- หน้าแรก
- ระบบโอ้อวดขั้นเทพ
- บทที่ 33 - ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ
บทที่ 33 - ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ
บทที่ 33 - ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ
บทที่ 33 - ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ
ณ ลานฝึกยุทธ์ของสำนักยุทธ์สวรรค์ เดิมทีศิษย์นับไม่ถ้วนกำลังฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่ ทว่าจู่ๆ ก็ถูกทำให้ตื่นตกใจด้วยกลิ่นอายและเสียงคำรามอันดุดันนี้
ใครกันที่ช่างกล้าหาญถึงเพียงนี้
บ้าไปแล้วหรือ ถึงกับกล้าเรียกชื่อเต็มของผู้อาวุโสซุนและท่านเจ้าสำนักจาง แถมยังตะโกนให้ไสหัวออกมาอีก
ทว่าเมื่อทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมอง ผู้คนทั้งลานต่างก็ต้องตกตะลึงงัน
พลันเห็นเด็กหนุ่มที่ขี่สายฟ้าอยู่บนท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆ ในมือลากผ้าไหมหลายเส้น ปลายสายกลับมัดศพไว้หนาแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง เลือดไหลอาบ ส่วนใหญ่ยิ่งไม่มีศีรษะ เนื้อหนังแหลกเหลว
นี่ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์บนลานฝึกยุทธ์ต่างก็เบิกตากว้างทำอะไรไม่ถูก บางคนที่ไม่เคยผ่านการเข่นฆ่ามาก่อนถึงกับอาเจียนออกมาตรงนั้น
ศิษย์หญิงบางคนก็ตกใจจนกรีดร้องออกมา
มีเพียงผู้ที่กล้าหาญไม่กี่คนที่จ้องมองศพเหล่านั้นเขม็ง จู่ๆ ก็ร้องอุทานออกมา
"พวกเจ้าดูเสื้อผ้าบนศพพวกนั้นสิ ล้วนเป็นคนของสำนักวิญญาณหยินทั้งนั้น"
"เอ๊ะ เหมือนจะจริงด้วย เป็นของสำนักวิญญาณหยินทั้งหมด"
"เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าดูชายชราชุดดำคนนั้นสิ นี่ เป็นไปได้อย่างไร"
"ถึงกับเป็นเจ้าสำนักวิญญาณหยิน"
ทันใดนั้น ทั่วทั้งลานฝึกยุทธ์ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา
เจ้าสำนักวิญญาณหยินถึงกับถูกฆ่าตายแล้ว แถมศิษย์ตั้งมากมายขนาดนี้ก็ถูกจับมัดรวมกันไว้บนผ้าไหม หรือว่าจะเป็นการล้างโคตร
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย โอ้อวดสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดยี่สิบแต้ม"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย โอ้อวดสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดยี่สิบแต้ม"
"ติง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ สวีเชวี่ย แสร้งทำเป็นเก่งกาจแบบไร้ร่องรอยสำเร็จ ได้รับค่าโอ้อวดห้าสิบแต้ม"
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของสวีเชวี่ยอย่างต่อเนื่อง ส่วนสายตาก็กวาดมองไปยังทิศทางของสำนักชั้นในของสำนักยุทธ์สวรรค์
ฟิ้ว
ลำแสงหลายสายพาดผ่านท้องฟ้าเหนือสำนักชั้นใน
เป็นศิษย์ชั้นยอดของสำนักชั้นในหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะมา เมื่อเห็นสวีเชวี่ยแล้วต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ถังเสวี่ยหรูก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเห็นสวีเชวี่ยและศพจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาลากมาด้วย นางก็เบิกตากว้างทันที อ้าปากค้างเล็กน้อย พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
เป็น เป็นไปได้อย่างไร
เขาถึงกับ ฆ่าแม้กระทั่งเจ้าสำนักวิญญาณหยินเชียวหรือ
สวีเชวี่ยร่อนลงสู่พื้นดินด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ยืนอยู่บนหลังคากระเบื้องสีแดง สะบัดแขนโยนศพนับร้อยร่างเหล่านั้นเข้าไปในลานฝึกยุทธ์
แปะ
ทันใดนั้น เลือดก็สาดกระเซ็นเต็มพื้น
ศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นฉากที่นองเลือดถึงเพียงนี้มาก่อน ใบหน้าจึงซีดเผือดลงทันที ถอยกรูดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
สวีเชวี่ยกวาดสายตาเย็นชาไปรอบด้าน ตะโกนเสียงต่ำ
"ข้าจะพูดอีกครั้ง ซุนเจวี๋ยหลี จางตานซาน ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ"
"บังอาจ นามอันยิ่งใหญ่ของผู้อาวุโสและท่านเจ้าสำนักแห่งสำนักข้า เป็นสิ่งที่เจ้าจะเรียกขานส่งเดชได้หรือ"
ตอนนั้นเอง ศิษย์ชั้นยอดระดับแก่นทองคำหลายคนที่พุ่งออกมาจากสำนักชั้นในก็ตวาดเสียงแข็ง
ถังเสวี่ยหรูก็ได้สติกลับมา รีบวิ่งเข้าไปหา
"เจ้าทำอะไร หลังจากข้ากลับมาเมื่อคืน ก็ได้รายงานเรื่องนี้ขึ้นไปแล้ว วันนี้ท่านเจ้าสำนักจะจัดการ เจ้า"
พูดถึงตรงนี้ ถังเสวี่ยหรูถึงนึกขึ้นได้ว่าคำพูดของนางดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย จึงพูดต่อว่า
"ในเมื่อตอนนี้เจ้าได้สังหารเจ้าสำนักวิญญาณหยินไปแล้ว เหตุใดจึงยังมาระรานถึงสำนักยุทธ์สวรรค์อีกล่ะ เมื่อคืนพวกเราเพียงแค่ผ่านมาจริงๆ เห็นสำนักวิญญาณหยินกำลังก่อเหตุร้ายจึงยื่นมือเข้าช่วย ไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนั้นอย่างแน่นอน"
สวีเชวี่ยปรายตาเย็นชามองนางปราดหนึ่ง คร้านจะอธิบาย ยืนนิ่งอยู่บนหลังคากระเบื้องสีแดงนั้น
รออยู่หลายอึดใจ บริเวณสำนักชั้นในก็ยังคงเงียบสงัด
รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของสวีเชวี่ย
"ดี ในเมื่อไม่ยอมออกมา ถ้าอย่างนั้น ก็ให้ศิษย์ในสำนักของพวกเจ้าชดใช้ความผิดแทนพวกเจ้าก็แล้วกัน"
สิ้นเสียง เขาก็เหยียบสายฟ้าโดยตรง ใช้วิชามังกรทะยานเก้าแปรเปลี่ยน พุ่งเข้าสังหารศิษย์ชั้นยอดระดับแก่นทองคำหลายคนที่เพิ่งตวาดเขาเมื่อครู่อย่างฉับพลัน
และก่อนที่สวีเชวี่ยจะมาเยือน อันที่จริงพวกจางตานซานก็ทราบเรื่องนี้แล้ว
หลายคนมารวมตัวกันอยู่ในห้องโถงปรึกษาหารือของสำนักชั้นใน จางตานซานกับซุนเจวี๋ยหลีรวมถึงผู้อาวุโสคนอื่นๆ ล้วนตนนั่งอยู่ข้างใน บรรยากาศกดดันอย่างมาก
จางตานซานขมวดคิ้วแน่น มองดูยายเฒ่าอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนหายใจ
"ผู้อาวุโสซุน ท่าน ท่านทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนข้าเพิ่งจะรับปากเขาไป ว่าจะปกป้องหมู่บ้านผานซานให้ปลอดภัย แต่ท่านกลับ เฮ้อ"
ใบหน้าของยายเฒ่าเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม นางแค่นเสียงเย็น
"ก็แค่ชีวิตของมดปลวกปถุชนเพียงไม่กี่สิบคน ฆ่าแล้วจะทำไม หรือว่าไอ้เด็กเดรัจฉานนั่นจะยังกล้ามาหาข้าเพื่อแก้แค้นเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าติดตามท่านเจ้าสำนักมาหลายสิบปี สร้างผลงานให้สำนักยุทธ์สวรรค์นับไม่ถ้วน มดปลวกเหล่านั้นจะนำมาเทียบกับข้าได้อย่างไร"
"เฮ้อ ผู้อาวุโสซุน ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่ท่านไม่รู้อะไร หมู่บ้านผานซานนั้นคงมีตำแหน่งที่สำคัญมากในสายตาของสวีเชวี่ยผู้นั้น หากเขารู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ แล้วบุกมาถึงสำนักยุทธ์สวรรค์ ท่านจะให้ข้าอธิบายกับเขาอย่างไร"
จางตานซานส่ายหน้า
ยายเฒ่ากลับหัวเราะเยาะ
"บางทีอาจจะไม่ต้องอธิบายก็ได้ เมื่อคืนเสวี่ยหรูลูกศิษย์ของข้าบังเอิญผ่านมาที่หมู่บ้านผานซาน เห็นเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี นางบอกว่าสวีเชวี่ยผู้นั้นบุกเดี่ยวไปที่สำนักวิญญาณหยิน จะมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่นั้นยังไม่แน่เลย หากเขาตายที่สำนักวิญญาณหยิน แผนการนี้ของข้าก็ถือว่าได้ล้างแค้นแทนสำนักอื่นไปในตัว ถึงตอนนั้นต่อให้ต้วนจิ่วเต๋อตามมา ก็คงไปคิดบัญชีกับสำนักวิญญาณหยินเท่านั้น"
จางตานซานโบกมือ
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ ด้วยฐานะของเขา ข้าว่าสำนักวิญญาณหยินคงไม่กล้าฆ่าเขาง่ายๆ หรอก เอาอย่างนี้ ส่งคนไปขอตัวเขาที่สำนักวิญญาณหยิน อีกไม่กี่วัน ข้าจะลงมือด้วยตัวเอง สังหารเจ้าสำนักวิญญาณหยินเสีย ก็ถือเป็นการให้คำอธิบายกับเขาแล้ว"
"อะไรนะ ท่านเจ้าสำนักจะลงมือเองเชียวหรือ ก็แค่ศิษย์ของยอดฝีมือคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดต้องให้ความสำคัญถึงเพียงนี้"
ไม่เพียงแต่ยายเฒ่าที่ตกใจ ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในที่นั้นก็ต่างประหลาดใจเช่นกัน
บนใบหน้าของจางตานซานกลับปรากฏรอยยิ้มขื่นขมที่หาได้ยากยิ่ง เขาส่ายหน้า
"พวกท่านไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของต้วนจิ่วเต๋อผู้นั้น หากเคยพบเขา บางทีพวกท่านคงจะไม่มีท่าทีเช่นนี้เป็นแน่"
และในตอนที่เขาเพิ่งจะพูดจบ ภายนอกสำนักก็มีเสียงคำรามดังขึ้นกะทันหัน ซึ่งเป็นเสียงตะโกนของสวีเชวี่ยนั่นเอง
"ซุนเจวี๋ยหลี จางตานซาน ไสหัวออกมาให้ข้า"
ทันใดนั้น สีหน้าของทุกคนในห้องโถงปรึกษาหารือก็เปลี่ยนไปทันที
"แย่แล้ว เขาบุกมาถึงหน้าประตูแล้ว ดูจากท่าทางแบบนี้ คงจะรู้ความจริงแล้วเป็นแน่"
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม
จางตานซานก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ยายเฒ่ากลับมีใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นางตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ตวาดเสียงแข็ง
"มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถึงกับกล้าเรียกชื่อข้ากับท่านเจ้าสำนักส่งเดช แถมยังมีเจ้าสำนักวิญญาณหยินนั่นอีก ร่อนหาที่ตายชัดๆ ไม่เพียงแต่ปล่อยไอ้เด็กเดรัจฉานนี่ไป แต่ยังบอกความจริงแก่มันอีก"
ตอนนั้นเอง ภายนอกก็มีเสียงตะโกนของสวีเชวี่ยดังมาอีกครั้ง
"ข้าจะพูดอีกครั้ง ซุนเจวี๋ยหลี จางตานซาน ไสหัวออกมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะเหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ของเจ้าให้ราบ"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ต่อให้จางตานซานจะอารมณ์ดีแค่ไหน ก็ยังรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
เหยียบย่ำสำนักยุทธ์สวรรค์ให้ราบ เด็กคนนี้ยังเห็นข้าอยู่ในสายตาอีกหรือไม่
ยายเฒ่ารวมถึงผู้อาวุโสคนอื่นๆ ยิ่งเดือดดาล
ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักยุทธ์สวรรค์มาหลายร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดจาโอหังถึงเพียงนี้
"เด็กคนนี้ช่างอวดดีเกินไปแล้ว โอหังจนถึงที่สุด ท่านเจ้าสำนัก ยังไม่ต้องไปสนใจเขา ศิษย์ชั้นยอดของสำนักชั้นในจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร ก่อนหน้านี้เขาอาศัยค่ายกลในหมู่บ้านผานซานถึงได้สังหารผู้อาวุโสสำนักอื่นได้ ตอนนี้เขาวิ่งมาอาละวาดที่สำนักยุทธ์สวรรค์ คิดว่าไม่มีใครกล้าจัดการเขาจริงๆ อย่างนั้นหรือ"
ยายเฒ่าพูดเสียงเย็น
จางตานซานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าลงเล็กน้อยเช่นกัน
"สมควรให้เขาได้รับบทเรียนเสียบ้างจริงๆ"
ผลก็คือ สวีเชวี่ยก็ได้เปิดฉากสังหารหมู่อยู่ด้านนอกแล้ว
ด้วยฐานฝึกฝนระดับประสานแก่นแท้ขั้นที่เจ็ดของเขาในตอนนี้ บวกกับวิชาตัวเบาสามพันอสนีบาตเคลื่อนคล้อยอันร้ายกาจ และการเปิดสถานะมังกรทะยานเก้าแปรเปลี่ยน ศิษย์ชั้นยอดระดับแก่นทองคำเพียงไม่กี่คนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย
เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่า สวีเชวี่ยก็จัดการได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ยิ่งลงมืออย่างเฉียบขาด ไม่เหลือเยื่อใยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ศิษย์ชั้นยอดเหล่านั้นถูกหมัดของสวีเชวี่ยทะลวงร่างคาที่ แม้แต่แก่นทองคำในร่างก็ยังถูกควักออกไป ตายอย่างอนาถทันที
ศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์ที่มุงดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงกันไปหมด
บางคนยังไม่ทันได้สติเลยว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
ดูเหมือนว่าสวีเชวี่ยผู้นั้น จะใช้เพียงหมัดเดียวก็สังหารศิษย์ชั้นยอดได้ในพริบตาเชียวหรือ
แต่ เป็นไปได้อย่างไร
เขาก็แค่ระดับประสานแก่นแท้ แถมยังควบคุมกระบี่บินไม่เป็น อาศัยเพียงหมัดเนื้อคู่เดียว ถึงกับสามารถสังหารศิษย์พี่ชั้นยอดที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้ในพริบตาเลยเชียวหรือ
นี่กำลังฝันไปใช่หรือไม่
"ผ้าไหมดูจะไม่ค่อยพอใช้เสียแล้วนะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ใช้พวกเจ้า มาเรียงเป็นเจดีย์กระดูก เพื่อเซ่นไหว้เสี่ยวโหรวของข้า แล้วก็ชาวบ้านที่ตายไปเหล่านั้นดีกว่า"
ตอนนั้นเอง สวีเชวี่ยก็หัวเราะเยาะ โยนศพของศิษย์ชั้นยอดสำนักยุทธ์สวรรค์สองสามคนมากองรวมกัน ซ้อนทับกันไว้
ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยเจตนาสังหาร กวาดมองไปยังศิษย์สำนักยุทธ์สวรรค์คนอื่นๆ ที่กำลังยืนตะลึงงันเป็นไก่ตาแตก
คนกลุ่มหนึ่งถูกสายตานี้ทำให้ตกใจจนสะดุ้ง อดไม่ได้ที่จะหนาวสั่น ได้สติกลับมาทันที ใบหน้าซีดเผือดไปหมด
ถึงเวลานี้ ในที่สุดพวกเขาก็รู้ตัวแล้วว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว ถึงกับมีคนมาฆ่าคนในสำนักยุทธ์สวรรค์ แถมคนที่ฆ่าก็ยังเป็นศิษย์ชั้นยอดอีกด้วย
"เร็ว รีบหนี"
"ไปแจ้งผู้อาวุโสกับท่านเจ้าสำนัก เร็วเข้า"
ทันใดนั้น ผู้คนกลุ่มใหญ่ก็แตกฮือ วิ่งหนีไปทางห้องโถงปรึกษาหารือของสำนักชั้นใน