เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 เมืองหลวงMana-vil 2

ตอนที่ 27 เมืองหลวงMana-vil 2

ตอนที่ 27 เมืองหลวงMana-vil 2


ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักร Mana-vil นั้นแน่นอนว่าจะมีการตรวจตราที่เข้มงวดมาก ยิ่งเป็นระหว่างงานประลองเวทมนต์ยิ่งแล้วใหญ่

เคยมีคนโง่บางคนที่พยายามเข้าประตูเมืองมาโดยไม่มีหลักฐานการแสดงตัวใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าเขาถูกจับเขาคุกทันที

ดังนั้นทุกคนที่จะเข้าเมืองหลวงแห่งนี้นั้นจึงไม่สามารถเก็บซ่อนความตึงเครียดได้เลย เพราะถ้าเกิดเหตุผิดพลาดละก็ทุกอย่างที่เตรียมมาจะหมดสิ้น แม้แต่กอร์ดอนก็ไม่อาจที่จะซ่อนความกังวลได้

แต่ทว่า ศาสตราจารย์วินซ์นั้นก็ยังคงนิ่งเฉยเหมือนปกติ เขาเดินออกจากขบวนและเดินนำไปอย่างมั่นใจก่อนที่จะหันมาบอกกับกอร์ดอนว่า “เราจะนำไปก่อน”

“หือ?! คุณไม่จำเป็นต้องต่อคิวงั้นหรอ”

“ฉันมีจดหมายเชิญ”

วินซ์พยักหน้าและชูจดหมายในมือของเขา มันคือจดหมายเชิญมางานประลองเวทมนต์ จดหมายนี้บ่งบอกถึงฐานะและความสามารถของคนที่ถูกเชิญได้เป็นอย่างดี

จอมเวทย์ที่ถือมันจะมีสิทธิ์ที่จะผ่านด่านตรวจของ Mana-vil ได้และจะได้รับส่วนลดทุกร้านค้าในเมืองMana-vil ระหว่างงานประลองอีกด้วย และพวกเขายังได้สิทธิ์ในการพักที่ไหนก็ได้ในเมืองแห่งนี้

กอร์ดอนอดไม่ได้ที่จะมองไปที่จดหมายนั้นด้วยความอิจฉา แต่จดหมายนั้นสามารถนำพาผู้ช่วยไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นวินซ์จึงไม่สามารถที่จะพาคนหลายร้อยคนเข้าไปได้

“ผมต้องขอบคุณศาสตราจารย์มากสำหรับทุกอย่าง ถ้าคุณต้องการอะไรให้มาหาผมได้ตลอด ผมจะช่วยคุณให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“ขอบคุณ แล้วพบกันครั้งหน้า”

“ครับ เชิญนำไปก่อนเลยครับ!”

กอร์ดอนโค้งคำนับให้วินซ์อย่างสุภาพ วินซ์และธีโอทิ้งพวกกอร์ดอนไว้ข้างหลังและเดินหน้าต่อไป มีเสียงโวยวายและคำสบถออกมาเนื่องจากคิดว่าพวกเขาแซงคิว แต่ไม่มีใครที่สนใจในเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าคนที่มีสมองปกติและสังเกตุดีๆละก็พวกเขาจะเห็นชุดคลุมสีแดงของวินซ์ และเข้าใจดี

‘ศาสตราจารย์วินซ์ เขาเป็นคนของ Red Tower’

ธีโอไม่สามารถที่จะถามเรื่องนี้ได้ในตอนนี้ เขาจึงกลืนคำพูดลงไปทั้งหมด เขาเป็นนักศึกษาของสถาบันเบอร์เก้น เขาจะไม่รู้เกี่ยวกับหอคอยทั้งสี่ของเมืองหลวงได้อย่างไร?

ถ้าให้พูดถึงที่ที่มีจอมเวทย์ไฟอยู่มากที่สุดละก็ ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Red Tower มันคือหอคอยเวทมนต์ที่ทรงพลังมากที่สุด เต็มไปด้วยจอมเวทย์ไฟที่เชี่ยวชาญในการรบ กลุ่มทหารรับจ้างต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ควรที่จะเผชิฐหน้ากับจอมเวทย์ที่สวมชุดคลุมสีแดง

สมาชิกส่วนใหญ่ของหอคอยนี้ส่วนใหญ่เป็นนักรบที่ยอดเยี่ยม พวกเขาเหล่านั้นเป็นหัวใจหลักของอาณาจักรเมลเทอร์ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่หาญต่อการกับจอมเวทย์สงครามเหล่านี้ เช่นเดียวยกับยามที่ตรวจตราอยู่ที่ประตูเข้าเมือง

“ขอโทษครับ!” ยามนั้นทำท่าเคารพทันทีที่เห็นเสื้อคลุมสีแดงของวินซ์

ผู้ที่ถูกเชิญนั้นอย่างน้อยต้องเป็นจอมเวทย์ขั้น5 และมียศเทียบเท่ากับขุนนางชั้นสูง แม้แต่ยามของMana-vil ที่ยิ่งใหญ่กว่าขุนนางนอกเมืองหลวงส่วนใหญ่ยังต้องทำความเคารพ

วินซ์นั้นตอบรับคำทักทายอย่างเป็นธรรมชาติและส่งคำเชิญไปให้

“ฉันเป็นศาสตราจารย์ วินซ์ ไฮน์เดล จากสถาบัน เบอร์เก้น เป็นผู้อาวุโสของ Red Tower ครั้งสุดท้ายที่ฉันมา Mana-vil นั้นคือเมื่อ7ปีก่อน มีอะไรผิดพลาดไหม?”

“ไม่มีครับ!”

ยามนั้นได้ยืนยันตัวตนของวินซ์ด้วยเครื่องมือที่บันทึกข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับจอมเวทย์ไว้ นี่เป็นอุปกรณ์ของ Magic Society จากนั้นเขาก็ถามข้อมูลเล็กน้อยที่ปรากฏในอุปกรณ์ หลังจากยืนยันว่าถูกต้องครบถ้วน

ยามก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “ขอโทษด้วยครับ ศาสตราจารย์! ตอนนี้คุณสามารถที่จะเข้าไปได้แล้วครับ!”

“ขอบคุณ!”

วินซ์และธีโอได้เดินผ่านประตูเข้ามา การตรวจสอบทั่วไปรวมถึงการตรวจสอบสัมภาระของพวกเขานั้นถูกข้ามไปทำให้พวกเขาสามารถเข้าสู่ Mana-vil ได้เร็วกว่าคนอื่น

นี่เป็นสิทธิพิเศษของจอมเวทย์ผู้ที่ได้รับคำเชิญ ธีโอดอร์นั้นตระหนักได้ถึงความสำคัญของคนที่อยู่ข้างๆเขา

และนี่คือก้าวแรกของธีโอที่เข้าสู่ Mana-vil เมืองหลวงของอาณาจักร ซึ่งเป็นที่ต้องของสำนักงานใหญ่ของจอมเวทย์ สภาเวทมนต์

‘รถม้าลอยฟ้า’ เป็นวิธีการขนส่งแบบใหม่ที่มีอยู่ใน Mana-vil เท่านั้น

คำว่า’รถม้า’นั้นอาจจะไม่เหมาะสม แต่ทว่าไม่มีคำที่เหมาะสมสำหรับคำนี้เท่าไหร่นัก จอมเวทย์ที่เป็นคนขับนั้นจะใส่พลังเวทย์ไปที่หินเวทมนต์และรถม้านั้นจะเคลื่อนผ่านอากาศโดยใช้พลังเวทย์

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เวทย์ลอยฟ้า ดังนั้นความเร็วของรถจึงค่อนข้างช้า รถม้าลอยฟ้านั้นได้ลอยขึ้นและจอดลงเบาๆที่ประตูหลักของ Magic Society

“เรามาถึงประตูหลักของ Magic Society แล้ว ค่าบริหาร 30เงิน!”

“นั้นแพงกว่าแต่ก่อนมาก”วินซ์บ่นและหยิบเงินให้คนขับ3เหรียญ

พวกเขานั้นใช้รถม้าลอยฟ้าซึ่งส่วนใหญ่คนที่ใช้นั้นถ้าไม่เป็นขุนนางก็คงเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งอย่างมาก ดังนั้นคนธรรมดานั้นไม่สามารถที่จะใช้รถม้านี้ได้เลย ถ้าธีโอเดินทางมาคนเดียวเขาก็คงใช้บริการมันไม่ได้

“รีบไปกันเถอะ”

“ครับ”

ทั้งสองคนได้ลงจากรถม้าและเดินไปที่ทางเข้าประตูหลักของ Magic Society ทันที

ทันทีที่ธีโอเดินผ่านเสาสองต้นด้านหน้าประตู ประตูก็ได้เปิดกว้างทันที และความรู้สึกของเขาก็ได้เปลี่ยนไป

ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทย์คนใดย่อมสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่อัดแน่นอยู่ในอากาศได้ ความแม่นยำของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่ตวามสามารถในการแยกแยะความหนาแน่นและความเบาบางนั้นทุกคนสามารถทำได้ แต่ธีโอนั้นสามารถบอกได้อย่างแม่นยำเนื่องจากสัญชาตญาณของเขา

มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เขาก้าวเข้ามาข้างในนี้ แต่เขารู้สึกหายใจไม่ออก เขาพยายามดิ้นรนที่จะหายใจขณะที่ก้าวเท้าเดินตามหลังวินซ์ บางครั้งจอมเวทย์ที่สวมชุดหรูหราหรือคนที่มีพลังเวทย์ที่แข็งแกร่งจะเหลือบมองมาที่เขา แต่ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงจุดหมาย

ปลายทางคือแผนกต้อนรับของMagic Society วินซ์นั้นมองหาคนที่ว่างและเดินไปยื่นจดหมายให้กับเขา “วินซ์ ไฮน์เดล ผู้อาวุโสของ Red Tower”

“โปรดรอสักครู่” เนื่องจากที่นี่คือ Magic Society แม้แต่พนักงานที่แผนกต้อนรับก็ยังเป็นจอมเวทย์ เขาใช้อุปกรณ์ในการตรวจสอบความถูกต้องของคำเชิญ

“ถูกต้อง ได้รับการยืนยันแล้วครับ”

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการยืนยัน เจ้าหน้าที่ก็ได้ตอบรับคำเชิญและเริ่มอธิบายตารางการประลองเวทมนต์ในปีนี้ นี่เป็นคำอธิบายที่น่าจะออกจากปากของเขามาหลายร้อยรอบแล้ว

หลังจากที่เขาอธิบายเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ได้สูดหายใจสั้นๆ

“...นั้นคือทั้งหมด คุณมีคำถามไหมครับ?”

หลังจากที่วินซ์รวบรวมข้อมูลเสร็จ เขาก็พยักหน้าหนึ่งที และเหลือบมองไปที่ธีโอ ที่อยู่ด้านหลังของเขาและพูดขึ้นว่า

“ฉันต้องการแบบฟอร์ม การลงทะเบียนสำหรับนักเรียนของฉัน เพื่อสมัครและเข้าร่วมการแข่งขันในส่วนของนักเรียน”

“อ่า ด้วยความยินดีครับ”

เจ้าหน้าที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีเขาจึงหยิบกระดาษออกจากลิ้นชักและเริ่มถามคำถามกับธีโอ

“กรุณาบอกชื่อและอายุด้วยครับ”

“ธีโอดอร์ มิลเลอร์ อายุ 19 ปี”

“คุณทำอะไรอยู่”

“ฉันเป็นนักศึกษาของสถาบัน เบอร์เก้น”

“และ....”

“…….”

10นาทีต่อมา ข้อมูลส่วนตัวของธีโอก็เต็มกระดาษไปหมด เจ้าหน้าที่ที่กำลังจะใส่ใบสมัครลงในตู้เก็บเอกสารก็ได้นึกขึ้นได้เกี่ยวกับสิ่งที่เขาผิดพลาด คำถามนี้เขาลืมเนื่องจากส่วนมากจะได้รับคำตอบเดียวกับเสมอ

“คุณเป็นจอมเวทย์ขั้น4 ใช่หรือไม่?”

เป็นคำถามที่เขาไม่จำเป็นต้องถาม พวกเขาต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในสถาบันเท่านั้น ถึงจะเข้าร่วมงานประลองเวทมนต์ที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

และส่วนใหญ่จะมีฐานะที่ดีและเนื่องจากมีการช่วยเหลือทางการเงิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะไปถึงขั้นที่4กันได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ผู้เข้าร่วมงานประลองเวทย์สำหรับนักเรียนนั้น ทุกคนเป็นจอมเวทย์ขั้น4ด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อวินซ์พูดตอบมาทำให้เขาเกิดอาการสับสนทันที

“ขั้น3”

“...ฮะ?”

“ฉันบอกว่าขั้น3”

พนักงานนั้นรู้สึกสับสนและพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ผมขอโทษ แต่คุณสามารถถามศิษย์ของคุณอีกครั้งได้หรือไม่? ผู้เข้าร่วมการแข่งขันคนอื่นๆนั้น ทั้งหมดเป็นจอมเวทย์ขั้น4 แม้จะมีการป้องกัน แต่ทว่าทุกปีนั้นมีคนได้รับบาดเจ็บและบางคนก็ถูกฆ่าตายด้วยซ้ำ”

เจ้าหน้าที่นั้นรู้สึกกลัวที่จะให้จอมเวทย์ขั้น3นั้นเข้าประลอง จึงได้พูดอธิบายไปอย่างละเอียด มันเป็นเรื่องทั่วไป การเอาชนะความแตกต่างระหว่างขั้นนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนที่ยังคงศึกษาอยู่

อย่างไรก็ตามวินซ์นั้นมองกลับมาที่ธีโอด้วยท่าทางสบายๆ และถามธีโอว่า “นั่นคือสิ่งที่เขาพูด เธอคิดอย่างไร?”

“ฉันจะเข้าร่วม” ธีโอตอบโดยไม่ลังเล

ระหว่างทางมาMana-vil นั้นเขาสามารถที่จะล้มบอสฮ้อปก๊อบลินได้ด้วยตัวคนเดียว

เนื่องจากความทรงจำและประสบการณ์ของอัลเฟรดได้รวมเข้ากับเขาแล้วทำให้เขามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าผู้เข้าร่วมจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งได้เท่ากับ บอสฮ้อปก๊อบลิน

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่นั้นยังคงลังเล เขากลัวว่าเมื่อธีโอตาย เขาจะต้องเป็นครรับผิดชอบ ขณะนั้น...

“อะไรนะ เพียงแค่ขั้น3? ถ้านั้นเป็นศิษย์ที่ถูกปั้นโดย Red Tower อาจจะเอาชนะความแตกต่างระหว่างขั้นได้ละมั้ง และมันไม่มีข้อกำหนดใดที่บังคับว่าคนเข้าร่วมต้องเป็นจอมเวทย์ขั้น4”

“หืมมม?” วินซ์นั้นหันหลังกลับไปมองด้วยท่าทางแปลกใจและได้เห็นจอมเวทย์ที่อยู่ในชุดคลุมสีน้ำเงิน

เสื้อคลุมสีน้ำเงินนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ Blue Magic Tower พวกเขานั้นมีชื่อเสียงเทียบเท่า Red Tower แต่คนละด้านกัน

จอมเวทย์ที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินนั้นเดินเข้ามาหา วินซ์ และพูดด้วยท่าทางที่แกล้งเป็นมิตร “นี่คือใบหน้าที่ฉันไม่มีทางลืมเลย ดูเหมือนว่านี่คงเป็นการแข่งครั้งแรกสำหรับลูกศิษย์ของนายสินะ?”

“ใช่” วินซ์ตอบสั้นๆ

พวกเขามองหน้ากัน พลังเวทย์รอบตัวบีบอัดแน่นขึ้น อากาศได้สั่นสะเทือนเล็กน้อย

แม้คำตอบของวินซ์จะดูสั้นๆ แต่ชายชุดคลุมสีน้ำเงินก็ได้เลิกคิ้วขึ้นและลดเสียงของเขาลงก่อนที่จะพูดว่า “ฉันมาที่นี่เพื่อให้คำแนะนำบางอย่าง แต่ท่าทางของนายนั้นเย็นชามาก นายไม่ทราบงั้นหรอว่ากฎนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปีที่แล้ว?”

“กฏของการแข่งได้ถูกเปลี่ยนงั้นรึ?” เสียงของวินซ์ดังขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ

ชายสวมชุดคลุมสีน้ำเงินพยักหน้า

“บางทีฉันอาจจะสามารถช่วยนายได้นะ”

ไม่สำคัญว่าเขาปรากฏตัวมาทำไม แต่การแสดงออกของเขานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

ปล.ได้เวลาตบเกรียนแล้ว ตอนนี้แปลยากหน่อย

จบบทที่ ตอนที่ 27 เมืองหลวงMana-vil 2

คัดลอกลิงก์แล้ว