- หน้าแรก
- ระบบโอ้อวดขั้นเทพ
- บทที่ 36 - อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 36 - อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 36 - อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 36 - อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
ครืน
บนสำนักยุทธ์สวรรค์อันกว้างใหญ่ บังเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
เปลวเพลิงสีครามขาวที่ราวกับจะทำลายล้างฟ้าดินพัดกวาดทุกสรรพสิ่ง ห้วงมิติทั้งหมดถูกสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นระลอกคลื่น
อาคารกำแพงขาวหลังคากระเบื้องสีแดงรอบด้านพังทลาย กลายเป็นกองหินระเกะระกะ
พื้นที่ปูด้วยหยกขาวเต็มไปด้วยรอยร้าวหนาแน่น เป็นหลุมเป็นบ่อ
ส่วนจางตานซานกับยายเฒ่ายิ่งรับเคราะห์ไปเต็มหน้า อยู่ใจกลางการระเบิดของบงกชอัคคีพิโรธ แบกรับอานุภาพที่ทรงพลังและบ้าคลั่งที่สุด
ใบหน้าของยายเฒ่าบิดเบี้ยวไปหมด ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง นางถูกระเบิดกลายเป็นหมอกโลหิตตรงนั้น จากนั้นก็ถูกความร้อนอันน่ากลัวระเหยกลายเป็นความว่างเปล่า วิญญาณแตกซ่านอย่างสมบูรณ์
ปราณคุ้มกายเบื้องหน้าจางตานซานแตกสลายจนหมดสิ้น ร่างทั้งร่างถูกกระแทกปลิวออกไป ตกลงไปกระแทกกับภูเขาสูงในที่ไกลออกไปอย่างแรง
ผู้อาวุโสหลายท่านก็ถูกคลื่นกระแทกซัดปลิวออกไปเช่นกัน พุ่งชนเข้าไปในกองซากปรักหักพังด้านหลัง กระอักเลือดออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้ที่สามารถรอดชีวิตมาได้เพียงกลุ่มเดียว คือกลุ่มศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์ที่ยืนอยู่ด้านหลังสวีเชวี่ย
พวกเขาอยู่ห่างไกลจากขอบเขตการระเบิด ผนวกกับการปกป้องจากปราณคุ้มกายที่จางตานซานควบแน่นขึ้นก่อนการระเบิด คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ทำได้เพียงนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้น
ถังเสวี่ยหรูยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้านหลังสวีเชวี่ย มองดูภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยใบหน้าเหม่อลอย
สำนักยุทธ์สวรรค์ที่ยิ่งใหญ่อลังการในความทรงจำของนาง บัดนี้กว่าครึ่งได้กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
อาจารย์ที่แข็งแกร่งมาตลอดในสายตาของนาง กลับไม่สามารถทนรับการโจมตีได้เลยแม้แต่น้อยต่อหน้าสวีเชวี่ย สิ้นใจตายคาที่
แม้กระทั่งท่านเจ้าสำนักจางที่ได้รับการเคารพยกย่องจากสำนักทั้งสี่ทิศ ถึงกับถูกกระแทกปลิวออกไปเช่นกัน
กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวเกินไป ยากที่จะเชื่อได้อย่างแท้จริง
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย โอ้อวดสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดห้าสิบแต้ม"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย โอ้อวดสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดแปดสิบแต้ม"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย โอ้อวดสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดหนึ่งร้อยแต้ม"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย สังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิด ได้รับค่าประสบการณ์สองแสนและแหวนมิติหนึ่งวง"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย ทำลายสิ่งก่อสร้างกว่าครึ่งของกองกำลังระดับต่ำ สำนักยุทธ์สวรรค์ ทำลายรากฐานอย่างหนัก ได้รับค่าประสบการณ์หนึ่งล้าน"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย เลื่อนระดับรวดเดียวสี่ขั้น ระดับปัจจุบันคือระดับแก่นทองคำขั้นที่หนึ่ง"
สวีเชวี่ยไม่ได้สนใจเสียงแจ้งเตือนของระบบในหัว มองดูยายเฒ่าถูกทำลายล้างในบงกชอัคคีพิโรธ เขาก็หัวเราะออกมา
ความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจมาตลอดจนยากจะปล่อยวาง บัดนี้ได้รับการระบายออกไปจนหมดสิ้น
เขาแหงนหน้าหัวเราะลั่น
"เสี่ยวโหรว เห็นหรือไม่"
"หัวหน้าหมู่บ้าน เห็นหรือไม่"
"ต้าจ้วง เห็นหรือไม่"
"พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน พวกท่านเห็นกันหรือไม่"
"ผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้พวกท่านต้องตาย ยายเฒ่าที่เสียสติผู้นี้ ข้าฆ่านางแล้ว"
"ความแค้นของพวกท่าน ข้าชำระให้แล้ว"
เปลวเพลิงสีครามขาวก้อนนั้นยังคงลุกไหม้ ศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์ที่ได้รับบาดเจ็บรอบด้านส่งเสียงร้องโอดครวญ
ท่ามกลางเสียงอึกทึก ภาพตรงหน้าของสวีเชวี่ยก็ค่อยๆ พร่ามัวและเปียกชื้น
ชาวบ้านผานซานที่แสนดีเหล่านั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันบริสุทธิ์ ราวกับปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
เขาเห็นเสี่ยวโหรวยิ้มหวานให้ตนเอง
เขาเห็นชาวบ้านแต่ละคนแบกจอบลงทุ่งไปทำงานอีกครั้ง
จนกระทั่งสุดท้าย ภาพนี้ก็สลายหายไปราวกับควัน ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของเขา
สวีเชวี่ยตื่นจากภวังค์ราวกับฝันไป ภายในใจรู้สึกว้าเหว่
จบสิ้นแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นอดีตไปแล้ว
บุญคุณความแค้น ขอเพียงไม่ละอายใจ
พวกเขาเป็นปถุชนที่ต่ำต้อยแล้วอย่างไร
พวกเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่สูงส่งแล้วมีอะไรวิเศษวิโสงั้นหรือ
ในสายตาของสวีเชวี่ย ปถุชนอย่างเสี่ยวโหรว หัวหน้าหมู่บ้าน ต้าจ้วง สำคัญกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้ยางอายเหล่านี้หลายหมื่นเท่า ต่อให้ฆ่าพวกมันพันครั้งหมื่นครั้ง ก็ไม่เพียงพอที่จะชดใช้เผื่อว่าพวกมันจะมีคุณค่าแม้เพียงเสี้ยว
มองดูสภาพพังพินาศและล้มตายของสำนักยุทธ์สวรรค์ตรงหน้า สวีเชวี่ยไม่มีความเสียใจเลยแม้แต่น้อย การโอ้อวดครั้งนี้เขาก็ทำไปแล้ว ใบหน้านี้เขาก็ตบไปอย่างแรงแล้ว ท่านเจ้าสำนักระดับแปรเปลี่ยนวิญญาณแล้วอย่างไร สวีเชวี่ยก็ยังคงสังหารยายเฒ่าที่น่ารังเกียจนั้นตายต่อหน้าต่อตาเขาอยู่ดี
ความแค้นครั้งใหญ่ได้รับการชำระแล้ว และสิ่งที่สวีเชวี่ยต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ ก็คือทำทุกวิถีทางเพื่อเลื่อนระดับ เพื่อหาวิธีฟื้นคืนชีพให้เสี่ยวโหรวจากระบบ
ครืน
ทันใดนั้น ภูเขาสูงในที่ไกลออกไปก็เกิดเสียงสั่นสะเทือนดังกึกก้อง
หินยักษ์นับไม่ถ้วนกลิ้งตกลงมา ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากที่นั่นพร้อมกับความโกรธแค้นทะลุฟ้า ถึงกับเป็นจางตานซานท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักยุทธ์สวรรค์
พลันเห็นผมยาวของเขายุ่งเหยิงไปหมด ชุดคลุมสีขาวบนร่างฉีกขาดหลุดลุ่ย
มองดูสำนักยุทธ์สวรรค์ที่ตนเองสร้างขึ้นมากับมือกลายเป็นซากปรักหักพัง ในที่สุดจางตานซานก็ไม่อาจกดข่มความโกรธแค้นในใจได้อีกต่อไป
ดวงตาของเขาแดงก่ำ แผดเสียงคำรามก้องฟ้า
"ไอ้เด็กเดรัจฉาน ข้าจะฆ่าเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้า"
เปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุดปะทุออกมาจากร่างเขา ราวกับภูเขาไฟระเบิด แรงกดดันอันน่ากลัวและทรงพลังนั้น พุ่งทะลักเข้าหาสวีเชวี่ยราวกับคลื่นยักษ์สึนามิในพริบตา
ระดับแปรเปลี่ยนวิญญาณพิโรธ ซากศพนับล้าน โลหิตไหลนองพันลี้
ทว่าสวีเชวี่ยเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"ตั้งแต่หมู่บ้านผานซานถูกเข่นฆ่าล้างหมู่บ้าน ไปจนถึงตอนที่เจ้าทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องซุนเจวี๋ยหลี ก็ควรจะคิดไว้แล้วว่าต้องมีจุดจบเช่นนี้ ท่าทีที่เจ้าทำเป็นสุภาพกับข้าภายนอก ก็แค่หวาดระแวงอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังข้าไม่ใช่หรือ แต่ จางตานซาน ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้ สวีเชวี่ยอย่างข้าไม่พึ่งพาใครหน้าไหนทั้งนั้น ข้าพึ่งพาความสามารถของตัวเอง อยากจะมาก็มา อยากจะฆ่าก็ฆ่า อยากจะไปก็ไป ฮ่าๆ ครั้งหน้าหากพบกัน ข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่าข้าจะเอาชีวิตหมาๆ ของเจ้าได้อย่างไร"
จากนั้น สวีเชวี่ยก็หยิบยันต์หลบหนีเทวะระดับต้นออกมาอย่างรวดเร็ว
เสียงฟิ้วดังขึ้น ร่างกายก็ค่อยๆ เลือนหายไป หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
ศึกครั้งนี้ สำนักยุทธ์สวรรค์บอบช้ำอย่างหนัก ไม่เพียงแต่สูญเสียยอดฝีมือระดับวิญญาณก่อกำเนิดไปหนึ่งคน ผู้อาวุโสและศิษย์คนอื่นๆ ก็ต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งก่อสร้างกว่าครึ่งยังถูกทำลายไปจนดูราวกับเป็นซากปรักหักพัง
และเมื่อสวีเชวี่ยหายตัวไป จางตานซานที่ตกอยู่ในความโกรธแค้นก็แทบจะบ้าคลั่ง ตามหาไปทั่วสารทิศเพื่อหวังจะแก้แค้น
ทว่าก็ยังไม่สามารถค้นหาร่องรอยของสวีเชวี่ยได้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นเบาะแสเพียงนิดเดียวก็ไม่มี
"บัดซบ บัดซบ นี่คือความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักยุทธ์สวรรค์มากว่าห้าพันปี ความอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด"
ท่านเจ้าสำนักระดับแปรเปลี่ยนวิญญาณคนหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าจะถูกผู้บาวน้อยระดับประสานแก่นแท้อย่างสวีเชวี่ยปั่นหัวจนหมุนติ้ว สำนักแทบจะล่มสลายไปทั้งสำนัก ท้ายที่สุดก็ยังปล่อยให้สวีเชวี่ยหนีรอดไปได้อย่างง่ายดาย
ความคับแค้นใจนี้ ต่อให้ผ่านไปหนึ่งพันปี จางตานซานก็ไม่มีทางกลืนลงไปได้ ความโกรธแค้นอันบ้าคลั่งของเขากลับไม่มีที่ให้ระบายออก เพราะหาเบาะแสของสวีเชวี่ยไม่พบเลยแม้แต่น้อย
และในเวลานี้ สวีเชวี่ยก็อยู่ห่างออกไปไกลนับพันลี้เสียแล้ว
หลังจากหลบหนีออกจากสำนักยุทธ์สวรรค์ เขาก็ถูกส่งตัวไปยังภูเขารกร้างแห่งหนึ่ง และรีบเปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมสีดำของเซียวเหยียนทันที สะพายไม้บรรทัดหนักลี้ลับไว้ด้านหลัง กลิ่นอายเปลี่ยนไปในพริบตา ราวกับเป็นคนละคน ต่อให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าจางตานซาน ก็ไม่แน่ว่าจะถูกจำได้
เพื่อให้บรรลุถึงระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด จะได้เลื่อนระดับระบบเพื่อไปฟื้นคืนชีพให้เสี่ยวโหรว สวีเชวี่ยจึงทำตัวราวกับนักบวชผู้บำเพ็ญทุกขกิริยา มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก และไม่เคยออกมาอีกเลย
ติดต่อกันหลายวัน เขาเอาแต่มุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของป่า
ตลอดทางเขาสังหารสัตว์ป่าไปมากมาย จากที่ได้ค่าประสบการณ์หลักพัน ก็ไล่สังหารจนได้หลักหมื่น สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย เลื่อนระดับไปทีละนิด
เหนื่อยก็ใช้ฟ้าเป็นผ้าห่ม ใช้ดินเป็นเตียง พักผ่อนตามอัธยาศัย ตื่นมาก็ล่าสัตว์ป่าต่อไป
จนกระทั่งครึ่งเดือนต่อมา สวีเชวี่ยเดินทางเข้าสู่ป่าทึบที่เต็มไปด้วยไอพิษ และได้พบกับสัตว์อสูรที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ตัวหนึ่ง
มันเป็นคางคกยักษ์ที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ดวงตากลมโตขนาดเท่าโคมไฟสองดวงกลอกไปมา บนผิวหนังที่ลื่นไหลและส่งกลิ่นเหม็นเน่า มีแมลงมีพิษตัวเล็กๆ ไต่ยั้วเยี้ยอยู่เต็มไปหมด
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ บนหัวของคางคกตัวนี้ยังมีฝีมีพิษงอกขึ้นมาหนึ่งเม็ด มีน้ำหนองสีเหลืองไหลเยิ้ม น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง
ทว่ากลับเป็นคางคกเช่นนี้เอง ที่กระโดดออกมาขวางทางสวีเชวี่ยไว้ อ้าปากพูดภาษามนุษย์ออกมาว่า
"ฮี่ๆ มีอาหารมาส่งถึงที่อีกแล้ว น่าเสียดายที่ผอมไปหน่อย ไม่พอให้กินหรอกนะ"
สวีเชวี่ยอึ้งไปเล็กน้อย หัวเราะขื่นพลางกล่าวว่า
"ไม่คิดเลยว่าหลังจากมาที่โลกนี้แล้ว สัตว์อสูรพูดได้ตัวแรกที่พบ จะเป็นตัวอัปลักษณ์เช่นนี้"
ในความทรงจำเดิม สัตว์อสูรของโลกนี้ต้องบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ และผ่านทัณฑ์สวรรค์สี่เก้าสำเร็จ เข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดเสียก่อน ถึงจะมีสติปัญญาและพูดภาษามนุษย์ได้
และเมื่อถึงระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์ ผ่านทัณฑ์สวรรค์ห้าเก้าเข้าสู่ระดับแปรเปลี่ยนวิญญาณ สัตว์อสูรก็จะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้
เห็นได้ชัดว่า คางคกตรงหน้านี้คือการดำรงอยู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิด มีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
"อบ อบ เจ้ามนุษย์ที่อ่อนแอ บังอาจด่าปู่คางคกอย่างข้าว่าอัปลักษณ์งั้นหรือ เจ้าร่อนหาที่ตาย"
คางคกด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว ปากคายลิ้นยาวเรียวที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมออกมา ราวกับกระบี่คมกริบเล่มหนึ่ง พุ่งตรงเข้าใส่สวีเชวี่ย
สวีเชวี่ยก้าวเท้าใช้วิชาสามพันอสนีบาตเคลื่อนคล้อยทันที หลบการโจมตีนี้ได้อย่างฉิวเฉียด หัวเราะลั่นพลางกล่าวว่า
"ขนาดริดสีดวงเจ้ายังไปงอกอยู่บนหัวเลย ยังจะบอกว่าไม่อัปลักษณ์อีกหรือ"
"เจ้าร่อนหาที่ตาย"
คางคกโกรธจนควันออกเจ็ดทวาร ไอ้เด็กมนุษย์ระดับแก่นทองคำคนหนึ่ง บังอาจมาเยาะเย้ยมัน นี่มันเป็นความอัปยศอดสูชัดๆ
มันหุบปากกว้าง สูบลมเข้าเฮือกใหญ่ พลังลมปราณจากทุกสารทิศพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่งในพริบตา ร่างกายทั้งหมดพองโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวีเชวี่ยลอบสบถในใจว่าแย่แล้ว ไอ้คางคกเวรนี่กำลังเตรียมใช้ท่าไม้ตาย
รีบใช้วิชาสามพันอสนีบาตเคลื่อนคล้อย กระโดดขึ้นสู่กลางอากาศ เข้าสู่สถานะมังกรทะยานเก้าแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นถึงเก้าเท่า
ตูม
ในขณะเดียวกัน คางคกตัวนั้นก็ดีดตัวขึ้นจากพื้น ราวกับลูกปืนใหญ่ นำเอาร่างอันอัปลักษณ์และอ้วนท้วนพุ่งชนสวีเชวี่ย
"ฮ่าๆ มาได้ดี มารับลูกตบอันทรงพลังของข้าไปซะ"
สวีเชวี่ยหัวเราะลั่น ชักไม้บรรทัดหนักลี้ลับออกมา ใช้วิชาไม้บรรทัดแยกอัคคีกลืนเกลียวคลื่น นำพลังเก้าเท่า ฟาดลงกลางกบาลของคางคกอย่างแรง