- หน้าแรก
- มาร์เวล: เส้นทางพ่อค้าอาวุธเถื่อน
- บทที่ 165: นายไม่มีทางออกเหรอ? (ฟรี)
บทที่ 165: นายไม่มีทางออกเหรอ? (ฟรี)
บทที่ 165: นายไม่มีทางออกเหรอ? (ฟรี)
เด็กน้อยไรเดอร์เตือนเสียงเบาอีกครั้งว่า “ลุงจอนครับ ผมรู้สึกได้เลยว่าพลังชีวิตที่แผ่ออกจากคนคนนี้ มันสว่างจ้าเหมือนพระอาทิตย์เลย คนนี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ!”
เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ ไรเดอร์เสริมว่า “อย่างน้อยก็เก่งกว่าลุงตั้งร้อยเท่าเลยนะ!”
จอนได้ยินแบบนี้ก็นิ่งไปแป๊บหนึ่ง ไม่แน่ว่า พลังที่ไรเดอร์ได้รับอาจเป็นความสามารถในการตรวจจับพลังชีวิตของศัตรูก็ได้?
ความสามารถแบบนี้ในหมู่พวกอินฮิวแมนไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะพวกเขามีอุปกรณ์ตรวจจับไฮเทคเต็มไปหมดอยู่แล้ว
แต่ถึงอุปกรณ์ล้ำแค่ไหน ยังจับผู้บุกรุกจากที่ไหนก็ไม่รู้คนนี้ไม่ได้เลย แต่ไรเดอร์กลับหาเจอ
แสดงว่า ความสามารถของไรเดอร์น่ะ ไม่ธรรมดาแน่นอน
แต่ตอนนี้จอนรู้ว่าไม่ใช่เวลาจะมานั่งวิเคราะห์พลังของเด็ก เขาจ้องคาร์ลด้วยสายตาเคร่งเครียดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงต่อรองว่า
“ถึงผมจะไม่รู้ว่านายแอบเข้ามายังไง แต่ถ้านายไม่อยากตาย งั้นเราทำเป็นไม่เคยเจอกัน แล้วต่างคนต่างไปโดยไม่กวนกันจะดีกว่า”
นายกลัวโดนจับได้ แต่นี่ฉันไม่ใช่นะ!
คาร์ลส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่ ไม่เอาแบบนั้น ฉันอยากให้นายช่วยพาฉันไปหาเจ้าหญิงคริสตัล
ไม่งั้น...นายก็คงไม่อยากถูกจับฐานขโมยคริสตัลเทอร์ริเจนใช่มั้ยล่ะ?”
พอได้ยินคำขู่นี้ จอนก็ลดเสียงลงแล้วพูดอย่างร้อนใจว่า “นายบ้าไปรึเปล่า? ไม่กลัวโดนยามจับเหรอ? พวกนั้นมันพวกไร้ความปรานีทั้งนั้น!”
คาร์ลขี้เกียจจะพูดมาก เขาออกคำสั่งแบบไม่เปิดโอกาสให้ต่อรองว่า “ตอนนี้นายมีแค่สองทางเลือก
หนึ่งคือช่วยฉันหาเจ้าหญิงคริสตัล แล้วให้ฉันเจอเธอ กับอีกทางคือช่วยหาทางพาฉันออกจากเมืองบนดวงจันทร์นี้
แน่นอน นายจะลองแกล้งทำเป็นไม่เห็นฉัน แล้วพนันดูว่าฉันจะกล้าตะโกนเรียกยามมั้ยก็ได้”
จอนถึงกับพูดไม่ออก ทำไมเขาต้องมาเจอพวกบ้าตอนจังหวะวิกฤตแบบนี้ด้วยนะ?
ไม่ว่าทางไหนก็ดูแย่ไปหมด
เจ้าหญิงคริสตัลน่ะ สูงส่งมาก แค่รวมงานเทศกาลเท่านั้น พวกคนระดับล่างอย่างเขายังไม่เคยได้เห็นหน้าเลย
อย่าว่าแต่จะไปหาเธอเป็นการส่วนตัวเลย
ส่วนการจะออกจากเมืองแอตติแลน ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่!
เมืองนี้มีระบบตรวจจับทั่วทุกซอกทุกมุม มียามเดินลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง และมีบาเรียป้องกันที่เปิดอยู่ตลอดทั้งปี
แถมยังมีแค่ทางเข้าออกเดียวเท่านั้น
ไม่มีทางเลยที่จะหลบเลี่ยงระบบเฝ้าระวังของเมือง และผ่านด่านตรวจหลายชั้นโดยไม่มีสิทธิ์ยืนยันตัวจากสมาชิกชั้นสูงของเผ่า
ดังนั้น จอนจึงพูดด้วยสีหน้าปวดตับว่า “ผมช่วยไม่ได้จริงๆ ราชวงศ์พวกนั้นมักจะอยู่ในคฤหาสน์แถวเขตชนชั้นสูง นายอาจลองแอบซ่อนตัวในรถทำความสะอาดอัตโนมัติแล้วลักลอบเข้าไปก็ได้”
คาร์ลเลิกคิ้ว “นั่นแหละคือทาง นายพาฉันไปเลย”
จอส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เอา! นั่นมันบ้าเกินไป ถ้าเราถูกจับได้ พวกยามโหดนั่นฆ่าพวกเราทันทีแน่”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
รถทำความสะอาดอัจฉริยะวิ่งช้าๆ อยู่บนถนนภายในเมืองแอตติแลน
ทุกครั้งที่รถผ่านจุดรับขยะสาธารณะ มันจะหยุดชั่วคราว
หุ่นยนต์สายพานสองตัวจะเลื่อนออกมาจากด้านข้าง แล้วเทขยะทั้งหมดในถังใส่ลงในถังรถ
ปกติห้องคนขับของรถคันนี้จะว่างเปล่า และควบคุมโดย AI
แต่วันนี้ มีคนอัดกันอยู่ในห้องคนขับของรถอัจฉริยะคันนี้ถึงสามคน
จอนคอยมองซ้ายขวาไม่หยุด ใบหน้าแสดงความกังวลเต็มพิกัด
หลังถอดหน้ากากออก จะเห็นได้ว่าใบหน้าของจอนเต็มไปด้วยตุ่มนูนๆ ชัดเจนว่าเป็นอาการกลายพันธุ์ของยีนด้อยของพวกอินฮิวแมน
ไรเดอร์นั่งอยู่บนตักจอน เด็กน้อยไม่มีความกลัวเลย ใบหน้ากลมๆ ของเขากำลังจ้องดูตึกหรูหรานอกหน้าต่างรถด้วยความตื่นเต้น
เพราะแถวสลัมไม่มีวิวแบบนี้ให้เห็น
คาร์ลนั่งเบาะข้างคนขับเหมือนนักท่องเที่ยว กำลังมองรถลอย AI ที่บินผ่าน และตึกสวยๆ นอกหน้าต่าง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “เทคโนโลยีพวกนายก็ใช้ได้นี่”
จอนพูดเสียงสั่นเพราะความตื่นเต้นปนกลัว
“ทำไมนายต้องพาไรเดอร์มาด้วย? ฉันยอมตายแทนนายก็ได้ เด็กคนนี้บริสุทธิ์นะ!”
คาร์ลยังคงมองวิวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ว่า “ก็เพราะฉันไม่อยากใช้กำลัง ถ้าเด็กนี่เผลอพูดอะไรไม่เข้าหูขึ้นมาไงล่ะ”
ได้ยินแบบนี้ จอนถึงกับอึ้ง “เว่อร์ไปมั้ยวะ! ถ้านายเก่งขนาดนั้น เข้ามาในเมืองแอตติแลนยังได้ แล้วทำไมนายออกไปไม่ได้?”
คาร์ลหันมาจ้องหน้าจอน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เพราะฉันไม่อยากทำเรื่องใหญ่ นายเองก็คงไม่อยากเห็นฉันใช้กำลังหรอกใช่มั้ย?”
จอนเงียบไป ไม่พูดอะไรต่อ ผู้ชายคนนี้มันบ้า บ้าจริงๆ เขาเลยแอบคิดแผนหนีไปพร้อมไรเดอร์ในใจ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
รถทำความสะอาดอัจฉริยะค่อยๆ ขับเข้าสู่เขตชนชั้นสูง ตึกสองข้างทางดูหรูหราและอลังการขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พอรถขับเข้าไปในคฤหาสน์สไตล์ยุคกลาง จอนก็เริ่มกระสับกระส่าย
ถ้าพวกคนรับใช้ในคฤหาสน์เห็นว่ามีคนอยู่ในห้องคนขับของรถทำความสะอาด นั่นคือจบเห่ทันที
“คฤหาสน์นี้เป็นที่พักของลอร์ดแอตติแลน นักวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน แม็กซิมัส
พลังของแม็กซิมัสคือควบคุมจิตใจ แถมยังฉลาดระดับอัจฉริยะ เขาเคยก่อรัฐประหารหลายครั้งเพราะอยากได้บัลลังก์
พวกผู้บุกรุกอย่างนาย ต้องมาเพื่อโค่นอำนาจของพวกอินฮิวแมนแน่ๆ งั้นก็น่าจะถูกจริตกับเจ้าชายแม็กซิมัสล่ะมั้ง”
คาร์ลทำหน้าตกใจนิดๆ แล้วพูดว่า “ฟังดูเหมือนนายอยากเห็นอินฮิวแมนล่มจมเลยนะ?”
จอนพูดด้วยสายตาแข็งกร้าวว่า “พวกขุนนางบนหอคอยไม่เคยเห็นพวกเรา พวกชนชั้นล่างอย่างฉันกับไรเดอร์ เป็นคนด้วยซ้ำ
เราก็เลยไม่มีความจงรักภักดีให้พวกมันไง ตรงกันข้าม เราอยากส่งไอ้พวกนี้ขึ้นแท่นประหารซะด้วยซ้ำ!”
คาร์ลฟังแล้วก็ครุ่นคิด ดูเหมือนว่าระบบชนชั้นของอินฮิวแมนจะทำให้คนล่างๆ สิ้นหวังสุดๆ แล้ว
น่าเสียดาย...เขาไม่ได้สนใจจะโค่นอำนาจพวกอินฮิวแมนเลยสักนิด
ส่วนมากก็ดูขี้เหร่ทั้งนั้น แบล็กโบลต์ยังไม่ถูกใจเขาด้วยซ้ำ
“โอเค พาฉันไปหาเจ้าชายคนนั้นเลย!”
คราวนี้ จอนส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
“แค่ฉันพานายมาถึงที่นี่ ฉันก็เสี่ยงตายมากพอแล้ว
ถ้าคนอย่างฉันที่เป็นชนชั้นล่าง โดนพวกยามในคฤหาสน์เจอเข้า ฉันจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิตด้วยซ้ำ จะถูกฆ่าทันทีในฐานะผู้บุกรุก!
พอนายลงจากรถทำความสะอาดเมื่อไหร่ ยามก็จะวิ่งมาจับนายทันที
ถ้านายเก่งจริงอย่างที่โม้ ขอแค่นายจัดการพวกยามได้ เจ้าชายแม็กซิมัสจะต้องสนใจนายแน่นอน
แล้วพอนายได้เจอเจ้าชายแล้ว อยากจะไปหาเจ้าหญิงคริสตัลยังไงก็เป็นเรื่องของนายเองแล้ว”
คาร์ลคิดอยู่พักนึง ก่อนพยักหน้าแล้วพูดว่า “โอเค! ถือว่านายช่วยฉันครั้งหนึ่ง เราจบกันแค่นี้”
จากนั้น รถทำความสะอาดอัจฉริยะก็จอดที่สวนหลังคฤหาสน์ คาร์ลเปิดประตูกระโดดลงไป
จอนพูดว่า “ขอให้นายโชคดี!” ก่อนจะรีบขับรถหนีออกไป
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….