- หน้าแรก
- ครูใหญ่ที่ยากจนที่สุดชาวเน็ตทั้งประเทศกำลังขอร้องให้ฉันหยุดใช้เงิน
- บทที่ 145 เราต้องสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กมาจัดการกับพวกเจ้าปีศาจตัวน้อย!
บทที่ 145 เราต้องสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กมาจัดการกับพวกเจ้าปีศาจตัวน้อย!
บทที่ 145 เราต้องสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กมาจัดการกับพวกเจ้าปีศาจตัวน้อย!
แฟลตพักครูช่างอบอุ่นและสะดวกสบาย
เหล่าโจวนอนเอกเขนกอยู่ในห้องสตูดิโอที่หรูหราไม่แพ้โรงแรมห้าดาว พลางจิบชาต้าหงเผาที่หลู่หยวนมอบให้เป็นพิเศษพลางดูทีวีอย่างสำราญใจ
จังหวะนั้นเอง สายเรียกเข้าจากโพ้นทะเลก็ดังขึ้น
เป็นบอสจอมเซ่อซ่าของเขานั่นเอง
เพราะช่วงนี้เหล่าโจวมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานจนไม่ได้ติดต่อกลับไปนาน บอสเลยเริ่มจะนั่งไม่ติดที่
"เฮ้! เหล่าโจว! ช่วงนี้มัวทำอะไรอยู่? ทำไมเงียบหายไปเลย? นายเป็นสายลับไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงลืมรายงานความคืบหน้าฮะ!"
พอได้ยินแบบนั้น เหล่าโจวก็สวมวิญญาณ "นักแสดงตัวพ่อ" ทันที
เขาแกล้งกระแอมและใช้โทนเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและท้อแท้ตอบกลับไปอย่างมีพิรุธ:
"เฮ้อ บอสครับ อย่าให้พูดเลย ช่วงนี้ที่โรงเรียนมีเรื่องเยอะมาก ผมต้องวิ่งรอกจัดการโน่นนี่จนหัวหมุนไปหมด"
บอสปลายสายทำเสียงฉงน
"จริงเหรอ? ฉันได้ยินคนเขาพูดกันว่าโรงเรียนเทียนหยวนของนายเพิ่งคว้าอันดับหนึ่งโรงเรียนต้นแบบความปลอดภัยอัคคีภัยของเมืองมาได้ไม่ใช่เรอะ?"
"เห็นว่าถึงขั้นติดตั้งระบบดับเพลิงที่ชื่อฮีปตาฟลูออโรโพรเพนอะไรนั่นด้วย? แค่ทดสอบฉีดเล่นๆ ก็เสียเงินเป็นแสนแล้วเหรอ?"
"ครูใหญ่คนนั้นคิดอะไรอยู่? เรื่องดับเพลิงมันทำแค่พอเป็นพิธีก็ได้ไม่ใช่หรือไง? ครูใหญ่นายนี่มันพวกบ้างานผักชีโรยหน้าชัดๆ!"
เหล่าโจวฟังแล้วแอบเบะปากในใจ
ผักชีโรยหน้าเหรอ
? นั่นมันของที่ช่วยชีวิตคนได้ในยามวิกฤตเชียวนะ!
แต่ภายนอกเขายังคงตีเนียนพล่ามไปเรื่อย
"บอสครับ ท่านมองทะลุปรุโปร่งจริงๆ! ท่านไม่เข้าใจหรอก หมอนั่นมันพวกยอมลำบากเพื่อรักษาหน้า!"
"เงินเป็นแสนนั่นหายวับไปในพริบตา ผมว่ามันทำเพื่อเอาใจพวกผู้นำ สร้างชื่อเสียงจอมปลอมไปวันๆ เท่านั้นแหละครับ!"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง" บอสปลายสายเริ่มคล้อยตาม "ฉันว่าแล้ว! ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อแค่ชื่อเสียงเนี่ยนะ? ไร้สาระสิ้นดี"
"เอาเถอะ ในเมื่อเขามัวแต่ผลาญเงินกับเรื่องไร้สาระแบบนั้น งานวิชาการคงไม่เท่าไหร่ นายจับตาดูให้ดีล่ะ ถ้าเขาต้องการเงินเพิ่มเมื่อไหร่รีบบอกฉัน"
เหล่าโจวได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าโอกาสทันที
"โอ๊ยบอสครับ! ผมนี่แหละที่เงินขาดมือ!"
"พูดตรงๆ ช่วงนี้ผมช็อตมาก บอสไม่เชื่อแน่ เพื่อจะแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มครูพวกนั้น ผมต้องควักเนื้อเลี้ยงข้าวพวกเขาทุกวันเพื่อสร้างสายสัมพันธ์"
"ครูที่เทียนหยวนนี่น่าสงสารมากครับ ไม่เคยได้กินของดีๆ เลย ครั้งก่อนผมไม่มีทางเลือก ต้องยอมเลี้ยงกุ้งมังกรบอสตันพวกเขาที่ร้านหรูที่สุดในเมือง..."
"พอ! หยุด!"
ยังไม่ทันพูดจบ บอสปลายสายก็โบกมือ (ในจินตนาการ) ขัดจังหวะการร่ายคาถาของเขา
"ไม่มีปัญหา! เงินแค่นี้เรื่องเล็ก!"
"เดี๋ยวเดือนนี้ฉันบวกค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้! ถือว่าเป็นค่าเข้าสังคมกับพวกครูพวกนั้นก็แล้วกัน!"
เหล่าโจวเก็บทรงไม่อยู่ ยิ้มกว้างจนหน้าบาน พลางตะโกนด้วยน้ำเสียงจงรักภักดี:
"บอสครับ! เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของกลุ่มบริษัทเรา ผมจะปกป้องเทียนหยวนด้วยชีวิต! จะอุทิศตนจนกว่าลมหายใจสุดท้ายครับ!"
(ในใจ: หัวไชเท้า! ส้มโอ!)
...
ภายในห้องทำงานครูประถม
บรรยากาศกลับค่อนข้างวุ่นวายโกลาหล
"โอ๊ย! ลูกรัก! อย่าวิ่งไปทางนั้น!"
"มานี่เร็ว! มาให้แม่กอดหน่อย!"
ครูภาษาจีน หลิวถิง นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน รู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิด
ที่เท้าของเธอมีเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณสามขวบ สวมชุดเป็ดสีเหลืองมัดผมจุก
เธอกำลังอยู่ในช่วง "เจ้าปีศาจตัวน้อย" ที่พลังงานล้นเหลือที่สุด
เด็กสามขวบคือสิ่งมีชีวิตที่เหมือนโดนร่ายมนตร์ไฮเปอร์ พลังงานเต็มร้อยตลอดเวลา เลเวลที่แม้แต่หมาแมวที่บ้านยังต้องยอมแพ้ หมาที่ว่าซ่าเจอเด็กคนนี้เข้าไปยังต้องมุดหัวหลบ ส่วนแมวนี่แทบจะไม่โผล่มาให้เห็น
ลูกสาวของหลิวถิงมุดลงใต้โต๊ะเพื่อไปดึงปลั๊กคอมพิวเตอร์
จากนั้นก็วิ่งไปที่ชั้นหนังสือ โปรยแผนการสอนของพวกครูจนกระจายเต็มพื้น
แล้วก็ปัดขวดน้ำที่เพิ่งวางบนโต๊ะจนล้ม
พอเล่นจนเบื่อเธอก็ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นสะอาดๆ อย่างสบายใจ
หลิวถิงต้องคอยวิ่งไล่เก็บกวาดวีรกรรมของลูกสาว พลางกล่าวขอโทษเพื่อนร่วมงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลี่ฮุ่ย ที่ตรวจการบ้านอยู่ข้างๆ มองดูสภาพที่อิดโรยของเพื่อนแล้วรู้สึกเห็นใจ
"ถิงถิง ทำไมไม่ลาพักสักวันแล้วพาลูกกลับไปดูแลที่บ้านล่ะ?"
หลิวถิงยิ้มแห้งๆ พลางส่ายหัว
"พี่ฮุ่ยคะ ทำไม่ได้หรอกค่ะ พอดีผู้ใหญ่ที่บ้านล้มป่วยกะทันหันต้องเข้าโรงพยาบาล สามีก็ไปทำงานต่างจังหวัด ถ้าหนูลาอีกคน คาบเรียนของเด็กๆ ก็จะไม่มีคนสอนน่ะสิคะ"
เธอมองดูลูกสาวจอมทำลายล้างด้วยสายตาหมดหนทาง
“เฮ้อ เจ้าปีศาจตัวน้อยนี่คุมยากจริงๆ นอกจากจะทำให้หนูเตรียมสอนไม่ได้แล้ว ยังกังวลว่าจะไปรบกวนครูคนอื่นด้วยค่ะ”
“จริงๆ อายุสามขวบควรเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แล้ว แต่หนูยังห่วงๆ อยากรออีกสองสามเดือนให้แกดูแเลตัวเองได้มากกว่านี้ก่อน”
หลี่ฮุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย: “นั่นสิ โรงเรียนอนุบาลรัฐบาลก็เข้ายากเหลือเกิน ส่วนเอกชนดีๆ ค่าเทอมก็แพงหูฉี่ ลูกชายพี่เข้าเอกชนทีไร จ่ายค่าเทอมทีน้ำตาแทบร่วงทุุกที”
…
เย็นวันนั้น ณ ห้องทำงานครูใหญ่
หลู่หยวนและซ่งอวี่เชี่ยนกำลังนั่งคุยกัน
“อวี่เชี่ยน ผมจำได้ว่า ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนของเรามีส่วนของแผนกอนุบาลรวมอยู่ด้วยใช่ไหม?”
ซ่งอวี่เชี่ยนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า: “ใช่ค่ะ มีอะไรเหรอ? คุณคงไม่ได้... คิดจะสร้างโรงเรียนอนุบาลตอนนี้หรอกนะ? แค่มัธยมต้นเราก็ยุ่งจนจะแย่อยู่แล้ว”
“เปล่าหรอก ไม่ใช่แบบนั้น” หลู่หยวนส่ายหัว
เขานึกถึงภาพที่เห็นในห้องทำงานครูเมื่อตอนกลางวัน
การดูแลบุตรหลานคือความท้าทายครั้งใหญ่และเลี่ยงไม่ได้สำหรับบุคลากรในโรงเรียน
ถ้าพวกเขาต้องพะวงเรื่องลูก ย่อมส่งผลกระทบต่อการสอนอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หลู่หยวนเองก็มีแผนรองรับในเรื่องนี้อยู่แล้ว
"ครูโรงเรียนเราส่วนใหญ่ยังอายุน้อย อยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัว หลายคนมีลูกและมีครอบครัว และถ้าในอนาคตเราต้องการรับสมัครครูที่มีประสบการณ์โดยตรง ลูกๆ ของพวกเขาก็คงอยู่ในวัยอนุบาล การศึกษาของบุตรหลานครูเป็นเรื่องที่เราต้องนำมาพิจารณาแน่นอน"
เขามองซ่งอวี่เชี่ยนแล้วเสนอไอเดียแรกเริ่ม
"ถึงแม้การสร้างโรงเรียนอนุบาลแบบเต็มรูปแบบและเป็นอิสระตอนนี้จะยังเร็วเกินไปและดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก"
"แต่... ถ้าเราเริ่มจากการตั้ง 'ศูนย์รับเลี้ยงเด็กภายใน' เล็กๆ ขึ้นมาก่อนล่ะ?"
"วัตถุประสงค์ง่ายๆ เลย: เพื่อดูแลบุตรหลานของครูและบุคลากรในโรงเรียนของเราช่วงกลางวันโดยเฉพาะ"
"เราสามารถจ้างครูปฐมวัยมืออาชีพที่มีประสบการณ์ มาพาเจ้าปีศาจตัวน้อยพวกนี้ทำกิจกรรมและเล่นเกมในห้องกิจกรรมที่จัดไว้ให้"
"แบบนี้ ครูของเราจะได้ทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่"
ไม่รู้ทำไม ซ่งอวี่เชี่ยนกลับนึกถึงแผนผังโรงเรียนอนุบาลที่หลู่หยวนเคยเปรยไว้ก่อนหน้านี้
นั่นคือการสร้างโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเด็กในพื้นที่ห่างไกล
มันมาจากประสบการณ์การเป็นครูอาสาในพื้นที่ทุรกันดารของหลู่หยวนในอดีต
บางคนใช้เวลา 2 ชั่วโมงก็ถึง "วังเด็ก" ในขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปี... สุดท้ายแล้ว คนเรามักจะผูกติดกับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้รับในวัยเด็ก
แม้ว่าไอเดียนี้จะดูเพ้อฝันและไม่สมจริงอย่างยิ่ง
แต่สำหรับหลู่หยวน บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยก็ได้
ก็นะ... ขนาดลานคอนเสิร์ตที่พวกเราไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึง ตอนนี้มันยังกำลังก่อสร้างอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?