- หน้าแรก
- มาร์เวล: เส้นทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน
- บทที่ 170: ทำไมไม่เริ่มจากต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลล่ะ? (ฟรี)
บทที่ 170: ทำไมไม่เริ่มจากต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลล่ะ? (ฟรี)
บทที่ 170: ทำไมไม่เริ่มจากต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลล่ะ? (ฟรี)
สกายซึ่งโลกทัศน์พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา มองไปที่เกวนกับวานด้าแล้วก็พบว่า ทั้งสองคนไม่ได้เสนอให้หยุดยั้งการรุกรานของเอเลี่ยนเลย
ไม่มีใครแม้แต่จะคิดจะไปแจ้งเตือนอเวนเจอร์สด้วยซ้ำ
สกายที่เป็นคนใจดีลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็อดถามออกมาไม่ได้:
"ทำไมพวกเราถึงไม่ไปเตือนอเวนเจอร์สล่ะ ว่ากำลังจะมีเทพชั่วร้ายร่วมมือกับเอเลี่ยนเพื่อบุกโลก?"
เกวนที่มองทะลุความเลือดเย็นของคาร์ลมานานแล้ว พูดเย็นชาทันที:
"เธอไม่รู้เหรอ? ไอ้บ้านี่มันเป็นคนเลือดเย็น เห็นแก่ตัวสุด ๆ!"
"เขาแทบรอไม่ไหวแล้วจะได้เห็นอเวนเจอร์สวิ่งวุ่นไปช่วยโลก!"
วานด้าก็หันไปมองคาร์ลด้วยสายตากึ่งจับผิดกึ่งตำหนิ แล้วถามขึ้นว่า:
"ข้อเสนอของสกายไม่ได้ทำให้เราเสียอะไรเลย แค่บอกข่าวเท่านั้นเอง นายยังจะค้านอีกเหรอ?"
เมื่อโดนทั้งสามสาวมองด้วยสายตาไม่เชื่อเฉย ๆ บ้าง จับผิดบ้าง คาร์ลก็พูดแย้งอย่างจริงจังทันที:
"พวกเธออาจจะคิดว่าฉันเป็นคนใจร้ายเห็นแก่ตัว แต่จริง ๆ แล้วทุกอย่างที่ฉันทำ ก็เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้โลกถูกทำลายไวยิ่งขึ้นต่างหาก!"
"หา?" วานด้าถึงกับอึ้ง คิดในใจว่าคนคนนี้หมดหวังแล้ว
นี่มันไม่ใช่แค่โกหกหน้าตาเฉย
แต่มันคือการ บิดเบือนขาวเป็นดำ แถได้ระดับโคตรเทพ
วานด้าไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริง ๆ ผิดหวังอย่างถึงที่สุด
ส่วนเกวนกับสกาย ต่างก็ทำหน้ามึนงง
สกายพึ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ยังไม่รู้ว่าคาร์ลจะใจกว้างกับผู้หญิงในฮาเร็มแค่ไหนเวลาโดนด่า
เธอก็กลัวว่าคำถามเมื่อกี้จะไปกระตุกปมอะไรของเขาเข้า เลยได้แต่บ่นในใจเงียบ ๆ ไม่กล้าถามอะไรต่อ
เกวนเองก็สาปแช่งออกมาเลย ยังไงวันนี้ก็หนีไม่พ้น "ลงโทษในครอบครัว" อยู่แล้ว ก็ขอระบายให้เต็มที่!
"เชี่ยเอ๊ย นายมันตัวแสบ เห็นแก่ตัว เย็นชา โรคจิต ชอบครอบงำ!"
คาร์ลฟังคำ “ชื่นชม” จากปากเกวนเงียบ ๆ แล้วตัดสินใจในใจทันทีว่า คืนนี้ต้อง "ลงโทษ" ยัยนี่อย่างหนักแน่นอน
ทั้งเฆี่ยน ทั้งเทียนหยด ไม่มีเว้น
หลังจากฟังเกวนบ่นเสร็จ คาร์ลก็ทำเป็นใจดี ใช้พลังจิตชงกาแฟขึ้นมาสามแก้ว
"เอากาแฟสักแก้วก่อนจะด่าต่อดีมั้ย?"
เกวนถึงกับกลัวท่าทางนิ่ง ๆ ของเขา ยิ่งเขาทำเหมือนไม่โกรธ ยิ่งแสดงว่าในหัวเขากำลังคิดแผนลงโทษอยู่แน่นอน
เธอเลยรีบสงบลง หยิบกาแฟจิบเบา ๆ ไม่กล้าเถียงอะไรอีก
พอเห็นว่าเกวนเย็นลงแล้ว คาร์ลก็พูดเสียงเรียบ:
"จำไว้นะที่ฉันเคยบอก โลกนี้มันซับซ้อนกว่าที่พวกเธอคิดมาก"
วานด้าขมวดคิ้ว:
"หมายความว่ายังไง?"
คาร์ลจู่ ๆ ก็หันไปจ้องวานด้า สายตาค่อย ๆ ไล่ลงต่ำ
เดรสสีเขียวอ่อนรัดเอวแบบเรียบหรู เผยให้เห็นสะโพกกลมกลึงแบบลูกพีช
ขาเรียวยาวในถุงน่องสีดำของ Balenciaga ยิ่งขับความเซ็กซี่ให้ชัดขึ้น
รองเท้าหนังขาวงามปิดปลายเท้าเล็กขนาดสามนิ้ว
วานด้าเห็นสายตาหื่นกามของคาร์ลก็แทบอยากจะเตะเขาออกจากห้อง
"มองอะไรนักหนา? พวกเรากินข้าวเสร็จแล้ว นายยังไม่ได้อธิบายเลยว่าเมื่อกี้หมายถึงอะไร"
คาร์ลพูดออกมาทันทีพร้อมตาเป็นประกาย:
"หมายความว่าเธอจะค้างคืนคืนนี้ใช่มั้ย?"
วานด้าเป็นคนที่ปกติเกลียดพฤติกรรมแบบ “กลุ่ม” มาก ไม่ใช่ว่าจะยอมง่าย ๆ
หรือว่าเธอเริ่มเปลี่ยนใจแล้ว?
คาร์ลดันเข้าใจผิด แล้วก็เริ่มจินตนาการสุดหื่นทันที
วานด้ารีบขัดฝันหวานของผู้ชายหื่นตรงหน้า แล้วพูดเย็นชา:
"อย่าหวังเลยว่าจะได้อะไรแบบนั้น นายควรจะรีบอธิบายก่อน!"
คาร์ลจับจุดได้ทันที:
"งั้นแสดงว่าถ้าฉันอธิบายเข้าใจ เธอก็จะอยู่ใช่มั้ย? โอเค เข้าใจแล้ว!"
วานด้าถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะด่าอะไรต่อแล้ว
คาร์ลพูดต่อทันที:
"ฉันขอรับประกันเลยว่า หลังจากฟังสิ่งที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ เธอจะเข้าใจเองว่าทุกอย่างที่ฉันทำมาตลอดสองปีนี้ มันมีเหตุผลรองรับทั้งหมด"
เกวนนั่งฟังอย่างอยากรู้ว่านายตัวแสบคนนี้จะกุอะไรขึ้นมาอีก
วานด้าก็กอดอกรอ ฟังดูว่าเขาจะ “แต่งเรื่อง” ไปได้ไกลแค่ไหน
แต่เธอไม่รู้เลยว่า ร่องอกลึกที่โผล่จากชุดเดรสตัวนั้น ดึงดูดสายตาของคาร์ลเข้าเต็ม ๆ
"แค่กๆ…" วานด้าไอเบา ๆ สองที ทั้งอายทั้งโมโห ที่อีกฝ่ายมัวแต่มองหน้าอกไม่หยุด
คาร์ลจึงละสายตาอย่างอาลัย แล้วเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง
“เมื่อหลายพันล้านปีก่อน”
วานด้าฟังไปไม่ทันสามคำก็ขัดขึ้นทันที:
"โอ้ย! ทำไมไม่เริ่มจากตอนเริ่มจักรวาลเลยล่ะ? จะได้เวิ่นให้สุด!"
คาร์ลอึ้งไปนิดแล้วตอบทันที:
"ใช่ เราต้องเริ่มจากก่อนจักรวาลจะถือกำเนิดซะอีก"
วานด้าถึงกับกลอกตา ฟ้าเอ๊ย...เลิกบ่นละ ถือว่าเป็นนิทานก่อนนอนละกัน
แล้วคาร์ลก็เริ่มเล่าเรื่องอย่างเป็นทางการ
"ก่อนกำเนิดจักรวาล พลังงานจักรวาลได้เริ่มรวมตัวกัน แล้วปรากฏเป็นห้าเทพโบราณ ได้แก่, อีเทอร์นิตี้, อินฟินิตี้, เดธ,เอนโทรปี และ ออบลิวิวอน "
"ในบรรดาเทพเหล่านี้ เทพแห่งนิรันดร์คือผู้สร้างกลุ่มเทพเซเลสเชียล"
"เซเลสเชียลเป็นผู้กระจายพันธุกรรมชีวิตไปทั่วจักรวาล พวกเขามีหน้าที่ปลูกสิ่งมีชีวิต และดัดแปลงดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นในแต่ละดาว"
"เป้าหมายคือการ ‘เพาะเลี้ยง’ ร่างกายของดาวเคราะห์ เพื่อเตรียมให้เทพองค์ใหม่ถือกำเนิดในอนาคต"
"เมื่อถึงเวลา เทพที่กำลังเติบโตจะปรากฏตัว และดาวเคราะห์จะถูกทำลายพร้อมกัน!"
"จากนั้นเมื่อ 138 พันล้านปีก่อน ก็เกิดบิ๊กแบง และมีการถือกำเนิดของหกมณีอินฟินิตี้"
"หลังจากนั้น เทพเซเลสเชียลองค์แรก อาริเชมก็ถือกำเนิดขึ้น เขาคือผู้พิพากษาที่คอยตัดสินว่าระบบอารยธรรมในจักรวาลควรรอดหรือไม่"
"และเขายังเป็นผู้จุดแสงสว่างแห่งแรกของจักรวาลด้วย"
"คนที่สองคือเยเรไมอาห์ ผู้วิเคราะห์ เขาทำหน้าที่ทดลองและดัดแปลงพันธุกรรมสิ่งมีชีวิต ซึ่งนั่นคือจุดกำเนิดของอินฮิวแมน"
"คนที่สามคืออีธาน นักสำรวจ เขามีคฑาประดับด้วยมณีพลัง ใช้เพื่อเก็บเกี่ยวดาวเคราะห์ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน"
"แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร เขาทำมณีพลังหายไป"
"นอกจากนี้ยังมีเทพอีกมาก เช่น เนซาร์, ฮาเก้น, อีโก้ดาวมีชีวิต ฯลฯ"
"และเมื่อหลายล้านปีก่อน อาริเชมได้สร้างดีเวี้ยนขึ้นมาในเวิร์ลด์ฟอร์จ ให้ช่วยเขาสร้างทุกสรรพสิ่ง"
"แต่ดีเวี้ยนดันขัดคำสั่งและสร้างสิ่งมีชีวิตตามใจตัวเอง เซเลสเชียลจึงสร้าง ‘อีเทอร์นอล’ ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับดีเวี้ยน"
"เทียนส์ก็คือทายาทของอีเทอร์นอล พวกเขาพัฒนาอาณาจักรของตัวเองในดาวไททัน แล้ววันหนึ่งก็มีไอ้ ‘บ้า’ คนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น…"
"โดยปกติ เทพจะส่งอีเทอร์นอลสิบคนไปยังดาวที่มีชีวิต เพื่อกำจัดสิ่งผิดปกติ และควบคุมให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตไปถึงจุดที่สามารถหล่อเลี้ยงเทพองค์ใหม่ได้"
"ทุกครั้งที่จบภารกิจ อีเทอร์นอลจะถูกล้างความทรงจำ"
"และแล้ว จุดสำคัญก็มาถึง... เมื่อ 45.5 พันล้านปีก่อน โลกก็ถือกำเนิดขึ้น!"
"ชีวิตแรกเกิดขึ้นใกล้ช่องน้ำร้อนบนพื้นทะเล เมื่อราว 38 พันล้านปีก่อน"
"จากนั้น โลกก็ถูกเลือกให้เป็นร่างกายสำหรับเลี้ยงเทพเซเลสเชียลที่ชื่อว่า ‘เทียแมท’!!"
วานด้าฟังอย่างตั้งใจ พอเห็นคาร์ลหยุดเล่า ก็ถามต่อทันที:
"แล้วไงต่อ? เรื่องนี้ฟังดูมีเหตุมีผลดีนะ ฉันอยากรู้ตอนต่อ"
เกวนกับสกายก็ดูตั้งใจเหมือนกัน รอฟังเหมือนกำลังดูซีรีส์
คาร์ลจิบกาแฟ แล้วพูดเสียงเรียบ:
"นี่ไม่ใช่นิทานที่ฉันแต่งนะ นักแสดงชื่อดังของบอลลีวูดอย่าง ‘คิงโก้’ ก็เป็นหนึ่งในอีเทอร์นอล"
"และเดน วิทแมน อาจารย์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอน ก็เป็นหนึ่งในอีเทอร์นอลเหมือนกัน"
"ในปี 5000 ก่อนคริสตกาล พวกอีเทอร์นอลลงจอดที่เมโสโปเตเมีย ด้วยยานอวกาศชื่อ Domo"
"จนทุกวันนี้ ยานยังซ่อนอยู่ใต้ดินแถวนั้น"
วานด้าชะงักไปเล็กน้อย แล้วถามเสียงเบา:
"นายกำลังจะบอกว่า มีเทพเด็กชื่อเทียแมทอยู่ในโลกจริง ๆ เหรอ?"
คาร์ลตอบอย่างมั่นใจ:
"ใช่ เทพเด็กต้องดูดซับพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาจำนวนมากเพื่อเติบโต"
"ดังนั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงของอีเทอร์นอล คือการทำให้ประชากรโลกถึง 8พันล้านคน เพื่อเลี้ยงเทพ"
"จากนั้น อีเทอร์นอลจะทำลายอารยธรรมมนุษย์ เพื่อให้เทพดูดพลังทั้งหมด"
"เมื่อเทพเติบโตเต็มที่ เขาจะ ‘แตกเปลือก’ ออกมา โลกก็จะแตกไปด้วย"
"วิธีเดียวที่จะหน่วงเวลาไม่ให้เทพปรากฏตัว คือชะลอการเพิ่มประชากร"
"สงครามตะวันออกกลาง ไวรัสชีวภาพ การรุกรานจากต่างดาว ทั้งหมดดูเหมือนหายนะ แต่จริง ๆ มันช่วยยืดเวลาทำลายโลกออกไป"
"เพราะงั้น อย่าคิดว่าอัมเบรลล่าขายอาวุธเพื่อสร้างสงครามอย่างเดียว"
"ทุกอย่างที่ฉันทำ ก็เพื่อปกป้องโลกจากวันสิ้นโลก!"
พูดไปจนถึงตรงนี้ คาร์ลเกือบเชื่อเรื่องที่ตัวเองพูดแล้วจริง ๆ
นี่แหละ ทำไมเขาว่าจะโกหกคนอื่น ต้องโกหกตัวเองให้เชื่อก่อน
เมื่อฟังจบ เกวนก็ช็อกจนสมองเบลอ
ทั้งหมดที่ไอ้บ้านี่ทำ มันมีเหตุผลเบื้องหลังจริง ๆ เหรอ?
เธอแค่อยากช่วยคน แต่ดันเป็นตัวเร่งวันโลกแตกซะเอง?
สกายก็หน้าซีดเผือด โลกทัศน์พังไม่เหลือชิ้นดี
ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่า “อะไรคือถูก อะไรคือผิด”
คาร์ลเห็นว่าตัวเองล้างสมองสาว ๆ ได้สำเร็จ ก็อดภูมิใจไม่ได้
แต่ในใจก็เริ่มกังวลเรื่องเทพเด็กที่นอนอยู่ใต้เปลือกโลก
ถึงจะมั่นใจว่าเทพยังอ่อนเกินกว่าจะทำอะไรได้
แต่ถ้าไปฆ่าเทียมาทโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจไปกระตุ้นให้เทพองค์อื่นตามมาได้
ถึงอย่างนั้น คาร์ลก็คิดว่า ยังไม่ต้องรีบฆ่าเทพเด็ก เพราะน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่า "เทพจะฟักตัว"
คิดได้แบบนั้น คาร์ลก็ถามออกไปทันที:
"เรดควีน ตอนนี้ถ้าอิงตามอัตราการเพิ่มประชากรปัจจุบัน เธอคาดว่าโลกจะมีคนถึง 8พันล้านเมื่อไหร่?"
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….