- หน้าแรก
- ระบบจอมคนแห่งกลียุค
- บทที่ 171 ราชสำนัก
บทที่ 171 ราชสำนัก
บทที่ 171 ราชสำนัก
บทที่ 171 ราชสำนัก
ในยามนี้ เจียงเฉินสัมผัสได้ถึงความภักดีและความกระตือรือร้นของเหล่าพี่น้อง และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดในประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนจึงมักมีคำกล่าวที่ว่า "รู้จักแต่แม่ทัพ ไม่รู้จักโอรสสวรรค์"
สำหรับเหล่าทหารที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบเช่นนี้ จักรพรรดิช่างห่างไกลเหลือเกิน เป็นเพียงพระนามบนราชโองการ เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโอ้อวดในวงสุรา
แต่แม่ทัพจะนำพวกเขาบุกทะลวงค่ายกล จะดึงพวกเขาออกมาจากกองศพ จะช่วงชิงความดีความชอบให้พวกเขาหลังสิ้นสุดสงคราม
แม่ทัพของตนเอง พี่ใหญ่ของตนเอง... นี่ต่างหากคือผู้นำที่มีตัวตนอยู่จริงและคู่ควรแก่การฝากชีวิตไว้!
เจียงเฉินไม่ได้รีบร้อนเฉลิมฉลองชัยชนะ เขาสะกดกลั้นอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“กลับเข้าค่ายให้หมด เรื่องในคืนนี้ให้ยุติลงเพียงเท่านี้ก่อน พี่น้องทุกคนให้กลับไปเข้าเวรยามตามปกติ เพิ่มเวรยามซุ่มขึ้นเป็นสองเท่า หากมีสิ่งผิดปกติใดๆ ให้รีบมารายงานทันที”
“ขอรับ!” ทุกคนประสานหมัดพร้อมกัน รับคำสั่งเสียงต่ำ
กองทัพหานโจวกลับคืนสู่ระเบียบอีกครั้ง
ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
มีเพียงกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหายไปในอากาศ ที่คอยย้ำเตือนทุกคนว่า—ชะตากรรมของกองทัพหานโจวได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ปฏิบัติการครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่เจียงเฉินคาดการณ์ไว้มาก
ป้ายทองเว้นโทษประหารของอดีตจักรพรรดิแสดงอานุภาพได้อย่างแท้จริง
เพียงนำของสิ่งนี้ออกมา ก็ควบคุมสถานการณ์ได้ในทันที
แต่ถึงกระนั้น เจียงเฉินก็ยังไม่วางใจ
เขารู้ดีว่าการที่ตนเองสังหารจางเวยและควบคุมกองทัพหานโจวให้สงบลงได้นั้น ก็เท่ากับเป็นการผลักดันตนเองให้ต้องเผชิญหน้ากับราชสำนักโดยตรง
นี่คือการแบไพ่ คือการกล่าวโทษจางเวย และยังเป็นการ "บีบวัง" ในทางอ้อมอีกด้วย
ราชสำนักมีเพียงสองทางเลือก
หนึ่ง ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ยอมรับโดยปริยายว่าจางเวย "มีความผิด" ยอมรับโดยปริยายว่าเจียงเฉิน "ปฏิบัติหน้าที่แทน" และผนวกเขาเข้าสู่ระบบแม่ทัพที่แท้จริง
สอง เลือกที่จะแตกหัก
ใช้เหตุผล "สังหารนายทัพ กุมกำลังทหารตั้งตนเป็นใหญ่" ออกราชโองการเอาผิด ส่งแม่ทัพใหญ่คนใหม่ ผู้ตรวจการทหาร หรือแม้กระทั่งส่งกองทัพจากภายนอกเข้ามายังหานโจว เพื่อดำเนินการชำระสะสางอย่างแข็งกร้าว
เจียงเฉินได้ปูทางไว้มากมายแล้ว เขาเชื่อว่าหากราชสำนักมีเหตุผลสักหน่อย ก็จะเลือกทางเลือกแรก
แต่ต้าเฉียนเน่าเฟะถึงเพียงนี้แล้ว ในหมู่ชนชั้นสูงมีกลุ่มผลประโยชน์มากมาย สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เลือกทางเลือกที่สอง
ดังนั้น เจียงเฉินจึงได้เตรียมการไว้สองทางแล้ว...
บัดนี้ เขาทำได้เพียงรอดูว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปเช่นไร
แต่ศูนย์กลางของพายุลูกนี้ยังอยู่ที่เมืองหลวง
…………
หลายวันต่อมา เมืองหลวง
ในท้องพระโรงยามเช้า บรรยากาศภายในพระที่นั่งจินหลวนเต็มไปด้วยความกดดัน
จักรพรรดิหลี่ฉือประทับบนบัลลังก์มังกร ข้อนิ้วเคาะอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษร เบื้องหน้ามีฎีกาฉบับหนึ่งคลี่วางอยู่ พระขนงขมวดเข้าหากัน
รายงานด่วนจากหานโจว
ม้าเร็วแปดร้อยลี้
ทุกตัวอักษรทุกประโยคล้วนทิ่มแทงประสาทของพระองค์
จางเวย แม่ทัพใหญ่แห่งหานโจวและโพ่นี่โหว ถูกเจียงเฉิน แม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชา สังหารต่อหน้าธารกำนัล
เหตุผลคือรายงานความดีความชอบอันเป็นเท็จ สมคบคิดกับศัตรูขายชาติ ลักลอบขายยุทโธปกรณ์ เป็นต้น
หลี่ฉือยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้ม ถึงกับอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “ให้ตายเถอะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
พระองค์เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้เพียงไม่กี่เดือน
แรงสั่นสะเทือนจากราชวงศ์ก่อนยังไม่สงบ เชื้อพระวงศ์ ขุนนางเก่าแก่ ญาติฝ่ายพระมเหสี กลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋น กลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ อำนาจจากฝ่ายต่างๆ สลับซับซ้อนกันไปมา พระองค์ต้องคอยถ่วงดุลอำนาจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เดิมทีสถานการณ์ฝั่งหานโจวนับว่ายังควบคุมได้
จางเวยเอาชนะกองกำลังกบฏของมู่หรงหยวนและไช่หย่วนทั้งสองสายได้สำเร็จ สร้างผลงานทางทหารอันโดดเด่น
ในราชสำนักถกเถียงกันอยู่หลายรอบ จึงได้ตัดสินพระราชทานยศ "โพ่นี่โหว" เพื่อปลอบขวัญทหารชายแดน และยังเป็นการรักษาเสถียรภาพของกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊อีกด้วย
แต่ผลเป็นอย่างไร?
ราชโองการแต่งตั้งเป็นโหวเพิ่งจะประกาศออกไปได้ไม่กี่วัน เจ้าตัวกลับถูกสังหารเสียแล้ว
แถมยังถูกลูกน้องของตนเองฆ่าอีก
หลี่ฉือเงยพระพักตร์ขึ้น สายพระเนตรกวาดมองเหล่าขุนนางในท้องพระโรง เสียงทุ้มต่ำ
“เหล่าขุนนางที่รักของข้า ทุกคนลองพูดมาสิ เรื่องของหานโจวนี้ ควรจะจัดการอย่างไรดี?”
สิ้นเสียงของจักรพรรดิ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็เริ่มส่งเสียงอภิปรายกันเซ็งแซ่
ในไม่ช้า ก็มีคนก้าวออกมาจากแถว
คนแรกที่ก้าวออกมาคืออวี้สื่อจงเฉิง ตู้หยวนเหิง เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความตงฉิน
“ฝ่าบาท!” ตู้หยวนเหิงประสานมือ เสียงดังกังวาน “กระหม่อมเห็นว่า เรื่องนี้ควรจะสืบสวนหาความจริงให้แน่ชัดก่อน ไม่ควรรีบร้อนตัดสินโทษ! ผู้ตรวจการเฉิงเสี่ยนถูกลอบสังหารระหว่างทาง ในช่องลับของรถม้าของเขา พบรายงานลับฉบับหนึ่ง เนื้อหาในนั้นแตกต่างจากรายงานการรบที่จางเวยรายงานก่อนหน้านี้อย่างมาก”
ขุนนางฝ่ายบุ๋นอีกคนหนึ่งก้าวออกมากล่าว
“ถูกต้อง แม้เฉิงเสี่ยนจะเป็นขันที แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นผู้ตรวจการทหารที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง เขาตายไปเช่นนี้ ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าจางเวยจะฆ่าคนปิดปาก หากเป็นเช่นนั้น จางเวยก็ได้ล่วงละเมิดวินัยทหารและกฎหมายของแผ่นดินแล้ว แม้เจียงเฉินจะล่วงเกินผู้บังคับบัญชา ก็ถือว่ามีเหตุอันควร”
ขุนนางข้างๆ ก้าวออกมาเห็นด้วย “สมคบคิดกับศัตรูขายชาติ เป็นความผิดมหันต์ สมควรตายอย่างยิ่ง!”
ทว่า ในไม่ช้า ขุนนางหลายคนก็แสดงความไม่พอใจ
เจ้ากรมกลาโหม หานฉง ก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชา
“คำพูดของท่านจงเฉิงตู้ ช่างบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว จางเวยเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งหานโจวที่ราชสำนักแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และยังเป็นโพ่นี่โหวที่ฝ่าบาททรงพระราชทานยศด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าเขาจะมีความผิดใด ก็ย่อมต้องให้ราชสำนักเป็นผู้จัดการ ให้สามศาลร่วมกันไต่สวน เจียงเฉินในฐานะลูกน้อง กลับกล้าสังหารนายทัพตามอำเภอใจ...”
เสียงของหานฉงพลันดังสูงขึ้น
“นี่คือการก่อกบฏ! หากเปิดทางให้มีกรณีเช่นนี้ ต่อไปในหมู่ทหารชายแดน ผู้ใดจะกล้าบัญชาการทหาร? ผู้ใดจะกล้าเป็นแม่ทัพใหญ่? เพียงแค่ลูกน้องไม่พอใจเล็กน้อย ก็สามารถชักดาบสังหารผู้บังคับบัญชาได้ เช่นนั้นแล้ววินัยทหารจะไปอยู่ที่ใด? กฎหมายของแผ่นดินจะไปอยู่ที่ใด?!”
คำพูดเหล่านี้หนักแน่นอย่างยิ่ง
ขุนนางเก่าแก่ในท้องพระโรงหลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ
แก่นแท้ของปัญหาเรื่องหานโจวนี้ หาใช่เรื่องของจางเวยเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องระเบียบวินัยของกองทัพโดยรวม
ในขณะนั้น ไท่ฉางชิง สวี่จิ้ง ก็ก้าวออกมา น้ำเสียงอ่อนโยน แต่ทุกคำพูดล้วนเฉียบคม
(ไท่ฉางชิง=เจ้ากรมพิธีการและศาสนา)
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าคำพูดของท่านทั้งสองล้วนมีเหตุผล แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจางเวยสมควรตายหรือไม่ แต่อยู่ที่... เจียงเฉิน สมควรจะมีชีวิตอยู่หรือไม่”