- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 430 สูญสิ้นความเป็นคน
บทที่ 430 สูญสิ้นความเป็นคน
บทที่ 430 สูญสิ้นความเป็นคน
หลายสิบปีก่อน ตอนนั้นนักวิชาการกำลังนิยมลงพื้นที่ไปตามชนบทเพื่อเก็บข้อมูลและศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน ในฐานะที่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่กลางหุบเขาลึกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แน่นอนว่าหมู่บ้านผิงซานก็มีนักวิชาการแวะเวียนมาเก็บข้อมูลอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
เพียงแต่คนในหมู่บ้านผิงซานล้วนปิดปากเงียบ จะไม่มีทางเอ่ยถึงเรื่องเทพธิดา เทพบุตร หรือเรื่องพิธีบวงสรวงสังเวยให้คนนอกฟังเด็ดขาด ดังนั้นโลกภายนอกจึงไม่เคยรู้เลยว่าหมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาลึกแห่งนี้ ยังคงสืบทอดประเพณีที่ทั้งน่ากลัวและโง่เขลาเอาไว้
วันหนึ่ง ขณะที่ไป๋จื่อกำลังซักล้างเสื้อผ้าอยู่ริมลำธาร จู่ ๆ เธอก็สังเกตเห็นชายหนุ่มแปลกหน้านั่งอยู่ไม่ไกล เขากำลังจ้องมองมาที่เธอ สลับกับวาดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษวาดเขียน
พอเห็นว่าไป๋จื่อรู้ตัว ชายหนุ่มก็ทำหน้าเก้อเขิน บอกว่าตัวเองเป็นนักวิชาการที่มาเก็บข้อมูลในหมู่บ้านผิงซาน “ผมบังเอิญผ่านมาทางนี้ เห็นคุณกำลังซักผ้าอยู่พอดี ผมยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคุณมาก่อนเลย ก็เลยอดไม่ได้ที่จะวาดรูปคุณเก็บไว้ หวังว่าคุณคงไม่ถือสานะครับ”
พอได้ยินว่าเป็นนักวิชาการ ไป๋จื่อก็เกิดความสนใจในตัวชายหนุ่มขึ้นมา เธอวางเสื้อผ้าในมือลง เดินเข้าไปหาเขา แล้วจ้องมองกระดาษวาดเขียนในมือของอีกฝ่าย
“โห คุณวาดสวยจัง” พอเห็นรูปวาดตัวเองที่เหมือนจริงราวกับมีชีวิตบนกระดาษ ไป๋จื่อก็อดชมไม่ได้
ชายหนุ่มบอกว่ายังขาดอีกนิดหน่อยก็จะเสร็จแล้ว ถ้าเป็นไปได้อยากให้ไป๋จื่อกลับไปอยู่ตรงที่เดิม เพื่อให้เขาวาดรูปนี้ให้เสร็จสมบูรณ์
ดวงตาสวยคู่โตของไป๋จื่อเปล่งประกาย เธอจ้องมองชายหนุ่ม จนชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน
จากนั้นไป๋จื่อหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วบอกว่าตกลง แต่จะให้เขาวาดฟรี ๆ ไม่ได้ ไว้มีเวลาว่างเธออยากให้เขาช่วยเล่าเรื่องสนุก ๆ ของโลกภายนอกให้ฟังบ้าง
มองดูรอยยิ้มงดงามที่ผลิบานบนใบหน้าของไป๋จื่อ ชายหนุ่มถึงกับมองตาค้าง ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ตกลงตามนี้นะ!” จากนั้น ไป๋จื่อก็กลับไปที่เดิม แล้วนั่งซักผ้าต่อไป
พอยังวาดเสร็จ ไป๋จื่อก็บอกว่าพอใจกับผลงานของชายหนุ่มมาก
พอไป๋จื่อซักผ้าเสร็จ ชายหนุ่มยังอาสาช่วยถือผ้าที่ซักเสร็จแล้วไปส่งถึงบ้านด้วย
ระหว่างทาง ไป๋จื่อก็ได้รู้ชื่อของชายหนุ่ม เขาชื่อฟางเจี้ยนผิง เป็นนักวิชาการหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบกลับมาจากเมืองนอก และมีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิถีชีวิตและประเพณีของแต่ละท้องถิ่นโดยเฉพาะ
สำหรับนักวิชาการจากต่างถิ่นเหล่านี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านผิงซานยังคงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีและเป็นมิตรพอสมควร
ด้วยเหตุนี้ ตลอดครึ่งเดือนที่ฟางเจี้ยนผิงพักอยู่ในหมู่บ้านผิงซาน ไป๋จื่อจึงค่อนข้างสนิทสนมกับเขา เขาเล่าเรื่องราวสนุก ๆ และเกร็ดความรู้จากสถานที่ต่าง ๆ ให้ไป๋จื่อฟังมากมาย ทุกครั้งไป๋จื่อก็จะฟังอย่างเคลิบเคลิ้มและเกิดความใฝ่ฝันอยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง
ฟางเจี้ยนผิงแตกต่างจากพวกชายหนุ่มในหมู่บ้านที่หยาบกระด้าง ป่าเถื่อน และไร้การศึกษา
นานวันเข้า ไป๋จื่อก็เริ่มมีใจให้กับฟางเจี้ยนผิง ชายหนุ่มผู้รอบรู้และสุภาพอ่อนโยนคนนี้ ส่วนฟางเจี้ยนผิงเองก็ย่อมต้องชอบผู้หญิงที่ร่าเริงสดใส และสวยสง่าอย่างเธอเช่นกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มพัฒนาไปในทางชู้สาว
เหลยลี่ในฐานะเทพบุตรและว่าที่สามีในอนาคตของไป๋จื่อ เห็นเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในสายตา เขาจึงคอยหาเรื่องฟางเจี้ยนผิงอยู่ตลอด แต่เนื่องจากฟางเจี้ยนผิงเป็นนักวิชาการจากต่างถิ่น เขาจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงเกินไป ได้แต่เก็บความเจ็บแค้นใจเอาไว้
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจากไป ฟางเจี้ยนผิงได้มอบรูปวาดที่เขาวาดตอนมาถึงให้ไป๋จื่อ พร้อมกับบอกว่าอีกไม่นานเขาจะกลับมาเยี่ยมเธอที่หมู่บ้านผิงซานอีก
หลังจากฟางเจี้ยนผิงจากไป ทุกครั้งที่คิดถึงเขา ไป๋จื่อก็จะอดไม่ได้ที่จะหยิบรูปวาดใบนั้นขึ้นมาดู
ส่วนเหลยลี่ที่สัมผัสได้ถึงวิกฤติ ก็บุกมาที่บ้านหลายครั้งเพื่อขอให้ไป๋จื่อรีบแต่งงานกับเขาให้เร็วที่สุด แต่ก็ถูกไป๋จื่อหาข้ออ้างสารพัดมาปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง
ระยะเวลาห่างจากพิธีบวงสรวงสังเวยที่จัดขึ้นทุกสามสิบปีนั้นยังเหลืออีกเกือบสองปี ไป๋จื่อไม่ยอมตกลงแต่งงาน เหลยลี่ก็ทำอะไรไม่ได้
แต่เขาก็เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ขอแค่ถึงเวลา ต่อให้ไป๋จื่อจะไม่ยอมยังไง ก็ต้องแต่งงานกับเขาอยู่ดี ไป๋จื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด
สามเดือนต่อมา ฟางเจี้ยนผิงก็เดินทางมาที่หมู่บ้านผิงซานอีกครั้ง ครั้งนี้เขาพาผู้ช่วยนักศึกษามาด้วยอีกสามคน
เมื่อทั้งสองคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง ความคิดถึงที่มีต่อกันก็เอ่อล้นออกมาจนปิดไม่มิด ในหมู่บ้านเริ่มมีข่าวลือซุบซิบนินทาแพร่สะพัด
เพียงแต่ไป๋จื่อไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ซึ่งนั่นทำให้เหลยลี่ยิ่งโกรธจัด ถ้าไม่ใช่เพราะเหลยจินเต๋อคอยห้ามไว้ ป่านนี้เขาคงบุกไปเอาเรื่องฟางเจี้ยนผิงถึงตายแล้ว
วันหนึ่ง ไป๋จื่อพาฟางเจี้ยนผิงออกไปวาดรูปทิวทัศน์นอกหมู่บ้าน จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งสองถึงได้รีบเดินทางกลับ
ใครจะไปรู้ว่าพอฟ้ามืดลง ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทั้งสองคนเปียกปอนไปทั้งตัว ทำได้แค่เข้าไปหลบฝนชั่วคราวในกระท่อมกลางนาที่อยู่ใกล้ ๆ
ทั้งคู่อยู่ในกระท่อมรอแล้วรอเล่าฝนก็ไม่ยอมหยุดตกสักที เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ พวกเขาเลยหาทางก่อกองไฟขึ้นมา
ทั้งสองคนที่มีใจให้กันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอต้องมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองในกระท่อมยามค่ำคืน พวกเขาก็ห้ามใจไม่ไหวและจูบกันในที่สุด
ข้างนอกฝนตกหนัก ข้างในก็ร้อนรุ่มดั่งไฟสุม ทุกอย่างช่างดูสวยงามไปหมด
แต่สิ่งที่ทั้งสองคนไม่รู้ก็คือ ท่ามกลางคืนฝนพรำ มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องเขม็งไปที่กระท่อมหลังนั้นอยู่
ผ่านไปหนึ่งคืน ท้องฟ้ากลับมาสดใส ไป๋จื่อกลับมาที่หมู่บ้านด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข โดยไม่รู้เลยว่าฝันร้ายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กำลังจะมาเยือนเธอและฟางเจี้ยนผิง
ฟางเจี้ยนผิงที่กลับมาถึงหมู่บ้าน เพิ่งจะถึงที่พัก ภาพความทรงจำอันแสนหวานที่ได้อยู่กับไป๋จื่อเมื่อคืนก็ลอยเข้ามาในหัว เขาตื่นเต้นดีใจ ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วรีบมุ่งหน้าไปที่บ้านของไป๋จื่อ
ใครจะไปคิดว่า พอมาถึงบ้านของไป๋จื่อ เขากลับพบแม่ของไป๋จื่อนั่งร้องไห้อยู่หน้าประตูบ้าน ฟางเจี้ยนผิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม พอแม่ของไป๋จื่อเห็นเขาเข้าก็ด่าทอเขายกใหญ่ ตามด้วยพ่อของไป๋จื่อที่คว้าจอบขึ้นมาไล่ตะเพิดเขาไป
ฟางเจี้ยนผิงงุนงงไปหมด ไม่เข้าใจว่าพ่อแม่ของไป๋จื่อที่ปกติก็ทำตัวสุภาพกับเขา ทำไมจู่ ๆ ถึงทำรุนแรงกับเขาแบบนี้
สุดท้าย ภายใต้ความพยายามซักไซ้ไล่เลียงอย่างไม่ลดละของเขา เขาก็ได้รู้ความจริงในที่สุด
ไป๋จื่อแหกกฎของหมู่บ้าน จึงถูกเหลยจินเต๋อพาคนมาจับมัดตัวไปจากบ้านแล้ว และอีกสองวันเธอจะต้องถูกประหารชีวิต
เทพธิดาไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นที่ไม่ใช่เทพบุตร เทพเจ้าแห่งขุนเขาจะต้องกริ้วหนักแน่ มีเพียงการเอาชีวิตของไป๋จื่อไปสังเวยเท่านั้น ถึงจะช่วยดับความพิโรธของเทพเจ้าแห่งขุนเขา และปกป้องความสงบสุขของหมู่บ้านผิงซานเอาไว้ได้
เรื่องที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันในกระท่อมเมื่อคืน บังเอิญถูกเพื่อนสนิทของเหลยลี่ที่อยู่แถวนั้นมาเห็นเข้าพอดี พอเหลยลี่รู้เรื่องก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รีบสั่งให้เหลยจินเต๋อมาจับคนถึงที่บ้านตระกูลไป๋ทันที
ได้ยินดังนั้น ฟางเจี้ยนผิงก็ตกตะลึงสุดขีด นึกไม่ถึงเลยว่าในหมู่บ้านบนเขาแห่งนี้จะมีประเพณีที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้อยู่ด้วย
เขาสติแตก รีบพาผู้ช่วยนักศึกษาทั้งสามคนบุกไปที่บ้านตระกูลเหลย หมายจะช่วยไป๋จื่อออกมา
น่าเสียดายที่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ พวกเขาถูกชาวบ้านจับมัดมือมัดเท้าเอาไว้อย่างแน่นหนา
เหลยลี่บอกว่าพวกฟางเจี้ยนผิงล่วงรู้ความลับที่ห้ามแพร่งพรายของหมู่บ้านผิงซานแล้ว จะปล่อยพวกมันไปไม่ได้เด็ดขาด ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ฆ่าปิดปากพวกฟางเจี้ยนผิงทั้งสี่คนทิ้งซะเลยดีกว่า ทำเหมือนว่าพวกมันสี่คนไม่เคยมาเหยียบที่นี่ก็แล้วกัน
การตัดสินใจที่บ้าคลั่งขนาดนี้ ฟางเจี้ยนผิงนึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับการสนับสนุนจากพวกชาวบ้าน ชาวบ้านต่างพากันส่งเสียงตะโกนโห่ร้องให้ฆ่าพวกเขา
วินาทีนั้น ชาวบ้านที่เคยต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่นและเป็นมิตร ราวกับกลายร่างเป็นปีศาจร้ายที่ทำให้คนหวาดผวา
เหลยลี่ลงมือด้วยตัวเอง พรากชีวิตของฟางเจี้ยนผิงและนักศึกษาทั้งสามคนไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พอไป๋จื่อรู้เรื่องก็เสียใจเจียนตาย แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
คืนนั้น ชายฉกรรจ์ทุกคนในหมู่บ้าน นำโดยสองพ่อลูกตระกูลเหลย ต่างก็มาที่ศาลบรรพชน แล้วรุมข่มขืนย่ำยีเธออย่างป่าเถื่อน
ผู้คนเหล่านั้นที่เธอเห็นหน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ราวกับสูญเสียความเป็นคนไปจนหมดสิ้น ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนร้องขอหรือกรีดร้องยังไงก็ไม่มีประโยชน์ พวกเขาพากันหัวเราะร่า สนุกสนานเฮฮา มองเธอเป็นแค่เครื่องระบายตัณหาความใคร่
คืนนั้น สำหรับเธอแล้วมันคือนรกบนดินชัด ๆ
หลังจากนั้นเธอก็เหมือนคนไร้วิญญาณ เอาแต่เฝ้ารอให้ความตายมาเยือน
ทว่าหลังจากพวกผู้ชายในหมู่บ้านออกไปได้ไม่นาน จู่ ๆ คนสวมชุดคลุมสีดำคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
คนคนนั้นเพียงแค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาประโยคหนึ่ง “แค้นไหม อยากแก้แค้นหรือเปล่า?”