เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 12

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 12

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 12 


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 12

ต่อมาผมถึงได้รู้ว่า ร้านขายของในย่าน อัล ลิการ์ นั้นขึ้นชื่อว่าแย่มากในกลุ่มนักผจญภัยด้วยกัน เนื่องจากเต็มไปด้วยพ่อค้าไม่ซื่อสัตย์ที่มักจะบังคับให้ลูกค้าซื้อนั่นซื้อนี่ ,ไม่ให้คืนสินค้า ทั้งยังชาร์จทำกำไรกว่าสิบเท่าของราคาตลาดอีก

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงจักรวรรดิและมีของจำเป็นสำหรับนักผจญภัยมากที่สุดที่สามารถหาได้ ดังนั้นแม้จะเป็นแหล่งรวมพวกชั่วร้ายแต่ก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

เอาล่ะๆ ,ดูไปมันก็เหมือนตลาดเก่ายงซานนั่นแหละนะ เพียงแค่เป็นเวอชั่นแฟนตาซีเฉยๆ

มันเป็นสถานที่ที่พวกนักผจญภัยฝึกหัดหน้าใหม่ทั้งหลายกลัวยิ่งกว่าดันเจี้ยนเสียอีก มันเป็นสถานที่ที่แค่เริ่มคิดเป็นนักผจญภัยก็อยากถอดใจแล้ว

เหยื่อโดยมากก็มักเป็นวัยรุ่นที่เป็นนักผจญภัยมือใหม่ที่ตั้งใจมาที่นี่เพื่อจะประหยัดตัง

นี่คือ อาการPTSDสินะ ? ผมรู้สึกว่าตัวเองสั่นไปทั้งตัวละ

ไอ้ห่าขั้วนั่นที่มันหลอกขาย MP3ให้กับผม ตอนนี้มันทำอะไรอยู่วะ ?

ขอให้แกมีชีวิตดีๆละกันเว้ย หากแกยังมีชีวิตแย่ๆทั้งที่ทำไปขนาดนั้นแล้ว มันก็น่าเศร้าไม่ใช่เรอะ เฮ่อ?

ใจเย็นไว้ก่อนดีกว่า ในบรรดานักเลงข้างถนนทั้งหลายผมก็เจอร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์ดีๆให้ขายคัมภีร์เสียที

ไม่หรอก,ทีแรกก็รู้สึกชิลอยู่หรอก แต่ดูเหมือนไม่ว่ายังไงมันก็ไม่น่าเป็นหนทางที่จู่ๆก็โรยด้วยกลีบกุหลาบขึ้นมาทันที

ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นแน่ เพราะจากที่ผมรู้จักยงซานดี

มีร้านรวงมากมายทั้งร้านอาวุธ ร้านชุดเกราะ ร้ายอุปกรณ์และอื่นๆ สิ่งที่ผมตามหาอยู่คือ ร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์

โดยทั่วไปร้านเวทย์ที่ผมตามหาก็น่าจะเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนทำเงินได้มากกว่าร้านค้าชนิดอื่น

“แกต้องการอะไร ? อย่ามาเที่ยวจับอะไรมั่วซั่ว ออกไปซะ”

ร้านส่วนมากที่ผมเข้าไปก็มักจะโดนเจ้าของร้านไล่ออกมา เพราะกลัวผมจะไปแตะโดนคัมภีร์แล้วเปิดใช้งานมัน แถมตัวผมยังดูไม่เหมือนกับนักผจญภัยด้วย

ร้านแรกเนี่ยเจ้าของยังพอใจดีบ้างให้ผมเข้าไปได้

แม้จะมีคนแปลกหน้ายอมให้ผมเข้าไป แต่ท่าทางตอบรับไม่ดีเลย

พ่อค้าก็มองคัมภีร์ที่ผมบอกว่าจะขายแล้วทำหน้างงๆ

“……นี่มันอะไรเนี่ย ? นี่แกจะขายไอ้นี่หาเงินเนี่ยนะ ? ฟังให้ดีนะไอ้หนู อย่าทำตัววุ่นวายให้มาก ข้าให้อย่างมากก็สองทองแดง”

อะไรวะ ?

นี่มันพวกแก๊งต้มตุ๋นรึเปล่าวะเนี่ย ? กล้าดีมากนะที่มาหักหน้าผมแบบนี้ ? ถึงผมจะไม่แน่ใจนักว่ามันถึงราคา 2 โกลด์ไหมแต่อย่างน้อยๆก็ควรให้ 1 โกลด์ปะวะ ? หมอนี่ไม่มีจิตสำนึกเหลืออยู่ในตัวเลยรึไงกันน่ะ ?

ผมไม่พูดอะไร คว้าคัมภีร์ของตัวเองแล้วจากไป  ไอ้โจรปล้นทรัพย์พวกนี้ไม่มีค่าให้คุยด้วยหรอก

แต่ถึงอย่างนั้นท่าทีของเจ้าของร้านร้านถัดไปก็แย่ไม่ต่าง

“ฮ่าฮ่า  , นี่มันอะไรกัน ? นี่ครั้งแรกเลยว่ะ ที่มีคนพยายามจะมาหลอกขายของกับข้าแบบนี้

อ่า วันนี้วันซวยชะมัด ไสหัว, ไอ้ห่า !”

แทบจะเตะโด่งผมออกจากร้านทันทีที่เห็นคัมภีร์

ไม่ใช่ครั้งเดียวนะ แต่เป็นสามครั้งติดๆ ผมเลยเริ่มคิดแล้วว่ามันแปลกๆ

เจ้าพวกนั้นหมายความว่ายังไงกันนะ ที่บอกว่าหลอกขายน่ะ ?

ร้านถัดไปก็ทำกับผมแบบนั้นเหมือนกัน ต่อจากนั้นก็โดนไล่อีกสองครั้งติดๆ พร้อมกับคำพูดที่ว่า “ไร้สาระชิบหาย?!”

“นี่แกคิดว่า คนที่นี่เขาทำธุรกิจกันได้ยังไงกันหา ? แกคิดว่าคนอื่นเขาแยกไม่ออกไม่มีตาเลยรึไงกัน ?!”

“แค่ขีดเขียนมั่วๆยึกยักๆอะไรประหลาดๆ ไปเรียนรู้การเขียนดีๆเสียใหม่ไป๊”

มีบางทีที่ตอบมาอย่างเป็นมิตร แต่มันก็ทำให้ผมใจดิ่งอยู่ดี

เขามองผมเหมือนเป็นเด็กบ้าที่พยายามจะต้มตุ๋มหลอกขายคัมภีร์เวทย์ปลอม

สถานการณ์ประหลาดยังคงดำเนินต่อไป และผลลัพธ์ที่ได้ก็แย่กว่าที่ผมคิดไว้

อะไรที่ คำแนะนำจากนักเขียนแนะนำไว้นี่มัน ไม่ไหวจริงๆ

อะไรทำให้เขาคิดว่า คัมภีร์ที่ผมเอามาด้วยนี่มันไม่ใช่ของจริงกันนะ หรือเพราะผมนั้นยังดูเด็กเกินไป ? หรือเห็นว่ามันเป็นของปลอมเพราะมันคล้ายเกินไปหรือเปล่า ?

หรือผมต้องแสดงให้เขาดูว่า มันใช้งานได้จริงๆนะ แต่หากผมใช้งานคัมภีร์แล้ว ก็เสียมันไปเปล่าๆน่ะสิ ผมจะมาผลาญเงินทุนตัวเองแบบนี้ไม่ได้

และถึงผมแสดงให้เขาดูแล้วเรียกเงินเป็นค่าตอบแทน ผมแน่ใจเลยล่ะว่า อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมจ่าย

และร้านต่อไปก็ชวนให้ผมนอกลู่นอกทางมากขึ้นไปอีก

“โอ -โห ….”

เจ้าของร้านมองคัมภีร์ด้วยตาที่เป็นประกาย ผมคิดไว้แล้วว่า มันต้องมีใครสักคนล่ะน่าที่รู้คุณค่าของคัมภีร์พวกนี้

เอาจริงๆนะ ผมเหนื่อยล้าแล้วล่ะ ผมแค่อยากจะขายให้มันออกให้ได้แม้ว่าจะโดนกดราคาหนักก็ตาม

ชายคนนั้นล้วงลิ้นชักแล้วดึงคัมภีร์ออกมา

“นี่ , แกไม่ควรวาดแบบนี้นะ แต่ลองวาดตามแบบอันนี้ อันนี้และอันนี้ดู”

เขารู้ถึงคุณค่า

“หากแกสามารถวาดอะไรแบบนี้ได้อีก ข้าจะให้แผ่นละ 5 เงินเลยนะ ว่าไง ?”

ปัญหาก็คือ คุณค่าที่เขาเห็นน่ะคือ ในตัวผมไม่ใช่คัมภีร์น่ะสิ

ดูเหมือนหมอนี่จะเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ทั้งยังพยายามคะยั้นคะยอให้ผมผลิตคัมภีร์ปลอมจำนวนมากออกมาเพื่อขาย

ผมถึงกับสตั้นท์ไปเลยกับความคิดสุดโฉดชั่วคนละมิติขนาดนี้

เจ้าของร้านได้เสนอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ผมจะไม่ได้พูดอะไรสุดสุดท้ายเขาเสนอ แผ่นละ 1 โกลด์

ผมไม่เคยเจอคนสารเลวขนาดนี้มาก่อน

“โธ่ ,เอาน่าๆ ! ก็ได้ๆ ! แบ่งกัน 50/50! โอเคป่ะ ? แต่แกต้องหาเงินให้ข้าให้ได้เยอะๆนะ ? รู้ไหม แกเนี่ยน้า ทั้งที่ยังหนุ่มขนาดนี้แต่ก็พิษร้ายไม่เบาเลยนี่ …… ห้ะ”

มันเย้ายวนเหลือเกิน แต่ทำไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่คนวาดพวกนี้ขึ้นมา ผมทำไม่ได้จริงๆ

อีกทั้งผมได้แต่อึ้งที่เห็นความโลภที่ผุดขึ้นมากมายจากความสามารถที่ผมไม่มี

เขาช่างเป็นไอ้ชั่วที่ผมอยากจะหาทางสั่งสอนลงโทษเขาเสียจริงๆ ก็ลองคิดดูสิ พวกคัมภีร์พวกนี้มีไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะถ้ามันเป็นของปลอม คนที่เอาไปใช้ก็ต้องตายแน่เลยถูกไหมล่ะ ?

นี่แกกำลังล้อเล่นกับชีวิตคนเนี่ยนะ  ? แกนี่มันช่างเป็นสุดยอดของสุดยอดสวะในหมู่สวะจริงๆ

ผมจบลงตรงที่ถอนใจแล้วส่ายหัว

“ได้, ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมค่อยเอาผลงานที่เสร็จแล้วมาให้ละกัน ?”

ก็ดูวงเวทย์รูปร่างที่ซับซ็อนแล้ว ไม่มีทางเลือกที่ผมจะลอกแบบทำซ้ำได้

“อะ,โอ้ ! ได้ , ได้! พรุ่งนี้แกเอามาที่นี่นะ ?”

“ดูเหมือนคงต้องโต้รุ่งแล้วล่ะ”

“แหม , ดีมาก ! ใช่เลย ! พอได้เงินมาข้าจะให้แกเลยนะ ! แบ่งกำไรกัน  50/50, ถ้าขายได้ เราจะแบ่งกัน ! จากนี้เราจะทำธุรกิจกันแบบนั้นนะ โอเคไหมคู่หู ?”

ถึงแกขายได้แกก็ไม่บอกผมหรอก ไอ้ระยำนี่

ผมออกจากร้านพ่อค้าชั่วนั่นพร้อมกับคัมภีร์ที่พ่อค้านั่นส่งให้

– แกกำลังจะทำให้ข้ามีโชคแล้ว !

เสียงที่ตามหลังมาทำเอาผมต้องถอนใจ

นี่มันอะไรกันเนี่ย ?

ไอ้นั่นในหัวมันมีแต่ความโลภอัดแน่น ? มันเป็นคนประเภทที่ตามืดบอดเพราะความโลภของตัวเองสินะ ?

ถึงยังไงก็เหอะ ผมก็ได้คัมภีร์เวทย์ไฟร์บอลมาฟรีๆแล้ว

ผมที่มาเพื่อจะขายคัมภีร์ แต่กลับได้กำไรพิเศษจากการได้คัมภีร์มาฟรีอีกอัน

ไฟร์บอลนั้นเป็นเวทย์โจมตี ผิดกับนิยายเรื่องอื่นที่มองว่า ไฟร์บอลนั้นเป็นเวทย์พื้นฐาน

ในโลกใบนี้ไฟร์บอลเป็นเวทย์ที่ทรงพลังมาก

ทำไมเวทย์ที่สร้างระเบิดตรงหน้าได้กลายเป็นเวทย์พื้นฐานไปล่ะฟะ ?

ผมมันไอ้คนหัวดื้อไง ก็เลยไม่สนใจไม่ใส่ใจเรื่องประวัติศาสตร์

ถึงอย่างนั้นเรื่องมันก็กวนใจผมอยู่ดี แต่ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น

นี่จะมีใครถือคัมภีร์ไฟร์บอลเดินไปเดินมาบ้างไหมนะ ? แล้วทำไมกฏหมายไม่สั่งห้ามล่ะ ? มันก็ประมาณว่า  ขายร็อคเก็ทลันเชอร์แบบRPG-7S ริมถนนเลยไม่ใช่เหรอ ? มันก็เป็นระเบิดไดนาไม้ท์เวอชั่นแฟนตาซีไม่ใช่รึไง ?

แฟนตาซียุคกลางนี่มันแดนฝันของพวกเหล่าผู้ก่อการร้ายเลยนี่หว่า

อันที่จริงผมควรที่จะมีข้อกำหนดว่า คัมภีร์เวทย์มนตร์ห้ามซื้อขายในนิยายที่เขียนไว้ด้วย

ย้อนไปตอนนั้นผมไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเรื่อง กฏหมายและข้อบังคับแต่มาตอนนี้ผมที่อาศัยอยู่ที่นี่น รู้แล้วว่า ตัวเองหละหลวมเกินไป

จริงอยู่ที่ผมไม่สามารถเขียนระบุทุกข้อกฏหมาย ของจักรวรรดิกาเดียสได้

ถึงอย่างนั้นกฏหมายจักรวรรดิเองก็ต้องมี และคงจะมีอยู่เยอะด้วย ใช่ว่าสิ่งที่ผมไม่อธิบายจะไม่มีอยู่สักหน่อย

มันเลยกลายเป็นว่าสิ่งแวดล้อมที่ใครๆก็ใช้คัมภีร์เวทย์ได้นี่กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยกับผม

มันอันตรายเกินไปแล้ว ….

คนอื่นต่างคิดว่า คัมภีร์เวทย์ของผมนั้นเป็นของปลอม

ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ที่เขาคิดอย่างนั้นเพราะผมเป็นแค่เด็กที่ไม่รู้ว่าไปได้คัมภีร์มาได้ยังไงหรือเหตุผลอื่นกันแน่

สุดท้ายผมเดินเตร่ไปเจอร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยนักเลง หรือบางทีผมควรจะตรวจสอบสินค้าที่ผมจะขายดูก่อนไหมนะ ว่ามีปัญหาหรือเปล่า

“อืม …… เธอ เป็นลูกค้าเหรอ ?”

แล้วก็มีคนผมกระเซิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งหลับอยู่บนโต๊ะ เธอเงยหัวมาถาม ในร้านร้านคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษและน้ำหมึก

เธอดูงุนง่วงมาก เหมือนกับไม่พร้อมจะทำธุรกิจซื้อขายอะไรเลยs.

“ผมมาที่นี่เพื่อขายคัมภีร์เวทย์”

“หา ? ขายคัมภีร์ ? เธอเนี่ยนะ ?”

“ใช่ครับ”

ผมเอาคัมภีร์ไฟร์บอลออกมาวางไว้ตรงหน้าเธอ

แม่ค้าหญิงกางคัมภีร์แล้วมองมัน ขมวดคิ้ว แล้วตีหัวผม

-ปัง!

“โอ๊ย ! แล้วจะมาตีผมทำไมเนี่ย ?!”

“มันอันตรายเกินไปที่จะให้เด็กมาถือของแบบนี้”

ผู้หญิงคนนี้คิ้วมุ่ยแล้วส่ายหัวราวกับไม่เชื่อ

“ปกติแล้วฉันจะไม่ซื้อของแบบนี้ แต่ฉันจะยอมซื้อมันจากเธอ แต่เธอห้ามถือของแบบนี้ไปไหนมาไหนอีกล่ะ”

เธอพูดประมาณว่า  “เฮ่อ ช่วยไม่ได้นะ ยอมซื้อจากนายก็ได้”  ช่างเป็นท่าทางที่เหมือนพวกแก๊งนักเลงซะเหลือเกิน

“4 โกลด์ ขัดขืนไม่ขายฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ถึงยังไงฉันก็ไม่คืนสิ่งนี้ให้นายอยู่ดี”

อยู่ๆผมก็ได้เงินมามากกว่าที่วางไว้ตอนแรกเสียอีก

“อุ่….”

“ฉันจะไม่ถามนะ ว่านายไปได้นี่มาจากที่ไหน แต่จากนี้ไปห้ามถือเจ้าสิ่งนี้ไปไหนมาไหนอีกล่ะ ถ้าทำนายจะโดนดุด่า เข้าใจไหม ? ฉันจำหน้านายได้แล้วด้วย”

เธอไม่ใช่พวกนักเลงที่อยากบังคับขายของหากแต่เป็นพวกที่โดนบังคับให้ต้องซื้อ

ณ ตอนนั้นเองที่ผมเปลี่ยนชื่อในใจจาก ยัยนักเลงกลายเป็นคุณเจ้าของร้ายสุดสวย

ไม่สิๆ ไม่ใช่แล้วล่ะ ต้องเป็นสุดยอดคนสวยคนดีที่หนึ่งเลย

ถึงอย่างนั้นผมก็ถอนใจดังๆ

“ชิ , เด็กทุกวันนี้นี่ไม่ใช่รู้จักความน่ากลัวของเวทย์เอาเสียเลย”

ดูเหมือนเธอตั้งใจจะซื้อเพราะมันอันตรายจริงๆ เอาเถอะจะยังไงก็ตามผมก็ได้เงินแล้ว เย้

“ขอบคุณครับ”

ผมก้มหัวแล้วแล้วพยายามจะรีบออกจากร้านไป

ผมต้องใช้เงินนี้ซื้ออะไรสักอย่าง

แล้วก็ต้องระวังไม่ให้เงินโดนขโมย หรือโดนตัดราคาอีกผมคิดอะไรไว้มากมายเลยล่ะ

“เดี๋ยวก่อน”

เจ้าของร้านเรียกผม

“นายน่ะ , มานี่”

ด้วยสีหน้าที่อิดโรยเธอก็เรียกผมให้เข้ามาใกล้ๆ เธอมาจากด้านหลังเค้าท์เตอร์

“ทำไมนายถึงใส่มันไว้ในหนังสือคัมภีร์ล่ะ ? เอาออกมาให้หมด”

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนจับได้คาหนังคาเขาเลย

“เอ่อ  คือ ผม ….”

ดูเหมือนเธอตั้งใจจะเอาไปทั้งหมด หากผมยังมีพวกม้วนคัมภีร์เวทย์เหลือ เธอลากผมไปนัี่งที่เก้าอี้แล้วเอาหนังสือคัมภีร์ไป

“นี่นายไปขโมยของที่คนเขาทำหายไว้ใช่ไหม ?

แล้วไม่คิดจะส่งคืนเจ้าของ แถมยังคิดจะขายมันอีกสินะ ? เจ้าเด็กบ้านี่ สมควรโดนดุจริงๆ ”

เธอเดาะลิ้นพลางพูดว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเด็กเดี๋ยวนี้กันนะ?” เหมือนเธอเชื่อไปแล้วว่า ผมไม่มีทางได้มันมาด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

เอ่อก็นั่นแหละนะ,มันก็ชวนให้สงสัยจริงนั่นแหละ

เธอดึงคัมภีร์ออกมา คลี่ออก มองมันและมุ่ยคิ้วนิ่วหน้า

“……นี่มันอะไรกัน ?”

เธอดูงงงวย จากนั้นเธอก็กลับไปหลังเค้าท์เตอร์ กางคัมภีร์ไฟร์บอลที่ผมมอบให้เธอไป

“…นี่มันของจริง”

ณ ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจแล้วว่า มันน่าจะมีเหตุผลดีๆที่ว่า ทำไมพวกพ่อค้ามากหน้าหลายตาถึงได้คิดว่า ผมพยายามจะหลอกลวงขายของให้เขา

แม่ค้าคนนี้กางคัมภีร์ออกทีละม้วนทีละม้วนแล้วก็นิ่งอึ้งไป

เธอนั่งข้างๆผมแล้วโอบแขนรอไหล่ผม

“เด็กน้อย”

ไม่  ไม่ว่า ผมจะดูเด็กแค่ไหน แต่ผมไม่ใช่เด็กน้อยแน่ๆ

น้ำเสียงของผู้หญิงคนนี้หวานหยดย้อย

“..……คะ , ครับ ?”

“เธอควรจะตอบตรงๆนะ เข้าใจไหม ?”

นอกจากนี้ยังมองผมด้วยแววตาคมกริบราวกับจ้องทะลุตัวผม

“เธอน่ะเอาคัมภีร์ทั้งหมดนี่มาจากไหนกัน ?”

“คะ……ครับ ?”

“โครงสร้างทางเวทย์มนตร์พวกนี้เป็นของปีศาจ  ทำไมนายถึงมีมันได้ล่ะ?”

คำแนะนำของผู้เขียนที่ชัดเจนโดยมากก็นำไปสู่ทั้งผลลัพธ์ที่ดีและผลลัพธ์ที่แย่

ผมว่าตอนนี้ ผมเข้าใจที่ความหมายที่มันบอกอย่างนั้นแล้วล่ะ

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 12

คัดลอกลิงก์แล้ว