- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิตครั้งนี้ ระบบดันพาหาเงินโดยให้ผู้หญิงเปย์
- บทที่ 30 - มัชฌิมาและการทบทวนตนเอง
บทที่ 30 - มัชฌิมาและการทบทวนตนเอง
บทที่ 30 - มัชฌิมาและการทบทวนตนเอง
บทที่ 30 - มัชฌิมาและการทบทวนตนเอง
แม้จะรำคาญเขาแค่ไหน แต่ซูหวยก็ไม่ได้ตอบโต้การยั่วยุเล็กๆ น้อยๆ ของฉู่ฉางคั่วโดยตรง
ในฐานะผู้เกิดใหม่ที่มีเกียรติ ซูหวยไม่จำเป็นต้องเป็นคนใจกว้าง แต่ต้องมีมาดที่ดูภูมิฐาน
คำจำกัดความของคำว่ามาดภูมิฐานในสถานการณ์แบบนี้คือ ... ใครอยากจะเต้นก็ปล่อยให้เต้นไป ลองดูสิว่าจะเต้นไปได้สูงแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่ไม่มีอะไรน่าดูแล้ว ค่อยตบให้ติดข้างฝาไปในคราวเดียว
ถ้าพยายามอย่างสุดแรงแล้วเต้นสูงได้แค่ไม่กี่เซนติเมตรล่ะก็ พี่หวยก็แทบจะไม่ต้องสนใจเลยด้วยซ้ำ
พี่หวยของคุณไม่เคยรังแกคนแก่ คนพิการ หรือเด็กน้อยอยู่แล้ว
ดังนั้นซูหวยจึงทำเหมือนมองไม่เห็นสายตาที่ดูไม่ยอมคนของฉู่ฉางคั่ว และก้มหน้าก้มตาจัดชุดฝึกทหารของตัวเองต่อไปเงียบๆ
สุดท้ายฉู่ฉางคั่วก็ทนไม่ไหวและเป็นฝ่ายเริ่มทักขึ้นมาก่อน
เขาหยิบเอาบุหรี่จิ่วอู๋ออกมาจากถุงพลาสติก หลังจากแกะออกมาแล้วเขาก็แจกให้เพื่อนในห้องคนละสองซอง
"เอ้า เพื่อนๆ เมื่อตอนบ่ายลืมซื้อมาน่ะ เลยเอามาแจกชดเชยให้!"
เซาจีและเซี่ยอวี่ต่างไม่ใช่คนใจแคบ เมื่อเห็นฉู่ฉางคั่วมีท่าทีที่ดีขนาดนี้ ความขัดแย้งเมื่อตอนบ่ายก็เลยจางหายไป
สิ่งที่ต่างกันคือ เซาจีรับมาทันทีและหัวเราะร่าออกมา "ขอบคุณคุณชายฉู่ที่ดูแลนะครับ! ฮ่าๆ นี่ใช่บุหรี่ยอดฮิตที่ราคาแพงหูฉี่ตัวนั้นหรือเปล่าเนี่ย?"
ส่วนเซี่ยอวี่กลับปรายตามองซูหวยโดยสัญชาตญาณก่อนจะรับบุหรี่มา
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเขาเอียงข้างใคร แต่มันคือการแสดงออกของบุคลิกที่ต่างกันเท่านั้น
ซูหวยเองก็รับบุหรี่มาด้วย และขอบคุณออกมาอย่างเปิดเผย "มีน้ำใจจริงๆ นะคุณชายฉู่ ผมยังไม่เคยลองสูบตัวนี้เลย ขอบคุณมากครับ"
ท่าทางที่ดูสง่าผ่าเผยนั้นทำให้เซี่ยอวี่และเซาจีพลอยรู้สึกสบายใจไปด้วย
ฉู่ฉางคั่วบ่นออกมาด้วยท่าทางที่กึ่งไม่พอใจกึ่งล้อเล่นว่า "ซูหวย นายดูสิว่านายเริ่มเรียกฉันว่าอะไร? จะเรียกเถ้าแก่ฉู่ คุณชายฉู่ หรือแม้แต่พี่ฉู่ก็ได้นะ ทำไมต้องเรียกคุณชายฉั่วให้มันฟังดูจั๊กจี้หูแบบนั้นด้วยล่ะ?"
"ได้เลย" ซูหวยยิ้มออกมาอย่างมีความหมาย "งั้นในสถานการณ์ปกติจะเรียกนายว่าเถ้าแก่ฉู่แล้วกัน นายจะได้รักษามาดไว้ได้"
ส่วนในสถานการณ์ที่ไม่ปกติน่ะ มันก็ไม่แน่หรอกนะ ...
ฉู่ฉางคั่วเหมือนจะฟังไม่ออก เขาหันไปหยิบเอาอาหารสำเร็จรูปบรรจุสุญญากาศและเบียร์กระป๋องออกมาจากถุงอีกมากมาย
เขาแจกอาหารเหล่านั้นให้เพื่อนคนละสองถุง ส่วนที่เหลือเขาก็โยนเข้าไปในชั้นวางรองเท้าใต้โต๊ะทำงานแล้วพูดออกมาอย่างใจกว้างว่า "เพื่อนๆ ใครหิวเมื่อไหร่ก็มาหยิบไปได้เลยนะ กินหมดเดี๋ยวฉันซื้อมาเติมให้ใหม่ เอ้า มาดื่มฉลองวาสนาที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันหน่อยไหม?"
เขาแจกเบียร์ให้ทุกคนคนละกระป๋อง และฉู่ฉางคั่วก็เปิดกระป๋องของตัวเองดื่มทันที
เซี่ยอวี่อยากจะห้ามแต่ก็ห้ามไม่ทัน จึงรีบเตือนขึ้นมาว่า "เดี๋ยวจะมีครูจากมหาลัยมาตรวจนะ ... "
"ไม่เป็นไรหรอก!"
ฉู่ฉางคั่วโบกมืออย่างไม่แยแส "บ้านฉันอยู่ที่ซีเฉิงมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะ จะบอกว่ามีอำนาจล้นฟ้าก็คงไม่ใช่ แต่หน้าตาน่ะกว้างขวางสุดๆ เลยล่ะ
หัวหน้าฝ่ายรับสมัครน่ะเป็นเพื่อนสมัยมัธยมต้นของแม่ฉัน ส่วนรองหัวหน้าภาควิชาของสาขาที่ฉันเรียนน่ะก็เป็นเพื่อนบ้านเก่ากัน ไม่อย่างนั้นฉันจะได้มาเรียนที่นี่เหรอ?
มหาลัยก็ไม่ได้ห้ามดื่มเหล้าเสียหน่อย เราแค่จิบกันนิดหน่อยมันจะเป็นเรื่องใหญ่ได้ยังไง?"
"เป็นสิ"
ในขณะที่ฉู่ฉางคั่วกำลังร่ายยาวอย่างมั่นใจ ซูหวยก็ใช้คำสั้นๆ เพียงคำเดียวทำให้ความคึกคะนองของเขาถึงกับชะงักงัน
คุณชายฉู่หันกลับมามองอย่างตกตะลึง ซูหวยจึงเอ่ยเตือนออกมาอย่างเนิบนาบว่า "เถ้าแก่ฉู่ อย่าหาว่าผมไม่เตือนเลยนะ ในกฎระเบียบมหาลัยอาจจะไม่ได้ห้ามดื่มเหล้าก็จริง แต่ทว่าวันนี้มันไม่เหมือนวันปกตินะ นายควรจะเพลาๆ ลงหน่อยดีกว่า ... "
เพลาบ้านพ่อนายสิ!
ฉู่ฉางคั่วเบ้ปากออกมาด้วยความรำคาญสุดขีด "นายนี่มันช่างปอดแหกจริงๆ เลยนะ! มีเรื่องอะไรฉันรับผิดชอบเอง โอเคไหม?!"
พูดจบเขาก็ชูเบียร์กระป๋องขึ้นสูง
"มาเถอะ วันนี้ฉันกำลังอารมณ์ดี ใครเห็นฉันเป็นเพื่อนก็มาชนแก้วกับฉันหน่อย!"
เซี่ยอวี่และเซาจีได้ยินดังนั้นก็เริ่มลังเล
เซี่ยอวี่ตั้งใจหันกลับมามองซูหวย ซึ่งซูหวยก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
แต่ทว่าเซาจีกลับไม่ได้คิดอะไรมาก ในใจเขาไม่อยากให้เสียบรรยากาศ เลยเปิดกระป๋องแล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่
เมื่อเป็นอย่างนั้นเซี่ยอวี่เลยไม่กล้าปฏิเสธ เขาขมวดคิ้วพลางจิบเบียร์เข้าไปนิดหน่อยด้วยท่าทางระมัดระวัง
มีเพียงซูหวยคนเดียวที่ไม่สนใจ
ไม่เพียงแต่ไม่ดื่มเท่านั้น เขายังเลื่อนกระป๋องเบียร์ออกไปด้านข้าง เห็นชัดว่าเขาไม่คิดจะแตะมันเลยสักนิดเดียว
ฉู่ฉางคั่วทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาถามออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า "ซูหวย เรื่องเมื่อตอนบ่ายมันยังไม่จบอีกเหรอ? แค่เหล้าอึกเดียวก็ไม่ให้เกียรติกันเลยงั้นเหรอ? ดูถูกฉันงั้นเหรอ?!"
ความไม่พอใจนั้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่โดนประชดก่อนหน้านี้เสียอีก
ซูหวยหลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้
ฉู่ฉางคั่วกับอู่เทียนโย่วนี่เป็นคนละขั้วกันจริงๆ
ในฐานะลูกเศรษฐีเหมือนกัน อู่เทียนโย่วนั้นยอมทิ้งหน้าตาได้มากกว่า ขอแค่ได้รับผลประโยชน์ที่เพียงพอ เขาจะไปเลียใครก็ได้ และเลียท่าไหนก็ได้ทั้งนั้น
ศักดิ์ศรีบ้านพ่อนายสิ?
ให้เงินมาเถอะ แล้วเอาศักดิ์ศรีไปให้หมดเลย!
แต่ทว่าฉู่ฉางคั่วกลับเห็นเรื่องหน้าตาสำคัญยิ่งกว่าฟ้าดิน เรื่องงานอาจจะไม่ทำ เพื่อนอาจจะไม่คบ แต่หน้าตาจะเสียไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าไม่มีหน้าตานั้นแล้ว ฉันจะอยู่ไปเพื่ออะไรวะ?!
ความต่างของทั้งคู่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนในเรื่องของกู้จิ่วเยว่
ฉู่ฉางคั่วไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้กู้จิ่วเยว่เลย เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีโอกาส
แต่อู่เทียนโย่วกลับยอมเลียจนตายถวายหัว แม้จะรู้ดีว่าไม่มีโอกาสเหมือนกัน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ความหยิ่งยโสและศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมเลียกู้จิ่วเยว่ของฉู่ฉางคั่วนี่แหละ ที่กลายเป็นจุดเด่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสายตาของเฉินหน่วนหาน ดังนั้นแม้ทั้งคู่จะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ล้มลุกคลุกคลานเดินด้วยกันมาได้ตั้งสองปี
เมื่อซูหวยหันกลับมามองดูในตอนนี้ เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าตัวเขาในชาติก่อนล้มเหลวที่ตรงไหน ...
เขาไม่มีความหน้าด้านและเด็ดขาดแบบอู่เทียนโย่ว และไม่มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบรรทัดฐานของตัวเองแบบฉู่ฉางคั่ว
เขาดันไปค้างอยู่ตรงกลางแบบครึ่งๆ กลางๆ จนเข้ากับทางไหนก็ไม่ได้เลยสักอย่าง
หลักการมัชฌิมาของลัทธิขงจื๊อนั้น คือความมั่นคงที่ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง และมีความเที่ยงธรรมที่ชัดเจนในการรักษาตนเอง
แต่ทว่าการหยุดนิ่งอยู่กับที่ของซูหวยนั้น กลับเป็นการแกว่งไปแกว่งมาที่ไร้ความมั่นคงและเต็มไปด้วยความลังเล
นั่นจึงทำให้เขาทำเรื่องอะไรก็ล้าหลังคนอื่นไปมากกว่าหนึ่งก้าวเสมอ อยากจะทำเรื่องใหญ่แต่ก็ห่วงหน้าตา อยากจะมีหน้าตาก็กลับควบคุมหัวใจที่ว้าวุ่นไว้ไม่ได้
โคตรจะซื่อบื้อเลยจริงๆ!
โชคดีที่พี่หวยคนนี้ได้เกิดใหม่แล้ว
ซูหวยรำพึงออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
แม้เวลาการเกิดใหม่จะยังไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม แต่ทว่าหลังจากที่ได้ประเมินอู่เทียนโย่วและฉู่ฉางคั่วใหม่อีกครั้ง เขาก็สามารถใช้ประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนค้นหาปัญหาของตัวเองเจอทันที
หลักการทบทวนตัวเองสามครั้งต่อวันนั้น ไม่จำเป็นต้องตั้งใจทำหรอก คนที่มีการสะสมความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ย่อมเกิดความตระหนักรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
การสะสมประสบการณ์ตลอด 20 ปีของซูหวย ที่เมื่อก่อนไร้ประโยชน์เพราะอารมณ์ที่ตกต่ำ ในตอนนี้มันกลับพรั่งพรูออกมาและกลายเป็นสารอาหารสำหรับการวิวัฒนาการใหม่ของเขา
ตอนนี้ ไม่มีเรื่องอะไรจะมาหยุดยั้งเขาจากการก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อีกแล้ว
เอ่อ ยกเว้นเจ้าคุณชายตัวน้อยที่พยายามจะเอารถตั๊กแตนมาขวางทางรถถัง และพยายามจะขัดขวางอารมณ์ที่ดีของเขาอยู่ในตอนนี้
"ซูหวย สรุปมันหมายความว่ายังไง พูดมาให้ชัดๆ เลย!"
ฉู่ฉางคั่วเห็นซูหวยไม่สนใจตัวเอง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียหน้าจนทนไม่ไหวและเริ่มจะโกรธจริงๆ แล้ว
เซาจีเริ่มรู้ตัวว่ากำลังจะเกิดการปะทะกัน จึงรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า "เฮ้ คุณชายฉู่ วันนี้มีเรื่องน่ายินดีอะไรหรือเปล่าครับ? เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ พวกเราจะได้พลอยดีใจไปด้วย!"
เซี่ยอวี่เองก็ช่วยกันประสานรอยร้าว "ใช่ครับคุณชายฉู่ พี่หวยไม่อยากดื่มก็ปล่อยเขาเถอะ เดี๋ยวพวกเราดื่มฉลองเป็นเพื่อนคุณเอง! ว่าแต่มีเรื่องอะไรเหรอครับถึงได้ดูมีความสุขขนาดนี้?"
เพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนช่วยกันกล่อมได้ถูกจังหวะพอดี อารมณ์ของฉู่ฉางคั่วจึงกลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาอ้าปากกว้างและหัวเราะร่าออกมา
"โครงการปรับปรุงพื้นที่เขตที่ใหญ่ที่สุดในรอบไม่กี่ปีมานี้ของซีเฉิงในที่สุดก็เคาะสรุปแล้วล่ะ! รู้จักไป๋จื่อฟางไหม? ที่ดินที่อยู่ระหว่างวงแหวนรอบสองทิศตะวันตกกับทิศใต้น่ะ ตอนนี้เริ่มเปิดให้ลงชื่อจองการเวนคืนที่อยู่อาศัยแล้ว!"
เซาจีและเซี่ยอวี่ย่อมไม่รู้จัก แต่ทว่าพวกเขสามารถเข้าใจความหมายคร่าวๆ ของโครงการปรับปรุงพื้นที่ติดขอบวงแหวนรอบสองได้ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
"เชี้ย!"
เซาจีเบิกตาโพลงและอุทานออกมาด้วยความตกใจ "คุณชายฉู่ บ้านคุณกำลังจะโดนเวนคืนเหรอครับ?!"
"เปล่าหรอก"
ฉู่ฉางคั่วโบกมือไปมา
เซี่ยอวี่บ่นออกมาอย่างขำๆ "แล้วคุณจะดีใจไปทำไมล่ะครับ? แกล้งพวกเราเล่นงั้นเหรอ?"
"แบบนั้นก็ไม่ใช่สิ!"
ฉู่ฉางคั่วพยายามรักษามาดให้ดูสุขุมและเยือกเย็น แต่ทว่าหัวคิ้วที่เต้นระริกกลับหักหลังเขาไปเรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางความไม่เข้าใจของทั้งคู่ เขาก็ใช้ความสงบนิ่งที่แสดงออกมาอย่างสุดความสามารถ เพื่อพูดประโยคที่ดูเหนือระดับที่สุดออกมา ... "ที่ฉันดีใจก็เพราะว่า ... นั่นคือโครงการของที่บ้านฉันเอง"
"เชี้ย เชี้ย เชี้ย เชี้ย เชี้ย!"
เซาจีถึงกับกระโดดตัวลอยสูงถึงสองเมตร เกือบจะสติหลุดไปเลยทีเดียว
[จบแล้ว]