- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 250 - กระบี่เดียวสะท้านเซียนเจตจำนงสวรรค์
บทที่ 250 - กระบี่เดียวสะท้านเซียนเจตจำนงสวรรค์
บทที่ 250 - กระบี่เดียวสะท้านเซียนเจตจำนงสวรรค์
บทที่ 250 - กระบี่เดียวสะท้านเซียนเจตจำนงสวรรค์
รับกระบี่ของข้าไปซะ?
หมิงที่แต่เดิมมีสีหน้าตื่นเต้นพลันหุบรอยยิ้มลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ผู้บุกรุกเผ่ามนุษย์คนนั้น ในที่สุดก็ตัดสินใจจะลงมือด้วยตัวเองแล้วงั้นหรือ?
แม้ว่าเธอจะมีความมั่นใจในองค์เทพสัตว์อสูรสูงสุดอย่างเต็มเปี่ยม แต่ผู้บุกรุกเผ่ามนุษย์คนนี้ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
สองกระบี่ก่อนหน้านี้...
หมิงครุ่นคิดในใจ ขณะที่หันไปมองเพื่อนรักของเธอ ก็พบว่าเพื่อนของเธอกำลังเหม่อมองท้องฟ้า ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
อืม... น่าจะเป็นเพราะความตื่นเต้นนั่นแหละ!
ก็แน่ล่ะ เพื่อนของเธอคนนี้เฝ้ารอคอยที่จะปลุกองค์เทพสัตว์อสูรสูงสุดมาตลอดนี่นา
ทว่า เธอหารู้ไม่ว่า ภายใต้เปลือกหุ้มนั้น ฝูมู่กำลังหายใจหอบถี่ เหงื่อเย็นเฉียบเปียกชุ่มเสื้อผ้า สภาพเหมือนคนที่เพิ่งรอดตายมาหวุดหวิด
'นี่สินะ ตัวตนที่เกิดจากการหลอมรวมกันระหว่างเทพสัตว์อสูรและเจตจำนงสวรรค์!'
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมก่อนหน้านี้ท่านผู้อาวุโสถึงบอกว่าจุดสำคัญอยู่ที่เทพสัตว์อสูร... เซียนเจตจำนงสวรรค์ สิ่งที่พวกเธอต้องทำมีเพียงแค่รักษาชีวิตตัวเองให้รอดก็พอ
ขนาดสายตายังไม่ได้ทอดมองลงมาตรงๆ เธอที่เป็นถึงระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่าขั้นสมบูรณ์ยังแทบจะตกตายและจมดิ่งลงไป
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ปานนี้...
ต่อให้เป็นท่านซีฟื้นคืนชีพกลับมา ก็คงยากที่จะต้านทานได้กระมัง?
อันที่จริงไม่ได้มีแค่ฝูมู่คนเดียว
เมื่อครู่นี้ เพียงแค่สายตาที่ยังไม่ทันได้ทอดมองลงมาของเซียนเจตจำนงสวรรค์ ก็ทำให้เผ่ามนุษย์ทุกคนที่สวมใส่เปลือกหุ้มและแฝงตัวอยู่ในเผ่าเทพสัตว์อสูร สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันไร้ขอบเขต
เปลือกหุ้มที่สูญเสียชีวิตไปแล้วล้วนมีท่าทีจะ 'กลับมามีชีวิต' อีกครั้ง เพื่อกลืนกินเผ่ามนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายในให้กลายเป็นสารอาหารของพวกมัน
จนกระทั่งเสียงกระบี่อันกังวานใสดังขึ้น ความผิดปกติต่างๆ ถึงได้สงบลง
……
ณ จุดที่สูงขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของโลกเทพสัตว์อสูร ท่ามกลางความลี้ลับที่ไม่อาจหยั่งรู้
สวีสิงถือกระบี่ยืนหยัด ขวางหน้าเงามืดอันน่าสะพรึงกลัวตนหนึ่งเอาไว้
เงามืดนั้นมีขนาดมหึมาไร้ขอบเขต แทบจะไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ มันก้าวข้ามพันธนาการของมิติ และข้ามผ่านอดีตและปัจจุบัน
ความแตกต่างของขนาดตัวระหว่างทั้งสองนั้น แม้แต่แสงหิ่งห้อยกับแสงจันทร์กระจ่างก็ยังมิอาจเทียบได้ถึงหนึ่งในร้อยล้านส่วน ทว่าเมื่อกลิ่นอายของทั้งสองปะทะกัน กลับไม่อาจบอกได้ว่าใครเหนือกว่าใคร
แรงสั่นสะเทือนแห่งความพินาศที่เกิดจากการปะทะกันของกลิ่นอาย แผ่ขยายออกไป ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถมในสายธารแห่งกาลเวลาที่ไหลทะลักไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
กฎเกณฑ์และวิถีนับหมื่นของโลกเทพสัตว์อสูรต่างก็กรีดร้องและสั่นสะท้าน
ราวกับผ่านไปเพียงเศษเสี้ยวของชั่วพริบตา หรืออาจจะเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ เงามืดที่ใหญ่โตมโหฬารจนเกินจินตนาการก็พลันหายวับไป
แทนที่ด้วยร่างที่ดูเย็นชา ซึ่งมีความสูงน้อยกว่าเผ่าเทพสัตว์อสูรวัยผู้ใหญ่ทั่วไปเสียอีก หรืออาจจะไม่ถึงสองเมตรด้วยซ้ำ
เขาสวมชุดคลุมสีดำ บนเกล็ดสีม่วงที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ มีอักขระลี้ลับที่ถูกวาดด้วยเส้นสีดำปรากฏอยู่ ส่วนใบหน้านั้นไม่ได้มีเกล็ดปกคลุมมากนัก ตรงกลางหว่างคิ้วมีลวดลายเกลียวประหลาดที่เกิดจากการสานทับกันของเส้นสีม่วงและสีดำ
ตาซ้ายดำสนิท แผ่ซ่านไปด้วยความบ้าคลั่งและเหี้ยมโหดไร้ที่สิ้นสุด
ตาขวาสีม่วงบริสุทธิ์ เย็นชาและสูงส่ง ทอดมองทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า
"ผู้บุกรุก หรือจะเรียกว่า..."
เขาค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงที่เหี้ยมโหดและเย็นชาดังก้องสอดประสานกันไม่หยุดหย่อน
ดวงตาสองสีจ้องเขม็งไปที่สวีสิงซึ่งอยู่เบื้องหน้า
"บรรพชนกระบี่!"
หลังจากต่อสู้แย่งชิงกันมาเนิ่นนาน เมื่อตอนนี้ตกลงกันได้ เซียนเจตจำนงสวรรค์จึงมีสติสัมปชัญญะแจ่มชัดอย่างหาได้ยากยิ่ง
"โลกใบนี้เป็นของข้า จงจากไปซะ แล้วข้าจะไม่ถือสาหาความเรื่องที่เจ้าล่วงล้ำเข้ามา"
ไม่ว่าจะเป็นเทพสัตว์อสูรหรือเจตจำนงของโลกใบนี้ ต่างก็ไม่อยากปะทะกับตัวตนระดับเดียวกันที่มาจากภายนอก
ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของทั้งสองก็คืออีกฝ่าย ไม่มีใครรับประกันได้ว่า หากต่อสู้กันจริงๆ แล้ว ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำจะไม่ใช่ตัวเอง
การขับไล่อีกฝ่ายออกไป คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุด!
วิง~ !
ทว่าสิ่งที่ตอบรับพวกเขา กลับเป็นเสียงกระบี่ที่ดังก้องมาจากต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง และสะท้อนไปจนถึงจุดสิ้นสุดของโลกหล้าอีกครั้ง
เห็นเพียงสวีสิงใช้นิ้วดีดเบาๆ ที่ตัวกระบี่ จากนั้น...
ก็ฟาดฟันออกไปในแนวนอน!
ตู้ม!
ราวกับท้องฟ้าถล่มทลาย!
แสงกระบี่สีชาดปรากฏขึ้นท่ามกลางวิถีนับหมื่นของโลกเทพสัตว์อสูร กระบี่นี้ราวกับได้รวบรวมวิถีแห่งกระบี่ทั้งหมดตั้งแต่แนวคิดเรื่อง 'การดำรงอยู่' ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
เซียนเจตจำนงสวรรค์ชะงักไป
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมบรรพชนกระบี่ผู้นี้ถึงต้องมาสู้ตายกับตัวเอง ทั้งๆ ที่เขากับอีกฝ่ายไม่น่าจะมีความบาดหมางอะไรกันเสียหน่อย
หลังจากครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ สีหน้าของเขาก็กลับมาเย็นชาและดุดันอีกครั้ง เขาพลิกฝ่ามือแล้วกดทับแสงกระบี่สีชาดที่ฟาดฟันเข้ามา
พูดดีๆ ไม่ฟัง เขาก็ไม่เกรงใจที่จะลงมือ!
ชั่วพริบตา กฎเกณฑ์และวิถีนับหมื่นก็ไหลเวียน วิถีอันว่างเปล่าขึงตึงราวกับเส้นด้าย ถักทอเป็นตาข่าย หมายจะรัดพันแสงกระบี่นั้นเอาไว้
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
แสงกระบี่สัมผัสกับโครงข่ายมรรคาเพียงชั่วพริบตา เส้นด้ายที่ถักทอจากวิถีก็ขาดสะบั้น ส่งเสียงดังกังวานราวกับเสียงดีดกู่เจิง
โครงข่ายมรรคา... พังทลายลงแล้ว!
สีหน้าของเซียนเจตจำนงสวรรค์ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย โครงข่ายมรรคาพังก็แค่ถักทอขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เสียหายอะไรหนักหนา
ขณะที่กำลังจะลงมืออีกครั้ง
แสงกระบี่สีชาดก็สาดส่องไปทั่วทุกสารทิศ
วิง~
เซียนเจตจำนงสวรรค์พลันรู้สึกว่าภายในใจว่างเปล่า ราวกับว่าความคิดและแรงผลักดันทั้งหมดถูกตัดขาดไป
เบื้องหน้าเหลือเพียงแสงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่ตัดขาดทุกสรรพสิ่งพุ่งทะยานเข้ามา มันผ่าแยกทุกอย่างในโลกหล้า และตัดขาดความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง
กระบี่ตัดวิถี ในที่สุดก็เผยอานุภาพที่แท้จริงออกมา
เมื่อเข้ามาใกล้ แสงกระบี่ก็หดตัวลงจนเหลือขนาดเพียงเท่านิ้วมือ
ฉั๊วะ!
เสียงเบาๆ ดังขึ้น แสงกระบี่ที่กว้างเพียงหนึ่งนิ้วแทงทะลุกลางหว่างคิ้วของเซียนเจตจำนงสวรรค์ ผ่าลวดลายประหลาดที่เกิดจากสีม่วงและสีดำประสานกันจนขาดสะบั้น
และทะลุออกไปทางด้านหลังศีรษะในที่สุด
แสงกระบี่กลับคืนสู่สภาพที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตอีกครั้ง และตกลงบนโลกเทพสัตว์อสูร
ครืนนนน!
โลกทั้งใบ...
ถูกผ่าออกแล้ว!
โลกเทพสัตว์อสูรอันกว้างใหญ่ไพศาลราวกับกำลังสั่นสะท้านและหวาดกลัว
แสงกระบี่นั้น หลังจากฟันผ่านเซียนเจตจำนงสวรรค์และผ่าโลกเทพสัตว์อสูรแล้ว ก็ไม่ได้สลายหายไป แต่กลับแตกแขนงออกเป็นร้อยล้านสาย พุ่งทะลวงเข้าสู่แก่นแท้ของโลก และพัวพันอยู่กับกฎเกณฑ์และวิถีนับหมื่นของโลกเทพสัตว์อสูร
นับแต่นี้เป็นต้นไป วิถีและกฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกเทพสัตว์อสูร ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากแก่นแท้โดยสมบูรณ์
"บรรพชนกระบี่!!!"
เสียงคำรามดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปถึงวิถีและกฎเกณฑ์นับหมื่น!
เซียนเจตจำนงสวรรค์ใช้มือข้างหนึ่งกุมหว่างคิ้ว ดวงตาสองสีเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ จิตสังหารอันล้ำลึกไหลทะลักออกมาราวกับหมึกสีเข้มที่แผ่ซ่าน
ทว่าในเวลานี้ ร่างของสวีสิงที่เพิ่งฟาดฟันกระบี่นั้นออกไป กลับเลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับควันบางเบา ที่พร้อมจะถูกสายลมพัดให้ปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ
"ให้ตายสิ ร้องดังกว่ากู่อีกนะ..."
เมื่อมองดูเซียนเจตจำนงสวรรค์ที่กำลังโกรธเกรี้ยว สวีสิงก็เพียงแค่หัวเราะเบาๆ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
……
……
ทะเลโกลาหลอันเวิ้งว้าง
โลกใบเล็กใหญ่ลอยล่องขึ้นลง
การเกิดและดับสูญของโลก การกลับคืนสู่ความว่างเปล่า เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุด ณ ที่แห่งนี้ และเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะจิต
แต่ต่อให้เป็นโลกที่มีระดับพลังเทียบเท่าหวนคืนสู่ความว่างเปล่าดับสูญไป ก็สร้างได้เพียงแรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย ในทะเลโกลาหลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนี้
ทว่าวันนี้ ในชั่วขณะนี้
แสงสีชาดอันสว่างไสว ราวกับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ ได้ทำลายความเงียบเหงาอันเป็นนิรันดร์นี้ลง
ราวกับแสงตะวันทอประกาย ดั่งดวงอาทิตย์แรกแย้มยามเช้า
แสงสว่างสาดส่องไปทั่วทั้งแปดทิศ นำพาสีสันอันแปลกใหม่มาสู่ทะเลโกลาหลที่คงอยู่มาตั้งแต่โบราณกาล
เหนือทะเลโกลาหล เซียนแท้จริงแห่งไท่เสวียนทั้งห้าตนที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโลกเทพสัตว์อสูร ย่อมสังเกตเห็นภาพนี้อย่างแน่นอน
"นั่นกระบี่ของท่านพี่ชาย"
หยวนจวินจ้องมองแสงสีชาดนั้น
"ศิษย์น้องลงดาบ แสดงว่าเซียนเจตจำนงสวรรค์ของโลกเทพสัตว์อสูรนั่นลงสนามมาด้วยตัวเองแล้วสินะ" เปียเสวี่ยหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณ ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ ฝีมือของท่านพี่ชายชักจะน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกวันแล้วสิ" ฮั่วก็ถอนหายใจเช่นกัน
ขุยไม่เอ่ยคำใด เพียงแค่มองดูแสงสีแดงที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตนั้น
"แสงกระบี่สีนี้เป็นสีโปรดของฉันเลยน้า!" บรรพชนเสน่ห์พลันหัวเราะร่า
"..."
บางครั้งก็ไม่รู้จะด่าเจ้าหมอนี่ว่ายังไงดีเหมือนกัน
[จบแล้ว]