- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 240 - เตาหลอมน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 240 - เตาหลอมน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 240 - เตาหลอมน้ำแข็งอัคคี
บทที่ 240 - เตาหลอมน้ำแข็งอัคคี
เมืองหลินจี้ เขตเมืองชั้นใน
คฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
ภายในปราสาทเหมันต์ยังคงเป็นโลกแห่งน้ำแข็งและหิมะเช่นเคย
เฉินเฉิงถือกระบี่ยาว ร่ายรำเพลงกระบี่เกล็ดหิมะไปตามกระบวนท่าอยู่บนลานหิมะ
ดูเหมือนว่าเพราะความเคยชินกับความพลิ้วไหวและรวดเร็วของเพลงดาบไล่ล่าสายลม ท่วงท่าการใช้เพลงกระบี่เกล็ดหิมะของเฉินเฉิงจึงดูติดขัดและงุ่มง่ามไปเสียหน่อย
"เฮ้อ..." เสิ่นชิงเหยามองดูแล้วก็ส่ายหัวไปมา อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ "นี่ก็เกือบจะหนึ่งชั่วยามแล้ว ศิษย์น้องเฉินยังไม่สามารถฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะให้ถึงขั้นความสำเร็จสูงได้เลย"
"ดูท่าคงจะไม่เหมาะกับการฝึกเพลงกระบี่วิชานี้เสียแล้ว!"
เสิ่นชิงซวงที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ในดวงตาคู่สวยก็ฉายแววผิดหวังออกมาให้เห็นน้อยครั้งนัก
สองพี่น้องอุตส่าห์พาเฉินเฉิงมาที่ปราสาทเหมันต์ด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม เดิมทีคิดว่าเฉินเฉิงจะมาสู่ขอกับเสิ่นเจาอี้บรรพบุรุษตระกูลเสิ่น
ใครจะไปคาดคิดว่า พอเฉินเฉิงมาถึงปราสาทเหมันต์ กลับกลายเป็นว่าต้องการขอให้เสิ่นเจาอี้ช่วยชี้แนะเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ แถมยังขอชมภาพต้นกำเนิดเพลงกระบี่เกล็ดหิมะอันเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลเสิ่นเสียอีก
เสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวงย่อมรู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าพวกนางจะยังไม่สามารถทำความเข้าใจเจตจำนงเกล็ดหิมะได้อย่างถ่องแท้ แต่ก็สามารถฝืนรวบรวมเจตจำนงเกล็ดหิมะขึ้นมาได้แล้ว ความแตกฉานในเพลงกระบี่เกล็ดหิมะของพวกนางถือว่าอยู่ในระดับที่ลึกซึ้งมาก
หากเฉินเฉิงต้องการฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ เพียงแค่เอ่ยปากมาคำเดียว พวกนางสองพี่น้องก็ยินดีที่จะถ่ายทอดให้หมดเปลือก เรื่องขอดูภาพต้นกำเนิดเพลงกระบี่เกล็ดหิมะก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
แล้วเหตุใดจึงต้องถ่อมาหาถึงบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นด้วยเล่า นี่มันไม่ใช่การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากหรือไง
แม้ในใจจะไม่เข้าใจ แต่เสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวงก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ
การที่เฉินเฉิงยอมฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ แถมยังมาหาบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นด้วยตัวเอง ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้มองว่าตระกูลเสิ่นเป็นคนนอก
ด้วยพรสวรรค์ในการเรียนรู้อันเหนือชั้นราวกับปีศาจ ที่เฉินเฉิงเคยแสดงให้เห็นตอนที่ฝึกเพลงกระบี่ตะวันแผดเผาและเพลงกระบี่เกลียวคลื่นมรกต
เขาคงจะสามารถฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้ในเร็ววัน ถึงเวลานั้นก็คงจะได้ฤกษ์สู่ขอกับบรรพบุรุษตระกูลเสิ่นเสียที
ทางด้านเสิ่นเจาอี้บรรพบุรุษตระกูลเสิ่น เมื่อได้ยินว่าเฉินเฉิงอยากจะขอให้ตนช่วยชี้แนะเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ เขาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับอธิบายเคล็ดวิชาและถ่ายทอดกระบวนท่าให้ด้วยตัวเองทีละท่าทีละท่า
ตอนที่เสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวงสองพี่น้องรู้สึกไม่พอใจกับความคืบหน้าในการฝึกของเฉินเฉิง เสิ่นเจาอี้เองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ในตอนแรกเช่นกัน!
นั่นก็เพราะเขาเคยได้ยินสองพี่น้องเสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวง เอ่ยปากชมเชยพรสวรรค์ในการเรียนรู้ของเฉินเฉิงมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าเฉินเฉิงกลับใช้เวลาฝึกไปเกือบชั่วยามแล้ว ก็ยังไม่สามารถฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะให้ถึงขั้นความสำเร็จสูงได้เลย
ในใจของเสิ่นเจาอี้ย่อมเกิดความแคลงใจขึ้นมา ว่าคำชมเชยที่เคยได้ยินมานั้น เป็นเพียงเพราะเสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวงมีใจให้เฉินเฉิง จึงจงใจพูดเกินจริงไปหรือเปล่า
แต่ความแคลงใจนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ เสิ่นเจาอี้ก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด เอาแต่มองดูเฉินเฉิงร่ายรำเพลงกระบี่เกล็ดหิมะอย่างเหม่อลอย
เวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป ในที่สุดเฉินเฉิงก็สามารถร่ายรำเพลงกระบี่เกล็ดหิมะได้อย่างเป็นกระบวนท่า เข้าใกล้ระดับความสำเร็จสูงแล้ว
ที่ใช้คำว่าเข้าใกล้ แทนที่จะบอกว่าสำเร็จสูงไปเลย นั่นก็เป็นเพราะแม้ว่ากระบวนท่าของเฉินเฉิงจะดูลื่นไหลไร้ที่ติ แต่มันก็ดูแตกต่างจากเพลงกระบี่เกล็ดหิมะขั้นความสำเร็จสูงในความหมายทั่วๆ ไปอยู่ดี
ไม่ว่าจะเป็นท่าร่าง หรือเทคนิคการออกแรง เพลงกระบี่เกล็ดหิมะขั้นความสำเร็จสูงที่เฉินเฉิงแสดงออกมานั้น ล้วนแฝงความรู้สึกของการเดินหมากพิสดารแหวกแนว
ขนาดขั้นความสำเร็จสูงยังเป็นถึงเพียงนี้ ถ้าหากเฉินเฉิงฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะจนถึงขั้นสมบูรณ์ มันก็คงจะยิ่งแหวกแนวไปไกลกว่านี้แน่ๆ!
จะได้เรื่องจนสามารถฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะออกมาได้หรือไม่นั้น คงพูดยากเสียแล้ว
หรือต่อให้เฉินเฉิงจะสามารถฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะออกมาได้ รูปร่างหน้าตาของมันก็คงจะออกมาเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย
"ดูเหมือนว่าการฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะของศิษย์น้องเฉิน จะไม่ได้ยึดตามเคล็ดวิชาที่ท่านบรรพบุรุษถ่ายทอดให้ แต่พยายามจะคิดค้นเคล็ดวิชาขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาใช้ควบคู่กับกระบวนท่าของเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ"
ใบหน้างดงามของเสิ่นชิงซวงพลันฉายแววประหลาดใจ
เสิ่นชิงเหยาเองก็ทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะพึมพำออกมา "เพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่ศิษย์น้องเฉินแสดงออกมา ดูเหมือนจะละทิ้งอานุภาพในการต่อสู้กับศัตรูไปจนหมด แล้วพุ่งเป้าไปที่สภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะโดยตรงเลย!
การฝึกแบบนี้ อาจจะช่วยให้สำเร็จวิชาได้เร็วขึ้นก็จริง แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายเป็นการละทิ้งแก่นแท้ไปคว้าสิ่งไร้สาระ!
เพลงกระบี่เกล็ดหิมะของตระกูลเสิ่น ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักดาเต้า เป็นวิชาที่ปราชญ์รุ่นก่อนได้ทำการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะคิดค้นขึ้นมาได้สำเร็จ
เคล็ดวิชาที่ติดมากับตัวเพลงกระบี่ ก็เป็นเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกับสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะมากที่สุด
ศิษย์น้องเฉินใจร้อนอยากจะประสบความสำเร็จเร็วๆ แบบนี้ แล้วจะสามารถฝึกวิชากระบี่นี้ให้สำเร็จได้อย่างไรกัน"
ยามนี้เฉินเฉิงกำลังจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน จึงไม่มีเวลาไปสนใจความคิดของสองพี่น้องตระกูลเสิ่น
และเพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่เขากำลังฝึกอยู่ ก็แตกต่างจากเพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่สืบทอดมาจากสำนักดาเต้าจริงๆ นั่นแหละ
ในเรื่องของเคล็ดวิชานั้น เฉินเฉิงได้ตัดทิ้งบรรดาวิธีการรับมือกับศัตรูออกไปจนหมดสิ้น และมุ่งเน้นไปที่วิธีการรวบรวมสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ วิชาระดับสูงฉบับสมบูรณ์ที่เสิ่นเจาอี้ถ่ายทอดให้ เมื่อตกมาอยู่ในมือของเฉินเฉิง มันจึงกลายเป็นวิชาฉบับไม่สมบูรณ์ไปในทันที
การใช้วิชาฉบับไม่สมบูรณ์มาฝึกฝน ย่อมไม่มีทางประสบความสำเร็จอยู่แล้ว
แต่เฉินเฉิงมีหน้าต่างระบบ ที่สามารถแก้ไขปรับปรุงเคล็ดวิชาได้โดยอัตโนมัติ
หลังจากใช้เวลาฝึกฝนไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เพลงกระบี่เกล็ดหิมะฉบับใหม่นี้ก็ถูกแก้ไขจนสมบูรณ์
เมื่อแก้ไขจนสมบูรณ์แล้ว ความเร็วในการฝึกฝนของเฉินเฉิงก็พุ่งพรวดขึ้นมาทันที
[ความคืบหน้าในการฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะเพิ่มขึ้น]
......
[ความคืบหน้าในการฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะเพิ่มขึ้น]
......
ข้อความแจ้งเตือนจากหน้าต่างระบบเด้งขึ้นมาอย่างรัวๆ
ผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วยาม จู่ๆ เฉินเฉิงก็หยุดการฝึกฝนลง ถือกระบี่ยาวไว้ในมือ ทำท่าทีครุ่นคิด
ทางฝั่งของเสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวงสองพี่น้อง ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก!
พวกนางสัมผัสได้อย่างเลือนลางว่า เพลงกระบี่เกล็ดหิมะของเฉินเฉิง ดูเหมือนจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว
แต่เพลงกระบี่เกล็ดหิมะขั้นสมบูรณ์ของเฉินเฉิงนั้น มันเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม แม้กระทั่งรายละเอียดที่ลึกซึ้งของกระบวนท่า ก็ยังแตกต่างจากเพลงกระบี่เกล็ดหิมะขั้นสมบูรณ์ที่สืบทอดมาจากสำนักดาเต้าอย่างสิ้นเชิง
ถึงขั้นเรียกได้ว่าไปคนละทิศคนละทางเลยทีเดียว!
เพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่สืบทอดมาจากสำนักดาเต้านั้น เพียบพร้อมทั้งรุกและรับ ในขณะเดียวกันก็สามารถนำไปต่อยอดเพื่อฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะได้
แต่เพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่เฉินเฉิงใช้ออกมานั้น พลังโจมตีก็ไม่มี พลังป้องกันก็ไม่เห็น ทว่าดูเหมือนจะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะได้เหมือนกัน
เพียงแต่การฝึกแบบเฉินเฉิง ต่อให้สามารถฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะออกมาได้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็เป็นเพียงการนำสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะและเจตจำนงเกล็ดหิมะมารวมกันไว้ในที่เดียวเท่านั้น
ภาพต้นกำเนิดเพลงกระบี่เกล็ดหิมะที่สืบทอดมาจากสำนักดาเต้านั้น เป็นภาพของดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ ที่มีเกล็ดหิมะปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า ในอากาศอบอวลไปด้วยหมอกน้ำแข็งสีขาวโพลนไปทั่วทุกแห่งหน
มีเงาร่างในชุดขาวสายหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นอย่างเลือนลางท่ามกลางหิมะและหมอกน้ำแข็งที่ปลิวว่อน
หากลองเปิดใจสัมผัสดู ก็จะสามารถรับรู้ได้อย่างเลือนลางว่า เงาร่างในชุดขาวนั้นถือกระบี่ยาวอยู่ในมือ ทุกครั้งที่ตวัดกระบี่ ก็จะสามารถชักนำและดูดซับกลิ่นอายความหนาวเย็นเข้ามาได้
ท้ายที่สุด กระบี่ยาวเล่มนั้นก็ค่อยๆ หลอมละลายหายไปในดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ กระบี่ยาวก็คือหิมะที่ปลิวว่อน และก็คือหมอกน้ำแข็ง
เงาร่างในชุดขาวหายวับไปในพริบตา กลายสภาพเป็นหิมะที่ปลิวว่อนและหมอกน้ำแข็ง
หิมะและหมอกน้ำแข็งพลันหลอมรวมกัน ดินแดนแห่งนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพริบตา กลายเป็นโลกที่หนาวเหน็บถึงขีดสุด แช่แข็งทุกสรรพสิ่ง
ท้ายที่สุด เงาร่างในชุดขาวที่ถือกระบี่ ก็ถูกแช่แข็งเอาไว้ในดินแดนที่ถูกแช่แข็งแห่งนี้
เพียงแค่เขาขยับความคิด ภายในโลกใบนี้ก็สามารถควบแน่นน้ำแข็งขึ้นมาได้ในทุกหนทุกแห่ง และสามารถแช่แข็งทุกสรรพสิ่งได้ในทุกหนทุกแห่ง
นี่คือความหมายของ "ภาพดินแดนน้ำแข็งเกล็ดหิมะ"
เสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวง เพียงแค่มองทะลุเปลือกนอกของหิมะและหมอกน้ำแข็ง แล้วเข้าไปสัมผัสแก่นแท้ของ "ภาพดินแดนน้ำแข็งเกล็ดหิมะ" ได้อย่างเลือนลาง ก็สามารถฝืนรวบรวมเจตจำนงเกล็ดหิมะขึ้นมาได้ และสามารถปลดปล่อยอานุภาพการแช่แข็งออกมาได้ในเบื้องต้น
ด้วยความเข้าใจในเจตจำนงเกล็ดหิมะของพวกนาง พวกนางสามารถสัมผัสได้ว่า วิธีการฝึกแบบเฉินเฉิง ต่อให้สามารถรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นขึ้นมาได้ มันก็เป็นเพียงของตายที่ไร้ซึ่งชีวิตจิตใจเท่านั้น
ไม่สามารถดึงอานุภาพการแช่แข็งออกมาใช้งานได้ตามใจนึก
หากพิจารณาจากภาพต้นกำเนิดของเจตจำนงแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายของการฝึกของเฉินเฉิง ก็คือดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะ ทว่าในดินแดนแห่งนี้ ไม่มีเงาร่างในชุดขาวสายนั้นอยู่เลย
หากจะให้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือ หากฝึกฝนตาม "ภาพดินแดนน้ำแข็งเกล็ดหิมะ" กลิ่นอายความหนาวเย็นที่รวบรวมได้ จะสามารถดึงมาใช้งาน หมุนเวียน และปรับเปลี่ยนรูปแบบได้อย่างอิสระ
แต่วิธีการฝึกแบบเฉินเฉิง กลิ่นอายความหนาวเย็นที่รวบรวมได้ จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ต่อให้มันแข็งตัวกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง มันก็จะลอยอยู่แค่ตรงนั้น
ถ้าน้ำแข็งมันก่อตัวขึ้นกลางอากาศ มันก็จะร่วงลงมาบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง!
ถ้ามันก่อตัวขึ้นบนหัว มันก็จะร่วงลงมาทับหัวตัวเองนั่นแหละ!
การฝึกแบบนี้ของเฉินเฉิง มันไม่ใช่แค่การละทิ้งแก่นแท้ไปคว้าสิ่งไร้สาระแล้ว แต่มันคือการเก็บกากเดนทิ้งส่วนที่ดีที่สุดไปเลยต่างหาก!
ในโลกนี้ จะมีใครหน้าไหนยอมเสียเวลาไปฝึกวิชาที่ทำได้แค่เสกก้อนน้ำแข็งออกมาร่วงทับหัวตัวเองกันล่ะ
ถ้าจะบอกว่าวิธีการฝึกแบบนี้ของเฉินเฉิงพอจะมีข้อดีอยู่บ้างสักนิด ก็คงเป็นเพราะมันสามารถรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นได้ง่ายกว่า และสามารถฝึกให้สำเร็จได้ไวกว่า
ถึงขั้นที่ไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในกลิ่นอายความหนาวเย็นอะไรมากมาย ต่อให้ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถมองเห็นพลังต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินอย่างกลิ่นอายความหนาวเย็นได้ ก็ยังสามารถฝืนรวบรวมมันขึ้นมาได้
"เฮ้อ..." หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เสิ่นชิงซวงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเหมือนกับเสิ่นชิงเหยา พร้อมกับเอ่ยว่า
"ที่แท้ศิษย์น้องเฉินก็เตรียมจะใช้กระบวนท่าของเพลงกระบี่เกล็ดหิมะ ควบคู่ไปกับเจตจำนงทรงพลัง เพื่อบีบอัดและฝืนรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นออกมาสินะ!
นี่มันเพลงกระบี่เกล็ดหิมะบ้าบออะไรกันเนี่ย"
เวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป เฉินเฉิงก็ได้สติกลับมา เมื่อเห็นเสิ่นเจาอี้บรรพบุรุษตระกูลเสิ่นยังคงยืนเหม่อลอยอยู่
เขาก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน ทำเพียงหันไปยิ้มให้กับเสิ่นชิงเหยาและเสิ่นชิงซวง แล้วเอ่ยว่า
"ศิษย์พี่ชิงเหยา ศิษย์พี่ชิงซวง ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการอีก ขอตัวก่อนนะ"
"ศิษย์น้องเฉินอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงปราสาทเหมันต์ เพื่อมาฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะแบบมั่วซั่วแค่นี้เองรึ"
เสิ่นชิงเหยากะพริบตาปริบๆ เอ่ยถาม
"ก็ไม่ถึงกับมั่วซั่วหรอกมั้ง!" เฉินเฉิงยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยต่อ "จริงสิ ศิษย์พี่ชิงเหยา ข้าขอยืมหยกผลึกเหมันต์ของท่านไปใช้สักพักได้หรือไม่"
"หยกผลึกเหมันต์นี่ก็เป็นของที่เจ้าได้มาอยู่แล้ว อยากจะเอาไปใช้ก็เอาไปสิ!" เสิ่นชิงเหยาเบ้ปาก ล้วงกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เฉินเฉิง
ในสายตาของนาง ศิษย์น้องเฉินคนนี้คงจะธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วแน่ๆ!
แค่ฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะแบบมั่วซั่วก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังจะเอาหยกผลึกเหมันต์ไปใช้เร่งความเร็วในการฝึกอีก ช่างไร้สาระสิ้นดี!
"ช่างเถอะ ด้วยนิสัยของศิษย์น้องเฉิน ห้ามไปก็คงไม่ฟังหรอก
รอให้เขารู้ตัวว่าการฝึกแบบนี้มันเสียเวลาเปล่า เดี๋ยวเขาก็คงจะเสียใจไปเองแหละ!"
เสิ่นชิงเหยารำพึงในใจ
......
เฉินเฉิงเดินทางกลับมาที่สำนักยุทธ์ตระกูลเจิ้ง เข้าไปในพื้นที่เรือนพักของศิษย์สายตรง แต่ไม่ได้กลับไปยังเรือนพักของตนเอง กลับมุ่งตรงไปยังเรือนพักทิศเสวียนอู่
ห้องปีกซ้ายห้องแรกของเรือนพักทิศเสวียนอู่ ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นโรงตีเหล็กเป็นที่เรียบร้อย
โรงตีเหล็กแห่งนี้ ท่านผู้เฒ่าลั่วเถี่ยจู้เป็นคนลงมือสร้างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเตาหลอม ทั่งตีเหล็ก อ่างน้ำ อ่างน้ำมัน และอุปกรณ์อื่นๆ ล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน
ตอนที่เฉินเฉิงเดินเข้าไปในโรงปฏิบัติงาน ท่านผู้เฒ่าลั่วกำลังนั่งยองๆ อยู่ที่มุมห้อง กำลังง่วนอยู่กับการประกอบเครื่องสูบลม
"อาเฉิง วัตถุดิบพวกนั้น แลกมาได้ครบหมดแล้วใช่ไหม" เมื่อเห็นเฉินเฉิงแบกห่อผ้าขนาดใหญ่เข้ามา ลั่วเถี่ยจู้ก็ตาเป็นประกาย เอ่ยถามขึ้นทันที
"อืม" เฉินเฉิงพยักหน้ารับ วางห่อผ้าลงบนพื้นข้างๆ ลั่วเถี่ยจู้ แล้วเอ่ย "ในสำนักปราบมารมีวัตถุดิบทุกอย่างครบถ้วน พอดีว่าข้ามีแต้มเหลือเยอะ ก็เลยแลกมาจนหมดนั่นแหละ
แถมวัตถุดิบแต่ละอย่าง ข้าก็แลกมาอย่างละสองชุดเลยนะ"
"โห! เจ้านี่มันป๋าจริงๆ!" ลั่วเถี่ยจู้อุทานด้วยความทึ่ง เปิดห่อผ้าออก ล้วงเอาเส้นเอ็นมังกรวารีระดับห้าออกมาสองเส้น แล้วก็เดาะลิ้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
"เส้นเอ็นมังกรวารีระดับห้านี้ แต่ละเส้นก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลายพันตำลึงเงิน มีแค่สถานที่อย่างสำนักปราบมารนี่แหละ ที่จะมีของพวกนี้เก็บไว้เยอะขนาดนี้!"
พูดจบ ลั่วเถี่ยจู้ก็ลองนำมาเทียบขนาดดู แล้วเลือกเส้นที่สั้นกว่ามาขัดเกลา เตรียมจะนำไปประกอบเข้ากับเครื่องสูบลม
การหลอมหินผลึกนิลทมิฬนั้น ยากเย็นแสนเข็ญกว่าที่เฉินเฉิงจินตนาการไว้มากนัก
อุปกรณ์ทุกชิ้น ตั้งแต่เตาหลอม ไปจนถึงชิ้นอื่นๆ ล้วนต้องผ่านการออกแบบและสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน แม้กระทั่งเครื่องสูบลม ก็ยังต้องใช้เส้นเอ็นมังกรวารีระดับห้ามาเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้เครื่องสูบลมทำงานได้อย่างเสถียรและทนทานมากที่สุด
นอกจากนี้ การหลอมหินผลึกนิลทมิฬ ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบระดับท็อปจิปาถะอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแก่นผลึกกิ้งก่าอัคคีแดง เลือดเต่าเพลิงระดับห้า และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกเหนือจากวัตถุดิบระดับท็อปเหล่านี้แล้ว ยังต้องใช้แร่ทองคำทมิฬอีกกว่าพันชั่ง
แร่ทองคำทมิฬเหล่านี้ ส่วนใหญ่เฉินเฉิงไปหาซื้อมาจากตลาดมืด และมีอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่งแลกมาจากสำนักปราบมารเมื่อครู่นี้
เมื่อมีของเหล่านี้ครบครัน ผนวกกับฝีมืออันล้ำเลิศของลั่วเถี่ยจู้ ก็เพียงพอที่จะหลอมรวมหินผลึกนิลทมิฬและแร่ทองคำทมิฬเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นเกราะอ่อนทองคำนิลทมิฬได้แล้ว
ทว่าลั่วเถี่ยจู้กลับบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาจะได้สร้างของวิเศษระดับนี้ขึ้นมา เขาจึงอยากจะทำให้มันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยการยกระดับเกราะอ่อนทองคำนิลทมิฬชุดนี้ ให้กลายเป็นอาวุธกึ่งจิตวิญญาณที่มีความนึกคิดแฝงอยู่เล็กน้อย
ขนาดเกราะอ่อนทองคำนิลทมิฬที่เป็นของวิเศษ เขายังไม่เคยสร้างมาก่อน พอได้ลงมือทำครั้งแรก ก็จะข้ามขั้นไปสร้างอาวุธกึ่งจิตวิญญาณเลย นี่นับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก!
และเพื่อให้ความท้าทายนี้ประสบความสำเร็จ ลั่วเถี่ยจู้ถึงขั้นวางแผนที่จะใช้เทคนิคในตำนานอย่าง เตาหลอมน้ำแข็งอัคคี ในการหลอมสร้าง
หากยืมคำพูดของลั่วเถี่ยจู้มาใช้ เทคนิคเตาหลอมน้ำแข็งอัคคีนี้ เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยฝีมือระดับปรมาจารย์นักหลอมอาวุธเท่านั้น
และถ้าหากเขาสามารถใช้เทคนิคเตาหลอมน้ำแข็งอัคคี สร้างอาวุธกึ่งจิตวิญญาณขึ้นมาได้สำเร็จสักชิ้นหนึ่ง เขาก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นปรมาจารย์นักหลอมอาวุธอย่างแท้จริง
ชีวิตนี้ เกิดมาก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว!
เทคนิคเตาหลอมน้ำแข็งอัคคี ย่อมต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างเตาหลอมอันร้อนระอุและกลิ่นอายความหนาวเย็น
ในส่วนของเตาหลอมอันร้อนระอุนั้น ลั่วเถี่ยจู้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้วัตถุดิบระดับท็อปต่างๆ
แต่ในส่วนของกลิ่นอายความหนาวเย็นนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่า ทางที่ดีที่สุดคือต้องมีผู้ฝึกยุทธ์ที่สำเร็จเจตจำนงน้ำแข็งมาช่วยคอยประสานงานให้
ความตั้งใจของลั่วเถี่ยจู้ คืออยากให้เฉินเฉิงไปขอร้องให้คนของตระกูลเสิ่นมาช่วย
ตอนแรกเฉินเฉิงก็เคยคิดจะให้เสิ่นชิงเหยากับเสิ่นชิงซวงมาช่วยเหมือนกัน แม้ว่าสองพี่น้องจะยังฝึกเจตจำนงเกล็ดหิมะไม่สำเร็จ แต่หากอาศัยพลังจากหยกผลึกเหมันต์ ก็สามารถรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นขึ้นมาได้
แต่หลังจากสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดของกลิ่นอายความหนาวเย็นอย่างถี่ถ้วนแล้ว เฉินเฉิงก็เปลี่ยนใจ หันมาลองฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะเพื่อรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นด้วยตัวเองแทน
การไปฝึกวิชาที่ตระกูลเสิ่นในครั้งนี้ ก็ราบรื่นดีมาก ใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่วัน เขาเองก็น่าจะสามารถฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะออกมาได้แล้ว และนั่นก็เพียงพอที่จะใช้พลังจากหยกผลึกเหมันต์ในการรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นขึ้นมาได้แล้ว
"อาเฉิง อีกสามวัน โรงปฏิบัติงานก็น่าจะพร้อมแล้วนะ
ทางฝั่งเจ้า เตรียมกลิ่นอายความหนาวเย็นไว้พร้อมหรือยัง"
ลั่วเถี่ยจู้เอ่ยถามขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน
"ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ" เฉินเฉิงพยักหน้ารับ
......
ตลอดสามวันมานี้ เฉินเฉิงเอาแต่เก็บตัวฝึกเพลงกระบี่เกล็ดหิมะฉบับที่เขาแก้ไขผ่านหน้าต่างระบบ
เพลงกระบี่เกล็ดหิมะฉบับนี้ หากจะเรียกว่าเป็นเพลงกระบี่ สู้เรียกว่าเป็นเคล็ดวิชาสำหรับฝืนรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นจะตรงประเด็นกว่า
ความเร็วในการฝึกฝนนั้น รวดเร็วกว่าเพลงกระบี่เกล็ดหิมะฉบับดั้งเดิมมากนัก
วันแรก เฉินเฉิงก็สามารถฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้แล้ว
วันที่สอง ก็สามารถฝึกสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะออกมาได้แล้ว แน่นอนว่าเป็นสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะที่มาพร้อมกับหลอดความคืบหน้า
ด้วยความคืบหน้าระดับนี้ เมื่อเฉินเฉิงกระตุ้นพลังเลือดลม ก็สามารถใช้สภาวะกระบี่เกล็ดหิมะเพื่อรวบรวมกลิ่นอายความหนาวเย็นออกมาได้ในระดับเบื้องต้นแล้ว
วันที่สาม หลอดความคืบหน้าของสภาวะกระบี่เกล็ดหิมะก็พุ่งทะลุครึ่งหลอดไปแล้ว เมื่อเฉินเฉิงฝืนกระตุ้นพลังเลือดลม ผนวกกับพลังจากหยกผลึกเหมันต์ กลิ่นอายความหนาวเย็นที่รวบรวมได้ก็จะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งบางๆ ซึ่งมีอานุภาพเทียบเท่ากับเจตจำนงเกล็ดหิมะหนึ่งในสิบส่วนเลยทีเดียว
กลิ่นอายความหนาวเย็นระดับนี้ ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานเบื้องต้นของเทคนิคเตาหลอมน้ำแข็งอัคคีแล้ว
เช้าตรู่วันที่สี่ เฉินเฉิงและลั่วเถี่ยจู้ก็หมกตัวอยู่ในโรงปฏิบัติงาน เริ่มต้นกระบวนการหลอมหินผลึกนิลทมิฬ
[จบแล้ว]