- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 503 'ศัตรูหัวใจ' กลับกลายเป็นผู้อาวุโสซะงั้น
บทที่ 503 'ศัตรูหัวใจ' กลับกลายเป็นผู้อาวุโสซะงั้น
บทที่ 503 'ศัตรูหัวใจ' กลับกลายเป็นผู้อาวุโสซะงั้น
บทที่ 503 'ศัตรูหัวใจ' กลับกลายเป็นผู้อาวุโสซะงั้น
"อะไรนะ?"
กว่าที่ทุกคนจะกลับมาถึงบ้านพักตระกูลเจียง ก็เป็นเวลาของวันถัดไปแล้ว และสิ่งที่รอต้อนรับจงเหวินอยู่ กลับเป็นข่าวร้ายที่เหนือความคาดหมาย
"หลังจากที่พวกท่านออกไปไม่นาน ผู้อาวุโสจงและแม่นางจี้ก็ถูกคนพาตัวไปแล้ว" เจียงเทียนเฮ่อตอบตามตรง
"ใครเป็นคนพาไป?" จงเหวินรีบถามด้วยความร้อนใจ
"น่าจะเป็นผู้อาวุโสสองคนจาก 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' นั่นแหละ" เจียงเทียนเฮ่อส่ายหน้า "แต่ว่าเป็นใครบ้างนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน"
"ผู้นำตระกูลเจียง ก่อนที่ท่านอาหญิงจะไป ได้ฝากคำพูดอะไรถึงข้าบ้างไหม?" จงเหวินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นอีก
"ผู้อาวุโสจงบอกแค่ว่าจะกลับไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ฝากบอกให้ท่านไม่ต้องเป็นห่วง" เจียงเทียนเฮ่อพยายามนึก "นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษแล้ว"
ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ลางสังหรณ์บอกจงเหวินว่า การที่จงอู๋เยียนและจี้เวยจู๋จากไปโดยไม่ได้บอกลานั้น จะต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ
กว่าจะได้พบหน้าหลานชายที่พลัดพรากจากกันมานาน จงอู๋เยียนนั้นรักและเอ็นดูจงเหวินจนสุดหัวใจ แม้ว่าวิญญาณในร่างนี้จะไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของนาง แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความรักความผูกพันอันลึกซึ้งจากสายตาของสตรีวัยกลางคนผู้นี้ได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น จากที่ตอนแรกตั้งใจจะมาแค่เจอหน้าแล้วก็กลับ จงอู๋เยียนและศิษย์เอกจึงตัดสินใจพักอยู่ที่บ้านพักตระกูลเจียงต่อ เพื่อรอให้จงเหวินกลับมาจาก 'หอโอสถ' แล้วค่อยสานสัมพันธ์กันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทว่า การจากไปอย่างกะทันหันในครั้งนี้ นางกลับไม่ได้ฝากฝังคำพูดอะไรไว้ให้เขาเลย ซ้ำยังไม่ได้ชวนให้เขาไปเยี่ยมเยือน 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' ด้วยซ้ำ การกระทำเช่นนี้ มันผิดวิสัยของคนเป็นอาหญิงที่รักหลานอย่างเห็นได้ชัด
"เป็นห่วงอาหญิงของเจ้ารึ?" เมื่อเห็นจงเหวินขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงของเยี่ยชิงเหลียนก็อ่อนโยนลงอย่างหาได้ยาก "บางทีนางอาจจะมีธุระด่วน เลยต้องรีบกลับไปจัดการก็ได้นะ"
"เกรงว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ แบบที่แม่นางเยี่ยคิดหรอก" เจียงเทียนเฮ่อถอนหายใจยาว "จากคำพูดของผู้อาวุโสจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองท่านนั้น ดูเหมือนว่าการที่ผู้อาวุโสจงและแม่นางจี้ลงมือต่อสู้กับคนของโลกภายนอกเพื่อช่วยแม่นางจูหม่า จะเป็นการละเมิดกฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้าแล้ว หากถูกเรียกตัวกลับไป คงหนีไม่พ้นต้องโดนลงโทษเป็นแน่"
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจงเหวินก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ส่วนรอยยิ้มบนใบหน้าของจูหม่าก็จางหายไปในพริบตา
แม้จงเหวินจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกมาโดยตลอด แต่เขาก็เคยติดต่อกับคนจากเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาบ้าง ย่อมรู้ดีถึงกฎเหล็กที่ว่า 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ห้ามก้าวก่ายเรื่องราวของโลกภายนอก'
กฎข้อนี้ถูกตั้งขึ้นโดยนักบุญทั้งเจ็ดร่วมกัน และถือเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์และโลกภายนอก
นอกจาก 'วิหารเทพมืด' แล้ว คนจากอีกหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กข้อนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่หนักหนาสาหัส หรืออาจจะถูกคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นฆ่าตายตรงนั้นเลย โดยที่นักบุญของสำนักตัวเองก็ไม่สามารถออกโรงปกป้องได้
ดูอย่างยอดฝีมือระดับราชันขั้นรู้แจ้งสองคนจาก 'วิหารเทพมืด' ที่ไปก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงของจักรวรรดิต้าเฉียนสิ สุดท้ายก็ทำให้นักบุญเหวินเต้าต้องลงมือจัดการด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ก็คือตายหนึ่ง พิการหนึ่ง จุดจบช่างน่าอนาถนัก
เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่คุยเล่นกับหนิงเจี๋ย จงเหวินเคยถามว่า ถ้าคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถูกจับได้ว่าเข้าไปแทรกแซงเรื่องราวทางโลก จะโดนลงโทษยังไง
คำตอบที่ได้ก็คือ เบาะๆ ก็โดนกักบริเวณให้สำนึกผิดหลายสิบปี
แต่ถ้าหนักหน่อย ก็โดนทำลายวรยุทธ์ทิ้ง หรืออาจจะถึงขั้นโดนประหารชีวิตเลยทีเดียว
ตอนที่ได้ยินคำตอบจากปากหนิงเจี๋ย จงเหวินก็ยังแอบตกใจและรู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น พอรู้ว่าจงอู๋เยียนและจี้เวยจู๋ถูกจับตัวไปเพราะ 'ก้าวก่ายเรื่องราวทางโลก' หัวใจของเขาก็ดิ่งวูบลงเหวทันที
ก่อนหน้านี้ จงอู๋เยียนไม่เคยรู้จักมักจี่กับจูหม่ามาก่อน สาเหตุที่นางยอมเสี่ยงฝ่าฝืนกฎเหล็กของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ออกโรงปกป้องจูหม่าจากยอดฝีมือทางโลกนั้น เหตุผลย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
ก็เพื่อเขา หลานชายที่เพิ่งจะกลับมาพบกันอีกครั้งนั่นเอง!
เพียงเพราะจูหม่าคือคนสำคัญของจงเหวิน ในยามที่นางตกอยู่ในอันตราย จงอู๋เยียนและลูกศิษย์จึงยอมเสี่ยงที่จะถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ลงโทษอย่างหนัก หรือแม้กระทั่งต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อปกป้องนางให้ปลอดภัย
ในเสี้ยววินาทีนี้ หัวใจของจงเหวินเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกบีบรัด
ความเศร้าโศก ความกังวล ความโกรธแค้น...
อารมณ์ด้านลบสารพัดถาโถมเข้าใส่จนเต็มหัวใจ ในจังหวะที่เขาเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว น้ำตาอุ่นๆ สองสายก็ไหลพรากอาบแก้ม
นี่นายเหรอ?
แม้จะเพิ่งเจอกันแค่สองครั้ง ต่อให้เป็นสายเลือดเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีความผูกพันลึกซึ้งอะไรขนาดนี้ จงเหวินดึงสติกลับมา รีบเอามือปาดน้ำตาที่หางตา พลางตั้งคำถามกับตัวเองในใจ
คลื่นอารมณ์รุนแรงบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง ราวกับกำลังตอบรับคำทักทายของเขา
นายยังอยู่จริงๆ ด้วย!
จงเหวินเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที ว่าวิญญาณอีกดวงของ 'จงเหวิน' ตัวจริง ยังคงฝังรากลึกอยู่ที่ไหนสักแห่งในร่างนี้ คอยเฝ้าดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาอย่างเงียบๆ
สำหรับ 'จงเหวิน' คนนั้น จงอู๋เยียนอาจจะเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้
เมื่อได้รู้ว่าอาหญิงแท้ๆ ของตนอาจจะต้องตกอยู่ในอันตราย จิตใต้สำนึกของ 'จงเหวิน' ที่ซ่อนตัวมานาน ก็ระเบิดออกมาในที่สุด อารมณ์รุนแรงปะทุขึ้นราวกับเขื่อนแตก ภูเขาไฟระเบิด อัดแน่นอยู่ในหัวใจ แม้แต่ร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งของจงเหวินในตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถควบคุมมันไว้ได้
กลัวความโดดเดี่ยวเหรอ?
กลัวว่าบนโลกนี้จะไม่มีญาติเหลืออยู่อีกแล้วใช่ไหม?
ข้าขอโทษนะ!
ข้าเป็นคนทำให้ญาติของนายต้องเดือดร้อน!
จงเหวินพยายามข่มจิตใจที่กำลังจะแตกซ่านอย่างสุดกำลัง และส่งความรู้สึกผิดกลับไปให้ 'จงเหวิน' อีกคน
"จงเหวิน!"
ในขณะที่เขากำลังพยายามสื่อสารกับอีกเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง
เขาหันขวับไปตามสัญชาตญาณ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหนุ่มชุดขาวอายุราวๆ สี่สิบปี
ชายผู้นี้มีคิ้วเข้มดุจกระบี่ ดวงตาสาดประกายดุจดวงดาว หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ชุดยาวสีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว จัดว่าเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่ดึงดูดใจสาววัยใสได้เป็นอย่างดี
ทว่า ความหล่อเหลาสง่างามนั้น กลับไม่อาจลบเลือนร่องรอยของความกังวลที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขาได้
"ที่แท้ก็พี่ฉู่นี่เอง!"
จงเหวินจำได้ทันทีว่าชายคนนี้คือ ฉู่ชิวหยาง ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรเทพจาก 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' คนที่เคยประชันปัญญากับ 'ขงเบ้งน้อย' จูชง เพื่อหวังจะพิชิตใจหนิงเจี๋ย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'ศัตรูหัวใจ' แววตาของเขาก็ฉายความระแวดระวังออกมาโดยอัตโนมัติ
พอได้ยินจงเหวินเรียกตัวเองว่า 'พี่ฉู่' ฉู่ชิวหยางก็ชะงักไปนิดนึง แต่ก็รีบดึงสติกลับมาได้ทันควัน พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ศิษย์พี่จงฝากมาบอกเจ้า ว่าให้รีบกลับต้าเฉียนไปซะ ห้ามรั้งอยู่ในจักรวรรดิฝูหลงต่อเด็ดขาด"
"ศิษย์พี่จง?" จงเหวินยังงงๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ทัน
"อาหญิงของเจ้า จงอู๋เยียน เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับข้าไง" ฉู่ชิวหยางอธิบาย "นางเข้าสำนักก่อนข้าสองปี ก็ต้องเป็นศิษย์พี่สิ"
งั้นข้าก็ต้องเรียกท่านว่า 'ศิษย์อา' น่ะสิ?
พอคิดว่า 'ศัตรูหัวใจ' ดันกลายมาเป็นญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง จงเหวินก็หงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ จนลืมจับใจความสำคัญของเรื่องราวไปเลย
"จงเหวิน เจ้าจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม!" ฉู่ชิวหยางเห็นเขายืนเหม่อ ก็ยิ่งร้อนใจ ตะโกนเร่ง "รีบเก็บข้าวของแล้วหนีไปซะ ยิ่งเร็วยิ่งดี!"
"พี่ฉู่ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" จงเหวินได้สติกลับมา ถามเสียงเครียด "ทำไมท่านอาหญิงถึงอยากให้ข้ารีบหนีขนาดนั้นล่ะ?"
เขาคิดทบทวนไปมาอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ทำใจเรียก 'ศิษย์อา' ไม่ออก เลยดึงดันเรียก 'พี่ฉู่' ต่อไป
เรื่องศักดิ์ศรีของผู้ชาย บางทีมันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนแบบนี้แหละ
"ศิษย์พี่กับแม่นางจี้ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ในโลกภายนอกเพื่อช่วยเพื่อนของเจ้า จนมีคนเอาไปฟ้อง ตอนนี้กำลังถูกไต่สวนอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" ฉู่ชิวหยางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมเล่าความจริงให้ฟัง "นางยืนกรานว่าทำไปเพราะทนเห็นคนถูกรังแกไม่ได้ ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ยอมปริปากพูดเรื่องของเจ้าเลยสักคำ แต่ด้วยเครือข่ายข่าวกรองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ข้าว่าอีกไม่นานพวกเขาก็ต้องสืบรู้เรื่องของเจ้าแน่ๆ ศิษย์พี่เลยอยากให้เจ้ารีบหนีไป พอเจ้ากลับไปถึงต้าเฉียน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของ 'สำนักศึกษาเหวินเต้า' แล้วล่ะก็ ต่อให้เป็น 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' ก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก"
"อาหญิง..."
พอได้ฟังคำอธิบายของฉู่ชิวหยาง จงเหวินก็รู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก จมดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์ความคิด
ความรู้สึกตื่นเต้นและร้อนรนปะทุขึ้นมาในใจอีกครั้ง ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ 'จงเหวิน' อีกคนกำลังส่งกระแสความปรารถนาอันบ้าคลั่งออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
'ช่วยนาง!'
'ช่วยนาง!'
'ช่วยนาง!'
แม้จะไม่ได้ยินเป็นเสียงพูด แต่จงเหวินกลับรู้สึกราวกับมีเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องอยู่ในหู จนแทบจะทำให้สมองของเขาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
เหมือนกับซุนหงอคงที่โดนพระถังซัมจั๋งสวดมนต์รัดเกล้า จงเหวินปวดหัวแทบระเบิดจนต้องทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ เอามือกุมหัวไว้แน่น แทบจะลงไปนอนกลิ้งกับพื้นอยู่แล้ว
ข้าก็อยากจะช่วยนางเหมือนกันนั่นแหละ!
แต่นั่นมันดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยนะโว้ย!
ต่อให้ข้าจะเทพแค่ไหน ก็รับฝ่ามือของนักบุญไม่ไหวหรอกนะ!
จงเหวินพยายามอธิบายเหตุผลและผลกระทบต่างๆ ให้ตัวเองอีกคนฟัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือกระแสความต้องการที่บ้าคลั่งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
'ช่วยนาง!'
'ช่วยนาง!'
'ได้โปรดเถอะ ช่วยนางด้วย!'
กระแสความคิดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พุ่งเข้าโจมตีจิตวิญญาณของจงเหวินอย่างไม่ลดละ ความเจ็บปวดที่มากเกินจะรับไหวแทบจะทำให้เขาสติแตก
ในเวลานี้ ใบหน้าของจงเหวินซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาแดงก่ำราวกับคนป่วยหนักใกล้ตาย ร่างกายที่นั่งยองๆ โอนเอนไปมา คล้ายจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
"จงเหวิน เจ้าเป็นอะไรไป!"
"จงเหวิน จงเหวิน!"
"พูดอะไรหน่อยสิ จงเหวิน!"
เสียงหวานใสเต็มไปด้วยความห่วงใยของหญิงสาวหลายคนดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก ทว่ากลับไม่สามารถทะลวงผ่านกำแพงความเจ็บปวดเข้าไปถึงการรับรู้ของจงเหวินได้เลย
ฉู่ชิวหยางคาดไม่ถึงเลยว่าคำพูดของตนจะไปกระตุ้นให้จงเหวินมีอาการหนักหนาถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นเขาทรมานเจียนตายเพราะเรื่องของจงอู๋เยียน เขาก็รู้สึกทั้งเสียใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน
ไอ้เด็กนี่ อย่างน้อยก็ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง!
ในขณะที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงและลังเลว่าจะเข้าไปช่วยดีหรือไม่ จู่ๆ จงเหวินที่นั่งยองๆ อยู่ก็ลุกพรวดขึ้นมา
จงเหวินที่เมื่อครู่ยังทำหน้าตาน่ากลัว บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด กลับมามีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความทรมานใดๆ ทั้งสิ้น
"พี่ฉู่ รบกวนท่านพาข้าไป 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' หน่อย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "ข้าอยากจะไปพบท่านอาหญิงกับพี่จี้"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการขอร้องแกมบังคับจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวและเลือกที่จะยอมจำนน
"เจ้าบ้าไปแล้วรึ!" ฉู่ชิวหยางหน้าถอดสี ตะโกนห้ามเสียงหลง "ศิษย์พี่อุตส่าห์ยอมลำบากเพื่อปกปิดเรื่องของเจ้าจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเจ้าทำแบบนี้ ความพยายามของนางก็สูญเปล่าหมดสิ!"
"ที่พวกนางต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ก็เป็นเพราะข้า" จงเหวินพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ข้าทนดูพวกนางต้องทนทุกข์ทรมานไม่ได้หรอก"
"ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้านะ" แววตาของฉู่ชิวหยางอ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่นกว่าเดิม "แต่กฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถละเมิดได้ ต่อให้เจ้าไปถึงที่นั่น แล้วเจ้าจะทำอะไรได้? เชื่อฟังคำพูดของศิษย์พี่เถอะ รีบกลับต้าเฉียนไปซะ! อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยเลย!"
"ข้าตัดสินใจแล้ว รบกวนพี่ฉู่ไม่ต้องพูดเกลี้ยกล่อมอีก" จงเหวินส่ายหน้าช้าๆ "ในจักรวรรดิฝูหลง มีคนรู้ที่ตั้งของ 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' ตั้งมากมาย ต่อให้ท่านไม่พาข้าไป ข้าก็หาทางไปเองได้อยู่ดี"
"เจ้า... นิสัยดื้อรั้นของเจ้านี่ ถอดแบบมาจากเจิ้นไห่ไม่มีผิดเลย!" ฉู่ชิวหยางพูดอย่างหงุดหงิดสุดๆ "ถ้าข้าพาเจ้าไป มีหวังศิษย์พี่คงโกรธข้าไปตลอดชีวิตแน่ๆ"
จงเหวินเอาแต่จ้องหน้าเขาเงียบๆ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
"ก็ได้ๆ ข้าพาเจ้าไปก็ได้" ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดฉู่ชิวหยางก็ทนสายตาอันแน่วแน่ของจงเหวินไม่ได้ ยอมจำนนแต่โดยดี "แต่เจ้าต้องรับปากข้านะ ว่าพอไปถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ห้ามทำอะไรวู่วามเด็ดขาด ต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือเสมอ"
"ตกลง" จงเหวินตอบรับอย่างเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มให้เยี่ยชิงเหลียน เจียงอวี่ซือ และจูหม่าอย่างอ่อนโยน "ข้าออกไปทำธุระแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว"
"จงเหวิน ข้าไปด้วย!" จูหม่ากระโดดเข้ามาเกาะแขนจงเหวิน ออดอ้อนเสียงหวาน
"เด็กดี รอข้าอยู่ที่นี่นะ" จงเหวินลูบหัวจูหม่าด้วยความเคยชิน ยิ้มพลางพูดว่า "เจ้าก็รู้ฝีมือข้าดีนี่นา แค่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ข้าเข้าออกได้สบายๆ อยู่แล้ว"
ตอนนี้จูหม่าไม่ใช่สาวน้อยซื่อๆ คนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางแผ่กลิ่นอายความสวยเซ็กซี่เย้ายวนใจออกมา การที่จงเหวินลูบหัวนางแบบนี้ มันก็เลยดูแปลกๆ และชวนให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย
"อืม งั้นเจ้ารีบกลับมานะ" จูหม่าทำตาหวานหยาดเยิ้ม แก้มแดงระเรื่อ พยักหน้าอย่างว่าง่าย "ถ้าพวกมันกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะฆ่าล้างโคตรคนใน 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' ให้หมด เพื่อแก้แค้นให้เจ้าเอง"
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่คำพูดที่หลุดออกมา กลับทำเอาฉู่ชิวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับขนลุกซู่
"จะฆ่าให้หมดได้ไงเล่า" จงเหวินไม่ถือสา แถมยังหัวเราะร่วน "อย่าลืมเหลือชีวิตท่านอาหญิงกับพี่จี้ไว้ด้วยล่ะ"
"อืม" จูหม่าพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
เด็กสมัยนี้นี่มัน... อะไรกันเนี่ย!
ฉู่ชิวหยางเอามือกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ถึงแม้ฟังดูเหมือนเป็นแค่มุกตลกของวัยรุ่นสองคน แต่ไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกเย็นสันหลังวาบ และไม่คิดว่าจูหม่ากำลังพูดเล่นเลยสักนิด
"ระวังตัวด้วยล่ะ" เยี่ยชิงเหลียนไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมามากมายนัก แค่พูดสั้นๆ คำเดียว
มุมปากของจงเหวินยกขึ้นเล็กน้อย เขาส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง
"ไอ้โจรเด็ดบุปผา อย่าตายนะเว้ย!" แววตาของเจียงอวี่ซือแฝงไปด้วยความห่วงใยและความอาลัยอาวรณ์ แต่ปากกลับพูดจาแข็งกร้าว "ถ้าจะตาย ก็ต้องมาตายด้วยมือข้าเท่านั้น!"
"วางใจเถอะ ยัยทึ่ม" จงเหวินหันหลังให้ เตรียมพร้อมออกเดินทาง "ต่อให้ข้าอยากจะตาย ยมบาลก็ไม่กล้ารับข้าไว้หรอก!"
"ไปกันเถอะ!"
ฉู่ชิวหยางมองจงเหวินสลับกับสามสาว ถอนหายใจอีกรอบ แล้วหันหลังเดินนำออกไปก้าวใหญ่ๆ จงเหวินไม่ได้ขยับขาเดิน แต่ร่างของเขากลับเลื่อนตามหลังฉู่ชิวหยางไปติดๆ ราวกับภูตผี
เมื่อมองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนที่เดินจากไป เยี่ยชิงเหลียนก็รู้สึกจมูกตีบตันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล อารมณ์ความรู้สึกตีรวนกันวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
...
ในบรรดาเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากจะพูดถึงสถานที่ที่มีภูมิประเทศเป็นเอกลักษณ์ที่สุด คงหนีไม่พ้น 'เกาะมังกรเหมันต์' ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปี ส่วนสถานที่ที่ดูอิสระเสรีที่สุด ก็ต้องยกให้ 'หุบเขากระบี่สวรรค์' ที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ กระจายตัวแทรกซึมอยู่ตามหุบเขาอย่างกลมกลืน
แต่ถ้าจะถามว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งไหนที่มี 'กลิ่นอายแห่งเซียน' มากที่สุด ทุกคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว'
เพราะในอดีต 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' เคยมีสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน ได้ออกแบบสถานที่แห่งนี้ให้มีเมฆหมอกปกคลุมตลอดเวลา งดงามอลังการดั่งวังทองคำ โดยเฉพาะตำหนักหลักที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงลิบ มีเมฆลอยวนเวียน ไอหมอกสีม่วงปกคลุม ดูยิ่งใหญ่อลังการและลี้ลับเหนือใคร จนได้รับการยกย่องให้เป็นดั่งแดนสวรรค์บนดินเลยทีเดียว
ทว่า ณ หน้าผาสูงชันบนยอดเขารองของ 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว' กลับดูแห้งแล้งและรกร้าง มีเพียงเสาหินรูปไม้กางเขนตั้งเรียงรายอยู่
เสาหินแต่ละต้น มีความสูงประมาณหนึ่งเท่าครึ่งของความสูงคนปกติ
ณ เวลานี้ จงอู๋เยียนและจี้เวยจู๋ หญิงงามล่มเมืองทั้งสองคน กำลังถูก 'เชือกมัดวิญญาณ' สีดำมัดกางแขนกางขาตรึงไว้กับเสาหินอย่างแน่นหนา เท้าลอยเหนือพื้น ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
เบื้องล่างของเสาหิน มีชายชุดดำรูปร่างผอมแห้ง แววตาคมกริบ กำลังเดินไปเดินมาอย่างเชื่องช้า มุมปากแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
"อู๋เยียน เมื่อก่อนข้าอุตส่าห์ตามจีบเจ้าแทบตาย แต่เจ้ากลับไม่เห็นค่าความรักของข้า ไปเลือกไอ้หน้าขาวอย่างฉีเซวียน" จู่ๆ เขาก็หันไปมองเรือนร่างอรชรของจงอู๋เยียน สายตาคมกริบแฝงไปด้วยความสะใจ "เจ้าเคยคิดไหมล่ะ ว่าวันหนึ่งจะต้องมาตกอยู่ในกำมือของข้า?"
พูดจบ เขาก็ค่อยๆ เงื้อมแส้ยาวในมือขึ้น...
[จบตอน]