- หน้าแรก
- สมาคมผู้ประสบภัยจากบีเกิ้ล
- บทที่ 55 พี่ได้ยินไหม
บทที่ 55 พี่ได้ยินไหม
บทที่ 55 พี่ได้ยินไหม
แล้วฉีเหยาทำมันได้อย่างไรกันเนี่ย?
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ฉีเหยากล่าวลาจงซื่อ อวี่ฉิวเหลียง และจ้านจิ้งหลิน เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปพบผู้บัญชาการ — หากแต่อยากหาที่สงบเงียบพอที่จะทำสิ่งหนึ่งได้
เรื่องที่จงซื่อพูดนั้น ฉีเหยาฟังอยู่ แต่ก็ไม่ได้ขบคิดมากนัก เพราะยังมีเรื่องอื่นที่อยากจัดการให้เสร็จก่อน
ขณะที่ใจยังคิดวกวนอยู่ เขาก็เดินชนเด็กคนหนึ่งพอดี
ชุดนักเรียนที่สะอาดหมดจด ผิวขาวราวหิมะ หน้าตาเหมือนตุ๊กตา ดวงตาดำสนิทตัดกับสีขาวสะอาด ราวกับหินออบซิเดียนแช่ไว้ในน้ำใส ต่างจากบรรยากาศที่เงียบเหงาของถนนการค้าในย่านเมืองเก่า เด็กคนนี้กลับดูแจ่มใสผิดปกติ มีความรู้สึกโล่งใจแบบที่เเหมือนกับสัตว์เลี้ยงถูกปล่อยออกมาวิ่งเล่นหลังจากถูกขังมานาน
ซึ่งคือน้องชายของเจ้าของร้านหนังสือนั่นเอง
เทียบกับครั้งแรกที่เจอฉีเหยาแล้วมีความรู้สึกอะไรบางอย่าง คราวนี้ พอเห็นฉีเหยา ปฏิกิริยาแรกของเด็กคนนี้คือหันหลังเดินหนี แต่ถูกฉีเหยาขวางไว้เสียก่อน
"เจอกันอีกแล้ว! สองวันนี้เป็นยังไงบ้าง?" ฉีเหยายิ้มหวานทักทาย
"ไม่... ดี" ราวกับนึกถึงเรื่องเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ดวงตาของเด็กก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ฉีเหยาไม่ขยับ เด็กคนนั้นก็ยิ่งอยากจะหนี ทั้งสองประจันหน้ากันอยู่นาทีแล้วนาทีเล่า จนในที่สุดเด็กก็ยอมเปิดปาก "ต้อง... ให้ช่วย... ไหม?"
"ต้องเลย" ฉีเหยาเอี้ยวไปกระซิบข้างหู "ฉันเจอคนทำผิดกฎหมาย แต่ตอนนี้ยุ่งมาก เลยอยากให้ช่วยโทรแจ้งจับแทนหน่อยนะ"
แล้วก็พูดร่ายยาวอย่างรวดเร็ว "จำได้ไหม?"
น้องชายของเจ้าของร้านหนังสือตาลอย "ช้า... ช้าลงหน่อย"
ฉีเหยารู้ว่าตัวเองพูดเร็วเกินไป เลยควักกระดาษออกจากกระเป๋าเป้ของเด็กน้อย เขียนทุกอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว
แล้วก็ส่งกระดาษให้เด็ก ตบไหล่เบาๆ "ฝากทุกอย่างด้วยนะ!"
พูดจบ ฉีเหยาก็เดินจากไปอย่างสบายใจ
ทิ้งน้องชายเจ้าของร้านหนังสือไว้กับกระดาษแผ่นนั้นเพียงลำพัง
ถ้าแค่ตัวหนังสือเยอะก็พอรับได้ แต่นี่ไม่ใช่แค่เยอะ — ยังมีหลายคำที่ไม่รู้จักด้วย
น้องชายเจ้าของร้านหนังสือ ปีนี้เพิ่งขึ้น ป.2เอง
ห้านาทีต่อมา ที่ตู้โทรศัพท์ น้องชายเจ้าของร้านหนังสือหนีบหูโทรศัพท์ไว้ที่หู มือหนึ่งถือกระดาษที่ฉีเหยาเขียนไว้ อ่านออกเสียงตามตัวอักษร อีกมือหนึ่งพลิกพจนานุกรมภาษาฮวกก๊วกอย่างสุดกำลัง
ฝั่งฉีเหยาก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล เขานั่งอยู่ที่ร้านหนังสือของเพื่อนเล่นตอนเด็กในถนนการค้าย่านเมืองเก่า
ฉีเหยาเป็นคนที่มีความรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ของตัวเองสูงมาก ดูภายนอกเหมือนอยู่ที่ไหนก็ได้ ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็ว แต่จริงๆ แล้วสถานที่ที่ฉีเหยาจะวางใจได้อย่างแท้จริงนั้นมีน้อยมาก
ซอกมืดหายไปแล้ว ร้านหนังสือของเพื่อนเล่นตั้งแต่เด็กก็เลยกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ฉีเหยานั่งได้อย่างสงบใจและคิดอะไรได้เต็มที่
"นั่งเล่นก่อนนะ ข้างหลังยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ" เจ้าของร้านหนังสือมองออกว่าฉีเหยามีเรื่องในใจ เลยพาเขาขึ้นไปยังมุมกาแฟเล็กๆ บนชั้นสองของร้าน
"ชั้นสองปกติก็ไม่ค่อยมีคนมา อีกทั้งวันนี้ไม่ได้เปิดชั้นสองด้วย คงมีนายคนเดียวแน่ๆ"
"ขอบคุณมาก"
"อ๋อ เรื่องอะไร พวกเราทั้งครอบครัวต้องขอบคุณนายด้วยซ้ำ ตั้งแต่นายมาครั้งก่อน น้องฉันก็เริ่มตั้งใจเรียนจริงๆ ไม่ใช่แค่ไม่หนีเรียน หลังเลิกเรียนก็ทำการบ้านตั้งใจ มันยังกลับมาทำการบ้านที่ขาดไปตั้งสี่ปีให้ครบเลย"
"พ่อฉันยังบอกเลยว่า ถ้ามันเรียนแบบนี้ได้ตลอด ไม่ต้องรอให้เรียกนายว่าพ่อบุญธรรม เรียกพ่อได้เลย"
ฉีเหยาเขินอยู่ครู่ นึกถึงภาพน้องชายเจ้าของร้านหนังสือในรูปนักศึกษาดีเด่นบนกระดานเกียรติคุณในดันเจี้ยน นิ่งไปสักครู่จึงพูดว่า "ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเรียนหนังสืออยู่ทางเดียว"
"นั่นก็จริง แต่เรียนบ้าง ก็รู้เหตุรู้ผลขึ้น เรื่องวิชาการสูงต่ำไม่สำคัญ สำคัญที่ต้องเป็นคนดี"
นึกถึงทักษะของเด็กคนนั้น ฉีเหยากะพริบตา พูดช้าๆ "เขาเป็นคนดีมากอยู่แล้วล่ะ"
"นายพูดถูก" เจ้าของร้านหนังสือนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตบไหล่ฉีเหยาเบาๆ แล้วก็เดินกลับไปด้านหลัง
ด้านหลังร้านมีคลังเก็บของเล็กๆ มีคนนั่งอยู่สองคนที่แต่งเครื่องแบบ พ่อแม่ของเจ้าของร้านหนังสือก็อยู่ที่นั่นด้วย ทั้งสองหน้าตาแข็งทื่อราว ขอบตาแดง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้
ถ้าจงซื่ออยู่ที่นี่คงจะจำได้ว่าคนสองคนนั้นคือหัวหน้าทีมของศูนย์กักกันปีศาจ
เจ้าของร้านหนังสือมองพวกเขา ครุ่นคิดอยู่นานแล้วถามว่า "คือตามที่พูดไว้เมื่อกี้ ถ้าในบ้านเรามีช่างปีศาจระดับ D ขึ้นไป ก็จะไม่พาน้องชายฉันไปใช่ไหม?"
"ใช่"
"งั้นฉันไปกับพวกคุณ"
หัวหน้าทีมคนหนึ่งมองเขาพิเคราะห์ แล้วพูดว่า "สถานการณ์ของน้องชายคุณ คุณก็รู้ดีอยู่ อายุคุณก็ไม่น้อยแล้ว ยี่สิบสี่ปีแล้ว และก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับการฝึกฝนเลย ถ้าบังคับให้ตื่นตัวพลัง อาจเกิดอันตรายได้"
"ยิ่งกว่านั้น ถ้าตื่นตัวไม่ได้จริงๆ ก็จะได้แค่เป็นผู้ควบคุมน้องชายในศูนย์กักกันปีศาจ ใช้ชีวิตอยู่ในดันเจี้ยนประหลาดตลอดปี มีดันเจี้ยนบางส่วนที่คนธรรมดาไม่มีทางรอดได้ แต่พอเข้าศูนย์กักกันปีศาจแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกภารกิจ พวกเราจะพยายามจัดสรรภารกิจที่คุณรอดได้ แต่การติดต่อกับสิ่งประหลาดนั้น โอกาสตายมีสูงมาก"
"เข้าใจแล้ว" พ่อแม่ของเจ้าของร้านหนังสือสะดุ้ง คว้ามือเขาไว้โดยสัญชาตญาณ
เจ้าของร้านหนังสือยิ้มปลอบพ่อแม่ "หนูทำได้"
"หนูเป็นพี่ หนูรับผิดชอบดูแลได้"
"ครอบครัวเรา จะไม่แยกกันเด็ดขาด"
เจ้าของร้านหนังสือเซ็นชื่อในสัญญา แสงแวบวาบจางๆ พริบขึ้นมา สัญญาแบ่งออกเป็นสอง — ครึ่งหนึ่งเลื่อนเข้าไปในแฟ้มเอกสารของหัวหน้าทีมเป็นสำเนาไว้ อีกครึ่ง กลายเป็นแสงอบอุ่นเรืองจางๆ ฝังลงบนหน้าอกของเจ้าของร้านหนังสือ
ก่อนจะลาจากกัน หัวหน้าทีมมองเจ้าของร้านหนังสืออย่างพินิจนาน
ส่วนสูงไม่โดดเด่น บุคลิกและรูปลักษณ์ก็ธรรมดาสามัญ แต่ชายหนุ่มที่ดูไม่มีจุดเด่นอะไรพิเศษคนนี้ กลับมีความกล้าขนาดนี้
หัวหน้าทีมอดเตือนไม่ได้ "สิ่งประหลาดรักษาความรู้สึกของมนุษย์ไว้ได้ยาก นายไม่กลัวเหรอ?"
ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ "กลัวครับ แต่เขาเป็นน้องชายฉัน"
หัวหน้าทีมพยักหน้า แล้วก็ลาจากร้านหนังสือไป
คนที่มาด้วยกันถอนหายใจยาว "รายงานรองผู้บัญชาการด้วย การจัดการย่านเมืองเก่าเสร็จสิ้นทั้งหมด คนที่รับรู้เรื่องทุกคนเซ็นสัญญาแล้ว ขอให้ไม่ลบความทรงจำ สมัครใจเข้าร่วมศูนย์กักกันปีศาจในฐานะสมาชิกนอกระบบ หากมหันต์ภัยมาถึง พร้อมไปสู้ในสนามรบทันที"
ในอดีต การจัดการแบบนี้พวกเขาก็เคยทำมาแล้ว แม้แต่ญาติสนิทก็ไม่ใช่ทุกคนที่เต็มใจเก็บความทรงจำไว้ คนที่เลือกลบความทรงจำแล้วรับค่าชดเชยเดินหน้าต่อนั้นมีมากมาย
แต่แบบย่านเมืองเก่านี้ ที่ทุกคนเลือกคนที่รักโดยไม่มีเงื่อนไข — เป็นครั้งแรก
ห้องสมุดสรรพสิ่งที่ฉีเหยาทิ้งไว้เป็นบทสรุปใน【สถาบันการศึกษาทุกอย่างเพื่อเด็ก】 ตื่นตัวระดับ E จากดันเจี้ยน ขึ้นถึงระดับ D ภายในเจ็ดวัน ย่อมน่าตกตะลึง แต่ย่านเมืองเก่าที่เลี้ยงดูฉีเหยาเติบโตมานั้น ก็น่าตกตะลึงในแบบของมันเองไม่น้อยกว่ากัน
---
ชั้นสองของร้านหนังสือ มุมกาแฟ
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นชั้นล่าง ฉีเหยาไม่รู้เลย ณ ขณะนั้นเขาถือแก้วกาแฟร้อน พิงอยู่บนเก้าอี้ ดูเหมือนนั่งเหม่อมองอากาศ
แต่จิตสำนึกของเขาแท้จริงแล้วดำดิ่งอยู่สักพักแล้ว
ใจกลางสุดของห้องสมุดสรรพสิ่ง มีชั้นหนังสือหนึ่งที่ต่างออกไปจากชั้นอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
ชั้นหนังสือชั้นอื่นสูงแค่สองเมตรกว่าๆ แต่ชั้นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง — สูงทะยานขึ้นฟ้า ฉีเหยาตระเวนค้นทั่วห้องสมุด พบบันไดที่สูงเกือบสองชั้นตึก ปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็ยังมองเห็นชั้นบนสุดได้แค่เลือนลาง
ประตูคริสตัลหรูหราล็อคไว้ ผ่านประตูที่ยังล็อคอยู่นั้น ฉีเหยามองเห็นได้ชัดเจน — หนังสือเล่มหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางชั้นบนสุด
บนสันหนังสือมีแค่สองตัวอักษร
——【กติกา】
ฉีเหยาเงยหน้าขึ้น จ้องมองหนังสือเล่มนั้นอย่างจดจ่อ แล้วร้องขึ้นว่า "พี่——"
ในห้องสมุดที่ว่างโล่ง เสียงร้องนั้นสั่นสะเทือนแม้กระทั่งฝุ่นในอากาศ แต่หนังสือนั้นไม่ขยับสักนิด
ฉีเหยาไม่ได้รับการตอบรับก็ไม่รีบร้อน กลับเงยหน้ามองต่อไป ดวงตาเป็นประกาย ราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
ตอนพ้นดันเจี้ยนใหม่ๆ ที่ซอกมืดสูญหายไปในม่านหมอกขาว ฉีเหยาก็ตกใจจริงๆ
รวมทั้งหลังจากที่ฉีเหยาฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็ยังไม่ค่อยพูด สีหน้าเฉยชาอยู่นิด ซึ่งก็เป็นเพราะตกใจจนช็อคอยู่จริง
แต่ไม่ใช่ความเจ็บปวดหรือความเศร้าที่จ้านจิ้งหลินและคนอื่นๆ นึกไปเอง
มันเป็นเพราะประหลาดใจสุดๆ มากกว่า
ในพริบตาที่หมอกขาวสลาย ฉีเหยาพบว่าตึกหายไป ทั้งตัวก็วุ่นวายอยู่ แต่วินาทีถัดมา เขาก็พบว่าตึกไม่ได้หายไปไหน — มันเดินทางมาอยู่ในสมองของเขาแล้ว
และกลายมาเป็นชั้นหนังสือที่ใจกลางสุดของห้องสมุดสรรพสิ่ง
ส่วนฉีเหอยวี่พี่ชายของเขา ก็กลายมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นนั้น วางอยู่ ณ ตำแหน่งสูงที่สุด
ตลอดสามวันที่หมดสติ จิตสำนึกของฉีเหยาไม่ได้หยุดนิ่ง ตราบใดที่มีสติ เขาก็ขบคิดตลอดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเอาฉีเหอยวี่ลงมาจากชั้นหนังสือนั้นได้สำเร็จ
ผลลัพธ์คือ แม้จะสร้างบันไดสูงเกือบสองชั้นตึกสำเร็จ แต่ก็ยังไม่อาจสัมผัสตัวฉีเหอยวี่ได้
ถึงกระนั้น ฉีเหยาก็ยังรู้สึกดีอยู่
แม้บ้านจะหายไปแล้ว แต่พี่ชายก็อยู่กับตัวเองตลอดไปแล้ว!
เพียงแต่กอดไม่ได้ ทำให้ฉีเหยาหงุดหงิดอยู่บ้าง
วนรอบชั้นหนังสือสองรอบ ฉีเหยาก็เริ่มเหนื่อย
เลยพิงชั้นหนังสือนั่งลง หลับตาพักสมอง
ประตูคริสตัลชั้นบนสุดค่อยๆ เปิดออกเงียบๆ หนังสือค่อยๆขยับ — ฉีเหอยวี่ร่อนลงมานั่งข้างๆ ฉีเหยาเบาๆ
ยกมือลูบผมฉีเหยาเบาๆ
ฉีเหยาตั้งแต่เด็กเป็นเด็กที่มีพลังงานสูง สมัยทารกก็เคยเกาะฉีเหอยวี่เล่นทีละหลายชั่วโมง พอโตขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอนวันละเก้าชั่วโมงตรง หลับสนิทดี ตื่นมาพลังงานเต็มเปี่ยมทั้งวัน สมัยเรียน กลับบ้านก็เขียนข้อสอบรัวยี่สิบแผ่นไม่หยุด แล้วก็ยังมาก่อกวนฉีเหอยวี่จนเกือบถูกตบตายอยู่บ่อยๆ
เด็กคนนี้อยู่เคียงข้างมาตลอดยี่สิบสองปี แม้แต่ป่วยก็ยังไม่เคยป่วย ฉีเหอยวี่จึงเห็นใบหน้าซีดไร้สีเลือดของเขาเป็นครั้งแรก
"โง่ซะจริง" สายตาของฉีเหอยวี่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
ฉีเหยาเหมือนจะรู้สึกได้ — อ้อมแขนเกาะเอวฉีเหอยวี่พลัน แล้วฝังหัวลงในอ้อมอก
"พี่ คิดถึงพี่มาก" ฉีเหยาพึมพำงึมงำ
ฉีเหอยวี่ก้มหน้าลง ถูแก้มกับแก้มของฉีเหยาเบาๆ ในแบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
แล้วก็ถูกฉีเหยาโอบแน่นขึ้น "มีเรื่องอยากเล่าเยอะมากเลย"
ฉีเหอยวี่: "......"
ฉีเหยา: "เล่าได้สามวันสามคืนเลย"
ฉีเหอยวี่ค่อยๆ คลายแขนที่กอดฉีเหยาไว้ออก
ฉีเหยา: "ชิวชิวให้เครื่องมือมาด้วย แต่ละวันพี่ชายแสดงความรักได้สองครั้ง"
ดวงตาเย็นชาของฉีเหอยวี่พลันเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ฉีเหยา: "น้องชายในวงการยังให้เงินมา รอซื้อบ้านใหญ่แล้วพี่กับหนูก็อยู่ด้วยกันอีก"
ฉีเหอยวี่: ???