เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  16

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  16

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  16


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  16

จากใบหน้าที่ซีดเซียวของเอเลริสแล้ว ผมรู้เลยว่า อดีตเจ้าชายคนนี้มันเป็นคนยังไง จากพฤติกรรมหลายๆอย่างที่สังเกตมา ผมเดาไว้แล้วว่า เจ้าหมอนี่มันสันดานแย่พอตัว

“แล้วก่อนหน้านี้เธอเคยคุยกับผมมาก่อนหรือเปล่า ?”

พอมาคิดๆดูแล้ว เอเลริสจำผมได้ก่อน แปลว่า น่าจะเคยเจอเคยเห็นผมมาก่อนแล้ว ในฐานะแวมไพร์ระดับสูง แต่เอเลริสก็พูดเสียงค่อย

“ก็  , ฉันเคยเป็น…..ติวเตอร์ของท่านน่ะค่ะ”

“…แปลว่า เราสนิทกันพอสมควรเลยสินะ ?”

ไม่ใช่ว่าแปลว่า เราสนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอ ?

“ตะ แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆแหละค่ะ ความสามารถของฉันนั้นไม่มากพอที่จะสอนฝ่าบาทได้ ….”

ดูเหมือนนิสัยเดิมของเจ้าชายคนนี้มันเกิดจะรับไหว ถ้าเธอไม่โดนไล่ออกก็คงจะขอลาออกเองในเวลาไม่นานนั่นแหละ

“เอาล่ะค่ะ อดีตก็คืออดีตนะคะ ตอนนี้ท่านมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอยู่ จริงไหมคะ?”

ดูเหมือนเอเลริสพยายามอยากให้ผมหยุดคุ้ยเขี่ยเกี่ยวกับตัวเองในอดีต ผมยิ่งแน่ใจว่า ตัวผมคนก่อนนี่ต้องเป็นคนเฮงซวยแน่ๆ แต่ประเด็นคือ ระดับไหนกันล่ะ ?

“เดี๋ยวนะ ,สปายคนอื่นๆก็รู้จักผมเป็นการส่วนตัวด้วยเหรอ ?”

“อ่าอืม ….ค่ะ , รู้จักแน่นอนค่ะ แต่ว่า ….”

เอเลริสจับไหล่ให้ผมมองจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ

“ท่านเป็นอาร์คเดม่อนคนสุดท้ายนะคะ พวกนั้นรู้ดีว่า เรื่องนั้นสำคัญขนาดไหน”

อะไรเนี่ย นะนะ น่ากลัวชะมัด

พอจอมมารตาย สงครามโลกปีศาจก็จบลงตรงที่กองทัพพันธมิตรฝ่ายมนุษย์ได้รับชัยชนะ

ถือว่าเป็นโชคไม่ดีที่พวกนักรบทั้งหลายต่างตายตกตามไปในการสู้รบที่ดุเดือดกับจอมมารและสี่จตุรเทพ  ส่วนเจ้าหญิงก็กลับวังอย่างปลอดภัย

แล้วข่าวดังกล่าวก็ประกาศให้รู้กันทั่ว

ท้องถนนเต็มไปด้วผู้คนที่โห่ร้องดีใจ

มันเป็นเพราะประชาชนไม่ต้องเข้าไปตายเพื่อสู้รบกับปีศาจอีกต่อไปแล้ว แถมเจ้าหญิงลำดับหนึ่ง ที่เคยคิดว่าตายไปแล้วก็ยังรอดชีวิตกลับมาได้

ไม่เพียงแต่เมืองหลวงอย่างเดียว แต่เป็นทั่วทั้งทวีปที่มีแต่เสียงโห่ร้องตะโกนดีใจ

“ว้าว  นี่ของดีเลยนี่”

“……คะ ?”

“ไม่มีอะไร,พวกเขาดูจะดีใจสุดๆเลยนะ”

ผมกับเอเลริสเดินไปตามถนนริมทาง แล้วก็กินไก่เสียบไม้ ที่เจ้าของบอกกับปากเองว่า ฟรี

ในตอนนี้เอเลริสร่ายเวทย์ใส่ผมเพื่อให้ดูเหมือนผมเป็นเด็กชายธรรมดาๆ  ส่วนตัวเธอก็ร่ายเวทย์ปลอมตัวด้วยเช่นกัน

ชัยชนะในสงครามโลกปีศาจนั้นทำให้ผู้คนทั้งหลายในละแวกย่านนักเลงเองก็แวดล้อมไปด้วยของฟรี

เอเลริสดูจะไม่เข้าใจว่าทำไม ตัวผมที่สูญเสียทุกอย่างไปภายในวันเดียวกลับยังสามารถเพลิดเพลินกับไก่ย่างเสียบไม้  ในประเทศศัตรูที่ทำลายประเทศบ้านเกิดผม

เธอควรจะดีใจที่สงครามจบได้ แต่ทำไมถึงไม่ดูดีใจแบบนั้นล่ะ ?

“ก็ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็เพลิดเพลินกับมันละกัน”

“อ่าค่ะ , เรื่องนั้น ก็ใช่ค่ะ ….”

แต่เอาจริงๆผมเครียด อยู่นะ

อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าดินแดนปีศาจนั้นโดนทำลายไปแล้วหรือไม่หรอกนะ

มันเป็นเรื่องที่ผมนั้นไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยธรรมดาที่ต้องให้แวมไพร์สาวสวยคอยปกป้อง

ผมอยากที่จะอยู่อย่างสงบแต่ก็ดันมาจบลงแบบนี้จนได้

การที่ได้คนอย่างเอเลริสคอยดูแลให้ถึงว่าเป็นชีวิตที่สงบสุขและสะดวกสบายดี

แต่สุดท้ายผมรู้ดีว่า เรื่องดีๆแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

“พวกนั้นอยู่กันตรงนั้นกันหมดสินะ ?”

“ใช่ค่ะ  , พวกเขากำลังรอฝ่าบาทอยู่ค่ะ”

พวกเรากำลังเดินไปพบกับปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในกาเดียม

-จักรวรรดิจงรุ่งโรจน์ !

-ขอให้ฝ่าบาทและองค์หญิงอายุยืนนาน!

-แด่ผู้กล้าอาโทเรียส !

ทุกคนต่างดื่มด่ำไปด้วยความยินดีกับข่าวการได้รับชัยชนะ

“ฮูเร่ !”

ผมเองก็ร่วมตะโกนฮูเร่ด้วย ส่วนเอเลริสก็ดึงแขนผมไว้

“ฝ่าบาทคะ ! รักษาท่าทีด้วยค่ะ !”

“ทำไมกันล่ะ ? ก็มันสนุกดีนี่นา !”

“ฉันไม่อยากเชื่อจริงๆเลยค่ะ ….”

ก็มันสนุกดีนี่นา เวลาทำตัวเป็นเด็กแบบนี้บ้าง

แต่ก็แหงล่ะ พอผมมานึกถึงอายุจริงตัวเอง ก็อดที่จะอายจนอยากมุดรูเลยล่ะ

* * *

มันมีสิ่งหนึ่งที่สามารถเห็นได้ในเฉพาะเมืองหลวงจักรวรรดิเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือ รถไฟมานา

มันก็คือ รถไฟเวอร์ชั่นแฟนตาซีนั่นแหละ

มันเป็นโครงการของรัฐบาลกลางจักรวรรดิ เพื่อไว้สำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยวาร์ปเกท สะพานหรือรถในเมืองหลวงได้

มันเป็นรถไฟที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ผ่านการใช้พลังงานอันแสนสะดวกสบายที่เรียกว่า หินมานาที่เป็นแก่นกลางของเจนเจแฟนตาซียุคกลาง

ส่วนคอมเม้นท์ที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือ :

‘น่าตลกฉิบหายเลย  ? มันจะสะดวกสบายเกินไปรึเปล่า ?’

ผมหมายถึง ผมไม่ใช่คนเดียวซะเมื่อไหร่ที่เขียนแบบนี้นี่ ผมก็เลยทำมั่งไงล่ะ ฮ่าฮ่า LOL

‘ก็ในเมื่อสร้างรถไฟได้ ทำไมนายไม่สร้างโทรศัพท์มือถือบ้างล่ะ ?’

ไม่รู้เว้ย lol

ตอนนี้รถไฟที่ว่าก็วิ่งผ่านหน้าผมไป

เมืองที่มีการแบ่งผังเมืองเหมือนโซล ทั้งเส้นทางแผนที่และก็แน่นอนแม้แต่เส้นทางเดินรถไฟก็เหมือนโซล

พวกเราก็ตั้งใจจะไปที่ทางใต้ของสะพานบรอนซ์เกท ด้วยการไปที่สถานีรถไฟมานาที่ตั้งอยู่ในเขตของอัล ไลการ์

ว่าง่ายๆมันก็คือ การนั่งรถไฟจากสถานียงซาน โดยปลายทางคือ สวนสาธารณะบันโพ ฮังกัง (Banpo Hangang River Park)

แปลงสถานที่ง่ายดีใช่ไหมล่ะ

นี่ถ้าผมคิดแผนที่ขึ้นมาเองก็คงจะเป็นเรื่องยากแน่ๆเลย และถ้าผมทำแบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้ผมเขียนได้ยากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผู้อ่านเลย แต่พอทำแบบนี้ผมก็เขียนสบายมือล่ะ !

ผมภูมิใจในตัวผมเองในชาติก่อนที่สุดขี้เกียจจริงๆนะ หึหึ

นี่ถ้าผมไม่ใส่เซตติ้งสุดสะดวกสบายอย่างหินมานาแล้วมีหวังผมต้องนั่งรถม้าหรือเดินไปที่นั่นแน่ๆ

ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารำคาญใจชะมัด

ผมไม่คิดเลยว่า สถานที่ที่ผมใส่ไว้ในนิยายน่ะจะเป็นที่แบบนี้ไปได้ นี่ถ้าเป็นในโซลนะป่านนี้ผมรู้แล้วว่าเจ้าพวกนั้นอยู่ที่ไหนกัน

ขณะที่รถไฟเคลื่อนขบวนเอเลริสก็บ่นงึมงัมพลางซุกตัวในชุดผ้าคลุมตัวเอง

“มนุษย์เนี่ยสุดยอด”

“อะไรนะ ?”

“พวกเขารู้วิธีการสร้างอะไรอย่างนี้ด้วย”

‘นี่ตั้งใจจะสรรเสริญผมสินะ เพราะผมเลยนะถึงได้มีของพวกนี้ขึ้นมา รู้ไหมล่ะ ? ใช่เลย,ผมเองนี่แหละ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แค่ข้อความไม่กี่บรรทัดก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว หรือบางทีผมอาจเป็นพระเจ้าจริงๆก็ได้ล่ะมั้ง ?’

อันที่จริงผมก็ควรจะได้เป็นพระเจ้าของโลกนี้นี่แหละ ถ้าหากผมไม่ตายโง่ๆด้วยความดันขึ้นจากการที่อ่านคอมม้นท์ท็อกซิกเข้าก่อนน่ะ

“พวกเขาน่ะยอดเยี่ยมมากขนาดที่สามารถสิ่งดีๆแบบนี้ได้ด้วยพลังเวทย์ แทนที่จะไปสร้างเวทย์มนตร์ทำลายล้างหรืออาวุธสงคราม”

เอเลริสพูดอย่างหดหู่เหมือนไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

อันที่จริงพวกปีศาจน่ะเหนือกว่ามนุษย์ในแง่ของพลังเวทย์ เพียงแต่ปีศาจนั้นใช้เวทย์มนตร์เพื่อทำลายล้างเพียงอย่างเดียวแทนที่จะเอาเวทย์มนตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นต่อให้พวกเขามีพลังสุดยอดมากแค่ไหน แต่ดินแดนปีศาจก็ดูยากไร้ ซึมทึม ไม่ได้ดูฟู่ฟ่าหรูหราเลย

ไม่แม้แต่กับเมืองรอบประสาทจอมมาร ที่เป็นป้อมปราการโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

แล้วยิ่งมีผู้คนมากมายมาอยู่กันในเมืองหลวงพวกของพวกมนุษย์แบบนี้ เธอที่ได้เห็นอุปกรณ์เวทย์มนตร์ในทุๆวัน และเห็นเวทย์มนตร์กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์

ก็ไม่แปลกที่เอเลริสนั้นจะอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบดินแดนกันดารแห้งแล้งอย่างดินแดนปีศาจกับที่นี่

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอรู้สึกว่า แนวทางของดินแดนปีศาจนั้นผิด และไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว

มันเลยนำไปสู่การที่เฉยคาดหวังว่า ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะน่ะจะเป็นฝ่ายมนุษย์ไม่ใช่ฝ่ายปีศาจ

เหมือนผมจะเริ่มเข้าใจความคิดของเธอในระดับนึงแล้ว

โลกที่สร้างแต่อาวุธที่ใช้เข่นฆ่าศัตรู

กับโลกที่ผู้คนดิ้นรนเพื่อทำให้ตัวเองมีความสุข

แต่ถึงเอเลริสจะยินดีกับการที่สงครามจบลงแล้วมนุษย์ได้รับชัยชนะ เธอก็ได้แต่มองความสุขนั้นด้วยดวงตาทว่างเปล่า ไม่ใช่แววตาที่เปี่ยมสุข เนื่องจากการล่มสลายของดินแดนปีศาจ

มันไม่สำคัญหรอกว่าบ้านเกิดคนๆนึงจะเป็นอย่างไร ต่อให้คนๆนั้นไม่อยากหวนกลับไปก็ตาม แต่ก็ย่อมต้องรู้สึกเสียใจเป็นธรรมดาที่ไม่มีสถานที่ให้กลับไปอีกแล้ว

ริมฝั่งแม่น้ำไอรีนนั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

พื้นหญ้าสีเขียวมีการตัดเล็มดูแลเป็นอย่างดี ผู้คนที่เดินผ่านเส้นทางที่ปูหินไว้ดีแล้ว

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้หวังจะเดินทางไปไหนไกล ก็มีสวนสาธารระที่สร้างไว้ริมแม่น้ำไอรีนเป็นสถานที่ปิกนิกในพื้นที่

“ที่นี่เป็นสถานที่ช่วยให้ฉันอารมณ์ดีเสมอเลยค่ะ”

เอเลริสเผยยิ้มอ่อนโยนออกมาแม้อยู่ใต้แสงแดดจ้า

บางทีเธออาจจะชอบวิวทิวทัศน์ที่นี่มาก มากขนาดที่เธอสามารถยอมทนต่อพระอาทิตย์ได้

“ใช่ วิวดี และจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีเจ้านั่นอยู่ข้างๆ”

“อ่า …. ค่ะ ….”

เอ้าโว้ย …. บ้ะ ….

– เว้ยเฮ้ยยยยยย !

– ไอ้ห่า ! อะไรของมึงหา ! ไอ้เชี่ยนี่ , มึงจะโกงกูสินะ ? 3 มันบอกห่าอะไรบ่อยขนาดนี้วะ ?! ห้ะ ?!

-ใครโกงมึงวะ ? กูน่ะซื่อสัตย์ตลอดชีพเว้ย ! ละมึงเห็นไหมมันออก3 ก็คือ 3 ไง!

ใต้สะพานบรอนซ์เกทนั้น ไม่มีใครอยากไปอยู่ที่นั่น

เพราะใต้เงาทอดยาวของสะพานมันเป็นสถานที่ที่มืดมัวหมองหม่นยิ่งกว่าที่ใดๆ

กลุ่มขอทานที่เมาหยำเป แล้วอ้วก แล้วก็กินดื่ม เล่นพนันลูกเต๋า พอแดดส่องสาดเข้ามาก็ตัวสั่นเทิ้ม

มีขอทานบางคนที่เข้าไปใกล้กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเพื่อหวังจะขายลูกอม

“แล้ว พวกแมลงสาบที่มาทำลายความสงบสุขสวยงามของวิวสวยๆนี่ก็คือ แหล่งรายได้หลักของพวกเราสินะ ?”

“ใช่ค่ะ …. ถูกแล้วค่ะ ….”

ทำไมเธอต้องอับอายแทนด้วยล่ะ ในเมื่อเจ้าพวกนั้นเป็นคนทำ ?

ผมไม่ค่อยอยากไปใกล้กับเจ้าพวกนั้นเลย

“นี่ , คุณหนูๆ ซื้อลูกอมจากข้าไปสิ”

แล้วก็มีขอทานโผล่จากไหนก็ไม่รู้ พุ่งตรงมาหาเราแล้วยื่นมือสกปรกออกมา ดูเหมือนจะเห็นว่าเราเป็นเป้าหมายของพวกเขา

เอเลริสถอนใจแล้วรับลูกอมนั้นไว้ เธอไม่คิดจะปฏเสธด้วยซ้ำ

“ห้าบรอนซ์”

หนึ่งโกลด์เท่ากับ  1 ล้านวอน (26,767 บาท ,725$ ) หนึ่งซิลเวอร์เท่ากับ  10,000 won(267 บาท,7.25$)

หนึ่งบรอนซ์ก็ประมาณ 100 วอน (2.69 บาท,0.070$ )

ถ้าผมแปลงหน่วยเงินแบบคร่าวๆ ตกลูกอมเม็ดละ 500 วอนก็ไม่ถือว่าถูก (13.45 บาท,0.36$)

ว่าแต่ลูกอมเนี่ยเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในโลกนี้เหรอ ? ไม่ใช่ว่า ที่นี่สามารถหาพวกคาร์โบไฮเดรตได้ง่ายๆเฉพาะในโลกยุคสมัยใหม่รึไงกันน่ะ ?

เอาเป็นว่า มันมีขอทานมาขายลูกอมก็แล้วกัน  ปล่อยเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นแหละ ผมคิดไปก็ป่วยการเปล่าๆ

เอเลริสกำลังคิดอยู่ว่า เธอควรจะเอาลูกอมที่ซื้อมาราคา 5 บรอนซ์นี่ให้ผมหรือไม่เพราะผมอาจไม่ยอมกิน

“มันสกปรกเกินที่ฝ่าบาทจะกินค่ะ”

หลังจากคิดตกแล้วเธอก็ส่ายหัว

“ผมไม่เลือกมากเรื่องพวกนี้หรอก”

ถึงผมจะไม่ได้ชื่นชอบอะไรลูกอมนักแต่ผมก็ไม่ได้เป็นคนจุกจิกจู้จี้เรื่องกิน แต่เอเลริสกลับประหลาดใจมากเพราะไม่คิดว่าผมจะพูดแบบนั้น ไม่สิไอ้นิสัยแย่ๆของอดีตเจ้าชายนี่ก่อปัญหาจริงๆ

ที่ผ่านมาเจ้าเลวเกิดมาเพื่อวิจารณ์จู้จี้หรืออะไรแบบนั้นสินะ ?

เพราะการที่อยู่ผมก็ถูกสรรเสริญแบบ :

“โอ้ แม้ตอนนี้ท่านหายใจอยู่ ท่านก็ไม่ได้ก่อเรื่องสร้างปัญหาอะไรเลยอย่างนั้นหรือคะ?”

จะว่าไปการที่ได้มาเกิดใหม่ในร่างคนงี่เง่านี่ก็นับว่ามีข้อดีอยู่เหมือนกัน

หากผมไปเกิดใหม่ในร่างของดาวเด่นคำฟ้าแห่งศตวรรษที่เปี่ยมด้วยความสามารถเหนือมนุษย์ขึ้นมา โอเค มันอาจมีข้อดีใหญ่หลวงแหละ แต่มันก็จะมีแต่คนมารุมสงสัยตั้งคำถามกันว่า ทำไมอยู่ๆถึงเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายได้ขนาดนั้น

ไอ้เลวที่แค่หายใจอยู่เฉยๆโดยไม่ก่อเรื่องก็ได้รับคำชม เทียบกับ อัจฉริยะที่ต้องโดนดุด่าแค่เพราะหายใจทิ้ง

ยังไงแบบแรกก็ดีกว่าโคตรๆอยู่ละ

การที่กลับมาเกิดใหม่เป็นบุคคลที่โดนคนอื่นมองในทางลบนั้นเป็นข้อได้เปรียบที่จะแสร้งทำตัวอ่อนแอ

นี่ถ้าอดีตเจ้าชายโดนขอทานพุ่งเข้าหาแบบนี้จะโมโหไหมนะ ?

“แปลว่า ท่านอยากจะกินมันเหรอคะ ?”

“ใช่”

ผมแกะห่อลูกอมที่ได้มาจากเอเลริสแล้วโยนลูกอมใส่ปาก ได้รับแต่รสหวานโดยไม่มีรสอย่างอื่นเลย

“แล้วผมชอบของหวานไหม ?”

“ฉันจำได้ว่า ท่านชอบนะคะ”

“หืมมมม”

ผมไม่ชอบของหวานแฮะ

ถึงอย่างนั้นการเป็นเด็กอยู่นี่ก็ถือว่า มีข้อได้เปรียบ ขอทานที่เคยเข้าหาเราตอนนี้ก็ไหลไปหาคนอื่นต่อ

ผู้คนส่วนมากก็อยากไล่ขอทานไปให้พ้นๆ มากกว่าที่จะซื้อลูกอมของพวกนั้น

เป็นภาพที่น่ารังเกียจ แต่ผมก็รู้แล้วว่าแหล่งเงินของเราได้มาจาก การกระทำของพวกเขา

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากจะเห็นมันอีก

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  16

คัดลอกลิงก์แล้ว