งให้บ่าวหาคนไปแจกใบปลิวประกาศสรรพคุณว่าท่านคือ ‘ยอดบุรุษอันดับหนึ่งแห่งต้าเซี่ย’ บ่าวก็จ้างคนไปแจกแล้ว ให้ค่าจ้างคนละห้าอีแปะ ใช้เงินไปทั้งหมดหนึ่งแสนตำลึง แจกจ่ายจนเกลี้ยงแล้วขอรับ ​ตอนนี้ถึงคนนอกเมืองหลวงอาจจะยังไม่รู้ แต่คนในเมืองหลวง ตั้งแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยันชาวบ้านร้านตลาด ต้องรู้จักฉายาอันโด่งดังของท่านกันหมดทุกคนแน่นอนขอรับ!”

​เซียวจวินหลินเพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ น้ำชากลั้วอยู่ในคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปชั่วขณะ

​เขาค่อยๆ วางถ้วยชาลง มองลุงจ้าวด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า

​“จ้างคนละห้าอีแปะ... แต่ลุงผลาญเงินไปตั้งหนึ่งแสนตำลึงเนี่ยนะ? ​ลุงจ้าวเอ๊ย ลุงจ้าว สารภาพมาเถอะ ลุงอมเงินไปเท่าไหร่?”

​ลุงจ้าวสะดุ้งโหยง รอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นแข็งค้าง ท่านซื่อจื่อมองปราดเดียวก็รู้แล้วหรือว่าเขาอมเงิน?

​รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เขารีบสารภาพผิดด้วยความไวแสง

​“ทะ... ท่านซื่อจื่อโปรดเมตตาด้วย ​บ่าวชราคนนี้... บ่าวชราคนนี้แค่... แค่อมไปห้าร้อยตำลึงเองขอรับ!”

​เซียวจวินหลินชี้มือไปที่มุมห้องหนังสือ ซึ่งเป็นที่ตั้งป้ายวิญญาณของเจิ้นเป่ยอ๋อง เซียวอู๋เลี่ยง ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง

​“ไป ลุงไปพูดประโยคนี้ต่อหน้าป้ายวิญญาณท่านพ่อข้าเลยไป!”

​ลุงจ้าวเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุบ ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก

​“ท่านซื่อจื่อ! บ่าวผิดไปแล้ว! บ่าวแค่ยักยอกไปเก้าหมื่นตำลึงเองนะขอรับ!”

​พูดไป เขาก็ล้วงเอาเอกสารปึกใหญ่ที่หนาเตอะออกมาจากอกเสื้อ

​“บ่าวทำไปทั้งหมด ก็เพื่อเก็บเป็นทุนรอนให้ท่านซื่อจื่อนะขอรับ ​สักวันหนึ่ง พวกเราก็ต้องหนีไปจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดแห่งนี้ ถึงตอนนั้นเราก็ต้องมีเงินไว้ตั้งตัวสิขอรับ!”

​เขาชูเอกสารปึกนั้นขึ้นสูง

​“บ่าวเอาเงินพวกนั้น ไปกว้านซื้อโฉนดที่ดินคฤหาสน์หลังใหญ่ๆ นอกเมืองหลวง ตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วต้าเซี่ย ไว้ตั้งสิบเจ็ดแห่งเลยนะขอรับ ​พรุ่งนี้บ่าวจะไปมอบตัวที่กรมอาญา รับผิดเรื่องฆ่าคนแทนท่านเอง ​ท่านซื่อจื่อเก็บโฉนดที่ดินพวกนี้ไว้ให้ดี ต่อให้วันข้างหน้าท่านไม่ทำมาหากินอะไร ก็มีกินมีใช้ไปจนแก่เฒ่าอย่างสบายๆ แล้วขอรับ!”

​เซียวจวินหลินมองดูบ่าวชราผู้ภักดีที่กำลังคุกเข่าร้องไห้โฮราวกับเด็กหนักสามร้อยชั่ง สลับกับมองโฉนดที่ดินปึกหนาในมือเขา ก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

​เขายกเท้าขึ้น แกล้งเตะลุงจ้าวเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

​“ไสหัวไป! รีบไสหัวไปนอนได้แล้ว ​เรื่องพรุ่งนี้ ข้าจัดการเองได้!”

​……

​ครบกำหนดสามวันแล้ว!

​ราชวงศ์ต้าเซี่ย การประชุมเช้า ท้องพระโรงตำหนักไท่เหอ เซียวจวินหลินยืนไพล่หลัง ชายเสื้อปลิวไสว

​ขุนนางบุ๋นบู๊ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไม่มีการซุบซิบนินทากันเหมือนวันวาน

​สายตาทุกคู่ ล้วนจงใจหรือไม่จงใจ ก็ต้องปรายไปมองร่างสูงโปร่งหล่อเหลาในชุดคลุมสีดำสนิท ที่ยืนอยู่หัวแถวของฝั่งขุนนางบู๊ด้วยสีหน้าเรียบเฉย... เซียวจวินหลิน

​ขุนนางตรวจการบางคนที่เหม็นขี้หน้าเขามานาน เริ่มกระซิบกระซาบด้วยความสะใจ หรือไม่ก็เยาะเย้ยถากถาง

​“ฮึ ซื่อจื่อผู้สูงส่งแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง ถึงกับกล้าสั่งฆ่าคนในวันแต่งงานของตัวเอง ช่างกำเริบเสิบสานเสียจริง!”

​“หนอนบ่อนไส้ของชาติ! ความอัปยศของกองทัพ! คอยดูเถอะ วันนี้มันจะเอาตัวรอดยังไง!”

​ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง กลุ่มขุมกำลังที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเซียวจวินหลิน ต่างพากันมีสีหน้าเคร่งเครียด

​องค์ชายห้า เจียงฮั่น ขมวดคิ้วมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

​ขุนนางบุ๋นหลายคนที่อยู่ด้านหลังเขา ก็ส่ายหน้าถอนหายใจไม่หยุด

​ครบกำหนดสามวันแล้ว เซียวจวินหลินหาตัวฆาตกรตัวจริงพบหรือยัง?

​ถ้าหาไม่พบ ก็จบเห่แน่

​เสนาบดีกรมพระคลังและอัครเสนาบดี ยิ่งมีสีหน้าอมทุกข์เข้าไปใหญ่

​พวกเขาสบตากัน ล้วนมองเห็นความกังวลอย่างสุดซึ้งในแววตาของกันและกัน

​องค์ชายสี่ เจียงรุ่ย ผู้สำเร็จราชการแทน นั่งสง่าอยู่เบื้องล่างบัลลังก์มังกร ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย กลับบ่งบอกถึงความไม่สงบภายในใจ

​“เบิกตัว คณะทูตต้าเหยียนเข้าเฝ้า!”

​สิ้นเสียงแหลมสูงของขันที หนานกงหงอวี๋ในชุดเกราะสีแดงฉาน ก็ก้าวเท้าฉับๆ นำหน้าเหล่าขุนพลต้าเหยียนเข้ามาในท้องพระโรง

​ดวงตาของนางสว่างวาบดุจสายฟ้า พุ่งเป้าล็อกเซียวจวินหลินไว้ในทันที น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง

​“ท่านผู้สำเร็จราชการ ครบกำหนดสามวันแล้ว ​ราชวงศ์ต้าเหยียนของเรา ต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!”

จบบทที่ บทที่ 165.ท่านซื่อจื่อโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย บ่าวชราคนนี้ยักยอกไปแค่เก้าหมื่นตำลึงเองนะขอรับ

คัดลอกลิงก์แล้ว