เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  24

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  24

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  24


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  24

“ฉันไม่รู้เลยว่าจะเรียกว่ายังไงดีค่ะ เหมือนคุณเกิดมาพร้อมคำอวยพรของเทพ ….หรือนี่อาจเป็นพลังเหนือธรรมชาติรูปแบบหนึ่ง …?”

ผู้ให้คำปรึกษาถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

ผมพอจะรู้ที่มาของเรื่องนี้ดี

ผมสามารถทำให้ความสามารถต่างๆที่ไม่เคยมีนั้นมีขึ้นมาได้กลายเป็นพรสวรรค์ด้วยการใช้แต้มแอคชีฟเม้นท์พ้อยท์

ถึงตอนนี้ผมจะมีแต้มไม่พอที่จะใช้แต่ความเป็นไปได้ดังกล่าวก็ยังคงอยู่

ดังนั้นแล้ว ตอนนี้ผมเลยอยู่ในสถานะที่ว่าผมสามารถมีพรสวรรค์ทุกชนิดที่มีบนโลกใบนี้ ผมเกิดมาพร้อมความถนัดที่เป็นไปได้ในทุกรูปแบบ ,ถึงผมจะไม่สามารถมีพรสวรรค์ใดพรสวรรค์หนึ่งเด่นไปเลยก็ตาม

ผู้ให้คำปรึกษาคนถึงกับยืนงง

“ถ้าเป็นอย่างนี้ ….ฉันไม่รู้เหมือนค่ะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คือการที่มีความถนัดทั้งในการใช้ดาบ และการใช้ธนูไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหา แต่หากข้อมูลนี่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องก็แปลว่า ไรฮาร์ดนั้นสามารถใช้ได้ทั้งเวทย์ความมืดและพลังศักดิ์สิทธิ์”

ผมจะสามารถครอบครองได้ทั้งพลังแห่งความมืดและพลังธาตุศักดิ์สิทธิ์

ไม่มีทางที่ใครจะสามารถมีพลังทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกันได้แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

“ถึ , ถึงอย่างนั้น …. มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน …กับการที่มีเด็กที่ได้เข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากความถนัดไม่ใช่พรสวรรค์ ……”

ผู้ให้คำปรึกษาเริ่มคิดแล้วว่า นี่ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่อำนาจระดับเธอสามารถจัดการได้

“แปลว่า เขาจะได้เข้าเรียนในวิหารใช่ไหม ?”

ไดบันดูจะข้ามรายละเอียดแล้วได้ยินแต่สิ่งที่เขาอยากได้ยินเท่านั้น

“ระเรื่องนนั้คือว่า, เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน มันก็เป็นกรณีพิเศษ ….”

ผู้ให้คำปรึกษาก็พยักหน้าแบบงงๆ

“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ค่ะ”

“โอ้ แบบนั้นก็ดีไปเลยนี่พวก !”

-ป้าบ !

“โอ้ย !”

ไดบันหวดเข้ากลางหลังแล้วตะโกน

มือหนักชะมัดเลย !

สุดท้ายแล้วที่ผมคิดว่า ผมรู้เรื่องของตัวเองดีแล้วนี่มันไม่จริงทั้งนั้นแหละ ด้วยการที่ไดบันทำตัวดื้อรั้น ทำให้ผมรู้ว่า ตอนนี้ตัวผมเองเป็นอย่างไรกันแน่

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้น

“ความถนัดในทุกอย่าง อย่างนั้นสินะ ?”

“ใช่ , พวกนั้นบอกแบบนั้น”

ดวงตาของโลย่าเบิกกว้างตอนที่ผมรายงานผลการตรวจสอบไป

ไม่ใช่แค่เพียงคำพูดของผู้ให้คำปรึกษาอย่างเดียว หลักจากนั้นก็พ่อมดมืออาชีพเข้ามาตรวจสอบพรสวรรค์ผมอย่างละเอียดเ

หลังจากผ่านเวลาไปสักพักใหญ่ก็ได้รับการยืนยันว่า ความถนัดของผมนั้นเป็นของจริง

“เอ้อ นี่มันดีกว่าที่คาดไว้อีกไม่ใช่เหรอ?”

เธอพูดแบบนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความนับถืออย่างมากในน้ำเสียง แม้ต่อกับจอมมารองค์ก่อนก็ยังไม่มากมายขนาดนี้

ถึงผมจะไม่มีพรสวรรค์แต่ผมก็เกิดมาพร้อมกับความถนัดที่จะสามารถมีพรสวรรค์ในทุกด้าน

มันอาจจะเป็นผลจากการปรับแก้เซตติ้งของระบบที่มีต่อร่างกายของผม แต่แค่การปรับแก้นี้มันก็เป็นความสามารถที่สุดยอดแล้ว

ความถนัดทั้งหลายนี้รวมถึงความถนัดในด้านตรงกันข้ามด้วย

ถึงจะเป็นเรื่องยากแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการใช้ดาบจะฝึกๆๆ จนกลายเป็นปรมาจารย์ดาบ ยากแบบยากนรกและเป็นไปได้น้อยมากเลยล่ะ

คนๆนั้นจะต้องก้าวข้ามกำแพงแห่งความมุมานะพยายามนั้นไป แต่ทำไมคนที่ไม่มีความถนัดในด้านการใช้ดาบถึงต้องไปฝึกดาบกันล่ะ ? ไม่ดีกว่าหรือไงหากเขาจะตื่นขึ้นมาจากความฝันเฟื่องแบบนั้นเสียทีน่ะ ?

ไม่มีใครที่จะมีแต่จุดแข็งหรอก แม้แต่อัจฉริยะผู้มีความถนัดและพรสวรรค์มากมายก็มีจุดด้อยเหมือนกัน

ตัวอย่างก็เช่น หากคนๆหนึ่งมีความถนัดในพลังศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ไม่สามารถใช้เวทย์มืดได้

ในทางกลับกันแล้ว คนที่มีความถนัดเวทย์มืดเองก็ไม่สามารถที่จะเรียนเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นกัน

บางพลังนั้นปฏิเสธพลังในขั้วตรงข้าม

แต่ผมไม่มีจุดอ่อนในเรื่องนั้น

และแน่นอนว่า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะสร้างจุดอ่อนนั้นขึ้นมาเอง แต่ผมจะทำแบบนั้นไปทำไม นี่ผมบ้าไปแล้วรึยังไง ?

ผมไปที่วิหารโดยตั้งใจว่าจะจ่ายค่าเล่าเรียนเทอมแรกแต่สุดท้ายกลับลงเอยในเส้นทางอื่นแทน

ผลกลับไปที่สำนักงานรับสมัครเข้าเรียนภายหลัง แล้วก็บอกพวกเขาว่า ผมตัดสินใจที่จะเข้าเรียนแบบพิเศษ

ผมไม่คิดมากแล้ว ก็ถ้ามีคนๆนึงที่เก่งในทุกด้านแบบนี้ ไม่แปลกเหรอไงที่จะไม่ให้คนๆนั้นเข้าเรียนแบบพิเศษน่ะ

นี่ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่คาดฝันจริงๆ เพราะพวกเขาตัดสินใจจะรับผมเข้าเรียนแบบพิเศษทำให้เราไม่ต้องเดือดร้อนเงินแก๊งอีก

แถมไม่ต้องลำบากลำบากให้เป็นภาระค่าเล่าเรียนกับพวกเขาอีกต่อไป

ทุกคนเองก็อยากให้ผมได้ไปอยู่สิ่งแวดล้อมดีๆที่ผมสามารถมุ่งความสนใจไปกับการพัฒนาตัวเองในวิหาร

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแก๊งโรตารี่ต่อจากนี้มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรผมแล้ว

“แต่นายดูไม่ดีใจเลย?”

ผมยิ้มตอบกับคำพูดนั้นของไดบัน

“มะ , ไม่หรอกน่า มันเยี่ยมมากเลยล่ะ เหมือนข้าสามารถเข้าไปเรียนได้แม้ว่าไม่ต้องลำบากสมาชิกของแก๊ง”

แต่ก็เป็นอย่างที่ไดบันพูดจริงๆนั่นแหละ ผมไม่ได้อารมณ์เบิกบานอะไรขนาดนั้น

เดิมทีแผนการเดิมของผมจะค่อยๆพัฒนาพรสวรรค์ไปทีละเทอม แล้วก็วางแผนหาทางให้วิหารช่วยละเว้นค่าเทอมให้ แล้วดันตัวเองเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักด้วยพรสวรรค์นั้นอีกที

ในแง่นั้น มีโอกาสสูงมากที่ผมจะเข้าสู่เนื้อเรื่องรักในฐานะนักเรียนทุน …

วิหารน่ะ มีคลาสเรียนพิเศษสองคลาส

โรยั่ล คลาส (Royal Class), คนที่เข้าไปได้นั้นต้องมีพรสวรรค์กับ ออบิส คลาส(Orbis Class), คนที่เข้าไปได้ด้วยมีสกิล มีทักษะ

นักเรียนที่มีพรสวรรค์พิเศษจะได้เข้าโรยั่ลคลาส นักเรียนที่ไม่มีพรสวรรค์แต่มีความสามารถโดดเด่นอันเนื่องจากความพยายามอย่างหนักจะได้เข้าออบิสคลาส

สองคลาสนั้นจะเป็นคู่แข่งกัน แต่ค่อยไปมีบททีหลังนั่นแหละ อีกนานแหละกว่าที่จะกล่าวถึงคลาสออบิส

ถึงอย่างไรก็ดี การเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักผมบอกไป นั้นก็แปลว่า จะต้องเข้าไปเป็นหนึ่งในชั้นพิเศษของวิหาร และนั่นก็คือ โรยั่ลคลาส

ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่ผมจะไปอยู่ในโรยั่ลคลาส เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ตัวเองมีศักยภาพในการมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น

เดิมทีนั้นผมวางแผนตั้งใจจะเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักด้วยการค่อยๆก่อร่างเสริมพลังความแข็งแกร่งตัวเองในเทอมแรกแล้วค่อยๆไต่เต้าขึ้นไป

แต่ดูเหมือนกลายเป็นว่า ผมได้เข้ามาอยู่ในรอยั่ลคลาสตั้งแต่แรกเริ่มเลย นั่นก็แปลว่า ผมจะได้ใช้ชีวิตไปพร้อมกันกับตัวละครหลักตั้งแต่เริ่มเรื่อง

อยู่ๆผมจะเดินเข้าไปหาเขาโดยไม่คิดไม่วางแผนไม่ได้แล้ว

เพราะหากการกระทำของผมเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องไป ผมก็ได้รับแต้มแอคชีฟเม้นท์พ้อยก็จริง แต่ผลที่ตามมาอาจชิ่งกระทบต่อเหตุการณ์อื่นๆต่อทำให้เกิดผลลัพธ์แปลกๆ อีเว้นท์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ผมอาจต้องใช้แอคชีฟเม้นท์พ้อยที่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงอนาคต  แล้วเห็นอนาคตที่ตัวเองรู้เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างไรผมก็ถือว่าคุ้ม เพราะแอคชีฟเม้นท์พ้อยพวกนั้นสำคัญกับผมตอนนี้ที่สุด ผมไม่อาจปล่อยให้มันเสียไปเปล่าๆได้

นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมผมถึงต้องใช้เวลาเทอมแรกไปกับการวางแผน แต่แล้วโอกาสที่เข้ามานี้ก็ทำลายทุกอย่างพังราบ

“ฟู่ววว ….”

ผมจึงได้แต่ถอนใจเฮือกใหญ่ตอนที่คิดถึงการเข้าเรียนแบบพิเศษ

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมค่อนข้างแน่ใจว่า การเดินเรื่องนี้มันเกิดขึ้นอย่างจงใจ

คุณอาจจะสงสัยนิยายเรื่อง[จอมมารตายแล้ว ] ของผมเป็นยังไงน่ะเหรอ ?

ถึงผมจะเป็นคนเขียนมันเองกับมือแต่ก็เหมือนกับอดีตอันดำมืดของผม มันโดนจัดอันดับว่าแย่ที่สุดและมีรีวิวมากมาย

มันควรที่จะเป็นเรื่องแนวเรื่อยๆเปื่อยๆที่เกิดขึ้นหลังจากจอมมารโดนกำจัดได้แล้ว

เซตติ้งเรื่องอยู่ที่  [วิหาร ] ในเมืองหลวงจักรวรรดิการ์เดียมสถานที่ที่ผู้คนที่มีทั้งอำนาจและความมั่งคั่งมารวมตัวกัน

วิหารนั้นจะบ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์ทั้งในด้านการต่อสู้,การสอนเวทย์ และศิลปะการต่อสู้  วิหารนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ทั้งระดับประถม มัธยมรวมถึงระดับการศึกษาที่สูงกว่านั้น

จำนวนนักเรียน หากรวมตัวสถาบันการศึกษาแล้วก็เกิน 100,000 แสนคน

ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป พวกเขาเอาระบบการเรียนการสอนแบบมหาวิทยาลัยมาใช้

ใครอยากเรียนวิชาไหนก็ไปลงเรียน ดังนั้นก็เลยมีเด็กหลายคนมากที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย แม้จะอยู่คลาสเดียวกันเพราะไม่เคยเข้าเรียนวิชาเดียวกัน

ในสถานที่แบบนั้น เวทีหลักก็คือ รอยั่ลคลาสนั่นเอง หนึ่งในคลาสที่สำคัญที่สุดของวิหาร อีกคลาสหนึ่งก็คือ ออบิสคลาส

สองคลาสนั้นเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์แห่งจักรวรรดิ ทำให้แบกรับความคาดหวังไว้สูง ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงได้รับการจ่ายค่าเรียนให้ตลอดทั้งการศึกษา

เอาเถอะ เรื่องออบิสคลาสเอาไว้ก่อน ไม่ต้องคุยถึงตอนนี้เพราะยังไม่ใช่เวลา

เอาเป็นว่า เราควรไปคุยกันเรื่องสองตัวท็อปของวิหารกันก่อน

สิทธิพิเศษของรอยั่ลคลาส

แม้หลักสูตรดังกล่าวจะมีคนเรียนเต็มแล้ว แต่คนในรอยั่ลคลาสก็สามารถเข้าได้เสมอ แม้แต่หลักสูตรคอร์สเรียนระดับสูงขึ้นไปก็สามารถเข้าได้เพราะพวกนั้นเป็นอัจฉริยะ จึงเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ที่รอยั่ลคลาสจะตกเป็นเป้าของการอิจฉาริษยาจากพวกนักเรียนธรรมดา

ยิ่งไปกว่านั้น วิหารเองก็ยังต้องรักษาศักดิ์ศรีตัวเองด้วยการให้หอพักสุดหรูกับนักเรียนรอยั่ลคลาสอีกด้วย

มีคนมากมายที่พยายามจะใช้เงินใช้อำนาจในการเข้ามาอยู่ในรอยั่ลคลาส

แต่ถึงอย่างนั้นการเข้าวิหารน่ะใช้เงินใช้อำนาจได้ แต่การเข้ารอยั่ลคลาสน่ะ ไม่สนเรื่องสถานะ ฐานะหรือเงิน มีแค่คนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นที่เข้ามาได้

การศึกษาชั้นสูงของวิหารนั้นเริ่มต้นที่ระดับมัธยมและมันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น

การศึกษาระดับสูงของวิหารนั้นรวมถึงรอยั่ลคลาส และเป็นระบบแบบ 6 ขั้นเหมือนกับโรงเรียนประถม

ก็แปลว่า เกรด 6 (มัธยมต้น)นั้นถือว่าเป็นไม่ใช่เรื่องประหลาดหรืออะไรใหม่ในโลกนี้

ว่าง่ายๆมันก็เหมือนจบการศึกษาระดับมัธยมต้น แล้วไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีก 6 ปีนั่นแหละ

ในความเป็นจริงเหมือนมันไปเริ่มกันที่ มัธยมต้นปีที่ 1 แล้วไปจบมหาวิทยาลัยปี 3

ถึงมันจะเป็นไปได้ที่จะทำการจบการศึกษาภายใน 3 ปี แต่การศึกษาที่ครบสมบูรณ์นั้นต้องใช้เวลา 6 ปี ถึงจะดูเหมือนเป็นระบบมหาวิทยาลัย แต่อันที่จริงมันก็คล้ายกับโรงเรียนมัธยมมากกว่า

รอยั่ลคลาส , ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของที่สุด ได้แบ่งชั้นเรียนออกตามพรสวรรค์ที่มี

ตัวละครหลักนั้นอยู่ชั้นปี 1 คลาส B ในส่วนของโรงเรียนมัธยม

ในรอยั่ลคลาสเองก็มีความแตกต่างที่เลือกผู้คนมาเข้าคลาสจากพรสวรรค์กันในช่วงแรกๆของช่วงมัธยม

ก็แปลว่า ในรอยั่ลคลาสเองก็มีการแบ่ง คลาสA กับ คลาสB  ,คลาส B นั้นก้อยกว่า มีเด็กที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่ามารวมตัวกัน

แล้วการแบ่งลำดับตามพรสวรรค์ ทำให้สมาชิกรอยั่ลคลาสนั้นยังคงเหมือนเดิมแม้จะเลื่อนชั้นต่อไปก็ตาม

หากไม่มีใครโดนไล่ออก ดรอปเรียนกลางคันหรือมีนักเรียนใหม่เข้ามาเพิ่ม สมาชิกในห้องเรียนก็จะไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปีแรกของระดับชั้นมัธยมไปจนจบการศึกษา

คลาส B ในกลุ่มชนชั้นนำที่มีพรสวรรค์แต่ด้อยกว่านี่แหละ ที่เป็นสถานที่ที่ ตัวละครหลักปรากฏตัว

ตัวเอกนั้นจะหาทางไปต่อไม่ถูกท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นที่ต้องแพ้พ่าย , โดนล้อเลียนหยามเหยียดจากเด็กคลาส A ที่มีพรสวรรค์และเก่งกว่า แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็จะขึ้นนำหน้าแซงพวกคลาส A ได้ด้วยพลังแห่งความรักและมิตรภาพ นั่นคือ แนวดราม่าวัยรุ่นที่ผมวางแผนที่จะเขียนไว้

ไม่น่าสนใจเลยงั้นเหรอ ? ทำไมฟังดูแล้วไม่ชวนอ่านเลย ?

เออแหละ แหงล่ะ แม่งน่าเบื่อฉิบหายเลย

เรื่องราวของนักเรียนผู้อ่อนแอกลายเป็นคนแข็งแกร่งขึ้นมาผ่านการพยายามอย่างหนักเป็นอะไรที่ดาดๆทั่วไป ไม่ใช่อะไรใหม่

พลังแห่งความรักและมิตรภาพงั้นเหรอ ?

ใครๆก็ทำแบบนั้นกันอยู่แล้วในทุกวัน ในชีวิตประจำวัน

แล้วถ้ามีเพื่อนร่วมชั้นสันดานเสียคอยสูบพลังชีวิตอยู่อย่างนั้นคนอ่านก็คงคิดว่า เจ้าพวกเนียะมันนิสัยเฮงซวยขึ้นไปอีกยิ่งคุณคอยไปช่วยเหลือดูแลพวกมันน่ะ

อันที่จริงผมควรจะหยุดเขียนทันทีที่ได้ยินผู้รับผิดชอบผม บอกกับผมอย่างนั้น

จะยังไงก็เถอะ ตอนนี้เป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว

เนื้อเรื่องหลักจะเริ่มขึ้นพร้อมกับเทอมใหม่ ในปีเดียวกันกับที่สิ้นสุดสงครามโลกปีศาจ

[คุณได้อยู่โรยั่ลคลาส  1-A ]

และสำนักงานการศึกษาของวิหารก็ตัดสินว่า ‘ความถนัดไม่มีจำกัด’ ของผมนั้นเป็นพรสวรรค์ระดับสูง

ไม่มีอะไรดีทั้งนั้นแหละ คลาสAน่ะควรเป็นสถานที่ที่ผมควรไต่ขึ้นไปถายหลัง

“ท่านเป็นกังวลอยู่เหรอคะ ?”

ตอนนี้ผมอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์เวทย์ของเอเลริส

“หากพูดว่าไม่กังวลเลยก็คงโกหก”

ผมถอนใจ

“มันเป็นเรื่องดีแหละที่ ได้พรสวรรค์บ้าๆแบบนั้น การได้รับเข้าเรียนแบบพิเศษก็ดี แต่มันก็ออกจะเหนื่อยหน่ายที่ต้องเจอกับความคาดหวังสูงของพวกนั้น ……”

ผมไม่อยากอยู่สะพานบรอนซ์เกทไปตลอดทั้งวัน ผมเลยแวะมาหาเอเลริส

หลังจากที่ผมสามารถเข้าเรียนแบบพิเศษได้ โรตารี่แก๊งก็รอดพ้นจากสภาวะความตึงเครียดทางการเงิน

ก่อนที่จะถึงวันปฐมนิเทศผมก็ไปๆกลับๆระหว่างบรอนซ์เกทกับร้านของเอเลริส

“ฉันแน่ใจว่า ท่านจะทำได้ดีค่ะ”

เอเลริสยิ้มหวานยืนยันกับผม

ช่าย , ผมสามารถเป็นอะไรก็ได้

ผมรู้แหละว่าตัวเองน่ะแค่ประหม่ามากเกินไป เพราะผมน่ะมันทำอะไรไม่ได้และก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ

ต้องขอบใจเจ้าความถนัดผมจริงๆที่ทำให้พวกนั้นประเมินว่า มันเป็นพรสวรรค์ระดับสูง  ช่วยให้ผมผ่านขั้นตอนการสอบเข้าเรียนที่จำเป็นต้องมีต่างๆนาๆมาได้

หากมีใครสักคนที่มีพรสวรรค์ระดับสูง พวกวิหารก็เต็มใจที่จะรับคนๆนั้นเข้าเป็นนักเรียนอยู่แล้ว  นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตัวตนปลอมๆของผมถึงโดนมองข้ามไปได้ง่ายๆ

แถมตอนนี้วิหารกลายเป็นผู้ปกครองของผมแล้วด้วย ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นดี

ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะแต่มันจะราบรื่นไปถึงเมื่อไหร่ พอผมมาคิดถึงเพื่อนๆจากคลาสAก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาแล้ว

นอกจากนี้การอยู่ในหอพักโดยที่ไม่มีเอเลริส โลย่าหรือซาร์เคการ์ที่เป็นเหมือนผู้ปกครองของผมนั้น ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ผมกังวลหรอก

อันที่จริงแล้ว เหตุการณ์อุบัติเหตุทั้งหลายในวิหารน่ะไม่ได้เผยแพร่ออกสู่ภายนอก แต่ในฐานะนักเขียน ผมหมายถึง ผมเองนั่นแหละที่สร้างเหตุการณ์พวกนั้นขึ้นมา ผมจึงรู้ดีแก่ใจว่า วิหารน่ะหละหลวมแค่ไหน ไม่ใช่แค่รู้สิ ผมนี่แหละที่ทำให้มันหละหลวมเอง

เอเลริสนั้นกุมมือผมไว้ขณะที่ผมจมอยู่กับความคิด

ร่างกายอุณหภูมิต่ำของแวมไพร์ชวนให้รู้สึกประหลาดแต่พอสัมผัสไปสักพักหนึ่งความเย็นแบบนั้นก็กลายเป็นความอบอุ่นขึ้นมา

“พวกเราจะสนับสนุนฝ่าบาทสุดหัวใจค่ะ ต่อให้ท่านเข้าวิหารแล้ว ไม่ได้แปลว่า ท่านจะออกมาไม่ได้นี่คะ ?”

“ก็ออกมาได้แหละ แต่ว่ามัน….”

พวกนั้นไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมออกมาข้างนอกหรืออะไรแบบนั้นหรอก หากผมอยากมาเจอพวกเขาก็แค่ออกมา แล้วก็มาพบกับซาร์เคการ์ โลย่าและเอเลริส

“แล้วท่านมีสิ่งที่อยากเอาไปด้วยหรือเปล่าคะ ?”

“ข้าน่ะมีของไม่มากหรอก ข้าสามารถสวมชุดนักเรียนตลอดเวลาเลยก็ได้”

พรุ่งนี้ผมก็ต้องไปหอพักแล้วผมก็ควรจะเอาอะไรจากที่นี่ไปที่นั่นด้วยแต่ผมไม่รู้ว่าควรจะหยิบอะไรไปด้วยดี เลยไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรไปนอกจากเสื้อผ้า

ผมกรอกแบบสอบถามที่เขียนอะไรต่อมิอะไรก่อนเข้าเรียน และบอกทุกสิ่งที่ผมรู้ ก็ไม่คิดว่าต้องทำอะไรมากมายไปกว่านี้อีก

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทำไมเธอถึงอยากให้ข้าไปอยู่วิหาร ?”

ผมถามคำถามที่ผมไม่ได้ถามเมื่อวันก่อน

เอเลริสไม่ได้อยากให้ผมแข็งแกร่งขึ้นแต่เธอกลับผลักดันให้ผมไปวิหาร

เอเลริสยิ้มให้กับคำถามของผม

“เพราะฉันคิดว่าหากท่านได้ใกล้ชิดกับมนุษย์ ท่านน่าจะรักพวกเขาค่ะ”

มันเป็นคนละแนวคิดกับซาร์เคการ์ ,ที่อยากให้ผมไปรู้จักมนุษย์เพื่อที่จะเอาความรู้ของพวกมนุษย์จัดการกับพวกนั้น

ส่วนเอเลริสนั้นเหมือนอยากจะให้ผมรักพวกเขา

เอาล่ะ ผมหมายถึงว่า ผมก็ไม่ได้รู้สึกรักพวกมนุษย์ขึ้นมาจริงๆแต่แรกอยู่แล้ว

“เธออาจจะต้องเสียใจกับเรื่องนี้ในภายหลัง”

เอเลริสหัวเราะ

“ไว้ถึงตอนนั้นฉันค่อยมาคิดอีกทีค่ะ”

คนที่แปลกประหลาดที่สุดกลับไม่ใช่ซาร์เคการ์ กลับเป็นเอเลริสต่างหาก เธอนั้นกลับไม่ใส่ใจประเด็นอะไรสำคัญแบบนั้นเสียเฉยๆ

แถมยังดีดนิ้วเรียกอะไรบางอย่างมาด้วย

“นี่มันอะไรกัน ?”

“พวกนี้เป็นเสื้อผ้าชุดธรรมดาที่ท่านใส่ได้ค่ะ ท่านจะใส่แต่ชุดนักเรียนไปตลอดไม่ได้นะคะ”

ดูเหมือนเธอไม่อยากให้ผมไปหอพักตัวเปล่าๆ

เอเลริสถอดสร้อยคอของเธอออกมาสวมคอผม

“นี่มัน ….”

“ท่านน่าจะจำได้ที่ฉันเรียกตัวเองว่าเป็น ทิ้วส์เดย์ วันอังคารได้สินะคะ ?”

“อ่า , จำได้”

ผมไม่เข้าใจนักหรอกว่ามันหมายความว่ายังไง แต่มันน่าจะเกี่ยวกับเจ็ดราตรีอะไรสักอย่างสินะ ?

“ฉันเชื่อว่าท่านน่าจะลืมไปหมดแล้วเหมือนกัน ให้ฉันอธิบายนะคะ แวมไพร์มีเจ็ดตระกูลที่เรียกตัวเองว่า ตระกูลเจ็ดราตรี”

“วันจันทร์ , วันอังคาร , วันพุธ  อะไรแบบนั้นเหรอ ?”

“ค่ะ ,ใช่แล้วค่ะ”

เป็นชื่อที่ง่ายดีนะ

“แต่ตระกูลเองก็มีเวทย์มนตร์เฉพาะที่สอดคล้องกับธาตุ”

“นี่มีเวทย์มนตร์ธาตุที่ขึ้นกับชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์ด้วยเหรอ ?”

“ค่ะ , วันจันทร์กับวันอาทิตย์นั้นสาบสูญไปเมื่อนานมากแล้ว ก็เลยไม่สามารถส่งต่อเวทย์มาให้รุ่นหลังได้ แต่วันอังคารเป็นไฟ วันพุธเป็นน้ำ วันพฤหัสเป็นไม้ วันศุกร์เป็นเหล็กและวันเสาร์เป็นดินค่ะ”

(T/N:  อธิบายเพิ่ม ตามตัวอักษรฮันจาของเกาหลีชื่อวันในสัปดาห์ ยกเว้นวันจันทร์กับวันอาทิตย์นั้น จะมีชนิดของธาตุนั้นๆอยู่ในตัวอักษรฮันจาอย่างที่เอเลริสบอก , , , , , )

ตอนนี้ผมก็ยังพอเข้าใจได้ว่าพวกเขาก็น่าจะมีพลังเกี่ยวักับพระจันทร์อะไรสักอย่าง แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า แวมไพร์จะไปเกี่ยวอะไรกับเวทย์มนตร์พระอาทิตย์เลย

ถึงแวมไพร์ลอร์ดจะสามารถทนต่อแสงอาทิตย์ได้ แต่มันก็แปลกไม่ใช่หรือไงนี่แวมไพร์จะสามารถใช้ เวทย์ที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ได้(solar magic)

“นี่เป็นมรดกตกทอดมาในตระกูลของฉัน เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลค่ะ ,   'เปลวเพลิงแห่งวันอังคาร' (Flame of Tuesday)

สร้อยคอที่เอเลริสมอบให้เป็นสร้อยทองเส้นเล็กๆที่มีหยดสีแดงเข้มเหมือนรูบี้

“เอเลริส  , ถ้าอย่างนั้น,หมายความว่า…. พวกเขาเรียกหัวหน้าตระกูลว่าเป็นแวมไพร์ลอร์ดเหรอ ?”

“มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะเพียงแต่ ….”

เอเลริสดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในแวมไพร์ที่ทรงพลัง แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องสบายนักหรอกที่เธอต้องอยู่ใต้แสงอาทิตย์ แม้เธอจะทนมันได้ก็ตาม

“แล้ว , ทำไมเธอถึงมอบสร้อยนี่ให้ ….?”

“ถ้าแหวนวงนั้นมีพลังของเดร็ดเฟียน แล้วท่านคิดว่า สร้อยเส้นนี้ทำอะไรได้บ้างล่ะคะ ?”

สร้อยเส้นนี้ก็ย่อมต้องแฝงพลังตระกูลที่โดดเด่นเรื่องเวทย์ไฟ

“มันจะทำให้ข้าสามารถใช้เวทย์ไฟได้ใช่ไหม ?”

“ถูกแล้วค่ะ , มันจะใช้งานได้เมื่อฝ่าบาทใส่มานาเข้าไปพอสมควร

ออกจะต่างออกไปกับแหวนของซาร์เคการ์อยู่บ้าง ท่านจะสามารถเรียกไฟออกมาด้วยการใช้มานาโดยที่ไม่ต้องร่ายเวทย์ซับซ้อนยุ่งยากเลย”

ถึงผมจะเข้าใจมันได้ไม่หมดแต่แค่ฟังคำอธิบายของเธอ ผมก็รู้แล้วว่า นี่มันสุดยอดไอเทมขนาดไหน

เวทย์นั้นเป็นพลังที่มีแต่อัจฉริยะเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ แต่เจ้าสิ่งนี้ทำให้ไอ้โง่ไอ้งั่งที่ไหนก็สามารถเรียกไฟออกมาได้ขอแค่มีมานาพอ

พวกคัมภีร์เวทย์น่ะเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ด้วยสร้อยชิ้นนี้ผมสามารถที่จะใช้เวทย์ได้ไปตลอด นี่มันสมบัติชั้นเลิศเลยนี่นา

“อยากจะให้ข้าลองใช้ดูไหม ?”

“อืมค่ะ ….”

ด้วยการใช้ ไฟแห่งวันอังคาร ผมก็จะสามารถใช้เวทย์ไฟได้แล้ว

เลเวลมานาของผมเท่าที่ผมจำได้มันอยู่ที่ 9.9  ผมรู้ว่าสำหรับคนในวัยนี้ถือว่าสูงเลยล่ะ

ผมถือสร้อยไว้ในมือแล้วจินตนาการภาพไฟในหัวเหมือนอย่างที่เอเลริสแนะนำ

-เปลวเพลิง !

แล้วก็มีไฟโผล่ขึ้นมาตรงหน้า

“ใช้งานแบบนั้นแหละค่ะ”

“แต่มันแค่นี้เองเหรอ ?”

คือผมไม่ได้คาดหวังว่า จะมีไฟร์บอลอะไรโผล่ออกมาหรอกนะ แต่ที่เห็นนี่มันก็ระดับไฟแช็คเองนี่

หรือว่าที่จริงแล้วผมมีมานาเท่าหางหนูกันนะ ?

“ฝ่าบาทแค่ยังไม่สามารถใช้มานาที่มีได้อย่างสมบูรณ์ค่ะหากท่านได้เรียนพลังที่เกี่ยวข้องอย่าง การสัมผัสเวทย์และการควบคุมเวทย์ , ท่านก็จะสามารถสร้างไฟที่ใหญ่กว่านี้โดยใช้มานาเท่าเดิม”

สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่า ผมได้สมบัติชั้นดีมาทั้งที่ความสามารถยังไม่ถึง

“ทำไมเธอถึงเอานี่ให้ข้าล่ะ ?”

“เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ฝ่าบาทไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว , การมีมันไว้ถือเป็นข้อได้เปรียบจริงไหมคะ ?”

ผมไม่คิดว่า ตัวเองจะทำอะไรกับไฟอันเท่าไฟแช็คได้หรอกนะ

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเธอ ….เธอกลับมามอบสิ่งสำคัญแบบนั้นให้ข้าเนี่ยนะ?”

“หากฉันมอบอะไรที่มีคุณค่าใกล้เคียงกับที่ซาร์เคการ์เคยมอบให้ฝ่าบาทแล้ว ,ก็มีโอกาสที่จะดึงท่านมาอยู่ฝ่ายเดียวกับฉันในอนาคตใช่ไหมล่ะคะ ?”

เอเลริสพูดพลางหัวเราะติดตลก

ซาร์เคการ์กับเอเลริสนั้นต่างมอบสมบัติประจำตระกูลให้ผม

เป็นเรื่องน่าตลกดี

ซาร์เคการ์ ผู้กระหายสงคราม, กลับมอบสิ่งที่ช่วยให้ผมมีชีวิตสุขสันติในโลกมนุษย์

กลับกัน เอเลริสผู้รักสงบ , กลับมอบไอเทมที่ทำลายล้างให้ผม

“ถึงอย่างนั้นก็เป็นเรื่องน่าละอายเกินไป กับการที่ครอบครองสิ่งนั้นแต่แรกทั้งที่ตั้งใจจะหักหลังพวกเขามาตลอด”

ดูเหมือนเอเลริสนั้นตั้งใจจะละทิ้งความรับผิดชอบทั้งหมด ที่ได้รับมาในฐานะเจ้าตระกูลวันอังคารคนสุดท้าย

ดูเหมือนเผ่าปีศาจมีแนวคิดว่า ถ้าถูกหักหลังแม้เป็นคนในตระกูลก็ไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดต่อไป

“มีอย่างหนึ่งที่ข้าอยากจะถาม”

“ค่ะ , ฝ่าบาท”

“หากข้าใช้เจ้าสิ่งนี้ ก็มีแค่ไฟดวงเล็กโผล่มา แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเธอใช้มันบ้างล่ะ ?”

ผมสร้างไฟขนาดเท่าไฟแช็คออกมา การร่ายเวทย์นั้นเป็นสิ่งที่ง่ายมากสำหรับพ่อมดผิดกับคนที่ไม่มีความรู้แบบผมแล้วเจ้าไฟดวงน้อยนี่จะเป็นยังไงหากมันอยู่ในมือของเอเลริสล่ะ ?

“ฉันไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพราะฉันไม่เคยใช้มันมาก่อน”

ไม่ว่าใครเห็นดวงตาเธอตอนนี้ก็บอกได้ทันทีเลยว่า เธอกำลังโกหกอยู่

ดูเหมือนจะมีความทรงจำอันน่าเจ็บปวดแฝงอยู่ภายใน และผมสามารถมองเห็นสิ่งนั้นผ่านดวงตาของเธอได้

เอเลริสบอกผมอย่างนึงเป็นอย่างสุดท้าย โดยมองเข้าไปในดวงตาของผม จับไหล่ผมไว้

“ฝ่าบาทคะ ,มันไม่ใช่ไอเทมที่ดีอะไรนักหรอกค่ะ”

เอเลริสดูจะไม่ได้ภาคภูมิใจอะไรในฐานะผู้สืบตระกูลเพลิงแห่งวันอังคารเลย

“มันเป็นวัตถุที่ตอบสนองต่ออารมณ์ด้านลบค่ะ

ยิ่งท่านมีความรู้สึกอาฆาตพยาบาทใครบางคนมากเท่าไหร่ เปลวไฟก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ”

มันเป็นเหมือนของที่ผมควรต้องใช้อย่างระวัง

วัตถุที่สามารถรับรู้ถึงอารมณ์เจ้าของได้โดยเฉพาะอารมณ์เกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย

มันเป็นไอเทมที่ให้ภาพลักษณ์ของปีศาจในสายตามนุษย์จริงๆ

“ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะเข้าใจนะคะว่าทำไมฉันถึงมอบเปลวเพลิงแห่งวันอังคารให้ท่าน”

เธอไม่อยากให้เอามันไปทำร้ายใคร แต่เธอก็เป็นห่วงผมด้วยก็เลยมอบมันให้ผม

หากมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่วิหาร ผมก็ควรจะใช้มัน หากชีวิตตัวเองตกอยู่ในอันตราย

นั่นคือสิ่งที่เอเลริสอยากจะบอก

ถึงเอเลริสจะกลัวผม แต่เธอก็ประเมินค่าผมไว้สูงมากเช่นกัน

“ขอบใจนะ ,ข้าวางแผนว่าจะไม่ใช้มันจนจบการศึกษา”

เอเลริสยิ้มสดใสขึ้นมา เหมือนกับได้ยินสิ่งที่เธออยากได้ฟังมากที่สุด

เธอคนนี้นี่ก็เป็นคนประหลาดอีกคน

ผู้สืบทอดตระกูลเดร็ดเฟรียนบ้างล่ะ ผู้สืบทอดตระกูลวันอังคารส่วนหนึ่งของเจ็ดราตรีบ้างล่ะ

ผมที่เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของดาร์คแลน ดินแดนปีศาจที่จะต้องรวมชาติ ก็เลยดูไม่แปลกเกินไปที่ผมจะได้ครอบครองไอเทมเหล่านี้

ถึงอย่างนั้นก็เถอะจากขอทานกลายเป็นนักเรียนของวิหาร ตอนนี้มาได้สุดยอดรีลิคระดับจักรวรรดิอีก

มันดูน่าสงสัยสุดๆเลย

จริงอยู่ตัวแหวนเองเป็นไอเทมปิดบังตัวตน ก็เลยมีเวทย์มนตร์ล่องหน และแปรสภาพรูปร่างตัวเองจนดูเหมือนแหวนโลหะธรรมดาๆ แล้วเอเลริสก็เลยเอากรอบเหล็กมาครอบด้านนอกของสร้อยที่ดูล้ำค่าไว้

มันย่อมดีกว่าอยู่แล้วล่ะที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาๆปิดบังโดยที่ไม่โดนเวทย์มนตร์ตรวจจับ ตรวจเจอ ทำให้สุดท้ายแล้วมันเลยดูเหมือนผมใส่แหวนกับสร้อยธรรมดาๆ

ว่ากันตามตรงนะ หากมีใครมาบอกว่า ของสองอย่างเนี่ยมีขอทานแอบไปหยิบมาผมก็เชื่อ

หลังจากที่ผมได้รับของสุดยอดทั้งจากเอเลริสและซาร์เคการ์แล้ว , ผมก็นึกไปถึงสิ่งที่โลย่าน่าจะอยากมอบให้ผมด้วย แต่พอมาคิดดูอีกทีผมจะไปคาดหวังอะไรกับคนที่เอาแต่ใส่เสื้อผ้าขาดๆโทรมๆแบบนั้นแล้วนอนกลิ้งอยู่ข้างกองไฟทั้งวันกันล่ะ ?

ขอแค่เธอดูแลตัวเองดีกิ่นอิ่มนอนหลับก็พอแล้ว

ถึงผมจะคิดแบบนั้นก็เถอะ แต่ว่า ….

“……นี่มันอะไร?”

“เงินติดกระเป๋า”

โลย่าส่งถุงที่เต็มไปด้วยทองให้ผมไว้ใช้ในวิหาร

โลย่าบอกกับผมว่า ให้บอกเธอทันทีหากผมต้องการเงินมากกว่านี้ เพราะปัญหาเรื่องเงินค่าเล่าเรียนน่ะหมดไปแล้ว วิหารเองก็ช่วยจ่ายค่ากินค่าอยู่ของผมไปบางส่วน

โลย่าเองเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดกับผมในระยะยาว และดูเหมือนว่าโปรเจคการขยายฐานลูกค้าไปที่สถานีรถไฟมานาจะเป็นไปอย่างราบรื่น

ในวันพรุ่งนี้ในที่สุด ผมจะได้ย้ายไปอยู่ในหอพักของวิหารแล้ว

มันย่อมไม่ใช่เรื่องดีหนักหรอก หากผมยังอยู่ที่นี่ต่อไป แต่แค่คิดถึงเรื่องที่ผมต้องเปลี่ยนสถานที่อยู่ใหม่เป็นที่ที่ผมไม่รู้จัก เต็มไปด้วยตัวละครหลักของเรื่องก็ชวนให้รู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว

การที่อยู่ในบ้านของเอเลริสมันก็ไม่ได้แย่นักหรอก

คืนนี้ผมนอนไม่หลับเลย เพราะเอาแต่คิดว่าจะเจอปัญหาอะไรตามมา

ถึงอย่างนั้นผมก็ได้ให้สัญญากับตัวเอง

ผมจะทำในสิ่งที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่สุดกำลังเหมือนในกรณีของชาร์ล็อต

การที่ช่วยชีวิตใครคนหนึ่งที่ควรต้องตายให้รอดชีวิตได้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

แม้ผลสุดท้ายผมจะช่วยคนๆนั้นเพราะหวังผลประโยชน์ที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง แต่ถึงคุณจะถามผมอีกว่า จะทำไหม ผมก็เชื่อว่า ที่ตัวเองทำไปน่ะถูกต้องดีแล้ว

มันเป็นแนวคิดของเรื่องแนวสไลฟ์ ออฟ ไล้ฟ์น่ะ

แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องแนวนั้นก็มักจะมีมืออาชีพ คนที่มีพรสวรรค์ในเรื่องนั้นเป็นคนเขียน

สาเหตุหลักที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ล้มเหลว  , สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้อ่านทุกคนต่างทิ้งมันไปกลางคันนั่นก็เพราะ …

ผมไม่ได้มีพรสวรรค์ในการเขียนเรื่องแบบนั้นมาตั้งแต่ต้นไปจนจบอยู่แล้ว

พออีเว้นท์และองค์ประกอบทั้งหลายที่ผมวางไว้หมดลง งานเขียนของผมก็หลงทางแล้วผลที่ได้ก็คือ ผมหมดกำลังใจในการเขียนให้เรื่องเดิมไปข้างหน้าต่อ

ดังนั้น

ผมจะใช้โอกาสนี้ในการพลิกกระดาน

นิยายบ้าๆที่กลายเป็นแบบนี้เพราะความไร้ความสามารถของนักเขียนในการสร้างอีเว้นท์มากมาย

…ในช่วงกลางๆเรื่องน่ะ…

…ผมเป็นคนเปิด เกท นั้นขึ้นมาเอง

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  24

คัดลอกลิงก์แล้ว