- หน้าแรก
- คนงามผู้โชคดีในยุค เจ็ดศูนย์ นายทหารหนุ่มคลั่งรักภรรยาหลังสลับตัวแต่งงาน
- บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี
บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี
บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี
บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเสิ่นจือโหยววางแผนอะไรอยู่
แต่เมื่อยืนยันแน่ชัดแล้วว่าหล่อนต้องการถอนหมั้นจริงๆ เหอชิงและเจียงเหวินปินก็เตรียมตัวจะจากไป
ทว่าก่อนจะพ้นประตู เหอชิงฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้จึงดึงแขนเจียงเหวินปินให้หยุดรอ
"พูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน เขียนหนังสือยืนยันมาด้วย"
เขียนหนังสือยืนยันการถอนหมั้นอย่างนั้นหรือ?
เสิ่นจือโหยวรู้สึกปวดหัวจี๊ดเพียงแค่เห็นหน้าพระเอกนางเอกคู่นี้ เมื่อนึกถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นตามบทนิยาย ประกอบกับความเจ็บระบมที่หน้าอก หล่อนจึงไม่มีสีหน้ายินดีแม้แต่น้อย แทบจะกลอกตาขึ้นฟ้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ฟังนะเหอชิง ในเมื่อเธอเห็นเจียงเหวินปินเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าก็เก็บไว้เถอะ สำหรับฉันเขาไม่ใช่เนื้อพระถังซัมจั๋งที่ใครๆ ก็อยากกินหรอกนะ ที่กังวลว่าฉันจะเสียดายทีหลังน่ะ... เธอคิดมากไปแล้ว รีบไปกันได้แล้วไป"
เหอชิงหน้าตึงขึ้นมาทันที
หล่อนไม่คาดคิดว่าเสิ่นจือโหยวจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ถึงขั้นกล้าพูดว่าหล่อนเห็นเจียงเหวินปินเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า!
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพียงใด เหอชิงก็ยังเป็นสหายหญิงที่ยังไม่ได้ออกเรือน ใบหน้าของหล่อนจึงร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
ยิ่งได้ยินเสิ่นจือโหยวไล่ส่งด้วยน้ำเสียงรังเกียจราวกับพวกเขาเป็นกองอุจจาระ สีหน้าของหล่อนก็ยิ่งดูไม่ได้
หล่อนเงยหน้ามองเจียงเหวินปิน และเป็นไปตามคาด สีหน้าของเขาก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน
ตอนแรกที่ได้ยินเหอชิงขอให้เสิ่นจือโหยวเขียนใบรับรอง เจียงเหวินปินยังรู้สึกว่าหล่อนช่างรอบคอบ แตกต่างจากเสิ่นจือโหยวอย่างสิ้นเชิง
แต่หลังจากเสิ่นจือโหยวกลอกตาใส่เขา เขากลับรู้สึกว่าเหอชิงนั่นแหละที่มีปัญหา
หล่อนทำให้เขาต้องมาอับอายขายหน้าโดยใช่เหตุ
"ไม่จำเป็น"
เจียงเหวินปินเหลือบมองเสิ่นจือโหยว เขาไม่เชื่อหรอกว่ากู้เย่จะแต่งงานกับหล่อนจริงๆ พอถึงเวลาหล่อนก็คงต้องคลานกลับมาอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาด้วยความรู้สึกผิดเองนั่นแหละ
แล้วเป็นทหารแล้วอย่างไร?
ปีหนึ่งจะได้กลับบ้านสักกี่ครั้งกันเชียว แต่งไปก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นหม้ายทั้งที่ผัวยังอยู่
ครอบครัวไหนที่รักลูกสาวจะยอมยกลูกให้ทหารบ้านนอกแบบนั้นกัน?
ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะหลุดพ้นจากการหมั้นหมาย แต่เสิ่นจือโหยวก็น่าจะยิ่งทุ่มเทใจให้เขามากขึ้นในภายหลัง
เขาแค่นเสียงเหอะทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เหอชิงรีบเดินตามหลังเจียงเหวินปินไปติดๆ
พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกสาวไปโดนตัวไหนมา แต่ในเมื่อกู้เย่ไม่ได้คัดค้านตอนที่หล่อนบอกว่าจะแต่งงานกับเขา ในสายตาของเฉินชุ่ยเจวียนและเสิ่นต้าเหอ กู้เย่ก็คือลูกเขยคนใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
ยิ่งแม่ยายมองลูกเขย ก็ยิ่งรู้สึกถูกใจเป็นธรรมดา
มไม่ต้องพูดถึงกู้เย่ที่เป็นสหายชายผู้ยอดเยี่ยมไปเสียทุกด้าน เฉินชุ่ยเจวียนยิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบานแฉ่งราวกับดอกเบญจมาศ!
"เสี่ยวกู้ พวกเราออกไปคุยเรื่องงานแต่งข้างนอกกันดีไหม?"
กู้เย่: "..."
เสิ่นจือโหยวยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย กู้เย่จึงต้องเดินออกไปข้างนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อประตูปิดลง เสิ่นจือโหยวก็นิ่งไปพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เจ็บเหลือเกิน!
ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้มือหนักขนาดนี้!
ขณะที่เสิ่นจือโหยวสวมเสื้อผ้า หล่อนก็ครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าอย่างไรหล่อนต้องอยู่ให้ไกลจากคนสองคนนั้นให้มากที่สุด
มันประหลาดเกินไปแล้ว!
ถ้าต้องแต่งงานกับกู้เย่จริงๆ ก็คงไม่เป็นไร
ในนิยาย สหายหญิงเกือบทุกคนจะหลงรักพระเอก และสหายชายทุกคนจะมารุมชอบเหอชิง
ถ้าหล่อนต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไปแอบชอบนางเอก เสิ่นจือโยวคงขยะแขยงจนตาย!
หากกู้เย่ไม่เต็มใจล่ะ... ระหว่างที่เหม่อลอย หล่อนเผลอไปโดนจุดนั้นเข้าอีกครั้งจนต้องครางออกมาด้วยความเจ็บ
เสิ่นจือโหยวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถ้าเขาปฏิเสธ หล่อนจะเตะเขาคืนบ้าง ให้เขาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบนี้ดูเสียหน่อย!
————
ด้านนอกบ้าน เฉินชุ่ยเจวียนและเสิ่นต้าเหอนั่งอยู่ในห้องโถงหลัก จ้องมองกู้เย่ผู้หล่อเหลาและมีความสามารถด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
ถึงผิวจะเข้มไปหน่อย แต่ผิวเข้มสิดี ดูไม่เหมือนเจียงเหวินปินที่หน้าขาวผ่องแต่ชอบออกไปโปรยเสน่ห์ข้างนอก
เขาอาจจะอายุมากกว่าหน่อย แต่อายุมากสิดี จะได้รู้จักทะนุถนอมคู่ชีวิต!
เขาอาจจะดูแข็งแรงดุดันเกินไป แต่แข็งแรงก็แปลว่าเขาจะไม่เกรงกลัวต่อปัญหาใดๆ!
ทหารกลับบ้านเพียงไม่กี่วันต่อปี ลูกสาวของพวกเขาก็จะได้อยู่ที่บ้านนานหน่อย แบบนี้ไม่ยิ่งดีหรอกหรือ?!
ดวงตาของเฉินชุ่ยเจวียนเป็นประกายด้วยความโลภ กู้เย่ซึ่งปกติจะเป็นคนเยือกเย็นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในหน่วยทหาร กลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาแอมเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนี ประจวบเหมาะกับที่เสิ่นจือโหยวเดินออกมาจากห้องหลังจากแต่งตัวเสร็จพอดี
ในฐานะลูกสาวเพียงคนเดียว เสิ่นจือโหยวเรียกได้ว่าถูกตามใจอย่างที่สุดในบ้าน
ในบรรดาคนทั้งครอบครัว เสื้อผ้าของหล่อนมีรอยปะชุนน้อยที่สุด
เสื้อผ้าผ้าหยาบสีเทาขาวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เน้นสัดส่วน แต่เพราะหน้าอกและสะโพกที่อวบอิ่มของหล่อน ทำให้เสื้อผ้าช่วงบนและล่างถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ส่งผลให้เอวของหล่อนดูคอดกิ่วเพียงแค่ฝ่ามือเดียว ราวกับจะหักสะบั้นได้หากถูกสัมผัส
ด้วยเอวที่คอดและช่วงขาที่ยาว หล่อนดูไม่เหมือนสหายหญิงในชนบทเลยแม้แต่นิดเดียว
แม้แต่ท่าเดินก็ยังไม่ใช่!
ทันทีที่กู้เย่เห็นท่าเดินของหล่อน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหายชายหรือหญิง คนที่สำรวมจะเดินด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ปลายเท้าเปิดออกเล็กน้อย ทุกย่างก้าวต้องหนักแน่นและมั่นคง มีเพียงขาเท่านั้นที่เคลื่อนไหวในขณะที่สะโพกยังคงนิ่งสนิท
แต่หล่อนกลับไม่เปิดปลายเท้าเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำสะโพกยังบิดส่ายไปตามจังหวะก้าวเดิน ในขณะที่คนอื่นขยับแค่ขา แต่หล่อนกลับเคลื่อนไหวไปทั้งตัวตั้งแต่ช่วงอกลงมา
หล่อนเดินด้วยท่วงท่าที่มีเสน่ห์ดึงดูด และกู้เย่ต้องยอมรับว่ามันดูดีไม่น้อยทีเดียว!
แต่เพียงแค่มองท่าเดินนั้น เขาก็รู้ว่ามันผิดหลัก! มันไม่ดีต่อกระดูกเชิงกราน!
แถมยังดูอ่อนปวกเปียกเกินไป!
ไม่ใช่แค่ท่าเดินที่ดูยั่วยวน แต่แววตาก็ยังดูไม่มุ่งมั่นพอ กลับดูพร่าเลือนมีละอองน้ำอยู่เสมอ!
หากหล่อนเป็นทหารใต้บังคับบัญชา กู้เย่คงจะสั่งให้ฝึกเดินให้ถูกต้องสักสิบวันหรือมากกว่านั้น และจะไม่ยอมให้หยุดจนกว่าจะจำขึ้นใจ
เขาจะสั่งให้หล่อนจ้องเป้านิ่งๆ จนกว่าแววตาจะแน่วแน่ถึงจะยอมให้กลับบ้านได้!
แต่ความจริงแล้วเสิ่นจือโหยวถูกปรักปรำ หล่อนไม่ได้ตั้งใจจะเดินบิดส่าย แต่มันเป็นเพราะเอวที่บางและสะโพกที่ผาย เมื่อประกอบกับจังหวะการก้าวเดิน มันจึงดูเหมือนการเดินนวยนาดในสายตาผู้ชาย
ในสายตาของคนตระกูลเสิ่น ความไม่พอใจของกู้เย่กลับถูกมองว่าเขาจ้องลูกสาวของพวกตนจนตาไม่กะพริบ
เฉินชุ่ยเจวียนยิ้มกว้างจนปากแทบจะปิดไม่ลง
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!
ผู้ชายพวกนี้ ไม่ว่าต่อหน้าจะดูขรึมแค่ไหน แต่ลึกๆ ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ!
เพราะลูกสาวของหล่อนเกิดก่อนกำหนด หล่อนจึงร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ลมหายใจแผ่วเบากว่าเด็กทั่วไป
ตอนนั้นครอบครัวยังยากจน เฉินชุ่ยเจวียนไม่มีน้ำนมเลย และไม่มีเงินซื้อเนื้อหรือมอลต์สกัดรสพยาบาล
เฉินชุ่ยเจวียนได้ยินมาว่านมแพะและนมวัวมีสารอาหารดีกว่านมคนเสียอีก หล่อนจึงพยายามหาทางเอาธัญพืชของบ้านไปแลกมาให้ลูกสาวกิน
หล่อนให้ลูกดื่มนมมาตลอดจนถึงเมื่อสองปีก่อน
ไม่เพียงแต่สุขภาพของลูกสาวจะดีขึ้น แต่หล่อนยังกลายเป็นคนที่มีผิวพรรณผุดผ่องและมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจนเป็นพิเศษ เมื่อมีข่าวลือหนาหูขึ้นในชนบท และแม้แต่เจียงเหวินปินที่เสิ่นจือโหยวชอบยังบอกว่าหล่อนดูไม่เหมือนสหายหญิงที่เรียบร้อย เสิ่นจือโยวจึงยืนกรานที่จะไม่ดื่มนมอีก เฉินชุ่ยเจวียนจึงยอมหยุดไปในที่สุด
พอมองดูตอนนี้ คนพวกนั้นก็แค่ขี้อิจฉาลูกสาวของหล่อนเท่านั้นเอง!
"โยวโยว ทำไมเดินเร็วแบบนั้นล่ะลูก อย่าทำตัวเองให้เหนื่อยเลย มานั่งพักก่อนมา"
"ค่ะ"
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจและรูปร่างที่แข็งแรงของเฉินชุ่ยเจวียน เสิ่นจือโหยูก็เม้มริมฝีปาก
หล่อนจะไม่มีวันยอมให้เหตุการณ์ในนิยายเกิดขึ้นเด็ดขาด
หล่อนต้องการให้พ่อแม่มีอายุยืนถึงร้อยปี
เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่น่าเวทนาของพ่อแม่ในหนังสือ ดวงตาของเสิ่นจือโหยูก็เริ่มแดงรื้นขึ้นมาอีกครั้ง กู้เย่รู้สึกปวดหัวตุบ ทำไมสหายหญิงคนนี้ถึงขี้แยขนาดนี้นะ!
แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ร้องไห้ แถมยังต้องนั่งพักอีก
ความจริงเขาไม่ได้คิดเรื่องจะแต่งงานเลย ที่เขากลับมาครั้งนี้ก็เพราะเขาได้รับตำแหน่งใหม่และอาจต้องย้ายไปที่อื่น จึงได้ลากิจกลับบ้านเพียงไม่กี่วัน
แต่ในเมื่อเกิดเรื่องนั้นขึ้น และเขาได้สัมผัสร่างกายของสหายหญิงคนนี้ไปแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหล่อน ดังนั้นเขาก็จะแต่งงานกับหล่อน
อย่างไรก็ตาม หากแต่งงานกันไปจริงๆ เสิ่นจือโหยวจะต้องถูกฝึกให้ออกกำลังกายอย่างหนัก!
อย่างน้อยต้องวิ่งให้ได้วันละห้ากิโลเมตร
เฉินชุ่ยเจวียนคิดว่าเสิ่นจือโหยวยังคงคิดถึงเจียงเหวินปินอยู่ จึงรีบพูดขึ้นว่า "เสี่ยวกู้ ลากิจครั้งนี้อยู่นานแค่ไหนจ๊ะ? เรามาตกลงเรื่องงานให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดกันเถอะ"
เสิ่นต้าเหอ: "ใช่แล้ว"
เฉินชุ่ยเจวียน: "เราไม่ขอค่าสินสอดทองหมั้นอะไรมากหรอกนะ ไม่ต้องมีของสี่อย่างอย่างนาฬิกา จักรยาน จักรเย็บผ้า หรือวิทยุก็ได้ อะไรที่คุณให้มา เราจะยกให้เป็นสินเดิมของโยวโยวทั้งหมด ส่วนสินเดิมทางฝั่งเราก็ไม่น้อยหน้าหรอกนะ เราจะเตรียมเฟอร์นิเจอร์ให้ครบชุดเลย!"
เสิ่นต้าเหอ: "ถูกต้องที่สุด!"
เฉินชุ่ยเจวียน: "ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน เราสั่งเนื้อหมูไว้แล้ว เราจะจัดงานแต่งให้พวกเธอสองคนอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน!"
เสิ่นต้าเหอ: "ต้องยิ่งใหญ่แน่นอน!"
แม้แต่คนหน้าหนาอย่างเสิ่นจือโหยวก็ยังรู้สึกอยากจะมุดดินหนีเมื่อได้ยินเฉินชุ่ยเจวียนกับเสิ่นต้าเหอรับส่งคำพูดกันเป็นพัลวัน
กู้เย่เองก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
แต่ทันทีที่เขาสบเข้ากับดวงตาที่แดงก่ำของเสิ่นจือโหยว เขากลับรู้สึกผิดและละอายใจอย่างประหลาด จนไม่สามารถเอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ออกมาได้
ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน
"ตกลงครับ ผมจะทำตามความประสงค์ของคุณลุงคุณป้า แต่ผมต้องกลับบ้านไปบอกที่บ้านก่อนครับ"
"แล้วก็ที่หน่วยทหาร ผมต้องส่งรายงานขออนุมัติแต่งงานก่อนด้วยครับ"
"รายงานขอแต่งงานอะไรกัน? มันคืออะไร? ที่นี่แค่จัดงานเลี้ยงก็เพียงพอแล้ว!"
เฉินชุ่ยเจวียนคิดว่ากู้เย่พยายามจะหาทางเลี่ยง จึงรีบโบกมือ "ทุกคนที่นี่เขานับถือแค่ขบวนขันหมากกับงานเลี้ยงเท่านั้นแหละ!"
เสิ่นต้าเหอในฐานะหัวหน้ากองผลิตย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีกว่าเฉินชุ่ยเจวียน เขาจึงพูดขึ้นว่า "ต้องส่งรายงานขอแต่งงานสิ นั่นเป็นการยอมรับจากทางองค์กรเชียวนะ"
องค์กรอย่างนั้นหรือ?!
เฉินชุ่ยเจวียนยอมถอยในทันที ถ้าอย่างนั้นก็ต้องส่งรายงาน
"แต่เราสั่งของไว้หมดแล้วนะ ต้องรอรายงานอนุมัติก่อนถึงจะจัดงานเลี้ยงได้จริงๆ หรือ?"
นั่นก็ไม่จำเป็นเสมอไป
เฉินชุ่ยเจวียน: "ถ้าอย่างนั้นก็ดี จัดงานเลี้ยงกันก่อน แล้วเธอค่อยกลับไปยื่นรายงานบ้านั่นทีหลังก็ได้!"
ลูกชายของหล่อนลากิจกลับบ้านและได้ทำความดีความชอบให้ทีม จากนั้นไปกินข้าวที่บ้านหัวหน้าทีมและกลับมาพร้อมเมียหนึ่งคน
เฉินชุ่ยเจวียนยังคงเค้นสมองหาวิธีโน้มน้าวกู้เย่ให้ตกลง แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้!
ชั่วขณะหนึ่ง เสิ่นต้าเหอ เฉินชุ่ยเจวียน เสิ่นจือโหยว และพี่ชายของหล่อนคือเสิ่นกั๋อวั่งที่นั่งเงียบและกังวลมาตลอด ต่างพากันมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
ทุกคนในบ้านมีสีหน้าเหมือนกันเปี๊ยบ... ราวกับว่าสมองของพวกเขาทำงานผิดปกติไปแล้ว
กู้เย่: "..."
"อะแฮ่ม ฮ่าฮ่าฮ่า มันควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว โยวโยว รีบไปส่งเสี่ยวกู้เร็วเข้า พวกเธอควรใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อกันนะ พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งหรอก ฮิฮิฮิ"
เฉินชุ่ยเจวียนหัวเราะร่าแทบจะทุกคำที่พูด ส่วนมุมปากของเสิ่นต้าเหอแทบจะฉีกไปถึงรูหู
พอมองดูครอบครัวนี้ กู้เย่ก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้ว
เมื่อก้าวออกมานอกบ้าน แสงแดดด้านนอกแผดจ้าอย่างรุนแรง
ผิวของเสิ่นจือโหยวนั้นขาวเนียนละเอียด
แม้จะเติบโตในชนบท แต่พ่อแม่ก็ทะนุถนอมหล่อนอย่างดี หล่อนแทบไม่เคยทำงานหนักในไร่นาเลยตลอดชีวิต ผิวพรรณจึงบอบบาง เมื่ออยู่กลางแดด ผิวของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อและโชกไปด้วยเหงื่อที่มีกลิ่นหอมจางๆ
เมื่อเห็นหล่อนเป็นเช่นนี้ ใบหน้าของกู้เย่ก็ขรึมลง "ทำไมคุณถึงได้อ่อนแอขนาดนี้!"
เสิ่นจือโหยวชะงักไป หล่อนรู้ดีว่าเขากำลังตำหนิที่หล่อนเรี่ยวแรงน้อยและเดินช้า
หล่อนเม้มริมฝีปากพลางชายตามองเขาด้วยความรู้สึกทั้งอับอายและหงุดหงิด "ฉันเดินเร็วไม่ได้ค่ะ"
กู้เย่ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาราวกับกำลังมองคนโง่ที่พูดจาเหลวไหล "ผมไม่เคยได้ยินว่าใครจะเดินเร็วไม่ได้"
เสิ่นจือโหยวแทบจะบ้าตายกับผู้ชายที่ไร้ความรู้สึกและทื่อเป็นไม้บรรทัดคนนี้
หล่อนทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหลับตาแล้วโพล่งออกมาว่า "...มันเจ็บน่ะสิถ้าเดินเร็ว!"
กู้เย่ขมวดคิ้ว เตรียมจะถามว่าทำไมเดินเร็วแล้วถึงต้องเจ็บ
แต่แล้วเขาก็ชะงักงันราวกับถูกฟ้าผ่า เขาเบือนหน้าหนีอย่างแข็งทื่อ และใบหูก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่เขาเป็นคนผิวเข้ม เสิ่นจือโหยวจึงมองไม่เห็น และหล่อนยังคงบ่นอุบกับเขาต่อไป "คุณน่ะดุเกินไปแล้ว แล้วไม่รู้หรือไงว่าทำไมฉันถึงเจ็บ ทั้งหมดก็เพราะคุณแรงเยอะเกินไปนั่นแหละ... อื้ม!"
ยิ่งกู้เย่ฟัง สิ่งที่หล่อนพูดก็ยิ่งดูไม่เข้าท่า
เขารู้สึกว่าทุกคำที่สหายหญิงคนนี้พูดออกมามันฟังดูแปลกๆ ไปหมด ด้วยความรีบร้อนเขาจึงยกมือขึ้นปิดปากหล่อนไว้ทันที
ร่างกายของผู้ชายนั้นร้อนระอุ และหลังจากผ่านวันอันยาวนานเขาก็เหงื่อออกไม่น้อย ฝ่ามือจึงมีกลิ่นเหงื่อจางๆ
มันมีรสเค็มและมีกลิ่น!
เสิ่นจือโหยวถลึงตาใส่เขาด้วยความขยะแขยง "คุณทำอะไรของคุณน่ะ!"
หญิงสาวดูบอบบางแต่ร่างกายของหล่อนกลับนุ่มนิ่มไปทั้งตัว เมื่อหล่อนพูด กู้เย่ก็แข็งทื่อไปอีกครั้ง
เขารีบชักมือกลับ พยายามระงับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังรัวอย่างประหลาด และมองหล่อนด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น
ใครๆ ต่างก็รู้จักลูกสาวคนเล็กของหัวหน้าเสิ่น แม้กู้เย่จะนานๆ กลับมาที แต่เขาก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหล่อนมาบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่าเดินบิดส่าย การคอยวิ่งตามพวกยุวชนชายทั้งวัน หรือการส่งสายตาหวานเชื่อมให้สหายชายไปทั่ว ซึ่งมันดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
ก่อนหน้านี้ กู้เย่ก็แค่ฟังหูไว้หู เรื่องของคนอื่นไม่เกี่ยวกับเขา
แต่ในเมื่อกำลังจะแต่งงานกัน หล่อนก็จะเป็นภรรยาของเขา และเป็นสหายร่วมปฏิวัติในอนาคต
เขาจะปล่อยให้หล่อนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้
"พอเราแต่งงานกันแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการปรับปรุงตัวอย่างจริงจัง!"