- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 55 : ม่านสวรรค์เปิดเผยรอบที่สาม!
บทที่ 55 : ม่านสวรรค์เปิดเผยรอบที่สาม!
บทที่ 55 : ม่านสวรรค์เปิดเผยรอบที่สาม!
บทที่ 55 : ม่านสวรรค์เปิดเผยรอบที่สาม!
หลังจากหารือกันอย่างถี่ถ้วน
ในที่สุด แผนการเดินทางของคณะเย่ฉางเฟิงก็ได้รับการสรุป
เย่ฉางเฟิง, ลู่เสวี่ยฉี, เจิงซูซู, จิ้งจอกหกหาง และจิ้งจอกสามหาง ทั้งห้าจะมุ่งหน้าไปยัง 'เขาหลิวปัว' แห่งทะเลตะวันออก ส่วนฉีฮ่าวนั้นจะรับหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ที่เมืองเสี่ยวฉือ เพื่อรอคอยให้ 'ห้วงอเวจีสีชาด' ดาบคู่ชีวิตของเย่ฉางเฟิงบ่มเพาะพลังจนเสร็จสมบูรณ์
อันที่จริงแล้ว...
ดาบห้วงอเวจีสีชาดไม่จำเป็นต้องมีใครเฝ้าก็ได้
เพราะ...เย่ฉางเฟิงได้ใช้โลหิตบริสุทธิ์ของตนทำพิธีหลอมสร้างและผูกจิตวิญญาณไปเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไป มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่จะสามารถใช้งานดาบบินเล่มนี้ได้
เหตุผลที่แท้จริงที่เขาขอให้ฉีฮ่าวรั้งรออยู่ที่นี่ ก็เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการอำพรางตัวตนของเขาต่อไปอีกสักระยะ...
เขายังไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อสายตาชาวโลกในเร็ววัน
เพราะ...เขาวางแผนจะจัดการนิกายมารให้เจ็บแสบสักครั้ง
หากเป็นไปได้ ก็อยากจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียว
คณะของเย่ฉางเฟิงรีบเดินทางออกจากเมืองเสี่ยวฉือและมุ่งหน้าสู่เขาหลิวปัวในทันทีโดยไม่หยุดพัก เพื่อไม่ให้เสียเวลาแม้แต่น้อย...
เนื่องจาก...ระยะทางระหว่างเมืองเสี่ยวฉือกับเขาหลิวปัวนั้นค่อนข้างไกล
ต่อให้เร่งเดินทางข้ามวันข้ามคืนด้วยการเหินดาบ ก็ยังต้องใช้เวลานานพอสมควร
...
สองเดือนต่อมา
ณ ทะเลตะวันออก
เขาหลิวปัว
ผู้คนจากทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมเริ่มทยอยมารวมตัวกันที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ
นิกายราชันย์ภูตแทบจะยกมาทั้งนิกาย
ไล่ตั้งแต่ประมุขนิกาย ทูตซ้ายขวาทั้งสี่ ไปจนถึงยอดฝีมือระดับสูง ต่างตบเท้าเข้าร่วมงานชุมนุมครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง
ทางด้านนิกายหมื่นพิษก็ส่งผู้อาวุโสระดับซ่างชิงมาถึงสามคน
ได้แก่ ตวนมู่เหลาไกว้ (ปีศาจเฒ่าตวนมู่), ไป๋ตู๋จื่อ (ร้อยพิษ), และซีเสวี่ยเหลาเยา (ปีศาจเฒ่าดูดเลือด)
นอกจากนี้
ยังมีกองกำลังยอดฝีมือของนิกายหมื่นพิษติดตามมาอีกจำนวนมาก
ทางฝั่งฝ่ายธรรมะก็ไม่น้อยหน้า นิกายชิงหยุนส่งยอดฝีมือระดับประมุขยอดเขามาถึงสี่ท่าน ได้แก่ เถียนปู้อี้, ซูหรู, ชางซง, และสุ่ยเยว่ พร้อมด้วยศิษย์เอกฝีมือดีจากทั้งสามยอดเขา
ฝ่ายพุทธก็ส่งยอดฝีมือระดับซ่างชิงมาร่วมด้วยหนึ่งท่าน
นั่นคือ ต้าลี่จุนเจอะ ประมุขแห่งนิกายวัชระ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการพุทธศาสนา และนับเป็นเสาหลักต้นหนึ่งของฝ่ายธรรมะ
นอกจากนี้
ยังมีฝ่าเซียงและฝ่าซ่านจากวัดเสียงสวรรค์ รวมถึงเยี่ยนหงและหลี่สวินจากหุบเขาธูปสวรรค์มาร่วมด้วย
สรุปก็คือ ยอดฝีมือจากทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันที่เขาหลิวปัวอย่างเนืองแน่น
แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างประปรายระหว่างศิษย์ของทั้งสองฝ่าย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการปะทะกันครั้งใหญ่เกิดขึ้น
นั่นเป็นเพราะ...คนส่วนใหญ่ต่างกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยไปเกือบสามเดือนแล้วนับตั้งแต่การเปิดเผยของม่านสวรรค์ครั้งที่สอง การเปิดเผยครั้งที่สาม...กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม
พวกเขาส่วนใหญ่ต่างเฝ้ารอคอยการเปิดเผยจากม่านสวรรค์ในรอบที่สามอย่างใจจดใจจ่อ หวังว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากมัน
...
เขาหลิวปัว
ริมชายฝั่ง
เกลียวคลื่นซัดสาดรุนแรง ฟองขาวโพลนแตกกระจายกระทบโขดหิน
ค่ายพักแรมของฝ่ายธรรมะตั้งมั่นอยู่ที่นี่
ในกระโจมหลักหลังหนึ่ง เหล่าผู้นำจากนิกายชิงหยุนมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า
…
"ศิษย์สี่คนจากวัดเสียงสวรรค์และหุบเขาธูปสวรรค์มาถึงเขาหลิวปัวได้ครึ่งเดือนแล้ว แต่ทำไมพวกฉางเฟิงถึงยังไม่มีข่าวคราวเลย..." ซูหรูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
เถียนปู้อี้เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
ชางซงครุ่นคิดบางอย่างในใจเงียบๆ
"วางใจเถอะ พวกเขาไม่เป็นอะไรหรอก" สุ่ยเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ซูหรูชะงักไปเล็กน้อย
ศิษย์พี่หญิงไม่ห่วงความปลอดภัยของเสวี่ยฉีเลยหรือ?
ความจริงแล้วสุ่ยเยว่ย่อมเป็นห่วง...
แต่...นางมั่นใจว่าลู่เสวี่ยฉีจะปลอดภัย
เพราะก่อนที่จะออกจากนิกายชิงหยุน เจ้านิกายเต้าเสวียนได้แอบติดต่อกับนางเป็นการส่วนตัว และบอกเล่าข้อสันนิษฐานต่างๆให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่สงสัยว่ามีหนอนบ่อนไส้ในนิกาย และเรื่องที่เย่ฉางเฟิงอาจจะเป็นว่าที่เจ้านิกายในอนาคต...
ในตอนแรก สุ่ยเยว่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลประกอบจากเจ้านิกายเต้าเสวียน นางก็เริ่มคล้อยตาม
ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องความปลอดภัยของลู่เสวี่ยฉีมากนัก
หากเย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชุดครามผู้นั้นจริงๆ ลู่เสวี่ยฉีย่อมปลอดภัยหายห่วง
สิ่งที่สุ่ยเยว่ต้องทำในตอนนี้ คือการจับตาดูชางซง เพื่อพิสูจน์ว่าเขาได้ทรยศไปเข้ากับฝ่ายมารจริงหรือไม่
เมื่อคิดได้ดังนั้น สุ่ยเยว่ก็หลุบตาลงต่ำ
หางตาของนางเหลือบมองชางซงเต้าเหรินอย่างแนบเนียน ยากจะจินตนาการได้เลยว่า ศิษย์พี่ผู้กุมกฎเหล็กแห่งนิกายชิงหยุน จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นไส้ศึกของนิกายมาร...
'เฮ้อ'
สุ่ยเยว่ถอนหายใจในใจ
….
ชางซงเต้าเหรินไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับตามอง
เขาไม่คาดคิดว่าตนเองจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย จึงยังคงวางมาดองอาจผ่าเผย เต็มไปด้วยรัศมีแห่งความเที่ยงธรรมเช่นเดิม
"ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้วนับจากม่านสวรรค์รอบที่สอง การเปิดเผยรอบที่สามกำลังจะเริ่มขึ้น บางที..."
"พวกเราอาจจะได้รู้ข้อมูลสำคัญบางอย่างจากมัน"
ชางซงเต้าเหรินกล่าวขึ้น
แต่ในความเป็นจริง...ภายในใจของเขากำลังสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว
เขากลัวเหลือเกินว่าม่านสวรรค์จะเปิดโปงสถานะคนทรยศของเขา
หากความลับรั่วไหล ทุกสิ่งที่เขาทุ่มเทมาก็จะสูญเปล่าทันที
"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น..." เถียนปู้อี้ถอนหายใจ
...
ส่วนลึกของเขาหลิวปัว
กลุ่มคนของนิกายราชันย์ภูตซ่อนตัวอยู่ที่นี่
โยวจีและปี้เหยาเดินทางมาถึงที่นี่ทันทีหลังจากออกจากหุบเขาคงซาง และได้รายงานเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในทะเลไร้รักให้ว่านเหรินหวังทราบ
"พวกเจ้าได้พบกับเจ้านิกายชุดครามผู้นั้น!?" ว่านเหรินหวังตกตะลึงมาก
"ใช่" แววตาของโยวจีดูซับซ้อน
นางหวนนึกถึงตอนที่ถูกเย่ฉางเฟิงเห็นใบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกอับอายระคนขุ่นเคืองก็ผุดขึ้นมาในใจ...
"ฝีมือของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?"
"สืบรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือไม่!?" ว่านเหรินหวังถามต่อ
"ฝีมือของเขาเหนือกว่าข้ามาก ส่วนตัวตน..." โยวจีส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด"
ว่านเหรินหวังตาเป็นประกาย
ฝีมือเหนือกว่าโยวจี? นั่นหมายความว่าน่าจะอยู่ที่ระดับซ่างชิงขั้นปลาย!
ยังดี!
ที่ยังไม่เติบโตจนถึงขีดสุด!
ว่านเหรินหวังถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะสั่งการ "ช่างหัวเขาไปก่อน ม่านสวรรค์รอบที่สามกำลังจะเริ่มแล้ว อีกทั้ง 'ขุยหนิว' (วัวอัสนี) ก็ใกล้จะตื่นจากการจำศีล พวกเราต้องรีบเตรียมการให้พร้อม"
"รับทราบท่านประมุข"
...
เขาหลิวปัว
หุบเขาสราญรมย์
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ฐานที่มั่นลับของนิกายเหอฮวนนั้นซ่อนตัวอยู่ที่เขาหลิวปัวแห่งนี้
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม ล้วนตกอยู่ในสายตาของนิกายเหอฮวนทั้งสิ้น
ที่ด้านหลังเขา
ภายในห้องศิลาลับที่ไม่มีใครรู้จัก ซานเมี่ยวเซียนจื่อ…ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เเละผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในห้อง...คือจินผิงเอ๋อร์ ที่บัดนี้กำลังถูกทั่วทั้งฝ่ายมารตามล่าตัว
"ท่านอาจารย์?"
จินผิงเอ๋อร์ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก นางกระชับ 'ดาบประกายม่วง' ในมือแน่น ก่อนจะส่งเสียงถามออกไปอย่างระแวดระวัง
"ข้าเอง"
เสียงอ่อนโยนของซานเมี่ยวเซียนจื่อดังตอบกลับมา
จินผิงเอ๋อร์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางรีบเปิดประตูห้องลับออกด้วยความดีใจ แล้วชะโงกหน้าออกมา
ดรุณีน้อยในชุดขาวบริสุทธิ์ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงโปร่ง เรือนผมยาวสลวยทิ้งตัวลงคลอเคลียไหล่ หน้าอกหน้าใจเริ่มนูนเด่นบ่งบอกถึงความเป็นสาวสะพรั่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามล่มเมือง
ซานเมี่ยวเซียนจื่อก้าวเข้ามาในห้อง
"ผิงเอ๋อร์ ตอนนี้คนของทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันที่เขาหลิวปัวกันหมดแล้ว รอดูกันว่าเจ้านิกายชุดครามผู้นั้นจะปรากฏตัวหรือไม่ หากเขามา...เจ้าจงปรากฏตัวต่อหน้าเขาเสีย"
"เมื่อถึงเวลานั้น หากมีเขาคอยปกป้อง และมีนิกายชิงหยุนหนุนหลัง คนของนิกายมารก็คงทำอะไรเจ้าไม่ได้"
ซานเมี่ยวเซียนจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
บัดนี้...ม่านสวรรค์เปิดเผยรอบที่สามกำลังจะเริ่มขึ้น
ใต้หล้า...อาจกำลังก้าวเข้าสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่ก็เป็นได้
……