เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 160: ช่างเถอะ อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอย

บทที่ 160: ช่างเถอะ อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอย

บทที่ 160: ช่างเถอะ อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอย


บทที่ 160: ช่างเถอะ อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอย

ภายในห้องนอน ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ เซี่ยอี้จื่อ ถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมลงมือเต็มที่ ยังไงซะไอ้ตัวพรรค์นี้ก็ควรจะกำจัดทิ้งไปให้พ้นๆ ขืนเก็บไว้มีแต่จะสร้างความเดือดร้อน ทว่า หลี่ฉีหลาน กลับรีบคว้ามือหลานชายไว้ พลางกดพลัง ฝ่ามือสายฟ้า  ของเขาลง

"คุณยายครับ ยายจะทำอะไรน่ะ?" เซี่ยอี้จื่อมองยายด้วยความงุนงง หรือว่ายายจะเป็นสายสืบสองหน้า? ทำไมจู่ๆ ถึงมาขวางไม่ให้เขาจัดการกับ จ้าวขุนเขา ล่ะ?

"นี่มันตู้เสื้อผ้าไม้แท้สั่งทำพิเศษ งานแฮนด์เมดของยายเลยนะโว้ย!" "ถ้าแกจะบวกกับมัน ก็ช่วยลากมันออกไปข้างนอกก่อน!" หลี่ฉีหลานร้องโวยวายด้วยความเสียดายของ ขืนเซี่ยอี้จื่อซัดพลังใส่ตรงนี้ ตู้เสื้อผ้าสุดรักของเธอได้กลายเป็นเศษไม้แห้งแน่ๆ

เซี่ยอี้จื่อและพวกอีกสองคน: "..."

ด้วยความจนใจ พวกเขาจึงต้องช่วยกันหามจ้าวขุนเขาออกจากตู้เสื้อผ้า แล้วลากถูลู่ถูกังไปจนถึงระเบียง ถึงแม้ อี้เฟิง จะเพิ่งบอกว่าเห็นจ้าวขุนเขาขยับตัว แต่คนอื่นกลับไม่สังเกตเห็นเลยสักนิด แถมจ้าวขุนเขาในตอนนี้ก็นิ่งสนิทไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ มีความเป็นไปได้สูงว่าอี้เฟิงจะตาฝาดไปเองเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ช่วยให้จ้าวขุนเขารอดพ้นจากการโดนไฟช็อตไปไม่ได้

ทันทีที่ เหยียนสวี่ และอี้เฟิงลากจ้าวขุนเขามาถึงระเบียง ประกายสายฟ้าในมือของเซี่ยอี้จื่อก็เริ่มคำรามอีกครั้ง เหยียนสวี่และอี้เฟิงรู้ซึ้งถึงอานุภาพฝ่ามือสายฟ้าของเซี่ยอี้จื่อดี ต่อให้จ้าวขุนเขาจะเก่งกาจมาจากไหน สุดท้ายมันก็คือสิ่งอัปมงคลสายหยิน ถ้ามันทนรับฝ่ามือสายฟ้านี้ได้โดยไม่เป็นอะไร มันก็คงฟื้นคืนชีพไปนานแล้ว ไม่มานอนอืดให้เขาตบเล่นแบบนี้หรอก

เปรี้ยง!!

ภายใต้สายตาของหลี่ฉีหลานและอีกสองคน ฝ่ามือของเซี่ยอี้จื่อที่หอบเอาสายฟ้าสีน้ำเงินแลบแปลบปลาบ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าเหี่ยวแห้งของจ้าวขุนเขาอย่างจัง สิ้นเสียงระเบิดสนั่น รถออฟโรดที่ ‘บุบเล็กน้อย’ ด้านล่างก็ส่งเสียงสัญญาณกันขโมยดังระงมไม่หยุด แรงปะทะทำให้เหยียนสวี่และอี้เฟิงต้องกระโดดถอยหลังไปสองก้าวตามสัญชาตญาณเพื่อหลบรัศมีทำลายล้าง บนพื้นระเบียง ปรากฏรอยไหม้เกรียมเป็นวงกว้างโดยมีร่างของจ้าวขุนเขาเป็นจุดศูนย์กลาง

กร๊อบ... หัวของจ้าวขุนเขาโดนแรงระเบิดจากฝ่ามือของเซี่ยอี้จื่อจนหลุดออกจากบ่าทันที! เส้นเอ็นที่แห้งกรังตรงลำคอขาดออกจากกันเหมือนใยบัวที่ถูกดึง หัวที่ร่วงลงพื้นดูยืดพิลึกพิลั่น

"หัวหลุดเลยเหรอวะ?" เหยียนสวี่อุทานด้วยความทึ่ง แม้จ้าวขุนเขาจะนอนนิ่งเป็นเป้านิ่งให้เตะเล่น แต่ร่างกายของมันถูกพวก จอมขมังเวทย์ ในอดีตดัดแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน ความถึกทนของมันเหนือกว่า ผีดิบเหิน ไปไกลลิบ เผลอๆ จะแข็งแกร่งเท่าโลหะหนักด้วยซ้ำ ตอนที่เขาช่วยอี้เฟิงหามมันมาเมื่อครู่ สัมผัสได้เลยว่าร่างกายมันแข็งปั๋งเหมือนหิน แต่เซี่ยอี้จื่อกลับซัดหัวมันหลุดได้ด้วยฝ่ามือเดียวเนี่ยนะ?

ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเซี่ยอี้จื่อใช้ฝ่ามือสายฟ้า แต่ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งก็ยังอดขนลุกไม่ได้จริงๆ พอนึกย้อนไปถึงเจ้า ผีพยาบาท ที่เนินเขาซิ่วเฟิงก่อนหน้านี้... ก็น่าสงสารนางจริงๆ นะ แค่ระดับความสยองขวัญ ธรรมดาๆ ดันต้องมาเจอการต้อนรับแบบโหดสัสรัสเซียขนาดนี้... ไม่แปลกใจเลยที่นางจะกลายเป็นไอวิญญาณสลายไปในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่เศษซากให้เก็บกู้

แม้แต่คุณยายหลี่ฉีหลานที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังแอบทึ่งในใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าในเมื่อท่านทวดหลิงเฟิงเอ็นดูเซี่ยอี้จื่อขนาดนั้น ต้องถ่ายทอดวิชาอาคมสายเต๋าให้แน่ๆ แต่เธอนึกไม่ถึงว่าด้วยอายุแค่นี้ เซี่ยอี้จื่อจะฝึกปรือจนถึงขั้นอุกฤษฏ์ขนาดนี้ ตัวปัญหาที่กดขี่หมู่บ้านมานานหลายทศวรรษ หรืออาจจะนับเป็นร้อยปี กลับโดนเซี่ยอี้จื่อจัดการลงได้อย่างง่ายดายในพริบตา

หลี่ฉีหลานลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ตำนานอันน่าหวาดหวั่นของจ้าวขุนเขาได้จบสิ้นลงเสียที ชาวบ้านจะได้รู้เสียทีว่า การที่พวกเขามีข้าวกินอิ่มนอนหลับสบายนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับ ‘จ้าวขุนเขา’ อะไรนั่นเลย และจะไม่มีเด็กสาวคนไหนต้องกลายเป็น แม่นางในถ้ำ เพื่อก้าวลงสู่เหวลึกใน ถ้ำฉางย่วน อีกต่อไป...

อย่างไรก็ตาม ความสนใจของอี้เฟิงไม่ได้อยู่ที่หัวที่หลุดออกมาของจ้าวขุนเขา แต่เขากำลังจ้องเขม็งไปที่รอยไหม้บนพื้นระเบียงอย่างพินิจพิเคราะห์ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้นแล้วโพล่งว่า "ดูสิ! ผมบอกแล้วว่าพี่เนี่ยแหละเป็นคนทำ!" "ดูรอยไหม้บนพื้นนี่ดิ กับหน้านวลๆ ของผมเนี่ย สีดำมันเฉดเดียวกันเป๊ะเลยไม่ใช่เหรอ?" "อย่าคิดว่าเป็นหลานรักผู้ใหญ่บ้านแล้วจะมาแกงกันแบบนี้ได้นะพี่..."

เซี่ยอี้จื่อทำหน้าเหลอหลา เหมือนจะฟังที่อี้เฟิงพูดไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว อี้เฟิงสังเกตเห็นว่าประกายสายฟ้าในมือเซี่ยอี้จื่อเริ่มจะวิบวับขึ้นมาอีกรอบจนแสบตา "ผมจะบอกพี่ให้นะ ถึงพี่จะเป็นหลานคนโตของผู้ใหญ่บ้าน แต่พี่จะมาฆ่าแกงกันไม่เสร็จแบบนี้ไม่ได้นะ มันเป็นนิสัยที่ไม่ดี!"

อี้เฟิงรีบเปลี่ยนประเด็น แล้วพ่น เลือดพรหมจรรย์ คำโตใส่ร่างไร้หัวของจ้าวขุนเขาที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ซ่า!! ขึ้นชื่อว่าสิ่งอัปมงคลสายหยิน ไม่ว่ามันจะแน่มาจากไหน ย่อมต้องแพ้ทางเลือดพรหมจรรย์เสมอ เลือดของอี้เฟิงที่พ่นใส่จ้าวขุนเขามีฤทธิ์กัดกร่อนเหมือนกรดกำมะถัน จนเกิดเสียงฉ่าและมีควันพวยพุ่งออกมา เมื่อเห็นจ้าวขุนเขายังคงนิ่งสนิท อี้เฟิงถึงได้ยอมรามือด้วยความเบาใจ

"ลุงลองมั่ง" เหยียนสวี่หยิบ ยันต์ไฟอัคคีสัมมาทิฐิ ออกมาแล้วซัดใส่ร่างจ้าวขุนเขา พริบตาเดียว เปลวเพลิงโชติช่วงก็ลุกท่วมร่างมัมมี่นั่น เผาชุดขุนนางจนกลายเป็นเถ้าถ่านในอึดใจเดียว และเพลิงนั้นยังคงแผดเผาร่างของจ้าวขุนเขาต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ในเมื่อโดนเลือดพรหมจรรย์ของอี้เฟิงเปิดเกราะไปก่อนแล้ว อานุภาพยันต์ไฟของเหยียนสวี่จึงรุนแรงจนน่าตกใจ "เอาละ พอได้แล้ว รีบไปดูสถานการณ์ที่ถ้ำก่อนดีกว่า" หลี่ฉีหลานเอ่ยขัดขึ้น เธอช่วยดับไฟให้ก่อน เพราะรถออฟโรดข้างล่างก็พังไปคันนึงแล้ว เดี๋ยววิลล่าของเธอจะวอดวายตามไปอีกหลัง จากนั้นเธอก็ไปหา ‘กระสอบปุ๋ยยูเรีย’ มาหนึ่งใบ แล้วยัดทั้งหัวและตัวของจ้าวขุนเขาลงไปในนั้น

เซี่ยอี้จื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาใช้กระสอบปุ๋ยสีน้ำตาลแบบนี้แหละ ยัดหัวของเจ้าปาตี้กลับบ้าน... "คุณยายครับ เราจะทิ้งมันไว้แบบนี้เลยเหรอ?" เซี่ยอี้จื่อถาม เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่

"ไม่หรอกจ้ะ เดี๋ยวเรากลับมาจัดการต่อ" หลี่ฉีหลานยืนยัน แน่นอนว่าเธอไม่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แน่ ถึงแม้เซี่ยอี้จื่อและพวกจะช่วยกันรุมยำ จนจ้าวขุนเขามันนิ่งสนิทเป็นปุ๋ยไปแล้ว แต่มันยังไม่ปลอดภัยพอ หลังจากเสร็จธุระบนเขา เธอมีแผนจะจัดการให้สิ้นซากกว่านี้

"ยายคิดไว้แล้วล่ะ พอกลับมาเราจะมาชำแหละมันก่อน แล้วค่อยสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บดให้ละเอียดเป็นผง แล้วเผาให้ไม่เหลือซาก" "สุดท้ายก็เอาผงที่ได้ไปป้อนให้พวกแมลงกู่กินให้เกลี้ยง" "แบบนี้น่าจะชัวร์กว่าเยอะ" หลี่ฉีหลานตอบนิ่มๆ

พอได้ยินคำตอบนี้ เซี่ยอี้จื่อก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก็นะ... ระมัดระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ เหยียนสวี่และอี้เฟิงสบตากันแล้วแอบยิ้ม มิน่าล่ะคุณยายถึงได้อายุยืนขนาดนี้ เคล็ดลับคือความรอบคอบนี่เอง!

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ ทั้งหมดก็มุ่งหน้าลงเขาเพื่อตรงไปยังถ้ำฉางย่วน หลี่ฉีหลานส่งข่าวแจ้งคนในหมู่บ้านว่าเจอพวกเซี่ยอี้จื่อแล้ว ไม่ต้องออกตามหาให้เหนื่อย จากนั้นเธอก็หาของกินเล่นให้เซี่ยอี้จื่อและพวกพอได้รองท้อง

"ท่านผู้ใหญ่บ้านครับ รถคันนั้นสภาพมันขับไม่ได้แล้วแน่ๆ แล้วเราจะขึ้นเขายังไงล่ะครับ?" อี้เฟิงถามพลางเคี้ยวขนมปังตุ้ยๆ มองดูรถออฟโรดสีแดงที่ยับเยินอยู่เบื้องหน้า

ยังไม่ทันสิ้นเสียง ประตูโรงรถข้างๆ ก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ และรถออฟโรดคันยักษ์สีดำมะเมื่อมอีกคันก็ค่อยๆ ถอยออกมา "ฮ่าๆๆๆ!! ยายยังมีเรนจ์โรเวอร์อีกคันเรอะ!!" อี้เฟิงถึงกับเอามือบีบจมูกตัวเองเรียกสติ

นี่เขาจะไปสงสารคนรวยพวกนี้ทำไมวะเนี่ย! ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหายวับไปกับตา

"เด็กๆ ขึ้นรถจ้ะ" "แน่นอนว่ายายไม่ได้มีรถแค่คันเดียวหรอก แต่ยายไม่ค่อยชอบสีนี้เท่าไหร่ ดำๆ ทึมๆ ดูไม่สวย" "ปกติยายเลยไม่ค่อยได้ขับคันนี้ออกมาน่ะ" หลี่ฉีหลานนั่งประจำที่คนขับแล้วกวักมือเรียกทั้งสามคน

อี้เฟิงก้าวขึ้นรถพลางสะอื้นในใจ "ช่างเถอะ... อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอยจริงๆ"

จบบทที่ บทที่ 160: ช่างเถอะ อธิบายให้คนรวยอย่างพวกคุณฟังไปก็ไลฟ์บอย

คัดลอกลิงก์แล้ว