- หน้าแรก
- สมาคมผู้ประสบภัยจากบีเกิ้ล
- บทที่ 51 นี่บีเกิ้ลนะ!
บทที่ 51 นี่บีเกิ้ลนะ!
บทที่ 51 นี่บีเกิ้ลนะ!
ใต้ภาพของฉีเหยา มีชื่ออีกสามชื่อระบุไว้
จงซื่อ — จ้านจิ้งหลิน — อวี่ฉิวเหลียง
ทันทีที่ชื่อทั้งสามปรากฏขึ้น สนามแม่เหล็กของสิ่งประหลาดที่เคยครอบครองร่างกายของจ้านจิ้งหลินและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ จางหายไป แรงกดดันก็สลายหายไปพร้อมกัน
"ไขปริศนาสำเร็จแล้ว" จ้านจิ้งหลินกะพริบตา สายตาเบลอสักพัก เขาเอามือเช็ดหน้าแรงๆ แล้วก็เห็นฉีเหยากระโดดโลดเต้นวิ่งฝ่าไปหาพวกเขา
จ้านจิ้งหลินอ้าแขนรับโดยสัญชาตญาณ แต่ก็สายไปแล้ว — ฉีเหยาพุ่งเข้าไปหา หัวปักทิ่มลงพื้นพร้อมกัน
"น้องชายในวงการเก่งไหมล่ะ!" เสียงของฉีเหยาแจ่มใสเป็นพิเศษ เขาเอาหัวถูกับสีข้างจ้านจิ้งหลินอย่างอาวรณ์ ผมหยิกเล็กๆ พองฟูขึ้นอีกครั้ง นุ่มนิ่มแนบชิดแก้มของเขา
จ้านจิ้งหลินยกมือลูบหัว แล้วรัดฉีเหยาไว้แน่น "เก่งที่สุดเลย"
"อ้าว พี่น้องในวงการนี้ ทำกันถึงขนาดนี้จริงๆ" จงซื่อกลับมาสวมหน้ากากอ่อนโยนจนน่าปวดใจเหมือนเดิม เขาพยักหน้าเรียบๆ "ไปกันเถอะ เดาว่าคนข้างนอกรอนานพอควรแล้ว"
อวี่ฉิวเหลียงคว้าแว่นตากันแดดคืนมา แล้วยื่นมือช่วย…ดึงจงซื่อและคนอื่นๆ ลุกขึ้น
ทั้งสี่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่มุ่งสู่ประตูสถาบันการศึกษาที่ถูกเปิดทิ้งไว้
แต่ทว่าในพริบตาที่พวกเขาก้าวพ้นธรณีประตูสถาบันการศึกษาทุกอย่างเพื่อเด็ก สนามแม่เหล็กของสิ่งประหลาดที่โหมกระหน่ำอยู่ข้างนอกนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าข้างในอีกหลายเท่า จนทุกคนพลันหยุดชะงักดุจโดนตรึงเอาไว้
จ้านจิ้งหลินที่เพิ่งฟื้นคืนสติ เกือบสลบไปอีกรอบ จงซื่อหน้าซีดเผือด พยายามอดทนเอาไว้ แต่กลับพบว่าตัวเองขยับไม่ได้แม้แต่น้อย
อวี่ฉิวเหลียงเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็ก้าวถอยหลัง — ดวงตาสีแดงเข้มขนาดมหึมาที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก
แต่คนเดียวที่ต่างออกไปจากทุกคน คือฉีเหยา
ราวกับเขาไม่รู้สึกถึงความน่าสะพรึงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ฉีเหยาแค่แหงนมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันสายตาไปยังปลายสุดของซอกมืด อย่างอดใจรอไม่ไหว
ที่ปลายถนนหินแผ่น ตึกแถวเก่าตั้งอยู่อย่างเงียบสงบ ทว่าตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไป ดูเหมือนโคมไฟส่องสว่างทั่วทุกห้องอย่างผิดปกติ
ฉีเหยาไม่แยแสอะไรทั้งนั้น จ้องมองทิศทางของแสงไฟนั้น เขารีบก้าวเท้า และตั้งใจจะวิ่งตรงไป
ทว่าในพริบตาที่เขาเกือบก้าวเข้าสู่ซอกมืด ม่านหมอกก็พวยพุ่งขึ้นกะทันหัน ราวกับเส้นแบ่งขนาดมหึมาที่กั้นระหว่างฉีเหยาและซอกมืดออกจากกัน
ฉีเหยาตกใจหยุดนิ่ง ลองก้าวเข้าไปอีกครั้ง — ก็ยังผ่านไม่ได้อยู่ดี
บริเวณหน้าประตูตึกแถว มีคนปรากฏขึ้นสามคนโดยที่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่
ชายหนุ่มที่นำหน้านั่งอยู่บนรถเข็น ท่าทีหยิ่งเย็นเยือกงามสง่า — คือฉีเหอยวี่นั่นเอง
"พี่..." ฉีเหยาเรียกเขา
แต่ฉีเหอยวี่กลับหันรถเข็นโดยไม่ตอบสนอง แล้วกลับเข้าไปในตึกแถวเก่าอย่างเงียบงัน พร้อมๆ กันนั้น สนามแม่เหล็กของสิ่งประหลาดระดับหายนะก็กระหน่ำซัดทั่วซอกมืดและสถาบันการศึกษาทุกอย่างเพื่อเด็ก หมอกขาวพวยพุ่ง ในม่านหมอกนั้นราวกับมีเสียงกระซิบนับพันนับหมื่นดังก้องมาจากห้วงนรก
ม่านหมอกขาวจางหาย ทุกอย่างหายสาบสูญ
เหลือเพียงฉีเหยาโดดเดี่ยวอยู่กลางพื้นที่โล่งเปล่า สายตาว่างเปล่าเพ่งมองที่ดินที่ไร้เงาคน ดุจสุนัขน้อยที่ออกล่าแล้วได้กลับมาด้วยชัยชนะ กระดิกหางเดินทางกลับบ้าน — แต่กลับหาบ้านของตัวเองไม่พบ
ซอกมืดไปไหน?
พี่กับคนอื่นๆ จะไปที่ไหนกัน?
ทำไมบ้านถึงหายไปกะทันหัน?
ในดันเจี้ยนสถาบันการศึกษาทุกอย่างเพื่อเด็กนั้น การต่อสู้ที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดสิบห้าชั่วโมงสุดท้ายโดยไม่หยุดพักได้ดูดเอาทั้งพลังกายและพลังจิตของฉีเหยาไปจนหมดสิ้น การเลื่อนระดับที่พุ่งขึ้นกะทันหัน ทำให้ร่างกายในตอนนี้ปรับตัวไม่ทันกับพลังจิตที่ล้นเกิน จนยิ่งทำให้เขาไม่อาจเข้าใจภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้เลย
ฉากนี้ — ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิดไว้
"พี่..."
ฉีเหยาเอามือกดทับหน้าผาก สายตาค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ราวกับความสับสนงุนงงทั้งหมดกำลังพร้อมกันระเบิดออกมาในชั่วขณะนั้น ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรทั้งนั้น เพราะจิตสำนึกของเขาในตอนนี้ รู้สึกราวกับแยกจากร่างกายไปแล้ว
หลับตา — ฉีเหยาล้มลงกับพื้น
"ฉีเหยา!" จ้านจิ้งหลินรู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เขาไม่แยแสสิ่งอื่น แม้ร่างกายจะอ่อนแอถึงขีดสุดแล้ว แต่ความเป็นห่วงฉีเหยาได้พรากความสงบเงียบที่มีมาตลอดของเขาไปจนหมด อยากจะวิ่งไปดูอาการทันที
ทว่าเพิ่งก้าวออกไปได้ก้าวเดียว ลมหายใจที่ติดๆ ขัดๆ เพราะพลังจิตหมดสิ้นและร่างกายอ่อนล้าจนเกินไป ก็ทำให้เขาสะดุดหยุดอยู่กับที่
แต่ก็พบว่าข้างๆ ตัวฉีเหยาก็มีคนปรากฏขึ้นแล้ว
ชุดจงซาน ที่แนบสนิทเน้นให้เห็นท่วงทีตั้งตรงเหนียวแน่น แม้แต่ก้าวเดินรวดเร็วก็ยังปกปิดความสง่างามไม่อยู่ ราวกับไม่ใช่เขาที่เดินมารับฉีเหยาอย่างตั้งใจ หากแต่เป็นเพียงเขาผ่านมาโดยบังเอิญ ยกมือขึ้นแค่ครั้งเดียว — ฉีเหยาก็ตกลงในอ้อมแขนของเขาพอดี
ผู้บัญชาการ! จงซื่อตาแล่นวาบ ในดันเจี้ยน ขณะที่ได้เห็นพรสวรรค์อันเหนือชั้นของฉีเหยา จงซื่อก็แอบคาดเดาไว้แล้ว แม้จ้านจิ้งหลินจะย้ำหลายครั้งว่าฉีเหยาเป็นลูกศิษย์ลี่มู่มู่ เป็นคนของห้องทดลองพวกเขา แต่จงซื่อในใจนั้นมั่นใจแล้วว่าในอนาคต ฉีเหยาจะต้องถูกผู้บัญชาการเรียกตัวเข้าศูนย์กักกันปีศาจ
ปัจจุบัน โลกมีช่างปีศาจระดับ S อยู่ทั้งสิ้น 12 คน ฮวกก๊วกมีถึง 5 คน ซึ่งถือว่าครองครึ่งโลก นั่นก็คือเหตุผลที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ฮวกก๊วกยืนหยัดอยู่ได้อย่างไม่สั่นคลอนในเวทีโลก
แต่ที่ฮวกก๊วกมี ไม่ได้หมายความว่าศูนย์กักกันปีศาจมี
ผู้บัญชาการต้องเกษียณในวันใดวันหนึ่ง และต้องมีคนมารับตำแหน่งหัวหน้าคนต่อไป แต่นับแต่ที่ผู้นั้นจากไป แผนการของผู้บัญชาการก็กลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ออก
ส่งผลให้ศูนย์กักกันปีศาจทั้งหมดถูกกระทบตามไปด้วย แม้หัวหน้าทีมทั้งเจ็ดสิบสองที่เหลืออยู่จะยังคงพยุงกันต่อสู้ต่อไป แต่ก็ยับยั้งความเสื่อมถอยของศูนย์กักกันปีศาจไม่ไหวอยู่ดี
การที่อวี่ฉิวเหลียงและจงซื่อถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษ ก็เพราะมีความประสงค์ของผู้บัญชาการอยู่เบื้องหลัง เพราะถ้าเป็นในอดีต โดยไม่ต้องพูดถึงอุปนิสัยของทั้งสองเลย แค่ดูชาติตระกูลก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะได้อยู่ในตำแหน่งนี้
แต่เพียงเพราะจงซื่อใช้ความคิดรอบคอบ รวมกับการผลักดันซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ【เครื่องจำลองตอนจบ】เขาถึงได้แอบมองเห็นเค้าลางความคิดของผู้บัญชาการได้บ้าง
ทำลายเพื่อสร้างใหม่ เลือดเก่าเน่าเสียแล้ว จำเป็นต้องแทนด้วยเลือดใหม่
ทั้งจงซื่อและอวี่ฉิวเหลียง ผู้บัญชาการก็ไม่ยอมปล่อยผ่านทั้งคู้ ดังนั้น ฉีเหยา — เขาย่อมต้องการอย่างแน่นอน
เพียงแต่จงซื่อไม่ได้คาดคิดว่าผู้บัญชาการจะมาเร็วขนาดนี้ เขาแทบรู้สึกได้ว่าผู้บัญชาการวางแผนมาหลายปี เพียงรอวันนี้วันเดียว
ยิ่งนับรวมดันเจี้ยนนี้เข้าไปด้วย...
จงซื่อรู้สึกอยู่ตลอดว่ามีรายละเอียดบางอย่างถูกเขามองข้ามไป แต่ขณะนี้ความคิดยังวุ่นวายเกินไป จนไม่อาจจัดระเบียบได้
อวี่ฉิวเหลียงสบตาเขา มองเห็นความตื่นตระหนกในดวงตาของจงซื่อได้อย่างชัดเจน
และอีกคนที่มองเห็นสิ่งเดียวกันนั้น คือจ้านจิ้งหลิน
"ปล่อยเขาออกมา!" จ้านจิ้งหลินกระชากมีดของ้าวขวางหน้าผู้บัญชาการอย่างตรงไปตรงมา
การกระทำนั้นทำให้แทบทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกใจจนนิ่ง
นั่นคือผู้บัญชาการนะ! หัวหน้าศูนย์กักกันปีศาจแห่งฮวกก๊วกในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกระดูกสันหลังที่ยังเหลืออยู่ของศูนย์กักกันปีศาจ แม้แต่ตอนที่ศูนย์กักกันปีศาจตกต่ำ ก็ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้
จ้านจิ้งหลิน — บ้ารึเปล่า?
ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่ยืนอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการ จ้านจิ้งหลินหัวใจเต้นระรัว แม้แต่มือที่กำง้าวก็ยังสั่นเครือ
ท้ายที่สุด นี่คือหนึ่งใน 5 ช่างปีศาจระดับ S ที่มีอยู่ในฮวกก๊วกขณะนี้ ผู้บัญชาการแม้จะกลั้นกลืนพลังงาน แต่ก็ยังทำให้จ้านจิ้งหลินรู้สึกสะทกสะท้านหัวใจจนแทบจะแตกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งผ่านการต่อสู้ฝ่าความตายมาหมาดๆ การต่อสู้ที่ทุ่มทักษะรักษาชีวิตทั้งหมดออกไป ขาดอีกวินาทีเดียวก็จะสิ้นใจคาสนามรบแล้ว
ออกมาจากดันเจี้ยนแล้ว ก็ไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย ยังต้องมาเผชิญอำนาจกดดันของผู้บัญชาการอีกครั้ง
ในลำคอของจ้านจิ้งหลิน เลือดพลุ่งขึ้นทีแล้วทีเล่า แต่เขายังคงอดกลั้น ถือง้าวขวางเส้นทาง พยายามกันผู้บัญชาการออกและดึงฉีเหยากลับสู่อ้อมกอดนั้น
เขาจำคำพูดของจงซื่อในดันเจี้ยนได้ และจากเศษคำพูดที่จงซื่อและอวี่ฉิวเหลียงพาดพิงไป เขาก็พอประเมินได้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของศูนย์กักกันปีศาจ
ไม่มีคนรุ่นใหม่ ผู้บัญชาการยังพอประคองได้ แต่ก็เข้าสู่วัยชราแล้ว
ม้าแก่ที่อยู่ในคอก ถึงจะยังมีความมุ่งหมายพันลี้ แต่พระอาทิตย์ตกดิน ยังคงเป็นโชคชะตาที่ต้านทานไม่ได้
ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดของศูนย์กักกันปีศาจ ผู้บัญชาการจำเป็นต้องหาคนที่สืบทอดภารกิจของเขาได้
ศูนย์กักกันปีศาจต่างจากห้องทดลองของพวกเขา ผู้บัญชาการและอาจารย์ลี่มู่มู่ แม้จะเป็นระดับ S เหมือนกัน แต่การดำเนินชีวิตและวิธีคิดก็ต่างกัน
จ้านจิ้งหลินยังอ่อนประสบการณ์ แต่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้เป็นทายาทสืบทอด ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา
ศิษย์ผู้นั้นของผู้บัญชาการ ถือได้ว่าโดดเด่นที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของแวดวงช่างปีศาจ แม้แต่จงซื่อผู้หยิ่งทะนงก็ยังยอมรับว่า เขาคือผู้ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดให้เป็นตำแหน่งแก้ปริศนา
ชายหนุ่มที่ฉลาดเฉียบแหลมเช่นนั้น ผู้บัญชาการนำมาเลี้ยงดูไว้ข้างกายตั้งแต่เด็ก ยังเคยเป็นรองหัวหน้าศูนย์กักกันในช่วงรุ่งเรืองเมื่อสี่ปีก่อน แต่สุดท้ายก็ยังตายไม่เป็นที่ แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือ?
ฉีเหยาเพิ่งบรรลุนิติภาวะได้ไม่นาน แต่ผู้บัญชาการก็รีบเร่งจะดึงเขาลงเล่นน้ำแล้ว
ผู้นั้นเติบโตขึ้นมาต่อหน้าหัวหน้าทีมทั้งเจ็ดสิบสองทีม แต่ยังต้องออกแรงพิสูจน์ตัวเองกว่าจะได้รับการยอมรับ
ถ้าฉีเหยาถูกผลักขึ้นเส้นทางนี้ตอนนี้เลย — จะยิ่งยากกว่าเดิมมาก
ดังนั้น ในบรรดาคนที่อยู่ที่นั่น มีเพียงเขาและฉีเหยาที่เรียนมาจากอาจารย์คนเดียวกัน ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นสู้ ฉีเหยาก็จะไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเลยจริงๆ
จ้านจิ้งหลินกำง้าวแน่น ขวางเส้นทางของผู้บัญชาการ
รองผู้บัญชาการขมวดคิ้ว เปิดปากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ผู้บัญชาการกั้นเขาไว้
"ดูเหมือนคุณเข้าใจพวกเราผิดไปบางอย่าง คุณเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ลี่ ระหว่างห้องทดลองกับศูนย์กักกันปีศาจไม่มีเรื่องผลประโยชน์ขัดแย้งกัน"
สมองของจ้านจิ้งหลินไม่แจ่มใส เขาแค่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ อยากดึงฉีเหยาเอาไว้ให้ได้
ข้างหลัง มีคนพยุงเขาไว้
นั่นคือ พ่อ
ตั้งแต่พวกเขาออกมา พ่อของจ้านจิ้งหลินก็เข้าใจกะทันหันถึงความหมายในคำพูดของสิ่งประหลาดเพศหญิงตัวนั้น
บนนิ้วของจ้านจิ้งหลินมีแหวนที่มีตราประจำตระกูลจ้าน สิ่งประหลาดที่กำลังตรวจตราเขาอยู่นั้น ไม่ได้คิดว่าจะฆ่าเขา หากแต่กำลังจดจำลวดลายบนเสื้อเชิ้ตของเขา
และการที่มันรู้จักตราประจำตระกูลจ้านได้นั้น คงเป็นเพราะจ้านจิ้งหลิน
ดังนั้น พ่อของจ้านจิ้งหลินจึงเข้าใจทันทีว่า "บีเกิ้ล" ที่สิ่งประหลาดเพศหญิงนั้นพูดถึง หมายถึงฉีเหยา
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในกันแน่ แต่มีสัญญาผูกพัน รวมกับจ้านจิ้งหลินที่ปกป้องอย่างหัวชนฝา วันนี้คงหนีไม่พ้นต้องเผชิญกับผู้บัญชาการอยู่ดี
"ผมจำได้ว่านี่คือน้องชายในวงการของจิ้งหลินใช่ไหม? เคยเจอที่ห้องอาจารย์ลี่ด้วย"
ทว่าผู้บัญชาการไม่เปิดช่องให้ต่อรอง รองผู้บัญชาการก้าวออกมาพูดตรงๆ ว่า "ไม่ต้องพูดมาก ฉีเหยา — จะต้องไปกับเราอย่างแน่นอน"
จ้านจิ้งหลินไม่ยอมแน่นอน รองผู้บัญชาการไม่มีท่าทีจะพูดต่อ เพียงแค่โบกมือเบาๆ ในทิศทางของจ้านจิ้งหลิน
ไม่ใช่แค่จ้านจิ้งหลิน รวมถึงพ่อของจ้านจิ้งหลินด้วย — ทุกคนหยุดขยับสนิท
ระดับ A! ในฐานะรองผู้บัญชาการที่อยู่ข้างกาย ระดับก็ย่อมไม่ต่ำ แต่คนนี้เป็นฝ่ายธุรการ ไม่เคยออกภาคสนาม แม้แต่คนในสถาบันวิจัยปีศาจก็มองเขาเป็นเพียงผู้ช่วยที่มีแค่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการเท่านั้น
ดังนั้นการแสดงออกที่เหมือนยกของเบาในตอนนี้ จึงยิ่งทำให้ทุกคนตะลึงงัน
แต่แล้ว รองผู้บัญชาการก็หันมองกะทันหัน มองไปยังทิศทางไม่ไกลนัก พร้อมโค้งคำนับอย่างนอบนอบ
ท่าทางนั้นผิดปกติมากเกินไป ทุกคนมองตาม — ห่างออกไปไม่มากนัก มีรถคันหนึ่งจอดอยู่ ไม่รู้ว่าอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูเรียบง่ายสมถะ แต่ป้ายทะเบียนกลับเป็นของเมืองหลวง
ย่านเมืองเก่าถูกเข้มงวดมาเจ็ดวันแล้ว คนนี้ผ่านเข้ามาได้อย่างไร?
และมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเล่า?