- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 150 - หินวิญญาณ โอสถ หินจิตวิญญาณ
บทที่ 150 - หินวิญญาณ โอสถ หินจิตวิญญาณ
บทที่ 150 - หินวิญญาณ โอสถ หินจิตวิญญาณ
บทที่ 150 - หินวิญญาณ โอสถ หินจิตวิญญาณ
"หึ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าตัวเองมีกำลังพอจะต่อกรกับข้าได้ เมื่อครู่ข้าแค่ประมาทไปหน่อย จึงปล่อยให้เจ้าได้ใจ ตอนนี้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้ามันกว้างใหญ่ดั่งเหวลึก ต่อให้ตอนนี้ข้าจะได้รับบาดเจ็บ แต่การจะสังหารเจ้าก็ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ"
เซียวหรานแค่นเสียงหัวเราะเย็น ก่อนจะซัดหมัดออกไปเจ็ดหมัดรวด
หมัดแรก กระแทกจนประกายกระบี่สั่นไหวและหรี่แสงลง หมัดที่สอง ทำลายประกายกระบี่จนแตกสลายพังทลาย
ส่วนอีกห้าหมัดที่เหลือ แทบจะครอบคลุมพื้นที่รอบตัวสวีเฉินไว้ทั้งหมด ในวินาทีนี้ ต่อให้สวีเฉินจะมีความเร็วสูงล้ำเพียงใด ก็ยากที่จะหลบเลี่ยงการโจมตีนี้ได้ เพราะพื้นที่รอบตัวเขาทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ล้วนถูกปกคลุมด้วยพลังหมัด
ไม่มีที่ให้หลบ
ไม่มีทางให้เลี่ยง
มีเพียงทางเดียวคือต้องต้านทานรับไว้ตรงๆ
"คิดว่าทำแค่นี้แล้วจะฆ่าข้าได้งั้นหรือ ช่างน่าขัน!"
สวีเฉินเค้นเจตจำนงกระบี่ ประกายกระบี่สาดสาดกระจาย ชั่วพริบตา ปราณกระบี่หลายสายก็ตวัดฟาดฟันออกไป เสียงฉัวะฉัวะดังขึ้น พลังหมัดทั้งห้าสายที่พุ่งเข้ามาถูกทำลายจนแหลกสลายทั้งหมด
"ตายซะ!"
ในจังหวะที่สวีเฉินทำลายพลังหมัดทั้งห้าสายลงได้ รอบกายของเซียวหรานก็พลุ่งพล่านไปด้วยพลังลมปราณอันมหาศาล ร่างของมันพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวสวีเฉินดุจสายฟ้า กำปั้นที่ราวกับลูกปืนใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของสวีเฉิน
"ศึก!"
สวีเฉินหรี่ตาลง พลันเปล่งเสียงดังก้องราวดั่งอัสนีบาต เจตจำนงแห่งการต่อสู้อันเข้มข้นพวยพุ่งออกมา
"ตูม!"
กลิ่นอายพลังรอบกายพุ่งทะยานขึ้นหนึ่งเท่าตัวในชั่วพริบตา!
กลิ่นอายพลังอันมหาศาลดุจมหาสมุทร
เซียวหรานที่พุ่งเข้ามาถึงเบื้องหน้าสวีเฉิน เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันของสวีเฉิน รูม่านตาก็หดตัวลงอย่างรุนแรง "เจ้า เจ้ายังซ่อนเร้นพลังเอาไว้อีกงั้นหรือ"
น้ำเสียงของมันแฝงไว้ด้วยความสั่นเครือ
น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
บัดนี้กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของสวีเฉิน ทำให้มันรู้สึกหวาดหวั่น
สวีเฉินแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
กระบี่ในมือตวัดฟาดฟันจากล่างขึ้นบนในแนวเฉียง เสียงฉีกขาดดังขึ้น ราวกับเสียงฉีกผ้า
อากาศถูกผ่าออกเป็นสองซีกด้วยกระบี่เดียว
สิ่งที่ถูกผ่าออกพร้อมกันก็คือพลังหมัดของเซียวหราน
"อะไรกัน แย่แล้ว!"
สีหน้าของเซียวหรานแปรเปลี่ยนไปอย่างหนัก
หลังจากปราณกระบี่ผ่าพลังหมัดจนขาดสะบั้นแล้ว มันก็พุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของเซียวหราน
ในเวลานี้ การจะหลบเลี่ยงย่อมสายเกินไปเสียแล้ว มันแผดเสียงคำรามต่ำ กำปั้นทั้งสองข้างเปล่งประกายพลังอันแปลกประหลาดออกมา ก่อนจะซัดหมัดตรงออกไป
"ปัง!"
ปราณกระบี่และกำปั้นปะทะกัน ระเบิดคลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวออกมา พื้นดินพลันแตกกระแหงเป็นวงกว้าง เกิดเป็นหลุมตื้นลึกครึ่งเมตร
โชคดีที่มีค่ายกลคอยคุ้มครอง หากเป็นโลกภายนอก คลื่นกระแทกจากการปะทะนี้ คงมากพอที่จะสร้างหลุมยักษ์ลึกหลายสิบเมตรได้เลย
ร่างของเซียวหรานถูกคลื่นกระแทกซัดจนปลิวกระเด็นถอยหลัง ระหว่างที่ลอยอยู่กลางอากาศ โลหิตคำโตก็พุ่งพรวดออกมาจากปาก
เมื่อสูญเสียโลหิตไป ใบหน้าของมันก็ยิ่งซีดเผือด กลิ่นอายพลังก็ถดถอยลงจากจุดสูงสุด กลายเป็นอ่อนแอลง
"ไอ้หนู ดีมาก ข้ายอมรับ ว่าข้าประเมินเจ้าต่ำไป ทว่า คำพูดของข้ายังคงเป็นจริง วันนี้ เจ้าต้องตาย!"
เซียวหรานมีสีหน้าบิดเบี้ยว คำรามเสียงต่ำ
"ตูม!"
มันกระทืบเท้าลงบนพื้นดินจนแตกกระแหง กลิ่นอายพลังรอบกายเริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของสวีเฉินเคร่งเครียดขึ้นมา
ทว่าในจังหวะที่เขาโคจรพลังลมปราณ เตรียมรับมือกับการโจมตีของเซียวหราน กลับเห็นเซียวหรานที่ควรจะพุ่งเข้ามาจู่โจมเขาอย่างดุดัน กลับไม่ก้าวไปข้างหน้า ทว่ากลับถอยหลัง พุ่งทะยานออกไปยังทางออกของโถงใหญ่
สวีเฉินเห็นดังนั้นก็ชะงักงันไป
เสียงดังฟังชัดปานนั้น กลับเลือกที่จะหนีงั้นหรือ
"คิดจะหนีหรือ ถามข้าแล้วหรือยัง"
ในเมื่อผูกความแค้นกันจนถึงขั้นเป็นตาย สวีเฉินย่อมไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายถอยหนีไปได้อย่างปลอดภัย
ใต้ฝ่าเท้าระเบิดคลื่นอากาศออกเป็นวงกว้าง
ภายใต้แรงส่งของคลื่นอากาศ ความเร็วของเขาก็พุ่งทะยานถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
ทว่าเพิ่งจะพุ่งทะลวงเข้าสู่โถงทางเดิน กำปั้นพลังลมปราณก็พุ่งสวนมาเข้าใส่เขา
"ตูม!"
เสียงดังกัมปนาท
สวีเฉินถูกกระแทกจนต้องถอยกลับเข้ามาในโถงใหญ่
และเมื่อเขากลับเข้าไปในโถงทางเดินอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาร่างของเซียวหรานแล้ว
"หนีได้เด็ดขาดดีนี่"
สวีเฉินเลิกตามล่าเซียวหราน หันหลังกลับเข้าไปในโถงใหญ่อีกครั้ง
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดผ่านพ้นไป สิ่งต่อไปก็คือเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
ภายในโถงใหญ่
มีประตูหินทั้งหมดหกบาน
ประตูบานแรกถูกคนใช้กำลังทำลายเปิดออกไปแล้ว
ภายในห้องลับหลังประตู มีหินวิญญาณกองสุมอยู่เต็มไปหมด แม้สวีเฉินจะเคยเห็นของมีค่ามามาก ทว่าเมื่อเห็นหินวิญญาณกองสูงเป็นภูเขา หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
หินวิญญาณเต็มห้องนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีถึงสิบล้านก้อน
เขาสะบัดมือ เก็บกวาดหินวิญญาณทั้งหมดมาไว้ในครอบครอง
สวีเฉินเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูหินบานที่สอง
กระบี่ภูตเขียวอยู่ในมือ ฟาดฟันออกไปหนึ่งกระบี่
เสียงดังฉัวะ
บนประตูหินกลับปรากฏเพียงรอยดาบลึกประมาณหนึ่งนิ้วเท่านั้น
สีหน้าของสวีเฉินเคร่งเครียดขึ้นมา
กระบี่เมื่อครู่ แม้เขาจะใช้พลังเพียงสามส่วน ทว่าก็มากพอที่จะสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณจิตขั้นสองได้ ทว่ากลับทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนบางๆ บนประตูหินเท่านั้น
"สามส่วนไม่ได้ เช่นนั้นก็ห้าส่วน!"
พลังลมปราณหลั่งไหลเข้าสู่กระบี่ภูตเขียว
พริบตาต่อมา
ปราณกระบี่สายใหญ่ ก็ฟาดฟันลงบนประตูหินอย่างจัง เสียงดังกัมปนาท ประตูหินก็บังเกิดรอยแตกร้าวมากมาย ท้ายที่สุดก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ฝุ่นควันจางหายไป
สวีเฉินก้าวเท้าเข้าไปอย่างอดใจรอไม่ไหว
ห้องลับที่สองนี้ มีขนาดเล็กกว่าห้องแรก ตรงกลางห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ บนแท่นหินมีเพียงกล่องหยกใบหนึ่งวางอยู่
เขาเดินเข้าไป หยิบกล่องหยกขึ้นมา เปิดออกเสียงดังแกรก ของวิเศษภายในกล่องหยกก็ปรากฏแก่สายตาทันที
มันคือโอสถเม็ดหนึ่ง!
ทั่วทั้งเม็ดเป็นสีม่วง ภายในสีม่วงนั้น ยังมีสีฟ้าและสีแดงเจือปนอยู่ด้วย
บนพื้นผิวมีลวดลายเล็กๆ ทว่าชัดเจน ลวดลายเหล่านั้นคดเคี้ยวไปมาราวกับงูตัวน้อย
"นี่มัน..."
สวีเฉินพิจารณาโอสถเม็ดนั้นไปพร้อมกับค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโอสถในหัว
ท้ายที่สุด
ชื่อของโอสถชนิดหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
"เป็นมันจริงๆ ด้วย!"
"โอสถอัสนีหลอมกายาสามวัฏจักร!"
ลมหายใจของสวีเฉินพลันถี่กระชั้นขึ้นมาทันที
โอสถอัสนีหลอมกายาสามวัฏจักร เป็นโอสถวิญญาณระดับปฐพีขั้นสูง มีมูลค่าควรเมือง อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณจิตเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณสร้างที่อยู่เหนือระดับปราณจิตขึ้นไป หากได้เห็นก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก
นับตั้งแต่พลังจิตวิญญาณได้รับการขัดเกลาและเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของสวีเฉินก็คือร่างกาย
บัดนี้เมื่อได้โอสถอัสนีหลอมกายาสามวัฏจักรมา แม้จะไม่สามารถทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นไพ่ตายสังหารศัตรูได้ แต่ก็สามารถชดเชยจุดอ่อนด้านร่างกายนี้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ความแข็งแกร่งโดยรวมของเขาอาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความสามารถในการเอาชีวิตรอดย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เนื่องจากยังมีประตูหินอีกสี่บานรอให้เปิด สวีเฉินจึงระงับความอยากที่จะกลืนโอสถอัสนีหลอมกายาสามวัฏจักรลงไปในทันที เขาเก็บโอสถลงไป เดินออกจากห้องลับ แล้วไปหยุดอยู่หน้าประตูหินบานที่สาม
ชักกระบี่ภูตเขียวออกมา ใช้พลังห้าส่วน ฟาดฟันลงบนประตูหิน
เสียงฉัวะดังขึ้น
เศษหินปลิวว่อน
ทว่ากระบี่นี้ กลับไม่สามารถทำลายประตูหินได้
สวีเฉินเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ด้วยกระบี่ที่มีอานุภาพเท่ากัน ประตูหินบานที่สองเปิดออกอย่างง่ายดาย ทว่าประตูหินบานที่สาม กลับทิ้งไว้เพียงรอยกระบี่เท่านั้น
หรือว่ายิ่งเป็นประตูหินบานหลังๆ ความยากในการเปิดก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นงั้นหรือ
"ห้าส่วนไม่ได้ เช่นนั้นก็เจ็ดส่วน!"
สวีเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก
ใช้พลังเจ็ดส่วน ฟาดฟันลงบนประตูหิน คราวนี้ ประตูหินก็ถูกปราณกระบี่ฉีกกระชากจนแหลกสลาย
"ไม่รู้ว่าหลังประตูหินบานที่สาม จะมีของวิเศษอันใดซ่อนอยู่"
สวีเฉินก้าวเท้าเข้าไปด้วยใจที่เต้นระทึก
ห้องลับที่สามมีขนาดไล่เลี่ยกับห้องที่สอง การจัดวางภายในก็ไม่ต่างกันมากนัก
ตรงกลางห้องก็มีแท่นหินตั้งอยู่เช่นกัน
บนแท่นหินมีกล่องหยกสีฟ้าอ่อนวางอยู่
เมื่อเปิดกล่องหยกออก
ที่ก้นกล่องมีก้อนหินสีขาวน้ำนมขนาดเท่าไข่ห่านวางอยู่
หินก้อนนั้นแผ่ซ่านกลิ่นอายอันลึกลับที่ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้านออกมา
สวีเฉินสูดกลิ่นอายพลังอันลึกลับที่แผ่ออกมาจากหินก้อนนั้นเข้าไปโดยสัญชาตญาณ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจก็มลายหายไปในพริบตา
สดชื่นแจ่มใส
จิตวิญญาณราวกับได้รับการบำรุง
"ช่างเป็นหินที่มหัศจรรย์นัก พลังที่แผ่ออกมา กลับมีสรรพคุณบำรุงจิตวิญญาณ หรือว่านี่คือหินจิตวิญญาณในตำนาน"
สวีเฉินจ้องมองหินจิตวิญญาณในกล่องหยกด้วยสายตาร้อนแรง
เขามีลางสังหรณ์
ขอเพียงดูดซับหินจิตวิญญาณก้อนนี้ พลังจิตวิญญาณของเขาจะต้องได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน
"ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะดูดซับหินจิตวิญญาณ"
สวีเฉินเก็บหินจิตวิญญาณลงไป เดินออกจากห้องลับ มาหยุดอยู่หน้าประตูหินบานที่สี่ แล้วฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างไม่ลังเล
กระบี่นี้ เขาไม่ได้ออมมือ ใช้พลังถึงสิบส่วนเต็ม
เมื่อกระบี่ฟาดฟันลงไป ประตูหินก็สั่นสะเทือน จากนั้นก็ปรากฏรอยร้าวขึ้นมา
เมื่อสวีเฉินเห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น
ประตูหินบานที่สี่กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
เขาใช้พลังเต็มที่ กลับไม่สามารถทำลายมันได้
"กระบี่เดียวไม่ได้ ก็เพิ่มอีกกระบี่สิ!"
[จบแล้ว]