เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 - การวางตัวที่ไร้ที่ติ

บทที่ 60 - การวางตัวที่ไร้ที่ติ

บทที่ 60 - การวางตัวที่ไร้ที่ติ


บทที่ 60 - การวางตัวที่ไร้ที่ติ

ซูหวยดีใจจนเนื้อเต้น เขาแทบอยากจะกดสุ่มรางวัล "ความงามที่หาใครเปรียบไม่ได้ในปฐพี" นี้ทันที

แต่ในที่สุดเขาก็หักห้ามใจไว้ได้ เพราะเจ้านายทั้งสองท่านกำลังคุยกันเรื่องแผนการใช้ชีวิตของกู้จิ่วเยว่ เขาต้องตั้งใจฟังข้อมูลเหล่านั้นให้ดี

"ปกติเสี่ยวเยว่จะพักอยู่กับผมที่บ้านครับ ถ้าช่วงเช้ามีเรียนที่ฝั่งเหนือหนึ่งหรือเหนือสอง ก็ค่อยให้เธอกลับไปพักเที่ยงที่หอพัก ..."

จางย่าวเหวินแสดงความเป็นห่วง "ห้องเรียนของภาควิชาเราค่อนข้างกระจัดกระจายนะครับ กลัวว่าเธอจะเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป ..."

"ไม่น่าจะมีปัญหามากหรอกครับ ในเขตกองพลบ้านพักข้าราชการสามารถเอารถเข้าได้ ถ้าต้องไปเรียนที่ฝั่งเหนือ ก็แค่ขับรถไปส่งบนถนนสายหลักก็เรียบร้อยแล้วครับ"

"โอเคครับ ส่วนเรื่องหอพัก ผมจัดให้เธอพักที่หอพักนักศึกษาปริญญาโทครับ ห้องละสี่คน เตียงอยู่ข้างบนโต๊ะอยู่ข้างล่าง ท่านก็ทราบดีว่าสภาพความเป็นอยู่ของมหาวิทยาลัยเราก็ทำได้ดีที่สุดเท่านี้แหละครับ ..."

ระหว่างที่ทั้งคู่ปรึกษากัน กู้จิ่วเยว่ไม่ได้ส่งเสียงแทรกเลยแม้แต่นิดเดียว

ความรู้สึกที่ซูหวยสัมผัสได้คือ เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นเลย จะจัดให้ยังไงก็ได้ตามใจชอบเลย

นี่คือการปล่อยวางแบบสายธรรมะงั้นเหรอ ?

ไม่ใช่หรอก แต่มันดูเหมือนการปิดกั้นตัวเองมากกว่า

ซูหวยพลันรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที

กู้จิ่วเยว่น่ะดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือนิสัยที่ชอบเก็บตัวและปิดกั้นตัวเองแบบนี้มันจัดการได้ยากมากจริงๆ

ไม่มีความปรารถนา อารมณ์นิ่งสงบ แล้วฉันจะไปขูดรีดค่าความรู้สึกดีได้ยังไงกันล่ะ ?

มิน่าล่ะเธอถึงครองตัวเป็นโสดมาตั้งหลายปี ไม่มีผู้ชายคนไหนสามารถเดินเข้าไปในใจของเธอได้เลยสักคนเดียว ...

ซูหวยถอนหายใจเงียบๆ พลางเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับการทำศึกระยะยาว เขาตัดสินใจว่าจะค่อยๆ เข้าหาเธอไปทีละนิดอย่างใจเย็น

ลองมองในแง่ดีสิ รางวัลจากเธอต้องล้ำค่ามากแน่นอน ใช่ไหมล่ะ ?

เมื่อเห็นว่าเจ้านายทั้งสองคุยรายละเอียดปลีกย่อยกันมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องให้เขาคอยสนใจตลอดเวลาแล้ว ซูหวยจึงตัดสินใจว่าจะทดสอบสมมติฐานของตัวเองสักหน่อย

มาเลย จัดไป !

เขากดหมุนวงล้อรางวัลค่าความรู้สึกดีเงียบๆ ซูหวยจ้องเข็มนาฬิกาตาไม่กะพริบ เขาเห็นมันเลื่อนผ่านรางวัลอาหารหมา 100,000 แต้มไป แล้วไปหยุดนิ่งที่ช่องสีแดง

โอ้เย่ ! รางวัลที่สอง !

ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ !

วินาทีต่อมา รางวัลก็แตกออกพร้อมคำแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมา

【 ยินดีด้วยที่คุณสุ่มได้ทักษะเปีโนระดับ 10 ของกู้จิ่วเยว่ คุณจะได้รับความเชี่ยวชาญด้านโน้ตห้าเส้น ความสามารถในการอ่านโน้ตและเล่นเพลงได้ทันที ความรู้พื้นฐานด้านดนตรี ความสามารถในการสุนทรียศาสตร์ทางดนตรีเบื้องต้น อีกทั้งนิ้วมือจะได้รับการปรับแต่งโครงสร้างใหม่ และคะแนนรูปร่าง +2 】

ข้อมูลความรู้จำนวนมหาศาลพุ่งเข้าสู่สมองของเขา และซูหวยก็ดูดซับมันได้อย่างรวดเร็ว

เพียงไม่กี่วินาที จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีเลยแม้แต่น้อยและร้องเพลงหลงคีย์เป็นประจำ เขาก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเปียโนสมัครเล่นที่มีพื้นฐานดนตรีแน่นปึ้ก (ถึงแม้จะยังร้องเพลงหลงคีย์เหมือนเดิมก็เถอะ)

เขาลองขยับนิ้วกลางและนิ้วนางทั้งสองข้างเงียบๆ เจ้าหมาซูทำหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง

"โอ้โห ! รางวัลดีจริงๆ แฮะ ..."

แค่ค่าความรู้สึกดี 10 แต้มเองนะ แต่กลับสุ่มได้รางวัลที่เจ๋งขนาดนี้เลยเหรอ ?

ถ้างั้นตัวเธอจะมีพรสวรรค์และความสามารถติดตัวอยู่มากน้อยแค่ไหนกันแน่ ?!

ตามกฎพื้นฐาน ยิ่งค่าความรู้สึกดีสูง รางวัลที่สุ่มได้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น

ดังนั้น กู้จิ่วเยว่ต้องมีความสามารถระดับสูงติดตัวอยู่เยอะมากแน่นอน ทักษะเปียโนระดับ 10 จึงกลายเป็นเพียงรางวัลในระดับ 10 แต้มเท่านั้น

อ้อ ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า — ทักษะเปียโนระดับ 10 ของกู้จิ่วเยว่ ไม่เหมือนกับพวกที่ไปลงคอร์สเร่งรัดเพื่อเอาใบเซอร์มาประดับบ้านหรอกนะ

ต่อให้จะเป็นระดับ 10 สมัครเล่นเหมือนกัน และได้ใบเซอร์ใบเดียวกันมา แต่อาจารย์และนักเรียนส่วนใหญ่น่ะไม่ได้มีมาตรฐานและสุนทรียศาสตร์ถึงระดับ 10 ของจริงหรอก

สถาบันกวดวิชาน่ะ ใครๆ ก็รู้กันดี

เน้นฝึกหนักแบบอัดแน่นเพื่อสอบเอาเกรด เด็กต้องทนลำบากมาตั้งเท่าไหร่ สอบผ่านได้ใบมาจริงๆ แต่กลับไม่มีความสามารถพอที่จะขึ้นไปแสดงบนเวทีได้เลย

มันเหมือนกับการเล่นเกมที่ข้ามเควสต์ย่อยทั้งหมด แล้วรีบเคลียร์บอสเพื่อจบเกมให้เร็วที่สุด เน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้

ทว่ากู้จิ่วเยว่นั้นต่างออกไป เธอได้รับฝึกฝนตามระบบการศึกษาที่ถูกต้องและเข้มงวดมาตั้งหลายปี เธอฝึกฝนมาทีละก้าวอย่างมั่นคงจนถึงระดับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ของวิทยาลัยดนตรีกลาง (CCOM)

อย่าได้ดูถูกเด็กประถมเชียวนะ เพราะพวกที่อยู่ระดับมัธยมต้นน่ะก็คือปีศาจพรสวรรค์กันหมดแล้ว ...

ระดับความสามารถของซูหวยในตอนนี้ เขาสามารถขึ้นไปบนเวทีได้ทุกที่ทุกเวลา แค่เห็นโน้ตเพลงป๊อปทั่วไปอย่างเพลง "Fur Elise" หรือ "Mariage d'amour" เขาก็สามารถบรรเลงมันออกมาได้ทันที

แถมตอนนี้เขายังเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "หลาง หลาง" กับ "ริชาร์ด เคลย์เดอร์มัน" หรือ "แม็กซิม" ได้อย่างลึกซึ้งแล้วด้วย

แม้กระทั่งเขายังสามารถวิเคราะห์ตามหลักการได้เลยว่า ทำไมตัวเองถึงได้ร้องเพลงเพี้ยนไปไกลขนาดนั้น (ถึงแม้มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะการเล่นเปียโนเป็นไม่ได้ช่วยรักษาอาการร้องเพลงหลงคีย์ของเขาได้เลยสักนิด ...)

สรุปคือ การสุ่มรางวัลครั้งนี้ช่วยให้เขาประหยัดเวลาฝึกฝนอย่างหนักไปอย่างน้อย 10 ปี — หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

จากคนที่ไม่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีมาแต่กำเนิด จู่ๆ กลับได้รับทักษะเปียโนระดับ 10 มาไว้ในครอบครองแบบงงๆ เจ้าหมาซูเริ่มจะดูเป็นคนชนชั้นสูงขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ น่ายินดีจริงๆ

อืม ขอบคุณ "คุณพี่กู้" ก็จบเรื่องแล้ว ปรบมือฉลองกันหน่อย !

หลังจากมีความสุขจนพอใจ ซูหวยก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เพื่อฟังศาสตราจารย์เฉิงและจางย่าวเหวินคุยกันเรื่องปัญหาทางสังคมของกู้จิ่วเยว่หลังจากเข้าเรียน

"เสี่ยวเยว่นิสัยเย็นชา เมื่อก่อนไม่ค่อยมีเพื่อนเลย ที่บ้านก็หวังว่าพอเธอเข้ามหาลัยแล้วจะได้สัมผัสกับมิตรภาพบ้าง จะได้ยิ้มบ่อยๆ ... ในห้องมีเด็กที่ร่าเริงบ้างไหมจ๊ะ ? จะผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ทั้งนั้นแหละ"

ศาสตราจารย์เฉิงมีทัศนคติที่เปิดกว้างมาก และไม่รังเกียจหากกู้จิ่วเยว่จะมีเพื่อนต่างเพศบ้าง

จางย่าวเหวินโดนยิงคำถามใส่ก็เริ่มตอบไม่ถูก เขาจึงหันไปหาซูหวยแทน

"ผมเองก็ไม่ได้สนิทกับเด็กๆ ในห้องมากนัก เสี่ยวซู นายช่วยเล่าให้ท่านฟังหน่อยสิ"

ซูหวยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มแอบโอดครวญในใจ

งานนี้มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะเนี่ย มันคือบททดสอบทั้งด้านอีคิว ไหวพริบ และมารยาทในการวางตัวเลยล่ะ

ศาสตราจารย์เฉิงอาจจะตั้งใจอยากให้เขาช่วยหาเพื่อนเล่นที่ร่าเริงให้หลานสาวจริงๆ แต่ซูหวยไม่ควรและไม่สามารถทำตัวเป็นพวกปากหอยปากปูเที่ยวไปวิจารณ์นิสัยเพื่อนร่วมชั้นทีละคนให้ฟังได้

ข้อแรก มันจะดูเหมือนการประจบประแจงเกินไป ข้อสอง มันจะดูเป็นคนชอบนินทาลับหลัง ข้อสาม มันดูไร้ระดับ และข้อสี่ ถ้าเกิดเขามองคนผิดขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ ?

สรุปคือมีแต่ข้อเสีย ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่นิดเดียว

ทว่า หัวหน้าภาคจางเจาะจงชื่อเขามาขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาจะถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว

โชคดีจริงๆ ที่เมื่อวานเขาเพิ่งจะเพิ่มค่าไอคิวและอีคิวไป 9 แต้ม ทำให้ซูหวยมีศักยภาพเพียงพอที่จะดึงเอาประสบการณ์ในชาติก่อนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

"ครับ"

ซูหวยพยักหน้าอย่างมั่นคง เขาไม่ได้เริ่มประเด็นจากคำว่า "คนนั้นคนนี้มีนิสัยยังไง" แต่เขาเลือกที่จะฉายภาพรวมของสาขาบิ๊กดาต้าให้ศาสตราจารย์ได้เห็นแทน

"ห้องของพวกเราเป็นภาควิชาใหม่และเป็นห้องเดียวของคณะในสาขานี้ครับ แถมอาจารย์หวังจื้อท่านก็มีนิสัยที่ค่อนข้างรักสงบ ดังนั้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เพื่อนๆ ในห้องจึงเริ่มมีข้อตกลงพื้นฐานร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเราต้องสามัคคีกันให้มากขึ้นครับ"

"เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างตระหนักในจุดนี้อย่างชัดเจน เวลาทำเรื่องอะไรย่อมระมัดระวังกันเป็นพิเศษครับ"

"จากสถานการณ์ปัจจุบัน ฝั่งผู้ชายสนิทสนมกันดีมากครับ แม้แต่เพื่อนบางคนที่นิสัยร่าเริงเป็นพิเศษก็ยังให้เกียรติคนอื่นได้เป็นอย่างดีครับ"

"ส่วนฝั่งผู้หญิงย่อมมีเรื่องผิดใจกันเล็กๆ น้อยๆ เป็นธรรมดา แต่ทุกคนก็ยังควบคุมตัวเองได้ดี และสามารถทำความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันได้ครับ"

"ไว้หลังจากนี้ ผมจะกระจายอำนาจในการไกล่เกลี่ยไปให้หัวหน้าหอพัก ช่วยสร้างนิสัยในการแก้ปัญหาภายในกลุ่มให้เป็นปกติ ผมเชื่อว่าบรรยากาศโดยรวมจะไม่มีทางแย่แน่นอนครับ"

"ตอนนี้เวลาเพิ่งจะเริ่มได้ไม่นาน แต่ถ้ายังคงรักษาทิศทางนี้ต่อไปได้ ผมเชื่อว่าสาขาบิ๊กดาต้าจะเป็นกลุ่มเพื่อนที่มีความรักใคร่สามัคคี มีความไว้วางใจกัน และมีความสงบสุขเสรีครับ และทุกคนก็จะได้กลายเป็นเพื่อนแท้ต่อกันแน่นอน"

"ความแตกต่างทางนิสัยเพียงเล็กน้อย จะไม่กลายเป็นอุปสรรค และไม่มีความจำเป็นต้องกังวลมากเกินไปครับ"

คำตอบที่ดูเหมือนจะตอบไม่ตรงคำถามนี้ กลับช่วยเยียวยาความกังวลในใจของศาสตราจารย์เฉิงได้อย่างแม่นยำ

ท่านแค่อยากได้เพื่อนเล่นนิสัยดีสองสามคนให้หลานสาวงั้นเหรอ ?

เปล่าเลย ความจริงท่านกังวลว่ากู้จิ่วเยว่จะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ จะไม่มีเพื่อน และจะโดนโดดเดี่ยวหรือถูกกีดกันต่างหาก

ซูหวยไม่เพียงแต่จับชีพจรได้ถูกต้อง แต่เขายังช่วยรักษาโรคนั้นได้สำเร็จด้วย

"ดีจ้ะ ดีจริงๆ !"

ศาสตราจารย์เฉิงยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข พร้อมเอ่ยชมเชยเขาอย่างสูง

"เสี่ยวซูนี่เก่งจริงๆ นะ เป็นหัวหน้าห้องที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก"

จางย่าวเหวินมองซูหวยด้วยสายตาชื่นชมพลางส่ายหน้ายิ้มๆ "ก็แค่เด็กมีไหวพริบนิดหน่อยเท่านั้นแหละครับ แต่เขาก็ตั้งใจดูแลห้องได้ดีจริงๆ"

"ชมก็คือชม อย่ามัวแต่เล่นแง่ตามแบบฉบับคนรุ่นเก่าอยู่เลยจ้ะ"

ศาสตราจารย์เฉิงพูดแย้งจางย่าวเหวินประโยคหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มเชิญชวนซูหวย

"เสี่ยวซูจ๊ะ วันหยุดถ้าว่างก็แวะไปทานข้าวที่บ้านยายได้นะ บ้านพักข้าราชการฝั่งตะวันตกนี่เอง ที่บ้านมีแค่ยายกับตาแล้วก็เสี่ยวเยว่ ปกติเงียบเหงาจะตายไป ไม่ต้องกลัวว่าจะมารบกวนพวกเรานะ ว่างเมื่อไหร่ก็มาได้เลย !"

"ได้ครับ ถ้ามีโอกาสผมจะไปเยี่ยมแน่นอนครับ"

ตอบรับก็คือตอบรับ แต่ซูหวยไม่ได้เก็บมาคิดจริงจัง และยิ่งไม่ปล่อยให้ตัวเองตื่นเต้นจนเพ้อเจ้อ

จุดสำคัญคือต้องรู้จักฐานะของตัวเอง

คนเขาแค่ดีใจแล้วพูดตามมารยาทเท่านั้นแหละ อย่าไปคิดเอามาเป็นเรื่องจริงจังอะไรนักเลย

ศาสตราจารย์เฉิงต้องเชิญเขาเป็นครั้งที่สามก่อนเท่านั้น ซูหวยถึงจะยอมเหยียบเท้าเข้าไปในบ้านหลังนั้นจริงๆ

การวางตัวที่สงบนิ่งและสุขุมขนาดนี้ ในที่สุดมันก็กระตุ้นปฏิกิริยาของกู้จิ่วเยว่จนได้ —

เธอก่อยๆ เงยหน้าขึ้น แล้วปรายสายตามองซูหวยเงียบๆ แวบหนึ่ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 60 - การวางตัวที่ไร้ที่ติ

คัดลอกลิงก์แล้ว