- หน้าแรก
- หลังละทิ้งความเป็นมนุษย์ ผมได้ก่อตั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจในต่างโลก
- บทที่ 1 การข้ามมิติย่อมมีเรื่องประหลาดใจเสมอ
บทที่ 1 การข้ามมิติย่อมมีเรื่องประหลาดใจเสมอ
บทที่ 1 การข้ามมิติย่อมมีเรื่องประหลาดใจเสมอ
บทที่ 1 การข้ามมิติย่อมมีเรื่องประหลาดใจเสมอ
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ข้าถึงมาอยู่ที่นี่"
"เมื่อกี้ข้ายังนั่งเรียนอยู่ไม่ใช่หรือ"
"แง... ที่นี่ที่ไหน ข้าอยากกลับบ้าน..."
"หรือว่าข้าจะถูกลักพาตัวมา"
"บัดซบเจียว! เจ้ารู้ไหมว่าพ่อข้าเป็นใคร! ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะต้องเสียใจ!"
"ใครเล่นพิเรนทร์อะไรกัน! ข้ามีนัดคุยธุรกิจสำคัญนะ!"
"บ้าเอ๊ย! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!"
"ฮ่าๆ พื้นที่แห่งพระเจ้าสินะ ต้องเป็นพื้นที่แห่งพระเจ้าแน่ๆ! ท่านเทพออกมาเร็วเข้า! ภารกิจครั้งนี้คืออะไร!"
ท่ามกลางพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่มีเพียงสีขาวน้ำนมสลับกับสีดำ มนุษย์นับพันที่มีสีผิวแตกต่างกันไปกำลังยืนจับกลุ่มกันอยู่
บ้างก็งุนงงสับสน บ้างก็ด่าทอเสียงดัง บ้างก็สติแตก หรือบางคนก็แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า
แน่นอนว่าในหมู่คนเหล่านี้ ย่อมมีคนที่เลือกจะปล่อยวางและยอมรับชะตากรรม พวกเขานั่งลงกับพื้นและรอคอยสถานการณ์อย่างสงบ
เฟิ่งซือหาน คือหนึ่งในคนจำพวกนั้น
เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เงยหน้าขึ้นมองความว่างเปล่าเบื้องบนราวกับกำลังเหม่อลอย
เขาเองก็ยังนึกไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น
เมื่อครู่เขายังนั่งอยู่ในห้องเรียนแท้ๆ แต่ทำไมถึงข้ามมิติมาได้ง่ายๆ แบบนี้
แม้คนรอบข้างจะพากันตะโกนเรื่องการลักพาตัวหรือการเล่นตลก
แต่เฟิ่งซือหานจำได้แม่นยำว่าวินาทีก่อนหน้านี้เขายังอยู่ในห้องเรียนจริงๆ
ระหว่างห้องเรียนกับพื้นที่ปริศนาแห่งนี้ ไม่มีช่องว่างที่แสดงถึงการสูญเสียความทรงจำเลยแม้แต่น้อย
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ในตอนนี้ เป็นเพียงการปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ยกเว้นเจ้าคนที่ตะโกนเรื่องพื้นที่แห่งพระเจ้าไว้คนหนึ่ง รายนั้นดูจะยอมรับความจริงได้รวดเร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ
เมื่อสังเกตท่าทางของคนรอบกายแล้ว เฟิ่งซือหานจึงตัดสินใจทำตัวเป็นคนส่วนน้อยที่เฝ้ารอว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อไป
แม้เขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่รอน้อยู่นั้นจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย
แต่ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเผชิญหน้าหรือหลบหนี ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เขาจึงเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อน
"ยินดีต้อนรับทุกคนสู่โลกของข้า"
ในตอนนั้นเอง เสียงที่กึกก้องและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ก็ดังขึ้น
เฟิ่งซือหานเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าพื้นที่ว่างเปล่าด้านบนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จากนั้นโครงกระดูกขนาดมหึมาที่ใหญ่พอจะปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นเหนือทะเลโลหิต
"ก่อนอื่น ข้าขอแนะนำตัวก่อน พวกเจ้าจะเรียกข้าว่า พระเจ้า ก็ได้ และการที่พวกเจ้ามาถึงที่นี่นั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น"
อุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพระเจ้ากล่าวเช่นนั้น เฟิ่งซือหานก็ขมวดคิ้ว
"อุบัติเหตุงั้นเหรอ"
"พระเจ้าเนี่ยนะ"
"ล้อกันเล่นหรือเปล่า!"
"นี่! เจ้าคนที่เรียกตัวเองว่าพระเจ้าน่ะ ปล่อยพวกเรากลับไปเดี๋ยวนี้!"
"ใช่ๆ ในเมื่อเป็นอุบัติเหตุ ก็รีบส่งพวกเรากลับไปเสียที"
"เร็วเข้า! ข้ายังต้องกลับไปเขียนนิยายนะ! ไม่อย่างนั้นนักอ่านได้เผาข้าทั้งเป็นแน่!"
ทันทีที่ได้รับรู้ว่าการมาของพวกเขาเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ฝูงชนก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย
ทุกคนต่างเรียกร้องให้เทพโครงกระดูกส่งพวกเขากลับไป
"ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ข้าทำไม่ได้"
เทพโครงกระดูกทอดถอนใจยาวก่อนจะเริ่มอธิบายเหตุผล
"ต้นกำเนิดของโลกใบนี้กำลังสูญสิ้นไป เพื่อเป็นการเติมเต็ม ข้าจึงจำเป็นต้องสูบพลังงานต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่พวกเจ้าจากมาเป็นระยะ"
"อ้อ ไม่ต้องกังวลไป เรื่องนี้ไม่ส่งผลเสียต่อโลกของพวกเจ้าหรอก เพราะโลกของพวกเจ้านั้นขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร พลังงานต้นกำเนิดจึงแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เลย"
"ทว่าในระหว่างกระบวนการนั้น มักจะมีสิ่งเจือปนที่ไม่จำเป็นถูกดูดติดมาด้วยเสมอ เหมือนกับไข่ไก่ที่ได้แถมมาตอนไปฝากเงินนั่นแหละ มันเป็นแค่ของแถมที่ติดมาโดยบังเอิญ"
"ยกตัวอย่างเช่น พวกเจ้าทุกคนที่อยู่ที่นี่อย่างไรเล่า"
เข้าใจกันหรือไม่
พวกเขาเข้าใจดี
คำอธิบายของเทพโครงกระดูกนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ไม่มีความซับซ้อนใดๆ แฝงอยู่
เขากล่าวราวกับว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นปกติ
แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม
แต่การถูกเรียกว่าสิ่งเจือปนหรือของแถมนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายคือตัวตนที่สามารถพาทุกคนข้ามโลกมาได้ในพริบตา ซึ่งก็คือพระเจ้า
แม้แต่คนที่อารมณ์ร้อนที่สุดหรือคนที่ไม่ค่อยคิดอะไร ก็ยังไม่กล้าติดใจเอาความในเรื่องนี้มากนัก
"วางใจเถิดทุกคน แม้ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับโลกเดิมไม่ได้ แต่ข้าสามารถรับรองได้ว่าพวกเจ้าจะอยู่อย่างสุขสบายในโลกของข้า"
เทพโครงกระดูกนำเสนอสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดี
แต่ผู้คนเบื้องล่างที่มองขึ้นไปยังท้องฟ้า กลับยังมีแววตาสับสนงุนงง
"จริงด้วย ในเมื่อข้าพูดไปแบบนั้น พวกเจ้าคงยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าอย่างนั้น เรามาเล่นเกมกันเถิด!"
เมื่อสิ้นคำ เทพโครงกระดูกก็ผ่ายมือออกทั้งสองข้าง
ทันใดนั้น พื้นที่ก็ขยายกว้างออกไปตามแรงเหวี่ยง โดยไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด
"เกมงั้นเหรอ"
"เกมแบบไหนกัน"
"พวกเราเลือกที่จะไม่เล่นได้ไหม"
"ไม่เอาหรอก ข้าแค่อยากกลับไปเขียนนิยาย เกมพวกนี้ปล่อยให้คนอื่นเล่นไปเถอะ"
เมื่อได้ยินคำว่าเกม ทุกคนต่างส่ายหน้าแสดงความไม่ยินดีที่จะเข้าร่วม
เพราะใครจะไปรู้ว่านี่จะเป็นกับดักประเภทไหน
แต่เทพโครงกระดูกไม่ได้สนใจคำทัดทานนั้น เขายังคงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เกมนี้มีชื่อว่า ผู้กล้าและจอมมาร ข้าเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับทั้งสองบทบาทนี้ดี"
"กฎนั้นง่ายมาก พวกเจ้าที่อยู่ที่นี่มีเกือบห้าพันคน พวกเจ้าต้องเลือกคนห้าร้อยคนมาเป็นจอมมาร ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้กล้า"
"ฝ่ายใดที่สามารถกำจัดอีกฝ่ายจนหมดสิ้นจะเป็นผู้ชนะ ส่วนรางวัลนั้น... ข้าขอคิดดูก่อนนะ..."
"อืม ในโลกของพวกเจ้ายังไม่มีใครบรรลุถึงความเป็นอมตะใช่หรือไม่? ถ้าอย่างนั้น รางวัลสำหรับฝ่ายชนะคือ ความเป็นอมตะ ดีไหม?"
ความเป็นอมตะอย่างนั้นหรือ
เมื่อทุกคนได้ยินว่ารางวัลคืออะไร ต่างก็พากันตกตะลึงไปชั่วขณะ
จากนั้นดวงตาของพวกเขาก็เริ่มเป็นประกาย
นี่มันแตกต่างจากการมีอายุยืนยาวโดยสิ้นเชิง
ตลอดประวัติศาสตร์ทั้งตะวันออกและตะวันตก มีวีรบุรุษ ผู้ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่จอมวายร้ายกี่รายที่ออกตามหาสิ่งนี้
และตอนนี้มันกลับวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
พวกเขาต้องการมัน!
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะไม่ต้องการ
ทว่าเฟิ่งซือหานไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่น
นี่พวกเจ้า! ก่อนจะตาเป็นประกาย ช่วยคิดถึงเงื่อนไขก่อนหน้านั้นหน่อยเถอะ!
นั่นมันโหมดต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดชัดๆ!
อัตราส่วนคือสี่พันห้าร้อยต่อห้าร้อย
ในภาพรวม ดูเหมือนฝ่ายผู้กล้าจะได้เปรียบอย่างมาก แต่คนอีกห้าร้อยคนที่จะต้องกลายเป็นจอมมารนั้น ล้วนถูกผลักดันออกไปด้วยมือของพวกเจ้าเองทั้งสิ้น
เมื่อถึงเวลาลงมือ พวกเจ้าก็จะอ้างความชอบธรรมและทำไปโดยไม่รู้สึกผิดในใจ
พวกเจ้าเคยฆ่าคนมาก่อนหรือเปล่า
มั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือว่าจะเป็นฝ่ายลงมือก่อนได้
ทว่าเฟิ่งซือหานยังคงประเมินความเขลาของมนุษย์ต่ำเกินไป
ในขณะที่เขากำลังขบคิด เขาก็รู้สึกถึงแรงผลักจากด้านหลังหลายครั้งจนร่างถลาไปข้างหน้า
เฟิ่งซือหานหันไปมอง พบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนของเขานั่นเอง
ในวินาทีนั้น เฟิ่งซือหานเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง
เพราะเขาไม่เคยเข้ากับกลุ่มเพื่อนในห้องได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาเรื่องดารา หรือการอวดเรื่องแฟน เฟิ่งซือหานไม่เคยเข้าร่วมวงด้วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เขากลายเป็นศัตรูในสายตาของคนเหล่านั้น
นั่นคือเหตุผลที่คนพวกนี้ลงมือทำเช่นนี้ในเวลาแบบนี้
แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
ในโหมดการต่อสู้เอาชีวิตรอดแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาก็คงถูกหักหลังอยู่ดี แทนที่จะรอเวลาให้ถึงตอนนั้น สู้ก้าวออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ยังจะดีกว่า
"ฮ่าๆ จอมมารคนแรกถูกเลือกแล้วหรือนี่ ดูเหมือนเจ้าจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ เท่าไหร่นะ"
เทพโครงกระดูกมองมาที่เฟิ่งซือหานด้วยดวงตาที่เป็นเปลวเพลิงสีแดงพลางกล่าวเยาะเย้ย
เฟิ่งซือหานไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแต่เบ้ปากและกลอกตาไปมา
บางทีคนอื่นอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องร้าย
แต่ในมุมมองของเฟิ่งซือหาน นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้อยู่ตามลำพังและไม่ต้องวุ่นวายกับใคร
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
เมื่อเวลาผ่านไป จอมมารที่โดดเดี่ยวหรือถูกกลั่นแกล้งก็ถูกเลือกออกมาทีละคน
และเฟิ่งซือหานก็ได้แต่เฝ้ามองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา
การด่าทอ การโต้เถียง การผลักไส ความระแวดระวัง และการแบ่งพรรคแบ่งพวก
นี่ไม่ใช่การคัดเลือก แต่เป็นการใช้อำนาจของคนหมู่มากเสียมากกว่า
ช่างเป็นภาพที่น่าเกลียดเหลือเกิน
ทว่ามันกลับเป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด
"เอาละ การคัดเลือกเสร็จสิ้นแล้ว ครบห้าร้อยคนพอดี"
หลังจากเด็กสาวสวมแว่นผมเปียคู่คนสุดท้ายถูกผลักออกมา เทพโครงกระดูกก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เหล่าสมาชิกฝ่ายจอมมารต่างอยู่ในสภาพไร้ชีวิตชีวา แต่ละคนส่งสายตาดุดันหรืออาฆาตแค้นไปยังสมาชิกฝ่ายผู้กล้า
ขณะที่ฝ่ายผู้กล้ากว่าสี่พันคนพากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างเปิดเผย
เรื่องนี้ทำให้เฟิ่งซือหานรู้สึกแปลกใจมาก
แม้ในเชิงตัวเลข ฝ่ายผู้กล้าจะมีจำนวนมากกว่าอย่างล้นหลาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะได้รับการรับประกันว่าจะไม่ถูกฆ่าตาย
"เพื่อช่วยให้ทุกคนปรับตัวเข้ากับโลกของข้าได้ ข้าจะขอมอบสิ่งของที่จำเป็นให้แก่พวกเจ้า"
เขาสะบัดมือเบาๆ สิ่งที่ดูคล้ายสมาร์ทโฟนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
เฟิ่งซือหานยื่นมือไปรับโทรศัพท์มาสำรวจดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
นอกจากลวดลายมะเขือเทศที่พิมพ์อยู่ด้านหลังแล้ว ก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านี้
"ข้าเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับโทรศัพท์เหล่านี้ดี เมื่อพวกเจ้าไปถึงโลกของข้า เครื่องจะเปิดทำงานโดยอัตโนมัติ ภายในนั้นจะมีกลุ่มสนทนาสำหรับแต่ละฝ่ายเพื่อให้พวกเจ้าแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน"
"นอกจากนี้ ข้ายังได้เตรียมความสามารถด้านมิติ กล่องเก็บของ ไว้ให้ทุกคนด้วย พวกเจ้าสามารถเก็บสิ่งของไว้ข้างในนั้นได้ แต่จงจำไว้ว่าเมื่อเจ้าของตาย สิ่งของทั้งหมดที่เก็บไว้จะหล่นออกมาทันที"
เมื่อเขากล่าวจบ เฟิ่งซือหานก็รู้สึกถึงแรงปะทะของแสงที่พุ่งเข้าสู่หน้าอก เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
และในตอนนั้นเอง
สิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้นจนได้!
ตรวจพบพลังงานลึกลับ ระบบกำลังเริ่มทำงาน... 1 เปอร์เซ็นต์... 3 เปอร์เซ็นต์... 5 เปอร์เซ็นต์...