- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 432 ไถ่บาป
บทที่ 432 ไถ่บาป
บทที่ 432 ไถ่บาป
ยิ่งได้รู้เรื่องราวของพวกแมงป่องดำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมพวกมันถึงได้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในวงการผู้ใช้อาคมขนาดนี้ และทำไมถึงเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของทุกคน
การกระทำของพวกมันเรียกได้ว่าทำให้วงการผู้ใช้อาคมต้องแปดเปื้อน เป็นเนื้อร้ายของวงการผู้ใช้อาคมชัด ๆ
“ที่ข้าลงมือ ก็เนื่องจากเดาว่าเรื่องทั้งหมดนี้น่าจะเป็นแผนการของพวกแมงป่องดำ ไม่อยากเห็นนางถูกพวกแมงป่องดำหลอกใช้โดยไม่รู้ตัว” เสิ่นหนิงซวงบอกเหตุผลที่ครั้งนี้เธอยอมลงมือเอง
เธอมองไป๋จื่อด้วยแววตาซับซ้อน แล้วถอนหายใจเบา ๆ “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเป็นเหมือนข้าในอดีต ที่ไม่เพียงถูกพวกแมงป่องดำทำร้าย แต่ยังเกือบจะกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายคนในมือพวกมัน”
ผมตกใจเงียบ ๆ ดูท่าเสิ่นหนิงซวงกับพวกแมงป่องดำคงจะมีอดีตที่ไม่น่าจดจำร่วมกันอยู่เหมือนกัน
ไป๋จื่อร้องไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าว ทำให้คนอดรู้สึกสงสารไม่ได้
หลายปีมานี้ เธอนึกว่าตัวเองกำลังแก้แค้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกพวกแมงป่องดำหลอกใช้และปั่นหัวเล่นเท่านั้น
“ฉันต้องทำยังไงถึงจะลบล้างบาปกรรมที่ก่อไว้ได้?” ไป๋จื่อร้องไห้พลางมองไปที่เสิ่นหนิงซวง เพื่อขอความช่วยเหลือและคำตอบ
เสิ่นหนิงซวงบอกเธอว่า ในเมื่อตระหนักถึงบาปกรรมของตัวเองแล้ว ก็จงเลือกที่จะไถ่บาปให้ดีเถอะ
เพราะตลอดหลายสิบปีมานี้ มีผู้บริสุทธิ์ต้องมาจบชีวิตลงที่หมู่บ้านผิงซานไม่น้อยเลย ไม่ได้มีแค่วิญญาณชาวบ้านหมู่บ้านผิงซานเท่านั้น
คนพวกนั้นส่วนใหญ่พอมาถึงหมู่บ้านผิงซาน วิญญาณก็ถูกดึงเข้าไปในโลกจอมปลอม และหลังจากต้องเผชิญเรื่องราวซ้ำ ๆ วันแล้ววันเล่า สุดท้ายวิญญาณก็ทนรับไม่ไหวจนแตกสลายไป
ครั้งนี้ถ้าพวกเราไม่เจอตัวนักศึกษาหกคนจากโรงเรียนเราได้ทันเวลา จุดจบของพวกเขาก็คงหนีไม่พ้นวิญญาณแตกสลาย ไม่เหลือโอกาสแม้แต่จะได้ไปเกิดใหม่
“ไถ่บาป?” ไป๋จื่อเช็ดน้ำตาบนใบหน้า พึมพำออกมา
ตอนนั้นเอง ปรมาจารย์จิ้งหยวนก็เอ่ยปากขึ้น “สีกา ไปชดใช้กรรมในที่ที่ควรไปเถอะ บางทีในอนาคตอาจจะยังมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่”
ปู่ก็พยักหน้า “ใช่ ให้พวกเราช่วยส่งวิญญาณเธอ ช่วยเธอให้หลุดพ้นไปจากที่อัปมงคลแห่งนี้เถอะ”
ดังนั้นพวกปู่จึงให้ไป๋จื่อปล่อยวิญญาณชาวบ้านหมู่บ้านผิงซานที่ถูกขังอยู่ในโลกจอมปลอมออกมา โดยให้ปรมาจารย์จิ้งหยวนและฮุ่ยเจวี๋ยรับหน้าที่ทำพิธีส่งวิญญาณพวกเขาไปเกิดใหม่
ส่วนท่านกับสวีจือต้งจะรับหน้าที่ส่งวิญญาณไป๋จื่อ ส่งเธอไปชดใช้กรรมในยมโลก
วิญญาณชาวบ้านหมู่บ้านผิงซานมีจำนวนมาก ส่วนไป๋จื่อก็เป็นวิญญาณที่มีฤทธิ์เดชแก่กล้าจนเกือบจะถึงระดับราชาผี ดังนั้นพวกเราจึงต้องแบ่งงานกันทำ แยกกันทำพิธีส่งวิญญาณ
“ตกลงค่ะ รบกวนพวกคุณด้วยนะคะ” พูดจบ ไป๋จื่อก็ปล่อยวิญญาณชาวบ้านหมู่บ้านผิงซานเหล่านั้นออกมา
ทันใดนั้น หมู่บ้านผิงซานที่รกร้างผุพังก็เต็มไปด้วยวิญญาณ ดูแล้วน่าขนลุกไม่น้อย
พวกเขาร้องไห้อย่างเศร้าโศก ดูเหมือนว่าจะรู้ความจริงแล้วเช่นกัน ต่างพากันขอโทษไป๋จื่อ ขอให้เธอยกโทษให้
ไป๋จื่อหลับตาลงฝืนทำใจแข็ง บอกว่าทุกคนล้วนเป็นเหยื่อ ไม่จำเป็นต้องขอโทษเธอ เอาเป็นว่าทุกคนแยกย้ายกันตรงนี้ บุญคุณความแค้นทั้งหมดให้จบสิ้นกันไป
พูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“วิญญาณชาวบ้านหมู่บ้านผิงซานทั้งหลาย โปรดตามอาตมามา อาตมากับศิษย์จะทำพิธีส่งพวกโยมไปสู่สุคติเอง” ปรมาจารย์จิ้งหยวนพนมมือ เอ่ยกับวิญญาณชาวบ้านรอบ ๆ
จากนั้น ท่านกับฮุ่ยเจวี๋ยก็พาวิญญาณจำนวนมากออกไปจากตรงนี้ เพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสมในการทำพิธีส่งวิญญาณชาวบ้าน
“หลี่หลงหยวน แล้วพวกเราล่ะ พวกเรายังไม่อยากตายนะ?” วิญญาณนักศึกษาทั้งหกคนจากโรงเรียนเราก็ปรากฏตัวขึ้น ร้องห่มร้องไห้ถามผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หลิวเฉิงถอนหายใจ บอกทั้งหกคนว่าพวกเขาไม่ตายหรอก รอจัดการเรื่องที่นี่เสร็จ พวกเราจะพาพวกเขากลับไป แล้วส่งวิญญาณทั้งหกกลับเข้าร่าง
“หวังว่าพวกนายหกคนจะจำบทเรียนครั้งนี้ไว้ ทีหลังอย่าได้หาเรื่องรนหาที่ตายแบบนี้อีก” หยางจิ้งเดินเข้ามา พูดเสียงเย็น
ทั้งหกคนพากันพยักหน้ารัว ๆ ต่อให้เอาความกล้ามาให้พวกเขาสิบกอง พวกเขาก็ไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้อีกแล้ว
พอเห็นว่าพวกเขาสํานึกผิดแล้ว หยางจิ้งก็ไม่พูดอะไรมากความอีก เธอหยิบขวดกระเบื้องสีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือออกมาขวดหนึ่ง
ขวดกระเบื้องแผ่กลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาออกมา มันคืออาวุธวิเศษชิ้นหนึ่ง
“พวกนายหกคนเข้าไปรอในขวดวิเศษนี้ก่อน กันไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดอะไรขึ้นอีก แถมยังช่วยฟื้นฟูวิญญาณของพวกนายได้ด้วย” หยางจิ้งบอกกับทั้งหกคน
ทั้งหกคนหันมามองผม ผมยิ้มนิด ๆ บอกให้ทำตามที่หยางจิ้งบอก “นั่นน่าจะเป็นอาวุธวิเศษสำหรับเลี้ยงวิญญาณของสำนักเทียนซือเขาหลงหู่ เข้าไปแล้วมีแต่ผลดีกับพวกนาย ไม่มีผลเสียหรอก”
ได้ยินดังนั้น ทั้งหกคนก็เดินไปที่ขวดวิเศษในมือหยางจิ้ง กลายสภาพเป็นดวงแสงสีขาวหกดวงลอยเข้าไปในขวด หยางจิ้งปิดปากขวดแล้วเก็บขวดวิเศษลงไป
ระหว่างที่พวกเราคุยกัน ปู่กับสวีจือต้งก็ไปที่ต้นไม้โบราณที่ถูกทำลายเพื่อวางค่ายกลสำหรับทำพิธีส่งวิญญาณไป๋จื่อ ไป๋จื่อเองก็เดินตามทั้งสองคนไป
เวลานี้เสิ่นหนิงซวงก็ค่อย ๆ ร่อนลงมาจากหลังคาบ้านที่ผุพัง ท่วงท่าช่างงดงาม
“สวัสดีครับพี่สาวเทพธิดา!” หลิวเฉิงเอ่ยทักทายเธออย่างประจบประแจง
เสิ่นหนิงซวงเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันมาพูดกับผม “ที่เหลือฝากพวกเจ้าจัดการด้วย ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว”
พูดจบ เธอก็กลายเป็นลำแสงสีขาวพุ่งเข้าไปในจี้หยกที่หน้าอกผม
พอเธอกลับเข้าไปในจี้หยก หยางจิ้งก็จ้องมองผมไม่วางตา ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด
ผมรู้ว่าเธอสงสัยเรื่องความเป็นมาของเสิ่นหนิงซวง น่าเสียดายที่ผมเองก็ไม่ได้รู้ไปมากกว่าเธอสักเท่าไหร่
“ผมรู้ว่าคุณอยากจะถามอะไร แต่ผมก็รู้แค่ว่ายังไงเธอก็ไม่ใช่วิญญาณธรรมดาแน่ ๆ”
หยางจิ้งค้อนใส่ผมวงใหญ่ “พูดมาได้ ก็แหงสิ!”
จากนั้นเธอก็หันหลังเดินหนีไป ผมได้แต่ถอนหายใจด้วยความจนใจ ทำไมผู้หญิงพวกนี้ถึงได้เข้าถึงยากกันทุกคนเลยนะ
เฮ้อ สู้จ้าวอี้เฟยของผมก็ไม่ได้ สวย ใจดี แถมยังขี้อ้อนเอาใจเก่งอีกต่างหาก
ไม่ได้เจอเธอมาสักพักแล้ว คิดถึงชะมัด กลับไปคราวนี้ต้องหาเวลาไปหาเธอที่เยี่ยนจิงให้ได้
“หลงหยวน คิดอะไรอยู่ ยืนยิ้มคนเดียวเหมือนคนบ้าเลย?” หลิวเฉิงถามผมด้วยความสงสัย
ผมได้สติ กระแอมทีหนึ่งแล้วบอกว่าไม่มีอะไร
หลิวเฉิงก็ไม่ได้เซ้าซี้ เอาแต่พร่ำเพ้อถึงความงามของเสิ่นหนิงซวง บอกว่าเธอสวยเหมือนนางฟ้า แค่นิสัยเย็นชาไปหน่อย แต่แบบนี้แหละยิ่งมีเสน่ห์
“บอกให้มันหุบปาก ไม่เช่นนั้นข้าไม่รับรองว่าจะทำให้มันพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิตหรือเปล่า” ตอนนั้นเอง เสียงเย็นชาของเสิ่นหนิงซวงก็ดังขึ้นในหัวผม
ผมอดตัวสั่นไม่ได้ รู้ดีว่าเธอไม่ได้แค่ขู่แน่ เลยรีบบอกให้หลิวเฉิงหุบปากทันที
พอผมกับหลิวเฉิงไปถึงที่ต้นไม้โบราณ หยางจิ้งก็อยู่ที่นั่นแล้ว ปู่กับสวีจือต้งก็วางค่ายกลเกือบเสร็จพอดี
“หลงหยวน นี่มันค่ายกลอะไรน่ะ?” หลิวเฉิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผมพิจารณาดูอย่างละเอียด แล้วบอกเขาว่านี่น่าจะเป็นค่ายกลห้าธาตุส่งวิญญาณ
“แม่หนู เข้าไปในค่ายกลเถอะ ไปนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางค่ายกลนะ” ปู่บอกให้ไป๋จื่อที่รออยู่ด้านข้างเข้าไปในค่ายกล
ไป๋จื่อพยักหน้า เดินเข้าไปในค่ายกล แล้วนั่งขัดสมาธิลงตรงกลาง
จากนั้นปู่ก็หันมามองผมกับหยางจิ้ง เรียกให้ผมกับหยางจิ้งเข้าไปช่วยท่านกับสวีจือต้ง
พวกเราสี่คนแยกย้ายกันไปนั่งขัดสมาธิประจำทิศทั้งสี่ของค่ายกล ได้แก่ หลี มู่ ขั่น และจิน จากนั้นก็ทำมือประสานมุทราและร่ายคาถาพร้อมกัน เปิดใช้งานค่ายกลห้าธาตุส่งวิญญาณ
ยิ่งวิญญาณมีฤทธิ์เดชมากเท่าไหร่ การทำพิธีส่งวิญญาณก็ยิ่งยากลำบากและกินเวลามากเท่านั้น ผ่านไปถึงสองชั่วโมงเต็ม ๆ ไป๋จื่อที่อยู่ในค่ายกลถึงได้เริ่มมีสัญญาณว่าจะไปสู่ยมโลก
ร่างกายของเธอมีละอองแสงสีขาวลอยออกมา ร่างของเธอก็ค่อย ๆ จางลงช้า ๆ
“ขอบคุณพวกคุณมากที่ช่วยเหลือ ฝากขอบคุณคุณเสิ่นแทนฉันด้วยนะคะ” พูดจบ ร่างของไป๋จื่อก็สลายไปอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นละอองแสงนับไม่ถ้วนและหายวับไป
การสลายไปไม่ได้หมายความว่าวิญญาณแตกดับ แต่หมายถึงเธอได้ไปในที่ที่ควรไปแล้ว เชื่อว่าพอไปถึงที่นั่น เธอคงจะชดใช้กรรมอย่างสงบ เพื่อรอโอกาสที่จะได้ไปเกิดใหม่
หลังจากส่งวิญญาณไป๋จื่อไปแล้ว พวกเราสี่คนก็คลายค่ายกลห้าธาตุส่งวิญญาณ แล้วลุกขึ้นยืน
สวีจือต้งบิดขี้เกียจ ปลดน้ำเต้าเหล้าที่เอวขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
“ไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้มานาน สังขารชักจะรับไม่ไหว สงสัยข้าจะแก่แล้วจริง ๆ” สวีจือต้งวางน้ำเต้าเหล้าลง พลางบ่นอุบ
ปู่หัวเราะเบา ๆ แล้วหันมามองพวกเราสามคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ “พวกเราแก่แล้วจริง ๆ นั่นแหละ ต่อจากนี้ไปมันเป็นยุคของเด็กรุ่นหลังอย่างพวกเขาแล้ว”