- หน้าแรก
- เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา
- เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 24
เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 24
เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 24
เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 24
“ฉันไม่รู้เลยว่าจะเรียกว่ายังไงดีค่ะ เหมือนคุณเกิดมาพร้อมคำอวยพรของเทพ ….หรือนี่อาจเป็นพลังเหนือธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง …?”
ผู้ให้คำปรึกษาถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
ผมพอจะรู้ที่มาของเรื่องนี้ดี
ผมสามารถทำให้ความสามารถต่างๆที่ไม่เคยมีนั้นมีขึ้นมาได้กลายเป็นพรสวรรค์ด้วยการใช้แต้มแอคชีฟเม้นท์พ้อยท์
ถึงตอนนี้ผมจะมีแต้มไม่พอที่จะใช้แต่ความเป็นไปได้ดังกล่าวก็ยังคงอยู่
ดังนั้นแล้ว ตอนนี้ผมเลยอยู่ในสถานะที่ว่าผมสามารถมีพรสวรรค์ทุกชนิดที่มีบนโลกใบนี้ ผมเกิดมาพร้อมความถนัดที่เป็นไปได้ในทุกรูปแบบ ,ถึงผมจะไม่สามารถมีพรสวรรค์ใดพรสวรรค์หนึ่งเด่นไปเลยก็ตาม
ผู้ให้คำปรึกษาคนถึงกับยืนงง
“ถ้าเป็นอย่างนี้ ….ฉันไม่รู้เหมือนค่ะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คือการที่มีความถนัดทั้งในการใช้ดาบ และการใช้ธนูไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหา แต่หากข้อมูลนี่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องก็แปลว่า ไรฮาร์ดนั้นสามารถใช้ได้ทั้งเวทย์ความมืดและพลังศักดิ์สิทธิ์”
ผมจะสามารถครอบครองได้ทั้งพลังแห่งความมืดและพลังธาตุศักดิ์สิทธิ์
ไม่มีทางที่ใครจะสามารถมีพลังทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกันได้แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
“ถึ , ถึงอย่างนั้น …. มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน …กับการที่มีเด็กที่ได้เข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากความถนัดไม่ใช่พรสวรรค์ ……”
ผู้ให้คำปรึกษาเริ่มคิดแล้วว่า นี่ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่อำนาจระดับเธอสามารถจัดการได้
“แปลว่า เขาจะได้เข้าเรียนในวิหารใช่ไหม ?”
ไดบันดูจะข้ามรายละเอียดแล้วได้ยินแต่สิ่งที่เขาอยากได้ยินเท่านั้น
“ระเรื่องนนั้คือว่า, เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน มันก็เป็นกรณีพิเศษ ….”
ผู้ให้คำปรึกษาก็พยักหน้าแบบงงๆ
“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ค่ะ”
“โอ้ แบบนั้นก็ดีไปเลยนี่พวก !”
-ป้าบ !
“โอ้ย !”
ไดบันหวดเข้ากลางหลังแล้วตะโกน
มือหนักชะมัดเลย !
สุดท้ายแล้วที่ผมคิดว่า ผมรู้เรื่องของตัวเองดีแล้วนี่มันไม่จริงทั้งนั้นแหละ ด้วยการที่ไดบันทำตัวดื้อรั้น ทำให้ผมรู้ว่า ตอนนี้ตัวผมเองเป็นอย่างไรกันแน่
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้น
“ความถนัดในทุกอย่าง อย่างนั้นสินะ ?”
“ใช่ , พวกนั้นบอกแบบนั้น”
ดวงตาของโลย่าเบิกกว้างตอนที่ผมรายงานผลการตรวจสอบไป
ไม่ใช่แค่เพียงคำพูดของผู้ให้คำปรึกษาอย่างเดียว หลักจากนั้นก็พ่อมดมืออาชีพเข้ามาตรวจสอบพรสวรรค์ผมอย่างละเอียดเ
หลังจากผ่านเวลาไปสักพักใหญ่ก็ได้รับการยืนยันว่า ความถนัดของผมนั้นเป็นของจริง
“เอ้อ นี่มันดีกว่าที่คาดไว้อีกไม่ใช่เหรอ?”
เธอพูดแบบนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความนับถืออย่างมากในน้ำเสียง แม้ต่อกับจอมมารองค์ก่อนก็ยังไม่มากมายขนาดนี้
ถึงผมจะไม่มีพรสวรรค์แต่ผมก็เกิดมาพร้อมกับความถนัดที่จะสามารถมีพรสวรรค์ในทุกด้าน
มันอาจจะเป็นผลจากการปรับแก้เซตติ้งของระบบที่มีต่อร่างกายของผม แต่แค่การปรับแก้นี้มันก็เป็นความสามารถที่สุดยอดแล้ว
ความถนัดทั้งหลายนี้รวมถึงความถนัดในด้านตรงกันข้ามด้วย
ถึงจะเป็นเรื่องยากแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการใช้ดาบจะฝึกๆๆ จนกลายเป็นปรมาจารย์ดาบ ยากแบบยากนรกและเป็นไปได้น้อยมากเลยล่ะ
คนๆนั้นจะต้องก้าวข้ามกำแพงแห่งความมุมานะพยายามนั้นไป แต่ทำไมคนที่ไม่มีความถนัดในด้านการใช้ดาบถึงต้องไปฝึกดาบกันล่ะ ? ไม่ดีกว่าหรือไงหากเขาจะตื่นขึ้นมาจากความฝันเฟื่องแบบนั้นเสียทีน่ะ ?
ไม่มีใครที่จะมีแต่จุดแข็งหรอก แม้แต่อัจฉริยะผู้มีความถนัดและพรสวรรค์มากมายก็มีจุดด้อยเหมือนกัน
ตัวอย่างก็เช่น หากคนๆหนึ่งมีความถนัดในพลังศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ไม่สามารถใช้เวทย์มืดได้
ในทางกลับกันแล้ว คนที่มีความถนัดเวทย์มืดเองก็ไม่สามารถที่จะเรียนเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นกัน
บางพลังนั้นปฏิเสธพลังในขั้วตรงข้าม
แต่ผมไม่มีจุดอ่อนในเรื่องนั้น
และแน่นอนว่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะสร้างจุดอ่อนนั้นขึ้นมาเอง แต่ผมจะทำแบบนั้นไปทำไม นี่ผมบ้าไปแล้วรึยังไง ?
ผมไปที่วิหารโดยตั้งใจว่าจะจ่ายค่าเล่าเรียนเทอมแรกแต่สุดท้ายกลับลงเอยในเส้นทางอื่นแทน
ผลกลับไปที่สำนักงานรับสมัครเข้าเรียนภายหลัง แล้วก็บอกพวกเขาว่า ผมตัดสินใจที่จะเข้าเรียนแบบพิเศษ
ผมไม่คิดมากแล้ว ก็ถ้ามีคนๆนึงที่เก่งในทุกด้านแบบนี้ ไม่แปลกเหรอไงที่จะไม่ให้คนๆนั้นเข้าเรียนแบบพิเศษน่ะ
นี่ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่คาดฝันจริงๆ เพราะพวกเขาตัดสินใจจะรับผมเข้าเรียนแบบพิเศษทำให้เราไม่ต้องเดือดร้อนเงินแก๊งอีก
แถมไม่ต้องลำบากลำบากให้เป็นภาระค่าเล่าเรียนกับพวกเขาอีกต่อไป
ทุกคนเองก็อยากให้ผมได้ไปอยู่สิ่งแวดล้อมดีๆที่ผมสามารถมุ่งความสนใจไปกับการพัฒนาตัวเองในวิหาร
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแก๊งโรตารี่ต่อจากนี้มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรผมแล้ว
“แต่นายดูไม่ดีใจเลย?”
ผมยิ้มตอบกับคำพูดนั้นของไดบัน
“มะ , ไม่หรอกน่า มันเยี่ยมมากเลยล่ะ เหมือนข้าสามารถเข้าไปเรียนได้แม้ว่าไม่ต้องลำบากสมาชิกของแก๊ง”
แต่ก็เป็นอย่างที่ไดบันพูดจริงๆนั่นแหละ ผมไม่ได้อารมณ์เบิกบานอะไรขนาดนั้น
เดิมทีแผนการเดิมของผมจะค่อยๆพัฒนาพรสวรรค์ไปทีละเทอม แล้วก็วางแผนหาทางให้วิหารช่วยละเว้นค่าเทอมให้ แล้วดันตัวเองเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักด้วยพรสวรรค์นั้นอีกที
ในแง่นั้น มีโอกาสสูงมากที่ผมจะเข้าสู่เนื้อเรื่องรักในฐานะนักเรียนทุน …
วิหารน่ะ มีคลาสเรียนพิเศษสองคลาส
โรยั่ล คลาส (Royal Class), คนที่เข้าไปได้นั้นต้องมีพรสวรรค์กับ ออบิส คลาส(Orbis Class), คนที่เข้าไปได้ด้วยมีสกิล มีทักษะ
นักเรียนที่มีพรสวรรค์พิเศษจะได้เข้าโรยั่ลคลาส นักเรียนที่ไม่มีพรสวรรค์แต่มีความสามารถโดดเด่นอันเนื่องจากความพยายามอย่างหนักจะได้เข้าออบิสคลาส
สองคลาสนั้นจะเป็นคู่แข่งกัน แต่ค่อยไปมีบททีหลังนั่นแหละ อีกนานแหละกว่าที่จะกล่าวถึงคลาสออบิส
ถึงอย่างไรก็ดี การเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักผมบอกไป นั้นก็แปลว่า จะต้องเข้าไปเป็นหนึ่งในชั้นพิเศษของวิหาร และนั่นก็คือ โรยั่ลคลาส
ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่ผมจะไปอยู่ในโรยั่ลคลาส เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ตัวเองมีศักยภาพในการมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น
เดิมทีนั้นผมวางแผนตั้งใจจะเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักด้วยการค่อยๆก่อร่างเสริมพลังความแข็งแกร่งตัวเองในเทอมแรกแล้วค่อยๆไต่เต้าขึ้นไป
แต่ดูเหมือนกลายเป็นว่า ผมได้เข้ามาอยู่ในรอยั่ลคลาสตั้งแต่แรกเริ่มเลย นั่นก็แปลว่า ผมจะได้ใช้ชีวิตไปพร้อมกันกับตัวละครหลักตั้งแต่เริ่มเรื่อง
อยู่ๆผมจะเดินเข้าไปหาเขาโดยไม่คิดไม่วางแผนไม่ได้แล้ว
เพราะหากการกระทำของผมเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องไป ผมก็ได้รับแต้มแอคชีฟเม้นท์พ้อยก็จริง แต่ผลที่ตามมาอาจชิ่งกระทบต่อเหตุการณ์อื่นๆต่อทำให้เกิดผลลัพธ์แปลกๆ อีเว้นท์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
ผมอาจต้องใช้แอคชีฟเม้นท์พ้อยที่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงอนาคต แล้วเห็นอนาคตที่ตัวเองรู้เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างไรผมก็ถือว่าคุ้ม เพราะแอคชีฟเม้นท์พ้อยพวกนั้นสำคัญกับผมตอนนี้ที่สุด ผมไม่อาจปล่อยให้มันเสียไปเปล่าๆได้
นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมผมถึงต้องใช้เวลาเทอมแรกไปกับการวางแผน แต่แล้วโอกาสที่เข้ามานี้ก็ทำลายทุกอย่างพังราบ
“ฟู่ววว ….”
ผมจึงได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่ตอนที่คิดถึงการเข้าเรียนแบบพิเศษ
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมค่อนข้างแน่ใจว่า การเดินเรื่องนี้มันเกิดขึ้นอย่างจงใจ
คุณอาจจะสงสัยนิยายเรื่อง[จอมมารตายแล้ว ] ของผมเป็นยังไงน่ะเหรอ ?
ถึงผมจะเป็นคนเขียนมันเองกับมือแต่ก็เหมือนกับอดีตอันดำมืดของผม มันโดนจัดอันดับว่าแย่ที่สุดและมีรีวิวมากมาย
มันควรที่จะเป็นเรื่องแนวเรื่อยๆเปื่อยๆที่เกิดขึ้นหลังจากจอมมารโดนกำจัดได้แล้ว
เซตติ้งเรื่องอยู่ที่ [วิหาร ] ในเมืองหลวงจักรวรรดิการ์เดียมสถานที่ที่ผู้คนที่มีทั้งอำนาจและความมั่งคั่งมารวมตัวกัน
วิหารนั้นจะบ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์ทั้งในด้านการต่อสู้,การสอนเวทย์ และศิลปะการต่อสู้ วิหารนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ทั้งระดับประถม มัธยมรวมถึงระดับการศึกษาที่สูงกว่านั้น
จำนวนนักเรียน หากรวมตัวสถาบันการศึกษาแล้วก็เกิน 100,000 แสนคน
ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป พวกเขาเอาระบบการเรียนการสอนแบบมหาวิทยาลัยมาใช้
ใครอยากเรียนวิชาไหนก็ไปลงเรียน ดังนั้นก็เลยมีเด็กหลายคนมากที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย แม้จะอยู่คลาสเดียวกันเพราะไม่เคยเข้าเรียนวิชาเดียวกัน
ในสถานที่แบบนั้น เวทีหลักก็คือ รอยั่ลคลาสนั่นเอง หนึ่งในคลาสที่สำคัญที่สุดของวิหาร อีกคลาสหนึ่งก็คือ ออบิสคลาส
สองคลาสนั้นเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์แห่งจักรวรรดิ ทำให้แบกรับความคาดหวังไว้สูง ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงได้รับการจ่ายค่าเรียนให้ตลอดทั้งการศึกษา
เอาเถอะ เรื่องออบิสคลาสเอาไว้ก่อน ไม่ต้องคุยถึงตอนนี้เพราะยังไม่ใช่เวลา
เอาเป็นว่า เราควรไปคุยกันเรื่องสองตัวท็อปของวิหารกันก่อน
สิทธิพิเศษของรอยั่ลคลาส
แม้หลักสูตรดังกล่าวจะมีคนเรียนเต็มแล้ว แต่คนในรอยั่ลคลาสก็สามารถเข้าได้เสมอ แม้แต่หลักสูตรคอร์สเรียนระดับสูงขึ้นไปก็สามารถเข้าได้เพราะพวกนั้นเป็นอัจฉริยะ จึงเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ที่รอยั่ลคลาสจะตกเป็นเป้าของการอิจฉาริษยาจากพวกนักเรียนธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น วิหารเองก็ยังต้องรักษาศักดิ์ศรีตัวเองด้วยการให้หอพักสุดหรูกับนักเรียนรอยั่ลคลาสอีกด้วย
มีคนมากมายที่พยายามจะใช้เงินใช้อำนาจในการเข้ามาอยู่ในรอยั่ลคลาส
แต่ถึงอย่างนั้นการเข้าวิหารน่ะใช้เงินใช้อำนาจได้ แต่การเข้ารอยั่ลคลาสน่ะ ไม่สนเรื่องสถานะ ฐานะหรือเงิน มีแค่คนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นที่เข้ามาได้
การศึกษาชั้นสูงของวิหารนั้นเริ่มต้นที่ระดับมัธยมและมันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น
การศึกษาระดับสูงของวิหารนั้นรวมถึงรอยั่ลคลาส และเป็นระบบแบบ 6 ขั้นเหมือนกับโรงเรียนประถม
ก็แปลว่า เกรด 6 (มัธยมต้น)นั้นถือว่าเป็นไม่ใช่เรื่องประหลาดหรืออะไรใหม่ในโลกนี้
ว่าง่ายๆมันก็เหมือนจบการศึกษาระดับมัธยมต้น แล้วไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีก 6 ปีนั่นแหละ
ในความเป็นจริงเหมือนมันไปเริ่มกันที่ มัธยมต้นปีที่ 1 แล้วไปจบมหาวิทยาลัยปี 3
ถึงมันจะเป็นไปได้ที่จะทำการจบการศึกษาภายใน 3 ปี แต่การศึกษาที่ครบสมบูรณ์นั้นต้องใช้เวลา 6 ปี ถึงจะดูเหมือนเป็นระบบมหาวิทยาลัย แต่อันที่จริงมันก็คล้ายกับโรงเรียนมัธยมมากกว่า
รอยั่ลคลาส , ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของที่สุด ได้แบ่งชั้นเรียนออกตามพรสวรรค์ที่มี
ตัวละครหลักนั้นอยู่ชั้นปี 1 คลาส B ในส่วนของโรงเรียนมัธยม
ในรอยั่ลคลาสเองก็มีความแตกต่างที่เลือกผู้คนมาเข้าคลาสจากพรสวรรค์กันในช่วงแรกๆของช่วงมัธยม
ก็แปลว่า ในรอยั่ลคลาสเองก็มีการแบ่ง คลาสA กับ คลาสB ,คลาส B นั้นก้อยกว่า มีเด็กที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่ามารวมตัวกัน
แล้วการแบ่งลำดับตามพรสวรรค์ ทำให้สมาชิกรอยั่ลคลาสนั้นยังคงเหมือนเดิมแม้จะเลื่อนชั้นต่อไปก็ตาม
หากไม่มีใครโดนไล่ออก ดรอปเรียนกลางคันหรือมีนักเรียนใหม่เข้ามาเพิ่ม สมาชิกในห้องเรียนก็จะไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปีแรกของระดับชั้นมัธยมไปจนจบการศึกษา
คลาส B ในกลุ่มชนชั้นนำที่มีพรสวรรค์แต่ด้อยกว่านี่แหละ ที่เป็นสถานที่ที่ ตัวละครหลักปรากฏตัว
ตัวเอกนั้นจะหาทางไปต่อไม่ถูกท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นที่ต้องแพ้พ่าย , โดนล้อเลียนหยามเหยียดจากเด็กคลาส A ที่มีพรสวรรค์และเก่งกว่า แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็จะขึ้นนำหน้าแซงพวกคลาส A ได้ด้วยพลังแห่งความรักและมิตรภาพ นั่นคือ แนวดราม่าวัยรุ่นที่ผมวางแผนที่จะเขียนไว้
ไม่น่าสนใจเลยงั้นเหรอ ? ทำไมฟังดูแล้วไม่ชวนอ่านเลย ?
เออแหละ แหงล่ะ แม่งน่าเบื่อฉิบหายเลย
เรื่องราวของนักเรียนผู้อ่อนแอกลายเป็นคนแข็งแกร่งขึ้นมาผ่านการพยายามอย่างหนักเป็นอะไรที่ดาดๆทั่วไป ไม่ใช่อะไรใหม่
พลังแห่งความรักและมิตรภาพงั้นเหรอ ?
ใครๆก็ทำแบบนั้นกันอยู่แล้วในทุกวัน ในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้ามีเพื่อนร่วมชั้นสันดานเสียคอยสูบพลังชีวิตอยู่อย่างนั้นคนอ่านก็คงคิดว่า เจ้าพวกเนียะมันนิสัยเฮงซวยขึ้นไปอีกยิ่งคุณคอยไปช่วยเหลือดูแลพวกมันน่ะ
อันที่จริงผมควรจะหยุดเขียนทันทีที่ได้ยินผู้รับผิดชอบผม บอกกับผมอย่างนั้น
จะยังไงก็เถอะ ตอนนี้เป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว
เนื้อเรื่องหลักจะเริ่มขึ้นพร้อมกับเทอมใหม่ ในปีเดียวกันกับที่สิ้นสุดสงครามโลกปีศาจ
[คุณได้อยู่โรยั่ลคลาส 1-A ]
และสำนักงานการศึกษาของวิหารก็ตัดสินว่า ‘ความถนัดไม่มีจำกัด’ ของผมนั้นเป็นพรสวรรค์ระดับสูง
ไม่มีอะไรดีทั้งนั้นแหละ คลาสAน่ะควรเป็นสถานที่ที่ผมควรไต่ขึ้นไปถายหลัง
“ท่านเป็นกังวลอยู่เหรอคะ ?”
ตอนนี้ผมอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์เวทย์ของเอเลริส
“หากพูดว่าไม่กังวลเลยก็คงโกหก”
ผมถอนใจ
“มันเป็นเรื่องดีแหละที่ ได้พรสวรรค์บ้าๆแบบนั้น การได้รับเข้าเรียนแบบพิเศษก็ดี แต่มันก็ออกจะเหนื่อยหน่ายที่ต้องเจอกับความคาดหวังสูงของพวกนั้น ……”
ผมไม่อยากอยู่สะพานบรอนซ์เกทไปตลอดทั้งวัน ผมเลยแวะมาหาเอเลริส
หลังจากที่ผมสามารถเข้าเรียนแบบพิเศษได้ โรตารี่แก๊งก็รอดพ้นจากสภาวะความตึงเครียดทางการเงิน
ก่อนที่จะถึงวันปฐมนิเทศผมก็ไปๆกลับๆระหว่างบรอนซ์เกทกับร้านของเอเลริส
“ฉันแน่ใจว่า ท่านจะทำได้ดีค่ะ”
เอเลริสยิ้มหวานยืนยันกับผม
ช่าย , ผมสามารถเป็นอะไรก็ได้
ผมรู้แหละว่าตัวเองน่ะแค่ประหม่ามากเกินไป เพราะผมน่ะมันทำอะไรไม่ได้และก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ
ต้องขอบใจเจ้าความถนัดผมจริงๆที่ทำให้พวกนั้นประเมินว่า มันเป็นพรสวรรค์ระดับสูง ช่วยให้ผมผ่านขั้นตอนการสอบเข้าเรียนที่จำเป็นต้องมีต่างๆนาๆมาได้
หากมีใครสักคนที่มีพรสวรรค์ระดับสูง พวกวิหารก็เต็มใจที่จะรับคนๆนั้นเข้าเป็นนักเรียนอยู่แล้ว นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตัวตนปลอมๆของผมถึงโดนมองข้ามไปได้ง่ายๆ
แถมตอนนี้วิหารกลายเป็นผู้ปกครองของผมแล้วด้วย ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นดี
ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะแต่มันจะราบรื่นไปถึงเมื่อไหร่ พอผมมาคิดถึงเพื่อนๆจากคลาสAก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาแล้ว
นอกจากนี้การอยู่ในหอพักโดยที่ไม่มีเอเลริส โลย่าหรือซาร์เคการ์ที่เป็นเหมือนผู้ปกครองของผมนั้น ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ผมกังวลหรอก
อันที่จริงแล้ว เหตุการณ์อุบัติเหตุทั้งหลายในวิหารน่ะไม่ได้เผยแพร่ออกสู่ภายนอก แต่ในฐานะนักเขียน ผมหมายถึง ผมเองนั่นแหละที่สร้างเหตุการณ์พวกนั้นขึ้นมา ผมจึงรู้ดีแก่ใจว่า วิหารน่ะหละหลวมแค่ไหน ไม่ใช่แค่รู้สิ ผมนี่แหละที่ทำให้มันหละหลวมเอง
เอเลริสนั้นกุมมือผมไว้ขณะที่ผมจมอยู่กับความคิด
ร่างกายอุณหภูมิต่ำของแวมไพร์ชวนให้รู้สึกประหลาดแต่พอสัมผัสไปสักพักหนึ่งความเย็นแบบนั้นก็กลายเป็นความอบอุ่นขึ้นมา
“พวกเราจะสนับสนุนฝ่าบาทสุดหัวใจค่ะ ต่อให้ท่านเข้าวิหารแล้ว ไม่ได้แปลว่า ท่านจะออกมาไม่ได้นี่คะ ?”
“ก็ออกมาได้แหละ แต่ว่ามัน….”
พวกนั้นไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมออกมาข้างนอกหรืออะไรแบบนั้นหรอก หากผมอยากมาเจอพวกเขาก็แค่ออกมา แล้วก็มาพบกับซาร์เคการ์ โลย่าและเอเลริส
“แล้วท่านมีสิ่งที่อยากเอาไปด้วยหรือเปล่าคะ ?”
“ข้าน่ะมีของไม่มากหรอก ข้าสามารถสวมชุดนักเรียนตลอดเวลาเลยก็ได้”
พรุ่งนี้ผมก็ต้องไปหอพักแล้วผมก็ควรจะเอาอะไรจากที่นี่ไปที่นั่นด้วยแต่ผมไม่รู้ว่าควรจะหยิบอะไรไปด้วยดี เลยไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรไปนอกจากเสื้อผ้า
ผมกรอกแบบสอบถามที่เขียนอะไรต่อมิอะไรก่อนเข้าเรียน และบอกทุกสิ่งที่ผมรู้ ก็ไม่คิดว่าต้องทำอะไรมากมายไปกว่านี้อีก
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมเธอถึงอยากให้ข้าไปอยู่วิหาร ?”
ผมถามคำถามที่ผมไม่ได้ถามเมื่อวันก่อน
เอเลริสไม่ได้อยากให้ผมแข็งแกร่งขึ้นแต่เธอกลับผลักดันให้ผมไปวิหาร
เอเลริสยิ้มให้กับคำถามของผม
“เพราะฉันคิดว่าหากท่านได้ใกล้ชิดกับมนุษย์ ท่านน่าจะรักพวกเขาค่ะ”
มันเป็นคนละแนวคิดกับซาร์เคการ์ ,ที่อยากให้ผมไปรู้จักมนุษย์เพื่อที่จะเอาความรู้ของพวกมนุษย์จัดการกับพวกนั้น
ส่วนเอเลริสนั้นเหมือนอยากจะให้ผมรักพวกเขา
เอาล่ะ ผมหมายถึงว่า ผมก็ไม่ได้รู้สึกรักพวกมนุษย์ขึ้นมาจริงๆแต่แรกอยู่แล้ว
“เธออาจจะต้องเสียใจกับเรื่องนี้ในภายหลัง”
เอเลริสหัวเราะ
“ไว้ถึงตอนนั้นฉันค่อยมาคิดอีกทีค่ะ”
คนที่แปลกประหลาดที่สุดกลับไม่ใช่ซาร์เคการ์ กลับเป็นเอเลริสต่างหาก เธอนั้นกลับไม่ใส่ใจประเด็นอะไรสำคัญแบบนั้นเสียเฉยๆ
แถมยังดีดนิ้วเรียกอะไรบางอย่างมาด้วย
“นี่มันอะไรกัน ?”
“พวกนี้เป็นเสื้อผ้าชุดธรรมดาที่ท่านใส่ได้ค่ะ ท่านจะใส่แต่ชุดนักเรียนไปตลอดไม่ได้นะคะ”
ดูเหมือนเธอไม่อยากให้ผมไปหอพักตัวเปล่าๆ
เอเลริสถอดสร้อยคอของเธอออกมาสวมคอผม
“นี่มัน ….”
“ท่านน่าจะจำได้ที่ฉันเรียกตัวเองว่าเป็น ทิ้วส์เดย์ วันอังคารได้สินะคะ ?”
“อ่า , จำได้”
ผมไม่เข้าใจนักหรอกว่ามันหมายความว่ายังไง แต่มันน่าจะเกี่ยวกับเจ็ดราตรีอะไรสักอย่างสินะ ?
“ฉันเชื่อว่าท่านน่าจะลืมไปหมดแล้วเหมือนกัน ให้ฉันอธิบายนะคะ แวมไพร์มีเจ็ดตระกูลที่เรียกตัวเองว่า ตระกูลเจ็ดราตรี”
“วันจันทร์ , วันอังคาร , วันพุธ อะไรแบบนั้นเหรอ ?”
“ค่ะ ,ใช่แล้วค่ะ”
เป็นชื่อที่ง่ายดีนะ
“แต่ตระกูลเองก็มีเวทย์มนตร์เฉพาะที่สอดคล้องกับธาตุ”
“นี่มีเวทย์มนตร์ธาตุที่ขึ้นกับชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์ด้วยเหรอ ?”
“ค่ะ , วันจันทร์กับวันอาทิตย์นั้นสาบสูญไปเมื่อนานมากแล้ว ก็เลยไม่สามารถส่งต่อเวทย์มาให้รุ่นหลังได้ แต่วันอังคารเป็นไฟ วันพุธเป็นน้ำ วันพฤหัสเป็นไม้ วันศุกร์เป็นเหล็กและวันเสาร์เป็นดินค่ะ”
(T/N: อธิบายเพิ่ม ตามตัวอักษรฮันจาของเกาหลีชื่อวันในสัปดาห์ ยกเว้นวันจันทร์กับวันอาทิตย์นั้น จะมีชนิดของธาตุนั้นๆอยู่ในตัวอักษรฮันจาอย่างที่เอเลริสบอก , , , , , )
ตอนนี้ผมก็ยังพอเข้าใจได้ว่าพวกเขาก็น่าจะมีพลังเกี่ยวักับพระจันทร์อะไรสักอย่าง แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า แวมไพร์จะไปเกี่ยวอะไรกับเวทย์มนตร์พระอาทิตย์เลย
ถึงแวมไพร์ลอร์ดจะสามารถทนต่อแสงอาทิตย์ได้ แต่มันก็แปลกไม่ใช่หรือไงนี่แวมไพร์จะสามารถใช้ เวทย์ที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ได้(solar magic)
“นี่เป็นมรดกตกทอดมาในตระกูลของฉัน เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลค่ะ , 'เปลวเพลิงแห่งวันอังคาร' (Flame of Tuesday)
สร้อยคอที่เอเลริสมอบให้เป็นสร้อยทองเส้นเล็กๆที่มีหยดสีแดงเข้มเหมือนรูบี้
“เอเลริส , ถ้าอย่างนั้น,หมายความว่า…. พวกเขาเรียกหัวหน้าตระกูลว่าเป็นแวมไพร์ลอร์ดเหรอ ?”
“มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะเพียงแต่ ….”
เอเลริสดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในแวมไพร์ที่ทรงพลัง แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องสบายนักหรอกที่เธอต้องอยู่ใต้แสงอาทิตย์ แม้เธอจะทนมันได้ก็ตาม
“แล้ว , ทำไมเธอถึงมอบสร้อยนี่ให้ ….?”
“ถ้าแหวนวงนั้นมีพลังของเดร็ดเฟียน แล้วท่านคิดว่า สร้อยเส้นนี้ทำอะไรได้บ้างล่ะคะ ?”
สร้อยเส้นนี้ก็ย่อมต้องแฝงพลังตระกูลที่โดดเด่นเรื่องเวทย์ไฟ
“มันจะทำให้ข้าสามารถใช้เวทย์ไฟได้ใช่ไหม ?”
“ถูกแล้วค่ะ , มันจะใช้งานได้เมื่อฝ่าบาทใส่มานาเข้าไปพอสมควร
ออกจะต่างออกไปกับแหวนของซาร์เคการ์อยู่บ้าง ท่านจะสามารถเรียกไฟออกมาด้วยการใช้มานาโดยที่ไม่ต้องร่ายเวทย์ซับซ้อนยุ่งยากเลย”
ถึงผมจะเข้าใจมันได้ไม่หมดแต่แค่ฟังคำอธิบายของเธอ ผมก็รู้แล้วว่า นี่มันสุดยอดไอเทมขนาดไหน
เวทย์นั้นเป็นพลังที่มีแต่อัจฉริยะเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ แต่เจ้าสิ่งนี้ทำให้ไอ้โง่ไอ้งั่งที่ไหนก็สามารถเรียกไฟออกมาได้ขอแค่มีมานาพอ
พวกคัมภีร์เวทย์น่ะเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ด้วยสร้อยชิ้นนี้ผมสามารถที่จะใช้เวทย์ได้ไปตลอด นี่มันสมบัติชั้นเลิศเลยนี่นา
“อยากจะให้ข้าลองใช้ดูไหม ?”
“อืมค่ะ ….”
ด้วยการใช้ ไฟแห่งวันอังคาร ผมก็จะสามารถใช้เวทย์ไฟได้แล้ว
เลเวลมานาของผมเท่าที่ผมจำได้มันอยู่ที่ 9.9 ผมรู้ว่าสำหรับคนในวัยนี้ถือว่าสูงเลยล่ะ
ผมถือสร้อยไว้ในมือแล้วจินตนาการภาพไฟในหัวเหมือนอย่างที่เอเลริสแนะนำ
-เปลวเพลิง !
แล้วก็มีไฟโผล่ขึ้นมาตรงหน้า
“ใช้งานแบบนั้นแหละค่ะ”
“แต่มันแค่นี้เองเหรอ ?”
คือผมไม่ได้คาดหวังว่า จะมีไฟร์บอลอะไรโผล่ออกมาหรอกนะ แต่ที่เห็นนี่มันก็ระดับไฟแช็คเองนี่
หรือว่าที่จริงแล้วผมมีมานาเท่าหางหนูกันนะ ?
“ฝ่าบาทแค่ยังไม่สามารถใช้มานาที่มีได้อย่างสมบูรณ์ค่ะหากท่านได้เรียนพลังที่เกี่ยวข้องอย่าง การสัมผัสเวทย์และการควบคุมเวทย์ , ท่านก็จะสามารถสร้างไฟที่ใหญ่กว่านี้โดยใช้มานาเท่าเดิม”
สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่า ผมได้สมบัติชั้นดีมาทั้งที่ความสามารถยังไม่ถึง
“ทำไมเธอถึงเอานี่ให้ข้าล่ะ ?”
“เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ฝ่าบาทไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว , การมีมันไว้ถือเป็นข้อได้เปรียบจริงไหมคะ ?”
ผมไม่คิดว่า ตัวเองจะทำอะไรกับไฟอันเท่าไฟแช็คได้หรอกนะ
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเธอ ….เธอกลับมามอบสิ่งสำคัญแบบนั้นให้ข้าเนี่ยนะ?”
“หากฉันมอบอะไรที่มีคุณค่าใกล้เคียงกับที่ซาร์เคการ์เคยมอบให้ฝ่าบาทแล้ว ,ก็มีโอกาสที่จะดึงท่านมาอยู่ฝ่ายเดียวกับฉันในอนาคตใช่ไหมล่ะคะ ?”
เอเลริสพูดพลางหัวเราะติดตลก
ซาร์เคการ์กับเอเลริสนั้นต่างมอบสมบัติประจำตระกูลให้ผม
เป็นเรื่องน่าตลกดี
ซาร์เคการ์ ผู้กระหายสงคราม, กลับมอบสิ่งที่ช่วยให้ผมมีชีวิตสุขสันติในโลกมนุษย์
กลับกัน เอเลริสผู้รักสงบ , กลับมอบไอเทมที่ทำลายล้างให้ผม
“ถึงอย่างนั้นก็เป็นเรื่องน่าละอายเกินไป กับการที่ครอบครองสิ่งนั้นแต่แรกทั้งที่ตั้งใจจะหักหลังพวกเขามาตลอด”
ดูเหมือนเอเลริสนั้นตั้งใจจะละทิ้งความรับผิดชอบทั้งหมด ที่ได้รับมาในฐานะเจ้าตระกูลวันอังคารคนสุดท้าย
ดูเหมือนเผ่าปีศาจมีแนวคิดว่า ถ้าถูกหักหลังแม้เป็นคนในตระกูลก็ไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดต่อไป
“มีอย่างหนึ่งที่ข้าอยากจะถาม”
“ค่ะ , ฝ่าบาท”
“หากข้าใช้เจ้าสิ่งนี้ ก็มีแค่ไฟดวงเล็กโผล่มา แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเธอใช้มันบ้างล่ะ ?”
ผมสร้างไฟขนาดเท่าไฟแช็คออกมา การร่ายเวทย์นั้นเป็นสิ่งที่ง่ายมากสำหรับพ่อมดผิดกับคนที่ไม่มีความรู้แบบผมแล้วเจ้าไฟดวงน้อยนี่จะเป็นยังไงหากมันอยู่ในมือของเอเลริสล่ะ ?
“ฉันไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพราะฉันไม่เคยใช้มันมาก่อน”
ไม่ว่าใครเห็นดวงตาเธอตอนนี้ก็บอกได้ทันทีเลยว่า เธอกำลังโกหกอยู่
ดูเหมือนจะมีความทรงจำอันน่าเจ็บปวดแฝงอยู่ภายใน และผมสามารถมองเห็นสิ่งนั้นผ่านดวงตาของเธอได้
เอเลริสบอกผมอย่างนึงเป็นอย่างสุดท้าย โดยมองเข้าไปในดวงตาของผม จับไหล่ผมไว้
“ฝ่าบาทคะ ,มันไม่ใช่ไอเทมที่ดีอะไรนักหรอกค่ะ”
เอเลริสดูจะไม่ได้ภาคภูมิใจอะไรในฐานะผู้สืบตระกูลเพลิงแห่งวันอังคารเลย
“มันเป็นวัตถุที่ตอบสนองต่ออารมณ์ด้านลบค่ะ
ยิ่งท่านมีความรู้สึกอาฆาตพยาบาทใครบางคนมากเท่าไหร่ เปลวไฟก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ”
มันเป็นเหมือนของที่ผมควรต้องใช้อย่างระวัง
วัตถุที่สามารถรับรู้ถึงอารมณ์เจ้าของได้โดยเฉพาะอารมณ์เกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย
มันเป็นไอเทมที่ให้ภาพลักษณ์ของปีศาจในสายตามนุษย์จริงๆ
“ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะเข้าใจนะคะว่าทำไมฉันถึงมอบเปลวเพลิงแห่งวันอังคารให้ท่าน”
เธอไม่อยากให้เอามันไปทำร้ายใคร แต่เธอก็เป็นห่วงผมด้วยก็เลยมอบมันให้ผม
หากมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่วิหาร ผมก็ควรจะใช้มัน หากชีวิตตัวเองตกอยู่ในอันตราย
นั่นคือสิ่งที่เอเลริสอยากจะบอก
ถึงเอเลริสจะกลัวผม แต่เธอก็ประเมินค่าผมไว้สูงมากเช่นกัน
“ขอบใจนะ ,ข้าวางแผนว่าจะไม่ใช้มันจนจบการศึกษา”
เอเลริสยิ้มสดใสขึ้นมา เหมือนกับได้ยินสิ่งที่เธออยากได้ฟังมากที่สุด
เธอคนนี้นี่ก็เป็นคนประหลาดอีกคน
ผู้สืบทอดตระกูลเดร็ดเฟรียนบ้างล่ะ ผู้สืบทอดตระกูลวันอังคารส่วนหนึ่งของเจ็ดราตรีบ้างล่ะ
ผมที่เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของดาร์คแลน ดินแดนปีศาจที่จะต้องรวมชาติ ก็เลยดูไม่แปลกเกินไปที่ผมจะได้ครอบครองไอเทมเหล่านี้
ถึงอย่างนั้นก็เถอะจากขอทานกลายเป็นนักเรียนของวิหาร ตอนนี้มาได้สุดยอดรีลิคระดับจักรวรรดิอีก
มันดูน่าสงสัยสุดๆเลย
จริงอยู่ตัวแหวนเองเป็นไอเทมปิดบังตัวตน ก็เลยมีเวทย์มนตร์ล่องหน และแปรสภาพรูปร่างตัวเองจนดูเหมือนแหวนโลหะธรรมดาๆ แล้วเอเลริสก็เลยเอากรอบเหล็กมาครอบด้านนอกของสร้อยที่ดูล้ำค่าไว้
มันย่อมดีกว่าอยู่แล้วล่ะที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาๆปิดบังโดยที่ไม่โดนเวทย์มนตร์ตรวจจับ ตรวจเจอ ทำให้สุดท้ายแล้วมันเลยดูเหมือนผมใส่แหวนกับสร้อยธรรมดาๆ
ว่ากันตามตรงนะ หากมีใครมาบอกว่า ของสองอย่างเนี่ยมีขอทานแอบไปหยิบมาผมก็เชื่อ
หลังจากที่ผมได้รับของสุดยอดทั้งจากเอเลริสและซาร์เคการ์แล้ว , ผมก็นึกไปถึงสิ่งที่โลย่าน่าจะอยากมอบให้ผมด้วย แต่พอมาคิดดูอีกทีผมจะไปคาดหวังอะไรกับคนที่เอาแต่ใส่เสื้อผ้าขาดๆโทรมๆแบบนั้นแล้วนอนกลิ้งอยู่ข้างกองไฟทั้งวันกันล่ะ ?
ขอแค่เธอดูแลตัวเองดีกิ่นอิ่มนอนหลับก็พอแล้ว
ถึงผมจะคิดแบบนั้นก็เถอะ แต่ว่า ….
“……นี่มันอะไร?”
“เงินติดกระเป๋า”
โลย่าส่งถุงที่เต็มไปด้วยทองให้ผมไว้ใช้ในวิหาร
โลย่าบอกกับผมว่า ให้บอกเธอทันทีหากผมต้องการเงินมากกว่านี้ เพราะปัญหาเรื่องเงินค่าเล่าเรียนน่ะหมดไปแล้ว วิหารเองก็ช่วยจ่ายค่ากินค่าอยู่ของผมไปบางส่วน
โลย่าเองเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดกับผมในระยะยาว และดูเหมือนว่าโปรเจคการขยายฐานลูกค้าไปที่สถานีรถไฟมานาจะเป็นไปอย่างราบรื่น
ในวันพรุ่งนี้ในที่สุด ผมจะได้ย้ายไปอยู่ในหอพักของวิหารแล้ว
มันย่อมไม่ใช่เรื่องดีหนักหรอก หากผมยังอยู่ที่นี่ต่อไป แต่แค่คิดถึงเรื่องที่ผมต้องเปลี่ยนสถานที่อยู่ใหม่เป็นที่ที่ผมไม่รู้จัก เต็มไปด้วยตัวละครหลักของเรื่องก็ชวนให้รู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว
การที่อยู่ในบ้านของเอเลริสมันก็ไม่ได้แย่นักหรอก
คืนนี้ผมนอนไม่หลับเลย เพราะเอาแต่คิดว่าจะเจอปัญหาอะไรตามมา
ถึงอย่างนั้นผมก็ได้ให้สัญญากับตัวเอง
ผมจะทำในสิ่งที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่สุดกำลังเหมือนในกรณีของชาร์ล็อต
การที่ช่วยชีวิตใครคนหนึ่งที่ควรต้องตายให้รอดชีวิตได้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
แม้ผลสุดท้ายผมจะช่วยคนๆนั้นเพราะหวังผลประโยชน์ที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง แต่ถึงคุณจะถามผมอีกว่า จะทำไหม ผมก็เชื่อว่า ที่ตัวเองทำไปน่ะถูกต้องดีแล้ว
มันเป็นแนวคิดของเรื่องแนวสไลฟ์ ออฟ ไล้ฟ์น่ะ
แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องแนวนั้นก็มักจะมีมืออาชีพ คนที่มีพรสวรรค์ในเรื่องนั้นเป็นคนเขียน
สาเหตุหลักที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ล้มเหลว , สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้อ่านทุกคนต่างทิ้งมันไปกลางคันนั่นก็เพราะ …
ผมไม่ได้มีพรสวรรค์ในการเขียนเรื่องแบบนั้นมาตั้งแต่ต้นไปจนจบอยู่แล้ว
พออีเว้นท์และองค์ประกอบทั้งหลายที่ผมวางไว้หมดลง งานเขียนของผมก็หลงทางแล้วผลที่ได้ก็คือ ผมหมดกำลังใจในการเขียนให้เรื่องเดิมไปข้างหน้าต่อ
ดังนั้น
ผมจะใช้โอกาสนี้ในการพลิกกระดาน
นิยายบ้าๆที่กลายเป็นแบบนี้เพราะความไร้ความสามารถของนักเขียนในการสร้างอีเว้นท์มากมาย
…ในช่วงกลางๆเรื่องน่ะ…
…ผมเป็นคนเปิด เกท นั้นขึ้นมาเอง