- หน้าแรก
- ระบบหย่าร้างและความร่ำรวย ที่มาเร็วเกินไป!
- บทที่ 581 ความวุ่นวายใต้สะพาน
บทที่ 581 ความวุ่นวายใต้สะพาน
บทที่ 581 ความวุ่นวายใต้สะพาน
“ขายประทัดจ้า!”
เหยาเป้ยเป้ยตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะทำตัวเหมือนเด็กขี้สงสัย เธอมองสำรวจของบนแผงแล้วชี้นิ้วถามว่า
“ไอ้นั่นเขาเรียกว่าอะไรเหรอ?”
“แท่งนางฟ้า (ไฟเย็น)”
“ชื่อดูไม่แพงเลย”
หลินตง: “???”
มันใช่เหรอ?
“เหยาเป้ยเป้ย ยัยผู้หญิงน่ารำคาญ เลิกพูดได้แล้ว” เจียงเหนียนหันโทรศัพท์ไปหาเธอ “มา ยิ้มหน่อย”
“อย่ามาแอบถ่ายนะ!” เหยาเป้ยเป้ยลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี แต่ก็ชะงักฝีเท้า “ถ้าฉันเดินเข้าไป นายก็ถ่ายติดแค่ตัวเองสิ?”
“นี่เธอดูออกด้วยเหรอ?”
“เหอะ แน่อยู่แล้ว”
“ฮ่าๆ ดูนี่สิที่ถ่ายออกมา” เจียงเหนียนเอียงตัวไปหาจางหนิงจือเพื่อแบ่งกันดู “ฮ่าๆๆ เหมือนหมาปัญญาอ่อนเลยตัวหนึ่ง”
ได้ยินดังนั้น เหยาเป้ยเป้ยก็ปรี๊ดแตกทันที
เธอกะจะเดินเข้าไปต่อว่าเจียงเหนียนให้เข็ด แต่พอขยับเท้าก็เกิดลังเล เพราะกลัวว่าถ้าเดินเข้าไปจริงๆ จะกลายเป็น ‘ถ่ายติดหมา’ อย่างที่หมอนั่นว่า
ให้ตายเถอะ เจียงเหนียนนี่มันหมาจริงๆ
โชคดีที่เธอยังมีวิธีที่ชัวร์กว่า “หนิงจือ เมื่อกี้เขาถ่ายติดฉันหรือเปล่า?”
จางหนิงจือหน้าแดงระเรื่อ เธอพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า
“ถ่ายติดจ้ะ”
เหยาเป้ยเป้ยโกรธจัด รีบมุดหน้าเข้าไปดูรูป ในรูปนั้นมีเธอกับหมาอยู่ในเฟรมเดียวกัน แต่กล้องดันโฟกัสชัดแจ๋วแค่ที่ตัวหมาตัวเดียว
“เจียงเหนียน! นายมัน...!!”
“เอ้า ลูกค้ามาแล้ว” เจียงเหนียนลุกขึ้นแล้วเดินหนีไปทันที “น้องชายมาดูนี่สิ มีประทัดทุกแบบเลยนะ”
จางหนิงจือไม่เคยมานั่งขายของแบบนี้ เธอจึงรู้สึกว่าทุกอย่างดูแปลกใหม่ไปหมด เธอเดินต้อยๆ ตามหลังเขาไปเหมือนกับเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ
ไม่ว่าเจียงเหนียนจะพูดอะไร เธอจะคอยพยักหน้าสนับสนุนหรือไม่ก็พูดทวนคำตาม
“ประทัดรุ่นนี้ดีนะ พลังทำลายล้างสูง”
“ใช่แล้วๆ”
“ซื้อพลุเล็กไปด้วยไหม อันนี้คุ้มค่านะ แถม ‘จรวดขวดน้ำ’ (บั้งไฟเล็ก) ไปอีกสองอัน เอาไว้ไประเบิดปลาได้ด้วย แถมราคาถูก”
“ถูกจ้ะ”
เด็กหนุ่มที่มาซื้อพลุถึงกับรู้สึกจุกในอก มนุษย์เรากลัวที่สุดคือการเปรียบเทียบ เขามาซื้อพลุเพื่อจะไปเอาใจสาว
แต่พอได้เห็นจางหนิงจือแล้ว
เขาก็เริ่มไม่ค่อยคาดหวังกับแผนการที่เตรียมมาทั้งคืนเสียเท่าไหร่ เด็กสาวที่เขานัดมา ทุกอย่างสู้สาวน้อยตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด
แต่สาวน้อยระดับนี้ กลับมานั่งทำตัวซื่อบื้ออยู่ข้างกายเจียงเหนียนเสียอย่างนั้น
คนเปรียบกับคน มันน่าโมโหจริงๆ
“หนิงจือ เธอว่าพวกเราสองคน...” เขาหันมามองจางหนิงจืออย่างจริงจัง “ใครเป็นคนแผ่รังสีอำมหิตจนลูกค้าหนีหายไปหมด?”
“ต้องเป็นคุณอยู่แล้วสิคะ ฉันไม่ได้หล่อขนาดนั้นเสียหน่อย”
“งั้นเหรอ?”
“อื้อๆ”
หลินตงทนฟังไม่ไหว เขาหยิบเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งที่ท้ายแผง นั่งตากแดดฆ่าเวลาไปวันๆ
พับผ่าสิ ถ้ารู้แบบนี้ไม่มาขายเสียดีกว่า
อำเภอเจิ้นหนานไม่ได้ควบคุมเรื่องดอกไม้ไฟและประทัดอย่างเข้มงวด ตำบลซาลินจึงมีจุดตั้งแผงขายโดยเฉพาะ และเป็นจุดรวมตัวสำหรับการจุดประทัดด้วย
ของบนรถกระบะทั้งหมดเป็นของญาติหลินตง
ในเมืองเล็กๆ แบบนี้ส่วนใหญ่ก็รู้จักกันหมด จึงไม่มีใครมาตรวจตราให้ยุ่งยาก หากเจอคนเคร่งครัดหน่อย ก็แค่บอกว่ามาช่วยผู้ใหญ่เฝ้าแผง
ปัญหาเรื่องใบอนุญาตจึงหมดไป ทั้งสี่คนช่วยกันเฝ้าแผงจนถึงเที่ยง หลังจากความตื่นเต้นในช่วงแรกผ่านไป และผ่านช่วงที่ยุ่งที่สุดมาแล้ว ทุกคนก็เริ่มตกอยู่ในความเงียบ
“โคตรเหนื่อยเลยว่ะ เชี่ย”
“นั่นสิ” เหยาเป้ยเป้ยยืดตัวขึ้นพลางทุบเอวตัวเองเบาๆ “นั่งติดที่นานๆ เริ่มไม่ไหวแล้ว”
หลินตงโบกมืออย่างป๋า “พวกนายไปหาอะไรกินกันเถอะ มื้อเที่ยงนี้ฉันเลี้ยงเอง”
ส่วนเขาก็อาสาอยู่เฝ้าแผงต่อ
พอถึงช่วงบ่าย ก็เหลือลูกค้ามาซื้อประทัดเพียงประปราย
เจียงเหนียนหาวออกมาหวอดหนึ่ง เขามองไปที่กลุ่มคนที่กำลังจุดประทัดอยู่ไม่ไกลจากสะพาน แล้วก็มองไปยังกลุ่มนักตกปลาที่อยู่ไกลออกไปอีก
“คนไม่ค่อยมีแล้ว ฉันไปตกปลาเล่นหน่อยนะ”
“ฉันไปด้วยค่ะ” จางหนิงจือรีบวางพลุเล็กในมือแล้วลุกขึ้นเดินตามไปทันที “คุณจะตกยังไงเหรอคะ?”
“เดี๋ยวไปเก็บเบ็ดที่เขาทำตกไว้เอา”
“เอ๊ะ?”
หลินตงมองตามหลังทั้งคู่ที่เดินจากไป ก่อนจะหันมามองเหยาเป้ยเป้ย
“เธอไม่ไปเหรอ?”
“จะมีอะไรน่าไปกัน เบ็ดก็ไม่มีจะตกปลาได้ยังไง” เหยาเป้ยเป้ยทำตาปลาตายพลางบ่นอุบ “ถ้าตามไปจริงๆ ก็คงเห็นแค่แม่สาวน้อยหนิงจือที่หน้าบานเป็นจานเชิงอยู่นั่นแหละ”
ได้ยินดังนั้น หลินตงก็เห็นด้วย
“นั่นก็จริง”
เขาเปิดแชทกลุ่มขึ้นดูตามความเคยชิน สิ่งแรกที่เห็นคือข้อความกระแทกตาที่ว่า
“ไปกินขี้ซะๆ!!”
หลี่ฮวากำลังฉะกับเจียงเหนียนอย่างดุเดือดในกลุ่มแชท โดยมีประเด็นเรื่อง ‘เบ็ดตกปลาตัวเดียว’ เป็นเดิมพัน ว่าจะตกปลาขึ้นมาได้หรือไม่
หลินตงอึ้งไปเลย เขาเงยหน้ามองเจียงเหนียนที่อยู่ไกลๆ
“เอาจริงเหรอเนี่ย?”
ในกลุ่มแชท หลี่ฮวากำลังคุยโวอย่างหนัก
“ถ้าแกใช้ไอ้ของพรรค์นั้นตกปลาขึ้นมาได้นะ ฉันจะยอมกินแก้วน้ำนี่โชว์สดๆ เลย [รูปภาพ]”
หม่ากั๋วจุ้น: “นี่กะจะหาเรื่องกินฟรีอีกแล้วเหรอ?”
“ไปกินขี้ไป๊!”
เถาหรานโผล่มาคุยในกลุ่มซึ่งหาได้ยากมาก “หน้าหนาวเป็นช่วงน้ำลดนะ แม่น้ำสายเล็กขนาดนี้ไม่มีทางตก ‘นางเงือก’ ขึ้นมาได้หรอก”
ตงเหวินซง: “ลูกพี่ (ลำบากใจ) ไม่มีใครเขาบอกว่าจะตกนางเงือกเสียหน่อย”
เฉินอวิ๋นอวิ๋น: “@เจียงเหนียน นี่ที่ไหนเหรอ?”
จางหนิงจือ: “ตำบลซาลินจ้ะ”
เถาหราน: “ที่แท้ก็ไม่มีนางเงือกหรอกเหรอเนี่ย ไม่รู้ว่าห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเปิดหรือยังนะ”
ตงเหวินซง: “...หัวหน้าครับ เขาบล็อกพี่ไปแล้วนะ”
เจียงเหนียนไม่ได้ดูแชทกลุ่ม เขามุ่งมั่นกับการตกปลามาก เขาหาเศษเอ็นตกปลามาผูกกับกิ่งไม้แล้วก็เริ่มลงมือ
อุปกรณ์แสนเรียบง่าย แต่การกระทำช่างดูเป็นมืออาชีพ (แบบปลอมๆ)
นักตกปลาที่อุปกรณ์จัดเต็มคนหนึ่งเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง คนหนึ่งส่ายหน้า ส่วนอีกคนหัวเราะเยาะออกมา
“อุปกรณ์กระจอกขนาดนี้ ยังคิดจะตกปลาได้อีกเหรอ?”
เจียงเหนียนไม่ได้สนใจพวกเขา เขาเหวี่ยงสายเบ็ดลงน้ำโดยตรง ปล่อยให้สายลอยไปตามกระแสน้ำครู่หนึ่งจนเส้นเอ็นเริ่มตึง
“ท่าทางไม่เป็นมืออาชีพเลยสักนิด ไม่มีเทคนิคเลย” ชายคนนั้นส่ายหน้าต่อ
จางหนิงจือได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกำมือแน่น
“ต้องตกได้สิ!”
“ฮ่าๆๆๆ!!!” ชายสองคนนั้นหัวเราะลั่น บรรยากาศรอบๆ จุดตกปลาเต็มไปด้วยความขบขัน
อย่างไรก็ตาม วินาทีต่อมา
สายเบ็ดในมือเจียงเหนียนก็ตึงเปรี๊ยะ เขาใช้กระดาษรองมือแล้วกระชากขึ้นมาอย่างแรง ปลาช่อนตัวเขื่องน้ำหนักประมาณสองจินพุ่งขึ้นเหนือน้ำทันที
นักตกปลาถึงกับอึ้งกิมกี่ พับผ่าสิ!
“ดวงมือใหม่น่ะสิ!”
“นั่นสิ ตอนฉันตกปลาครั้งแรก พอหย่อนเบ็ดลงน้ำปุ๊บก็ได้ปลาตะเพียนหนักสี่จินเลยเหมือนกัน”
ซ่า! ปลาตะเพียนอีกตัวติดเบ็ดขึ้นมา
เจียงเหนียนทำหน้าเฉยเมย เขาปลดปลาออกจากเบ็ดแล้วลองชั่งน้ำหนักในมือดูครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจปลาตัวนี้นัก จึงโยนมันกลับลงน้ำไปทันที
“ตัวแค่นี้ เสียเวลาฉันจริงๆ!”
นักตกปลา: “...”
ไอ้หนุ่มนี่ มันจะขี้เก็กเกินไปแล้วนะ!
พวกเขานั่งเฝ้ามาทั้งวันแล้ว แต่ปลาที่เจียงเหนียนเพิ่งโยนทิ้งไป คือปลาที่พวกเขาโหยหาแต่กลับตกไม่ได้เสียที
ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจลงไปงมหอยขมกลับบ้านแทน
ตกต่อไปก็เสียเวลาเปล่า
ที่แผงขายประทัด
“นายตกได้จริงๆ เหรอ?” เหยาเป้ยเป้ยทำหน้าประหลาดใจ “ได้ตั้งหลายตัว จะเอากลับยังไงล่ะเนี่ย?”
เจียงเหนียนถ่ายรูปส่งไปให้หลี่ฮวา
“ไม่เอากลับหรอก”
“ยกให้หลินตงจัดการแล้วกัน ที่บ้านเขาเหมือนจะเลี้ยงแมวไว้นะ แถมยังมีหมาสีเหลืองอีกตัว น่าจะกินปลาเป็นมั้ง?”
หลินตงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน “โอเค ได้เลย”
เจียงเหนียน @หลี่ฮวา “กินแก้วน้ำซะนะเจ้าแมวเหมียวจอมตะกละ”
“ไปกินขี้ไป๊!”
พริบตาเดียวฟ้าก็มืดลง
เพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับคนมาช่วยงาน หลินตงจึงแบ่งพลุและประทัดส่วนหนึ่งมาให้พวกเธอเล่นกัน ทุกคนต่างเล่นกันจนลืมวันลืมคืน
เจียงเหนียนหาจังหวะหลบมาตอบข้อความ
“ใช่ครับ มากันสี่คน”
คนที่อยู่ปลายทางหน้าจอคือ เฉินอวิ๋นอวิ๋น
“แล้วพวกนายจะผ่านตำบลอวิ๋นหมู่ไหม?”
“ผ่านครับ แต่ตอนนั้นน่าจะดึกมากแล้วล่ะ” เจียงเหนียนบอก “คราวหน้าถ้าฉันไปที่นั่น เธอต้องเป็นไกด์นำเที่ยวนะ”
เฉินอวิ๋นอวิ๋น: “โอเคค่ะ”
เจียงเหนียนจบการสนทนาโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เขากำลังจะกดเข้าไปดูแชทกลุ่มเพื่อดูว่าหลี่ฮวาพ่นอะไรออกมาอีกบ้าง
ทันใดนั้น ข้อความจากเฉินอวิ๋นอวิ๋นก็เด้งขึ้นมา
“คราวหน้าคุณต้องมาจริงๆ นะ”
อืม... เขาก็แค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น วิ่งวุ่นมาสองวันติดต่อกันเขาก็เริ่มล้าแล้ว ถ้าจะไปจริงๆ ก็คงต้องรอหลังปีใหม่นู่นแหละ
“ครับ”
พอตกดึก
จางหนิงจือไม่กล้าจุดประทัด เธอเลยได้แต่เล่นไฟเย็นที่พ่นประกายไฟออกมา เธอโบกไม้โบกมือไปมาได้สองที แต่กลับเกือบจะถูกพลุลูกหลงยิงใส่
มีจิ๊กโก๋สองสามคนอยู่ใต้สะพาน กำลังเล็งพลุยิงเข้าใส่กลุ่มคนโดยตรง
“วูหู้!!”
“อันนี้สนุกว่ะ โคตรเท่เลย”
เจียงเหนียนสังเกตเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี เขาจึงจูงมือจางหนิงจือให้เดินขึ้นฝั่งไป ขณะเดียวกันเขาก็ก้มลงหยิบเศษกระเบื้องแตกชิ้นหนึ่งขึ้นมา
เขาอาศัยจังหวะเงียบๆ สะบัดมือขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างหลัง จิ๊กโก๋คนที่ถือพลุยิงกราดใส่คนอื่นล้มลงไปกุมหัวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“ไป ขึ้นรถก่อน” เจียงเหนียนบอก
“น่ากลัวจังเลย” จางหนิงจือเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่าอันตราย เธอยังคงขวัญเสียอยู่ “จริงด้วย เป้ยเป้ยยังอยู่ตรงนั้นเลยนะ”
“เดี๋ยวฉันไปตามเอง” เจียงเหนียนส่งจางหนิงจือขึ้นรถแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในฝูงคนที่เบียดเสียด “อย่าลงจากรถนะ”
ในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย เหยาเป้ยเป้ยถูกฝูงชนเบียดจนพลัดหลงออกมา
“หนิงจือล่ะ?”
หลังจากเจียงเหนียนหาเธอเจอ เขาก็เดินสำรวจรอบๆ ตัวเธอครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บ เขาก็เบาใจลง
“อยู่บนรถ เตรียมตัวกลับบ้านแล้วล่ะ”
“อ้อๆ”
เหยาเป้ยเป้ยเดินตามเจียงเหนียนไปได้ไม่กี่ก้าวก็เกือบจะถูกคนเบียดจนพลัดหลงอีก เธอเลยตัดสินใจคว้าแขนเสื้อตรงข้อมือของเขาไว้แล้วเดินตามไป
เหยาเป้ยเป้ย: “...”
จบบท