เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี

บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี

บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี


บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี

แม้เขาจะไม่รู้ว่าเสิ่นจือโหยววางแผนอะไรอยู่

แต่เมื่อยืนยันแน่ชัดแล้วว่าหล่อนต้องการถอนหมั้นจริงๆ เหอชิงและเจียงเหวินปินก็เตรียมตัวจะจากไป

ทว่าก่อนจะพ้นประตู เหอชิงฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้จึงดึงแขนเจียงเหวินปินให้หยุดรอ

"พูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน เขียนหนังสือยืนยันมาด้วย"

เขียนหนังสือยืนยันการถอนหมั้นอย่างนั้นหรือ?

เสิ่นจือโหยวรู้สึกปวดหัวจี๊ดเพียงแค่เห็นหน้าพระเอกนางเอกคู่นี้ เมื่อนึกถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นตามบทนิยาย ประกอบกับความเจ็บระบมที่หน้าอก หล่อนจึงไม่มีสีหน้ายินดีแม้แต่น้อย แทบจะกลอกตาขึ้นฟ้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด

"ฟังนะเหอชิง ในเมื่อเธอเห็นเจียงเหวินปินเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าก็เก็บไว้เถอะ สำหรับฉันเขาไม่ใช่เนื้อพระถังซัมจั๋งที่ใครๆ ก็อยากกินหรอกนะ ที่กังวลว่าฉันจะเสียดายทีหลังน่ะ... เธอคิดมากไปแล้ว รีบไปกันได้แล้วไป"

เหอชิงหน้าตึงขึ้นมาทันที

หล่อนไม่คาดคิดว่าเสิ่นจือโหยวจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ถึงขั้นกล้าพูดว่าหล่อนเห็นเจียงเหวินปินเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า!

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เพียงใด เหอชิงก็ยังเป็นสหายหญิงที่ยังไม่ได้ออกเรือน ใบหน้าของหล่อนจึงร้อนผ่าวด้วยความอับอาย

ยิ่งได้ยินเสิ่นจือโหยวไล่ส่งด้วยน้ำเสียงรังเกียจราวกับพวกเขาเป็นกองอุจจาระ สีหน้าของหล่อนก็ยิ่งดูไม่ได้

หล่อนเงยหน้ามองเจียงเหวินปิน และเป็นไปตามคาด สีหน้าของเขาก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน

ตอนแรกที่ได้ยินเหอชิงขอให้เสิ่นจือโหยวเขียนใบรับรอง เจียงเหวินปินยังรู้สึกว่าหล่อนช่างรอบคอบ แตกต่างจากเสิ่นจือโหยวอย่างสิ้นเชิง

แต่หลังจากเสิ่นจือโหยวกลอกตาใส่เขา เขากลับรู้สึกว่าเหอชิงนั่นแหละที่มีปัญหา

หล่อนทำให้เขาต้องมาอับอายขายหน้าโดยใช่เหตุ

"ไม่จำเป็น"

เจียงเหวินปินเหลือบมองเสิ่นจือโหยว เขาไม่เชื่อหรอกว่ากู้เย่จะแต่งงานกับหล่อนจริงๆ พอถึงเวลาหล่อนก็คงต้องคลานกลับมาอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาด้วยความรู้สึกผิดเองนั่นแหละ

แล้วเป็นทหารแล้วอย่างไร?

ปีหนึ่งจะได้กลับบ้านสักกี่ครั้งกันเชียว แต่งไปก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นหม้ายทั้งที่ผัวยังอยู่

ครอบครัวไหนที่รักลูกสาวจะยอมยกลูกให้ทหารบ้านนอกแบบนั้นกัน?

ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะหลุดพ้นจากการหมั้นหมาย แต่เสิ่นจือโหยวก็น่าจะยิ่งทุ่มเทใจให้เขามากขึ้นในภายหลัง

เขาแค่นเสียงเหอะทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เหอชิงรีบเดินตามหลังเจียงเหวินปินไปติดๆ

พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกสาวไปโดนตัวไหนมา แต่ในเมื่อกู้เย่ไม่ได้คัดค้านตอนที่หล่อนบอกว่าจะแต่งงานกับเขา ในสายตาของเฉินชุ่ยเจวียนและเสิ่นต้าเหอ กู้เย่ก็คือลูกเขยคนใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

ยิ่งแม่ยายมองลูกเขย ก็ยิ่งรู้สึกถูกใจเป็นธรรมดา

มไม่ต้องพูดถึงกู้เย่ที่เป็นสหายชายผู้ยอดเยี่ยมไปเสียทุกด้าน เฉินชุ่ยเจวียนยิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบานแฉ่งราวกับดอกเบญจมาศ!

"เสี่ยวกู้ พวกเราออกไปคุยเรื่องงานแต่งข้างนอกกันดีไหม?"

กู้เย่: "..."

เสิ่นจือโหยวยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย กู้เย่จึงต้องเดินออกไปข้างนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อประตูปิดลง เสิ่นจือโหยวก็นิ่งไปพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เจ็บเหลือเกิน!

ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้มือหนักขนาดนี้!

ขณะที่เสิ่นจือโหยวสวมเสื้อผ้า หล่อนก็ครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าอย่างไรหล่อนต้องอยู่ให้ไกลจากคนสองคนนั้นให้มากที่สุด

มันประหลาดเกินไปแล้ว!

ถ้าต้องแต่งงานกับกู้เย่จริงๆ ก็คงไม่เป็นไร

ในนิยาย สหายหญิงเกือบทุกคนจะหลงรักพระเอก และสหายชายทุกคนจะมารุมชอบเหอชิง

ถ้าหล่อนต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไปแอบชอบนางเอก เสิ่นจือโยวคงขยะแขยงจนตาย!

หากกู้เย่ไม่เต็มใจล่ะ... ระหว่างที่เหม่อลอย หล่อนเผลอไปโดนจุดนั้นเข้าอีกครั้งจนต้องครางออกมาด้วยความเจ็บ

เสิ่นจือโหยวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถ้าเขาปฏิเสธ หล่อนจะเตะเขาคืนบ้าง ให้เขาได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบนี้ดูเสียหน่อย!

————

ด้านนอกบ้าน เฉินชุ่ยเจวียนและเสิ่นต้าเหอนั่งอยู่ในห้องโถงหลัก จ้องมองกู้เย่ผู้หล่อเหลาและมีความสามารถด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด

ถึงผิวจะเข้มไปหน่อย แต่ผิวเข้มสิดี ดูไม่เหมือนเจียงเหวินปินที่หน้าขาวผ่องแต่ชอบออกไปโปรยเสน่ห์ข้างนอก

เขาอาจจะอายุมากกว่าหน่อย แต่อายุมากสิดี จะได้รู้จักทะนุถนอมคู่ชีวิต!

เขาอาจจะดูแข็งแรงดุดันเกินไป แต่แข็งแรงก็แปลว่าเขาจะไม่เกรงกลัวต่อปัญหาใดๆ!

ทหารกลับบ้านเพียงไม่กี่วันต่อปี ลูกสาวของพวกเขาก็จะได้อยู่ที่บ้านนานหน่อย แบบนี้ไม่ยิ่งดีหรอกหรือ?!

ดวงตาของเฉินชุ่ยเจวียนเป็นประกายด้วยความโลภ กู้เย่ซึ่งปกติจะเป็นคนเยือกเย็นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในหน่วยทหาร กลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างประหลาด

เขาแอมเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนี ประจวบเหมาะกับที่เสิ่นจือโหยวเดินออกมาจากห้องหลังจากแต่งตัวเสร็จพอดี

ในฐานะลูกสาวเพียงคนเดียว เสิ่นจือโหยวเรียกได้ว่าถูกตามใจอย่างที่สุดในบ้าน

ในบรรดาคนทั้งครอบครัว เสื้อผ้าของหล่อนมีรอยปะชุนน้อยที่สุด

เสื้อผ้าผ้าหยาบสีเทาขาวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เน้นสัดส่วน แต่เพราะหน้าอกและสะโพกที่อวบอิ่มของหล่อน ทำให้เสื้อผ้าช่วงบนและล่างถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ส่งผลให้เอวของหล่อนดูคอดกิ่วเพียงแค่ฝ่ามือเดียว ราวกับจะหักสะบั้นได้หากถูกสัมผัส

ด้วยเอวที่คอดและช่วงขาที่ยาว หล่อนดูไม่เหมือนสหายหญิงในชนบทเลยแม้แต่นิดเดียว

แม้แต่ท่าเดินก็ยังไม่ใช่!

ทันทีที่กู้เย่เห็นท่าเดินของหล่อน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น

ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหายชายหรือหญิง คนที่สำรวมจะเดินด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ปลายเท้าเปิดออกเล็กน้อย ทุกย่างก้าวต้องหนักแน่นและมั่นคง มีเพียงขาเท่านั้นที่เคลื่อนไหวในขณะที่สะโพกยังคงนิ่งสนิท

แต่หล่อนกลับไม่เปิดปลายเท้าเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำสะโพกยังบิดส่ายไปตามจังหวะก้าวเดิน ในขณะที่คนอื่นขยับแค่ขา แต่หล่อนกลับเคลื่อนไหวไปทั้งตัวตั้งแต่ช่วงอกลงมา

หล่อนเดินด้วยท่วงท่าที่มีเสน่ห์ดึงดูด และกู้เย่ต้องยอมรับว่ามันดูดีไม่น้อยทีเดียว!

แต่เพียงแค่มองท่าเดินนั้น เขาก็รู้ว่ามันผิดหลัก! มันไม่ดีต่อกระดูกเชิงกราน!

แถมยังดูอ่อนปวกเปียกเกินไป!

ไม่ใช่แค่ท่าเดินที่ดูยั่วยวน แต่แววตาก็ยังดูไม่มุ่งมั่นพอ กลับดูพร่าเลือนมีละอองน้ำอยู่เสมอ!

หากหล่อนเป็นทหารใต้บังคับบัญชา กู้เย่คงจะสั่งให้ฝึกเดินให้ถูกต้องสักสิบวันหรือมากกว่านั้น และจะไม่ยอมให้หยุดจนกว่าจะจำขึ้นใจ

เขาจะสั่งให้หล่อนจ้องเป้านิ่งๆ จนกว่าแววตาจะแน่วแน่ถึงจะยอมให้กลับบ้านได้!

แต่ความจริงแล้วเสิ่นจือโหยวถูกปรักปรำ หล่อนไม่ได้ตั้งใจจะเดินบิดส่าย แต่มันเป็นเพราะเอวที่บางและสะโพกที่ผาย เมื่อประกอบกับจังหวะการก้าวเดิน มันจึงดูเหมือนการเดินนวยนาดในสายตาผู้ชาย

ในสายตาของคนตระกูลเสิ่น ความไม่พอใจของกู้เย่กลับถูกมองว่าเขาจ้องลูกสาวของพวกตนจนตาไม่กะพริบ

เฉินชุ่ยเจวียนยิ้มกว้างจนปากแทบจะปิดไม่ลง

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ!

ผู้ชายพวกนี้ ไม่ว่าต่อหน้าจะดูขรึมแค่ไหน แต่ลึกๆ ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ!

เพราะลูกสาวของหล่อนเกิดก่อนกำหนด หล่อนจึงร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ลมหายใจแผ่วเบากว่าเด็กทั่วไป

ตอนนั้นครอบครัวยังยากจน เฉินชุ่ยเจวียนไม่มีน้ำนมเลย และไม่มีเงินซื้อเนื้อหรือมอลต์สกัดรสพยาบาล

เฉินชุ่ยเจวียนได้ยินมาว่านมแพะและนมวัวมีสารอาหารดีกว่านมคนเสียอีก หล่อนจึงพยายามหาทางเอาธัญพืชของบ้านไปแลกมาให้ลูกสาวกิน

หล่อนให้ลูกดื่มนมมาตลอดจนถึงเมื่อสองปีก่อน

ไม่เพียงแต่สุขภาพของลูกสาวจะดีขึ้น แต่หล่อนยังกลายเป็นคนที่มีผิวพรรณผุดผ่องและมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจนเป็นพิเศษ เมื่อมีข่าวลือหนาหูขึ้นในชนบท และแม้แต่เจียงเหวินปินที่เสิ่นจือโหยวชอบยังบอกว่าหล่อนดูไม่เหมือนสหายหญิงที่เรียบร้อย เสิ่นจือโยวจึงยืนกรานที่จะไม่ดื่มนมอีก เฉินชุ่ยเจวียนจึงยอมหยุดไปในที่สุด

พอมองดูตอนนี้ คนพวกนั้นก็แค่ขี้อิจฉาลูกสาวของหล่อนเท่านั้นเอง!

"โยวโยว ทำไมเดินเร็วแบบนั้นล่ะลูก อย่าทำตัวเองให้เหนื่อยเลย มานั่งพักก่อนมา"

"ค่ะ"

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจและรูปร่างที่แข็งแรงของเฉินชุ่ยเจวียน เสิ่นจือโหยูก็เม้มริมฝีปาก

หล่อนจะไม่มีวันยอมให้เหตุการณ์ในนิยายเกิดขึ้นเด็ดขาด

หล่อนต้องการให้พ่อแม่มีอายุยืนถึงร้อยปี

เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่น่าเวทนาของพ่อแม่ในหนังสือ ดวงตาของเสิ่นจือโหยูก็เริ่มแดงรื้นขึ้นมาอีกครั้ง กู้เย่รู้สึกปวดหัวตุบ ทำไมสหายหญิงคนนี้ถึงขี้แยขนาดนี้นะ!

แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ร้องไห้ แถมยังต้องนั่งพักอีก

ความจริงเขาไม่ได้คิดเรื่องจะแต่งงานเลย ที่เขากลับมาครั้งนี้ก็เพราะเขาได้รับตำแหน่งใหม่และอาจต้องย้ายไปที่อื่น จึงได้ลากิจกลับบ้านเพียงไม่กี่วัน

แต่ในเมื่อเกิดเรื่องนั้นขึ้น และเขาได้สัมผัสร่างกายของสหายหญิงคนนี้ไปแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหล่อน ดังนั้นเขาก็จะแต่งงานกับหล่อน

อย่างไรก็ตาม หากแต่งงานกันไปจริงๆ เสิ่นจือโหยวจะต้องถูกฝึกให้ออกกำลังกายอย่างหนัก!

อย่างน้อยต้องวิ่งให้ได้วันละห้ากิโลเมตร

เฉินชุ่ยเจวียนคิดว่าเสิ่นจือโหยวยังคงคิดถึงเจียงเหวินปินอยู่ จึงรีบพูดขึ้นว่า "เสี่ยวกู้ ลากิจครั้งนี้อยู่นานแค่ไหนจ๊ะ? เรามาตกลงเรื่องงานให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดกันเถอะ"

เสิ่นต้าเหอ: "ใช่แล้ว"

เฉินชุ่ยเจวียน: "เราไม่ขอค่าสินสอดทองหมั้นอะไรมากหรอกนะ ไม่ต้องมีของสี่อย่างอย่างนาฬิกา จักรยาน จักรเย็บผ้า หรือวิทยุก็ได้ อะไรที่คุณให้มา เราจะยกให้เป็นสินเดิมของโยวโยวทั้งหมด ส่วนสินเดิมทางฝั่งเราก็ไม่น้อยหน้าหรอกนะ เราจะเตรียมเฟอร์นิเจอร์ให้ครบชุดเลย!"

เสิ่นต้าเหอ: "ถูกต้องที่สุด!"

เฉินชุ่ยเจวียน: "ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน เราสั่งเนื้อหมูไว้แล้ว เราจะจัดงานแต่งให้พวกเธอสองคนอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน!"

เสิ่นต้าเหอ: "ต้องยิ่งใหญ่แน่นอน!"

แม้แต่คนหน้าหนาอย่างเสิ่นจือโหยวก็ยังรู้สึกอยากจะมุดดินหนีเมื่อได้ยินเฉินชุ่ยเจวียนกับเสิ่นต้าเหอรับส่งคำพูดกันเป็นพัลวัน

กู้เย่เองก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

แต่ทันทีที่เขาสบเข้ากับดวงตาที่แดงก่ำของเสิ่นจือโหยว เขากลับรู้สึกผิดและละอายใจอย่างประหลาด จนไม่สามารถเอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ออกมาได้

ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน

"ตกลงครับ ผมจะทำตามความประสงค์ของคุณลุงคุณป้า แต่ผมต้องกลับบ้านไปบอกที่บ้านก่อนครับ"

"แล้วก็ที่หน่วยทหาร ผมต้องส่งรายงานขออนุมัติแต่งงานก่อนด้วยครับ"

"รายงานขอแต่งงานอะไรกัน? มันคืออะไร? ที่นี่แค่จัดงานเลี้ยงก็เพียงพอแล้ว!"

เฉินชุ่ยเจวียนคิดว่ากู้เย่พยายามจะหาทางเลี่ยง จึงรีบโบกมือ "ทุกคนที่นี่เขานับถือแค่ขบวนขันหมากกับงานเลี้ยงเท่านั้นแหละ!"

เสิ่นต้าเหอในฐานะหัวหน้ากองผลิตย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีกว่าเฉินชุ่ยเจวียน เขาจึงพูดขึ้นว่า "ต้องส่งรายงานขอแต่งงานสิ นั่นเป็นการยอมรับจากทางองค์กรเชียวนะ"

องค์กรอย่างนั้นหรือ?!

เฉินชุ่ยเจวียนยอมถอยในทันที ถ้าอย่างนั้นก็ต้องส่งรายงาน

"แต่เราสั่งของไว้หมดแล้วนะ ต้องรอรายงานอนุมัติก่อนถึงจะจัดงานเลี้ยงได้จริงๆ หรือ?"

นั่นก็ไม่จำเป็นเสมอไป

เฉินชุ่ยเจวียน: "ถ้าอย่างนั้นก็ดี จัดงานเลี้ยงกันก่อน แล้วเธอค่อยกลับไปยื่นรายงานบ้านั่นทีหลังก็ได้!"

ลูกชายของหล่อนลากิจกลับบ้านและได้ทำความดีความชอบให้ทีม จากนั้นไปกินข้าวที่บ้านหัวหน้าทีมและกลับมาพร้อมเมียหนึ่งคน

เฉินชุ่ยเจวียนยังคงเค้นสมองหาวิธีโน้มน้าวกู้เย่ให้ตกลง แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้!

ชั่วขณะหนึ่ง เสิ่นต้าเหอ เฉินชุ่ยเจวียน เสิ่นจือโหยว และพี่ชายของหล่อนคือเสิ่นกั๋อวั่งที่นั่งเงียบและกังวลมาตลอด ต่างพากันมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา

ทุกคนในบ้านมีสีหน้าเหมือนกันเปี๊ยบ... ราวกับว่าสมองของพวกเขาทำงานผิดปกติไปแล้ว

กู้เย่: "..."

"อะแฮ่ม ฮ่าฮ่าฮ่า มันควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว โยวโยว รีบไปส่งเสี่ยวกู้เร็วเข้า พวกเธอควรใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ต่อกันนะ พวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งหรอก ฮิฮิฮิ"

เฉินชุ่ยเจวียนหัวเราะร่าแทบจะทุกคำที่พูด ส่วนมุมปากของเสิ่นต้าเหอแทบจะฉีกไปถึงรูหู

พอมองดูครอบครัวนี้ กู้เย่ก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้ว

เมื่อก้าวออกมานอกบ้าน แสงแดดด้านนอกแผดจ้าอย่างรุนแรง

ผิวของเสิ่นจือโหยวนั้นขาวเนียนละเอียด

แม้จะเติบโตในชนบท แต่พ่อแม่ก็ทะนุถนอมหล่อนอย่างดี หล่อนแทบไม่เคยทำงานหนักในไร่นาเลยตลอดชีวิต ผิวพรรณจึงบอบบาง เมื่ออยู่กลางแดด ผิวของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อและโชกไปด้วยเหงื่อที่มีกลิ่นหอมจางๆ

เมื่อเห็นหล่อนเป็นเช่นนี้ ใบหน้าของกู้เย่ก็ขรึมลง "ทำไมคุณถึงได้อ่อนแอขนาดนี้!"

เสิ่นจือโหยวชะงักไป หล่อนรู้ดีว่าเขากำลังตำหนิที่หล่อนเรี่ยวแรงน้อยและเดินช้า

หล่อนเม้มริมฝีปากพลางชายตามองเขาด้วยความรู้สึกทั้งอับอายและหงุดหงิด "ฉันเดินเร็วไม่ได้ค่ะ"

กู้เย่ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาราวกับกำลังมองคนโง่ที่พูดจาเหลวไหล "ผมไม่เคยได้ยินว่าใครจะเดินเร็วไม่ได้"

เสิ่นจือโหยวแทบจะบ้าตายกับผู้ชายที่ไร้ความรู้สึกและทื่อเป็นไม้บรรทัดคนนี้

หล่อนทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหลับตาแล้วโพล่งออกมาว่า "...มันเจ็บน่ะสิถ้าเดินเร็ว!"

กู้เย่ขมวดคิ้ว เตรียมจะถามว่าทำไมเดินเร็วแล้วถึงต้องเจ็บ

แต่แล้วเขาก็ชะงักงันราวกับถูกฟ้าผ่า เขาเบือนหน้าหนีอย่างแข็งทื่อ และใบหูก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เพียงแต่เขาเป็นคนผิวเข้ม เสิ่นจือโหยวจึงมองไม่เห็น และหล่อนยังคงบ่นอุบกับเขาต่อไป "คุณน่ะดุเกินไปแล้ว แล้วไม่รู้หรือไงว่าทำไมฉันถึงเจ็บ ทั้งหมดก็เพราะคุณแรงเยอะเกินไปนั่นแหละ... อื้ม!"

ยิ่งกู้เย่ฟัง สิ่งที่หล่อนพูดก็ยิ่งดูไม่เข้าท่า

เขารู้สึกว่าทุกคำที่สหายหญิงคนนี้พูดออกมามันฟังดูแปลกๆ ไปหมด ด้วยความรีบร้อนเขาจึงยกมือขึ้นปิดปากหล่อนไว้ทันที

ร่างกายของผู้ชายนั้นร้อนระอุ และหลังจากผ่านวันอันยาวนานเขาก็เหงื่อออกไม่น้อย ฝ่ามือจึงมีกลิ่นเหงื่อจางๆ

มันมีรสเค็มและมีกลิ่น!

เสิ่นจือโหยวถลึงตาใส่เขาด้วยความขยะแขยง "คุณทำอะไรของคุณน่ะ!"

หญิงสาวดูบอบบางแต่ร่างกายของหล่อนกลับนุ่มนิ่มไปทั้งตัว เมื่อหล่อนพูด กู้เย่ก็แข็งทื่อไปอีกครั้ง

เขารีบชักมือกลับ พยายามระงับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังรัวอย่างประหลาด และมองหล่อนด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น

ใครๆ ต่างก็รู้จักลูกสาวคนเล็กของหัวหน้าเสิ่น แม้กู้เย่จะนานๆ กลับมาที แต่เขาก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหล่อนมาบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่าเดินบิดส่าย การคอยวิ่งตามพวกยุวชนชายทั้งวัน หรือการส่งสายตาหวานเชื่อมให้สหายชายไปทั่ว ซึ่งมันดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย

ก่อนหน้านี้ กู้เย่ก็แค่ฟังหูไว้หู เรื่องของคนอื่นไม่เกี่ยวกับเขา

แต่ในเมื่อกำลังจะแต่งงานกัน หล่อนก็จะเป็นภรรยาของเขา และเป็นสหายร่วมปฏิวัติในอนาคต

เขาจะปล่อยให้หล่อนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้

"พอเราแต่งงานกันแล้ว คุณจะต้องเข้ารับการปรับปรุงตัวอย่างจริงจัง!"

จบบทที่ บทที่ 2 แต่งงานแล้วคุณต้องออกกำลังกายให้ดี

คัดลอกลิงก์แล้ว