- หน้าแรก
- ลมหายใจของข้า คือพลังไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 1 ลมปราณเก้าเฮือก การหายใจเพิ่มพูนพลัง
บทที่ 1 ลมปราณเก้าเฮือก การหายใจเพิ่มพูนพลัง
บทที่ 1 ลมปราณเก้าเฮือก การหายใจเพิ่มพูนพลัง
บทที่ 1 ลมปราณเก้าเฮือก การหายใจเพิ่มพูนพลัง
ในช่วงเช้ามืด ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนขึ้นจากทิศบูรพา
จู่ๆ สือเล่ยก็รู้สึกเหมือนจะขาดใจ ราวกับมีอะไรบางอย่างมาอุดจมูกไว้ และน้ำหนักที่กดทับลงบนร่างกายก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับมีสิ่งของมาพอกพูนทับตัวเขาไว้ทีละเล็กทีละน้อย
ภายใต้สภาวะที่ขาดอากาศหายใจ สือเล่ยจึงอ้าปากค้างแล้วพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตามสัญชาตญาณ
ทว่าในวินาทีต่อมา ดินกำมือหนึ่งกลับร่วงพรูเข้าเต็มปากของเขา
"ค่อกๆๆ..."
สือเล่ยสำลักดินจนต้องรีบผุดลุกขึ้นนั่ง พลางพ่นดินออกจากปากเป็นการใหญ่
"โอ้ ยังมีคนไม่ตายอยู่นี่คนหนึ่งเว้ย"
ก่อนที่สือเล่ยจะได้ทันสูดหายใจให้เต็มปอด เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างกาย
"ดูเหมือนจะเป็นคนจากสำนักชุดเหล็กของพวกเจ้านะ รีบมาแบกตัวไปเร็วเข้า"
สิ้นคำพูดนั้น สือเล่ยก็เห็นชายชุดเทาสองคนวิ่งตรงรี่เข้ามาแล้วหามร่างของเขาขึ้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้
แล้วเมื่อกี้ฉันเกือบจะถูกฝังทั้งเป็นงั้นหรือ
สือเล่ยยังคงอยู่ในอาการมึนงง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ตอบไม่ได้
ทันใดนั้นเอง ข้อมูลมหาศาลก็พุ่งพล่านเข้าสู่จิตใจ กระแทกเข้ากับเส้นประสาทสมองอย่างต่อเนื่อง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายวนซ้ำอย่างรวดเร็วราวกับฟิล์มภาพยนตร์
ข้อมูลเหล่านี้หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดและเริ่มหลอมรวมเข้ากับความทรงจำของเขา
ภายใต้การจู่โจมของระลอกคลื่นแห่งความทรงจำ สือเล่ยรู้สึกเพียงว่าโลกหมุนเคว้ง สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง และค่อยๆ หมดสติไปในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดไม่ทราบได้
สือเล่ยค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นและพบว่าตนเองนอนอยู่ในกระท่อมไม้ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อ
ในยามนี้ เขาได้หลอมรวมเข้ากับข้อมูลที่พุ่งเข้าสู่สมองก่อนหน้านี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
"เรา... ทะลุมิติมางั้นหรือ!"
สือเล่ยพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขาเพิ่งจะไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานที่บริษัท ดื่มหนักไปหน่อยจนพอกลับถึงบ้านก็หลับเป็นตาย ใครจะไปนึกว่าตื่นมาอีกทีจะทะลุมิติมาเสียแล้ว แบบนี้มันจะง่ายเกินไปหน่อยมั้ง
"หรือว่าเราจะดื่มจนตายไปแล้วจริงๆ?"
สือเล่ยรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
หลังจากพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รีบเรียบเรียงความทรงจำในหัวทันที
เจ้าของร่างเดิมมีชื่อว่าสือเล่ยเช่นกัน เกิดในยุคราชวงศ์จิ้น
ราชวงศ์จิ้นแห่งนี้ดำรงอยู่มานานกว่าแปดร้อยปี แต่กลับถูกทำลายลงเมื่อสามปีก่อน
ปัจจุบันคือยุคสมัยที่เหล่าขุนศึก สำนักต่างๆ และตระกูลขุนนางต่างสู้รบตบมือเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน
ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ต่างก็เร่งรีบเกณฑ์พลและจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์
ขุมกำลังใหญ่หวังจะช่วงชิงตำแหน่งผู้ปกครองแผ่นดิน ส่วนขุมกำลังเล็กก็ทำเพื่อความอยู่รอด
โลกตกอยู่ในความวุ่นวาย มีสงครามเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่เวียนว่าง
แม้แต่ในอวิ๋นโจวก็ไม่สงบสุข ขุมกำลังใหญ่ๆ ต่างเข้าห้ำหั่นโจมตีกันอย่างดุเดือด
สิ่งนี้ส่งผลให้เหล่าโจรป่าและอันธพาลชั่วร้ายชุกชุมเป็นเงาตามตัว
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หมู่บ้านที่สือเล่ยอาศัยอยู่ถูกพวกโจรเข้าโจมตีและฆ่าล้างหมู่บ้าน สือเล่ยที่ออกไปผ่าฟืนโชคดีรอดชีวิตมาได้ และเพื่อความอยู่รอด เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับขุมกำลังที่ชื่อว่า สำนักชุดเหล็ก
สำนักชุดเหล็กตั้งอยู่ในอำเภอเหิงซาน เจ้าเมืองชิงหยาง
ในเขตอำเภอเหิงซาน ความแข็งแกร่งของสำนักชุดเหล็กถือว่าติดหนึ่งในห้าอันดับแรก แต่หากมองไปทั่วทั้งเมืองชิงหยางแล้ว มันกลับไม่มีค่าอะไรเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภูมิภาคอวิ๋นโจว อย่างมากที่สุดก็ถือว่าเป็นเพียงขุมกำลังระดับสองเท่านั้น
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวิชาใหญ่แห่งเมืองชิงหยางอย่าง สำนักวัชระ ถึงกับถูก สำนักกุยหยวน ทำลายทิ้ง และที่ว่าการอำเภอก็ถูกสำนักกุยหยวนเข้ายึดครอง สำนักในยุทธภพอื่นๆ และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นต่างต้องสยบยอมทำตามคำสั่งของสำนักกุยหยวน มิฉะนั้นตระกูลจะถูกย่อยยับและสำนักจะถูกกวาดล้าง
สำนักกุยหยวนเพิ่งจะยึดครองเมืองชิงหยางได้สำเร็จ อุตสาหกรรมต่างๆ ในแต่ละพื้นที่จึงต้องการกำลังคนไปเฝ้าดูแล
อำเภอเหิงซานที่สำนักชุดเหล็กตั้งอยู่นั้น อยู่ใกล้กับสถานที่ที่เรียกว่า เหมืองเหล็กเขาตะวันตก มากที่สุด ดังนั้นสำนักชุดเหล็กที่สือเล่ยสังกัดอยู่จึงได้รับคำสั่งจากสำนักกุยหยวนให้ส่งลูกศิษย์สามร้อยคนไปร่วมมือกับ กองทัพเกราะดำ ของสำนักกุยหยวนเพื่อเฝ้าเหมืองเหล็กเขาตะวันตก
นอกจากนี้ สำนักวรยุทธ์หมีใหญ่ พรรคเสือดำ และสองตระกูลใหญ่แห่งอำเภอเหิงซาน ก็ได้ส่งคนมาช่วยเฝ้าเหมืองเหล็กเขาตะวันตกด้วยเช่นกัน
ทว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา กลับมีกลุ่มหัวขโมยบุกโจมตีเหมืองเหล็กเขาตะวันตก จนเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด
เจ้าของร่างเดิมถูกฆ่าตายท่ามกลางความโกลาหลด้วยฝ่ามือที่ซัดเข้าใส่จนเส้นชีพจรหัวใจขาดสะบั้น หลังจากสติหลุดลอยไป สือเล่ยจากดาวสีน้ำเงินจึงเข้ามาแทนที่ โชคดีที่เขาฟื้นคืนสติได้ทันเวลา มิฉะนั้นคงถูกฝังลงดินไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากมองจากจุดนี้ เหมืองเหล็กเขาตะวันตกก็น่าจะยังรักษาเอาไว้ได้
เพราะถ้ากลุ่มหัวขโมยพวกนั้นยึดเหมืองได้สำเร็จ พวกมันไม่มีทางปล่อยให้เขารอดชีวิตมาได้แน่
"เกิดในยุคกลียุค ชีวิตมนุษย์ช่างไร้ค่าราวกับวัชพืช"
หลังจากเรียบเรียงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว สือเล่ยก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ในโลกที่วุ่นวายเช่นนี้ ไม่มีที่ใดสงบสุขเลย มีสงครามอยู่ทุกหนทุกแห่ง แย่งชิงดินแดนและช่วงชิงทรัพยากร หมู่บ้านที่ร่างเดิมเคยอาศัยอยู่ถูกโจรปล้นและฆ่าล้างบาง และแม้ตอนนี้จะเข้าสำนักชุดเหล็กมาแล้ว ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี
ผู้ที่มีกำลังอ่อนแออาจต้องเสียชีวิตได้ทุกเมื่อจริงๆ
แม้สำนักชุดเหล็กจะสอนวิชาการต่อสู้ แต่สือเล่ยเพิ่งจะเข้าสำนักมาได้เพียงเดือนเดียว และพรสวรรค์ของเขาก็จัดว่าธรรมดามาก ในหนึ่งเดือนมานี้เขายังไม่สามารถฝึกฝนลมปราณภายในได้เลย ดังนั้นเขาจึงไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปและยังไม่ถือว่าเป็นนักสู้เลยด้วยซ้ำ
หากเขาไม่มีตัวช่วยอะไรสักอย่าง การจะเอาชีวิตรอดในยุคที่วุ่นวายแบบนี้มันยากลำบากเหลือเกิน
"สวรรค์ ในเมื่อส่งฉันมาทะลุมิติแล้ว ก็น่าจะมีสวัสดิการผู้ทะลุมิติให้บ้างสิ!"
สือเล่ยพึมพำกับตัวเอง
ราวกับว่าสวรรค์ได้รับรู้คำขอของสือเล่ย ในวินาทีนั้นเอง ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่สมองของเขา พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่มองไม่เห็นได้จุติลงมาและมอบความสามารถแต่กำเนิดให้แก่เขา ทันใดนั้น แผงหน้าจอโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ชื่อ: สือเล่ย
พรสวรรค์: ลมปราณเก้าเฮือก
วิชาบ่มเพาะ: กรงเล็บอินทรีชุดเหล็ก (ยังไม่เริ่มฝึก)
พร้อมกับการปรากฏขึ้นของหน้าจอโปร่งใสนี้ ข้อมูลชุดหนึ่งก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของสือเล่ย
หลังจากได้รับข้อมูลนี้ สือเล่ยก็ได้เรียนรู้ถึงความสามารถของพรสวรรค์ 'ลมปราณเก้าเฮือก'
ลมปราณเก้าเฮือก: ผ่านทางการหายใจเข้าและออก พลังนี้จะดึงเอาลมปราณต้นกำเนิดของฟ้าดินมาจากส่วนลึกของมิติวางเปล่า โดยไม่จำเป็นต้องตั้งใจกระตุ้นการใช้งาน เพียงแค่รักษารูปแบบจังหวะการหายใจเอาไว้ ไม่ว่าจะเดิน นั่ง นอน กิน หรือนอนหลับ พลังนี้จะทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อขัดเกลาลมปราณต้นกำเนิดและเพิ่มพูนระดับการบ่มเพาะโดยอัตโนมัติ ระดับพลังที่ได้รับในแต่ละวันจะเทียบเท่ากับคนปกติที่นั่งสมาธิบ่มเพาะพลังเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
"นี่มัน... เพิ่มตบะหนึ่งปีในทุกๆ วันเลยงั้นหรือ"
หลังจากซึมซับข้อมูลในหัวแล้ว ใบหน้าของสือเล่ยก็แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัว
พรสวรรค์ 'ลมปราณเก้าเฮือก' นี้มันช่างฝืนลิขิตสวรรค์จริงๆ ฝืนลิขิตยิ่งกว่าที่เขาจะจินตนาการได้เสียอีก
วันเดียวเพิ่มตบะได้หนึ่งปี ดังนั้นหนึ่งเดือนก็เท่ากับสามสิบปี
ยิ่งสือเล่ยคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเหลือเกิน
ด้วยพรสวรรค์ลมปราณเก้าเฮือกนี้ การบ่มเพาะพลังก็กลายเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับการหายใจและการดื่มน้ำ
"หายใจแล้วก็เก่งขึ้นได้เลย แบบนี้ฉันก็ทะยานฟ้าแล้วสิ!"
ในตอนนี้ สือเล่ยมีความคิดเพียงอย่างเดียวในหัว
เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของลมปราณเก้าเฮือกมาก่อน นี่คือหนึ่งในสามสิบหกวิชาสวรรค์ในตำนานและเรื่องเล่าขาน
วิชาลมปราณเก้าเฮือกในหมู่สามสิบหกวิชาสวรรค์นั้น คือวิชาสายเซียนที่แท้จริง เป็นอิทธิฤทธิ์ที่เหล่าทวยเทพและเซียนใช้บ่มเพาะพลังกัน
ในเวลานี้ เขายังสัมผัสได้ถึงลมปราณต้นกำเนิดของฟ้าดินที่ถูกดึงดูดด้วยพลังลึกลับจากส่วนลึกของมิติวางเปล่าและพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา เขารู้ดีว่านี่คือลมปราณต้นกำเนิดที่ถูกสูดเข้าและพ่นออกโดยพรสวรรค์ลมปราณเก้าเฮือก และมันเป็นพลังที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง
ลมปราณต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา ถูกขัดเกลาและเปลี่ยนเป็นลมปราณภายในในทุกๆ ลมหายใจที่สือเล่ยสูดเข้า
"นี่ฉันเพิ่งจะฝึกพลังลมปราณภายในสำเร็จงั้นหรือ"
สือเล่ยสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังลมปราณภายในกำลังก่อตัวขึ้นในร่างกายของเขา