- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 428 พังทลาย
บทที่ 428 พังทลาย
บทที่ 428 พังทลาย
ผู้ใหญ่บ้านมองปู่อย่างตกตะลึงระคนแปลกใจ ถามด้วยความงุนงง “คุณ คุณจะให้ผมพูดอะไร?”
“ผีสาวชุดขาวนั่นตกลงเป็นใคร ทำไมถึงต้องมาแก้แค้นคนทั้งหมู่บ้านของพวกคุณด้วย?” ปู่ถามเข้าประเด็นโดยตรงอย่างสั้นกระชับ
เห็นเพียงสีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ บอกว่าตัวเองไม่รู้ เขาไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าผีสาวชุดขาวเป็นใคร
“แม่ร่วงเอ๊ย มาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ยอมพูดความจริงอีก รนหาที่ตายชัด ๆ” หลิวเฉิงทนไม่ไหว กัดฟันกรอด
ผมไม่เข้าใจ มาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมชาวบ้านในหมู่บ้านถึงยังอยากจะปิดบังอะไรอยู่อีก ตกลงมันเป็นเพราะอะไรกันแน่?
ตอนนั้นเอง เสียงแค่นจมูกอย่างเย็นชาก็ดังขึ้นเหนือบ้านผู้ใหญ่บ้าน ตามด้วยเรือนร่างสีขาวอรชรอ้อนแอ้นสายหนึ่งที่ค่อย ๆ ร่อนลงมาจากกลางอากาศ ราวกับนางฟ้าลงมาจุติบนโลกมนุษย์
“เหลยจินเต๋อ ไอ้พวกเดรัจฉาน ลืมฉันไปเร็วขนาดนี้เชียวรึ?” ผีสาวชุดขาวร่อนลงมากลางลานบ้าน น้ำเสียงเย็นเยียบ แฝงไปด้วยจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด
ผมตกใจมาก ผีสาวชุดขาวมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง แล้วเสิ่นหนิงซวงล่ะ?
หรือว่าเสิ่นหนิงซวงจะพ่ายแพ้ไปแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไง?
พอเห็นผีสาวชุดขาว เหลยจินเต๋อกับชาวบ้านที่นำทางพวกเรามาก็หวาดผวาสุดขีด จ้องมองผีสาวชุดขาวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ชาวบ้านคนนั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ล้มพับลงไปนั่งกับพื้น อ้าปากค้าง ราวกับได้เห็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าพวกสิ่งชั่วร้ายที่โจมตีหมู่บ้านเป็นพันเป็นหมื่นเท่า
จากนั้น เขาก็ตะเกียกตะกายวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
หลิวเฉิงตะโกนไล่หลัง บอกไม่ให้เขาวิ่งสุ่มสี่สุ่มห้า น่าเสียดายที่เขาวิ่งเตลิดไปไกลแล้ว
พวกเราก็เลิกสนใจเขา สรุปคือเรื่องเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องทำความเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราวให้กระจ่าง แล้วหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน
“ปะ... ไป๋จื่อ แก...” เหลยจินเต๋อปากคอสั่น จ้องมองไป๋จื่อพลางถอยหลังไปไม่หยุด
ปู่หันไปมองไป๋จื่อ ไม่ได้พูดอะไร
“พวกแกทำเรื่องบัดซบเลวทรามกับฉันขนาดนั้น คงไม่เคยคิดเลยสินะว่าฉันจะกลับมาแก้แค้น? วันนี้ฉันจะเอาชีวิตพวกแกทุกคน หมู่บ้านโสมมนี่ไม่สมควรมีอยู่อีกต่อไป!” น้ำเสียงของไป๋จื่อทั้งเย็นชาและโกรธแค้น
ปู่ทำหน้าถมึงทึง เอ่ยปากถามไป๋จื่อว่า พวกชาวบ้านตกลงทำอะไรกับเธอกันแน่? ถึงทำให้เธอยอมแม้กระทั่งฆ่าล้างหมู่บ้าน แถมยังสร้างโลกที่วนลูปซ้ำวันเดิมนี้ขึ้นมา เพื่อให้พวกชาวบ้านต้องเผชิญกับความสิ้นหวังในวันเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไป๋จื่อไม่ได้ตอบคำถามปู่ตรง ๆ เพียงแต่ถามเสียงเย็นว่าทำไมพวกเราถึงต้องมาแส่หาเรื่องที่นี่ด้วย
“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เสิ่นหนิงซวงล่ะ?” ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของเสิ่นหนิงซวง รีบถามขึ้น
ไป๋จื่อไม่ตอบคำถามผม เอาแต่หันหลังให้ผมตลอดเวลา
“ไม่ต้องห่วง เธอไม่ใช่ร่างจริง แต่เป็นเพียงร่างแยกที่ทิ้งไว้ในโลกใบนี้เท่านั้น” คาดว่าปู่คงเห็นผมร้อนรนเกินไป เลยเอ่ยอธิบายให้ฟัง
ร่างแยกงั้นเหรอ?
ผมพิจารณาไป๋จื่อที่หันหลังให้ผมกับหลิวเฉิงอีกครั้ง ก็พบว่ากลิ่นอายบนตัวเธออ่อนลงไปมากจริง ๆ ไม่ใช่ร่างจริงที่พวกเราเห็นในตอนแรก
พอเข้าใจแล้ว ผมถึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เธอมีความแค้นอะไรกับพวกเขากันแน่?” ปู่เอ่ยถามไป๋จื่ออีกครั้ง
ครั้งนี้ยังไม่ทันที่ไป๋จื่อจะได้ตอบ เหลยจินเต๋อที่ถอยร่นเข้าไปในบ้านก็ชิงพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัว “นังนี่มันปีศาจ มันคือมารร้าย รีบฆ่ามันซะสิ”
ได้ยินดังนั้น ไป๋จื่อก็แค่นเสียงเย็น “หึ ไอ้คนชั่วชิงป้ายสี ไปลงนรกซะเถอะ!”
เธอยกมือตวัดกรงเล็บใส่คอของเหลยจินเต๋อกลางอากาศ เหลยจินเต๋อก็ถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้ ขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้น
เหลยจินเต๋อดิ้นรนกระเสือกกระสน ใกล้จะขาดใจตายอยู่รอมร่อ ร่างกายก็พุ่งเข้ามาหาไป๋จื่ออย่างแรง
ตอนนั้นเอง ปู่ก็ลงมือ ท่านยกมือโบกทีเดียว เหลยจินเต๋อก็ร่วงลงพื้น เอามือกุมคอไอค่อกแค่กไม่หยุด
“แกดึงดันจะแส่ให้ได้ใช่ไหม?” ไป๋จื่อถลึงตาใส่ปู่ กัดฟันถาม
ปู่ตอบกลับช้า ๆ “ฉันมีความจำเป็นต้องแส่ เพราะฉะนั้นจงเล่าความจริงมาเถอะ”
“รนหาที่ตาย!” ไป๋จื่อตวาดลั่น เตรียมจะลงมือกับปู่
“ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ร่างแยก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอกนะ”
ไป๋จื่อระเบิดหัวเราะออกมาทันที บอกว่าที่นี่คือโลกที่เธอสร้างขึ้น เธอคือผู้ชี้เป็นชี้ตาย
จู่ ๆ ทุกสิ่งรอบด้านก็สั่นสะเทือน ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะบรรยายแผ่ซ่านเข้ามาหาพวกเรา
ยังไม่ทันที่พวกเราจะเข้าใจสถานการณ์ ไป๋จื่อก็ไปปรากฏตัวอยู่ข้างเหลยจินเต๋อในชั่วพริบตา ซัดฝ่ามือเข้าที่กระหม่อมของเขา
ปู่กระทืบเท้าอย่างแรง ค่ายกลแผนผังไท่จี๋ก็กางออกทันที ไป๋จื่อถูกผลักให้ถอยร่นกลับไป
“นี่เธอจะลำบากไปทำไม?” ปู่ถอนหายใจเบา ๆ
ไป๋จื่อที่ถูกกระแทกถอยกลับมา จ้องมองค่ายกลแผนผังไท่จี๋ที่เปล่งแสงสีทองเรืองรอง แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเกรี้ยวกราดอย่างน่าสะพรึงกลัว
ค่ายกลแผนผังไท่จี๋ที่ปู่วางไว้นอกจากจะมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งแล้ว ขอบเขตยังกว้างขวางมากอีกด้วย ครอบคลุมทั้งผมและหลิวเฉิงเอาไว้ข้างใน ซึ่งเทียบไม่ได้กับค่ายกลแผนผังไท่จี๋ที่ผมกางออกในตอนนี้เลยสักนิด
พอได้รับการปกป้องจากค่ายกลแผนผังไท่จี๋ ผมกับหลิวเฉิงถึงได้หลุดพ้นจากความรู้สึกแปลกประหลาดนั่น
“หาพวกเอ็งเจอสักที” ตอนนั้นเอง ก็มีคนพุ่งเข้ามาจากนอกลานบ้าน เป็นสวีจือต้งกับพวกปรมาจารย์จิ้งหยวนนั่นเอง
หลังจากสวีจือต้งเข้ามาในลานบ้าน เขาก็มองพวกเราที่อยู่ในค่ายกลแผนผังไท่จี๋สลับกับมองไป๋จื่อ
“เป็นไง ได้ความคืบหน้าเรื่องราวทั้งหมดแล้วหรือยัง?” เขาถามขึ้น
ปู่ส่ายหน้า สวีจือต้งก็อดด่าไม่ได้ “ไอ้พวกวิญญาณชาวบ้านนี่มันปากแข็งจริง ๆ ถามอะไรก็ไม่ยอมบอกพวกเราเลยสักอย่าง”
ดูท่าสวีจือต้งกับพวกก็จะเหมือนกับพวกเรา คือเค้นถามอะไรไม่ได้เลย
“หึ ๆ ที่พวกมันไม่อยากพูด ก็เพราะพวกมันรู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปมันน่าละอาย สวรรค์ไม่มีทางให้อภัย ถึงได้ไม่กล้าเปิดปากพูดน่ะสิ” ไป๋จื่อหัวเราะเยาะขึ้นมาทันที ตวัดสายตาเย็นชาไปมองเหลยจินเต๋อที่กำลังหวาดผวาอยู่ในค่ายกล “คิดไม่ถึงเลยว่าไอ้พวกเดรัจฉานอย่างพวกแก ก็รู้จักยางอายกับเขาด้วย!”
“สีกา ตกลงพวกเขาทำอะไรลงไปกันแน่?” ปรมาจารย์จิ้งหยวนพนมมือ เอ่ยปากถาม
ตอนนี้ใบหน้าของไป๋จื่ออาบไปด้วยน้ำตา นางเงยหน้าขึ้น หวนนึกถึงเรื่องราวบางอย่างด้วยความเจ็บปวด
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงได้พูดด้วยขอบตาแดงก่ำช้า ๆ ว่า “ฉันก็แค่ไม่อยากงมงายอีกต่อไป สิ่งที่ฉันต้องการก็แค่ความรักที่แท้จริง ไอ้พวกนั้น...”
เธอยังพูดไม่ทันจบ สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เริ่มบิดเบี้ยว ลอยฟุ้งขึ้นไปเหมือนกลุ่มควัน
ไป๋จื่อเองก็กลายเป็นควันสีเขียวค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนจะสลายไป สายตาที่ร่างแยกของไป๋จื่อมองมาที่พวกเรานั้นซับซ้อนมาก ยากที่จะอ่านออก
“เกิดอะไรขึ้น?” ฮุ่ยเจวี๋ยหันมองรอบ ๆ ด้วยความสงสัย
สวีจือต้งยกน้ำเต้าเหล้าขึ้นดื่มอึกหนึ่ง แล้วพูดช้า ๆ “โลกนี้กำลังจะพังทลาย คาดว่าผีสาวชุดขาวนั่นคงไปเจอเรื่องอะไรเข้าข้างนอก ถึงได้ไม่สามารถประคองโลกใบนี้ให้คงอยู่ต่อไปได้”
หรือว่าจะเป็นเสิ่นหนิงซวง?
ตอนนั้นเธอบอกว่าปล่อยไป๋จื่อให้เป็นหน้าที่เธอจัดการ ดูท่าไป๋จื่อคงจะถูกเธอจัดการจนอยู่หมัดแล้ว
ผมอดทึ่งในความเก่งกาจของเธอไม่ได้ ฝีมือของร่างจริงของไป๋จื่อเข้าใกล้ระดับราชาผี แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสิ่นหนิงซวงเลยสักนิด
“เยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็จะได้ออกไปจากโลกจอมปลอมสุดเฮี้ยนนี่สักที” พอได้ยินว่าจะได้ออกไปจากที่นี่ หลิวเฉิงก็ยิ้มหน้าบานทันที
หลังจากสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง พอมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง หมู่บ้านผิงซานก็กลับมาสู่สภาพรกร้างผุพังเหมือนเดิม พวกเรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว
ในโลกความเป็นจริงตอนนี้ก็เป็นเวลากลางคืนเหมือนกัน โลกที่ไป๋จื่อสร้างขึ้นเดินตามเวลาของโลกปกติเป๊ะ
“พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” เสียงเย็นชาดังขึ้น ไม่ต้องมองผมก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือเสิ่นหนิงซวง
พวกเราหันไปมองเธอ เธอสวมชุดสีขาวสง่างามยืนอยู่บนหลังคาบ้านที่ผุพัง และข้างกายเธอคือไป๋จื่อที่ได้รับบาดเจ็บจนหน้าซีดเผือด