- หน้าแรก
- จอมราชันย์แห่งราตรี
- ตอนที่ 12 เฉินรู่ไห่
ตอนที่ 12 เฉินรู่ไห่
ตอนที่ 12 เฉินรู่ไห่
"เรื่องนี้..."
บรรดาผู้บริหารระดับสูงของลัทธิรวมใจที่มารวมตัวกัน ต่างก็สูดปากด้วยความลำบากใจ
ทุกคนรู้สึกว่าเรื่องนี้มันชักจะพิสดารเกินไปแล้ว
"สำนักผู้พิทักษ์กำลังจับตาดูตระกูลซูอยู่ ถ้าลัทธิรวมใจของเรายื่นมือเข้าไปฮุบสมบัติของตระกูลซูตอนนี้ มีหวังได้เรื่องแน่ ดังนั้นพวกเราออกหน้าไปเอาเองไม่ได้หรอก!"
"สมบัติส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนพวกผู้มีอิทธิพลยึดไป ก็คงโดนพวกตระกูลอื่นๆ รุมทึ้งเอาไปแบ่งกัน หรือไม่ก็คงตกไปอยู่ในมือของเครือญาติคนอื่นๆ ของตระกูลซู แล้วไอ้พวกนั้นก็คงหอบเงินหนีหายเข้ากลีบเมฆไปเลย"
"แต่แผนของลูกศิษย์ผู้คุ้มกฎซุนนี่... อะแฮ่ม... ก็ดูจะเข้าทีอยู่นะ"
"ถูกต้อง ในเมื่อสมบัติตกไปอยู่ในมือของฟางเช่อ ก็เท่ากับว่าตกมาอยู่ในมือของลัทธิเรานั่นแหละ แล้วไม่ว่าฟางเช่อจะเอาสมบัติพวกนั้นไปทำอะไร หรือเอาไปใช้พัฒนาตัวเอง ประโยชน์แอบแฝงที่ได้มา ก็ถือว่าเป็นของลัทธิเราอยู่ดี!"
"งั้นก็ตกลงตามนี้?"
"ตกลง"
เริ่มตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา
จู่ๆ ทั่วทั้งเมืองปี้ปัวก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพอันงดงามระหว่าง 'ฟางเช่อ' แห่งตระกูลฟาง และ 'ซูเยว่' แห่งตระกูลซู
รักกันตั้งแต่แรกพบ, สาบานเป็นพี่น้องกัน, สายใยรักฉันท์พี่น้อง, คอยเกื้อหนุนพึ่งพากัน, ร่วมเป็นร่วมตาย, สาบานต่อฟ้าดิน
เรื่องราวซาบซึ้งใจมากมายถูกยกมาเล่าขาน ทั้งเรื่องที่ซูเยว่ดีกับฟางเช่อยังไง และฟางเช่อทุ่มเททำอะไรเพื่อซูเยว่บ้าง อย่างเช่นตอนที่ซูเยว่ล้มป่วย ฟางเช่อก็บุกป่าฝ่าดงไปตามหาสมุนไพรหายากมาให้ พอส่งยาเสร็จก็หันหลังกลับทันที
พร้อมกับทิ้งท้ายอย่างหล่อๆ ว่า
"แค่เจ้าหายดี ข้าก็พอใจแล้ว! ความเหนื่อยยากของข้าแค่นี้ จะไปมีความหมายอะไร?"
ตอนที่ซูเยว่ขัดสนเงินทอง ฟางเช่อก็ทุ่มสุดตัวเทกระเป๋าให้ยืม แถมยังยอมไปกู้หนี้ยืมสินมาช่วยอีกต่างหาก
พร้อมกับหัวเราะร่าและพูดว่า
"เงินทองของนอกกาย จะมีค่าเทียบเท่ามิตรภาพของพวกเราสองพี่น้องได้ยังไง?"
ตอนที่ซูเยว่โดนรังแก ฟางเช่อก็ชักกระบี่กระโจนเข้าใส่สนามรบอย่างไม่เกรงกลัว ตะโกนใส่ศัตรูที่มีพลังเหนือกว่าตัวเองหลายขุมว่า
"ใครกล้ารังแกพี่ชายข้า!?"
ผลก็คือ... โดนซ้อมจนขาหัก
แต่เขาก็ยังยิ้มรับและพูดว่า
"ข้า... ฟางเช่อ ทนเห็นพี่ชายโดนรังแกไม่ได้หรอก! ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่กลัว! เพื่อความถูกต้อง ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ยอม!"
ตอนที่ซูเยว่จะไปทำธุระสำคัญ ก่อนไปก็ได้ฝากฝังกับฟางเช่ออย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"น้องรัก การเดินทางครั้งนี้ของข้าเต็มไปด้วยอันตราย ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ ฝากดูแลทุกอย่างที่บ้านให้ข้าด้วยนะ"
แถมยังเขียนจดหมายมอบอำนาจทิ้งไว้ให้ฟางเช่อเป็นหลักฐานอีกด้วย
ฟางเช่อก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"พี่น้องกันทั้งที ไม่ต้องมาพูดคำว่าฝากฝังหรอก! ตราบใดที่ข้าฟางเช่อยังมีลมหายใจ ข้าจะรักษาทรัพย์สมบัติของตระกูลซูเอาไว้ให้ครบทุกแดงเลยคอยดู!"
พอลือกันว่าซูเยว่หายสาบสูญไป ฟางเช่อก็เสียใจจนกระอักเลือด ล้มป่วยไปหลายวัน เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญต่อฟ้าดินว่า
"สวรรค์... คืนพี่ชายข้ามาเถอะ!"
ผู้คนมากมายต่างพากันยกย่องสรรเสริญฟางเช่อ ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นพี่น้อง เป็นแบบอย่างของมิตรภาพที่แท้จริง
หลายคนถึงกับถอนหายใจและรำพึงว่า การมีเพื่อนตายอย่างฟางเช่อสักคนในชีวิต เกิดมาชาตินี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว!
มีกวีท่านหนึ่งซาบซึ้งใจกับเรื่องราวนี้มาก ถึงขนาดยกปากกาขึ้นมาแต่งกลอนสรรเสริญมิตรภาพอันงดงามนี้เลยทีเดียว
ใครว่าโลกนี้ไร้ซึ่งพี่น้อง? สัจจะสาบานร่วมเป็นร่วมตายมิคลายข่ม
ท่านจงวางใจเดินทางไกลเถิด ที่แห่งนี้ยังคงเปี่ยมด้วยคุณธรรม
คุณชายตระกูลฟางเปี่ยมล้นน้ำใจ คำสาบานหน้าแท่นบูชาสลักลึกในจิต
ขอปกป้องขุนเขาแห่งนี้ไว้ให้ท่าน รอคอยวันท่านหวนกลับมาพบกันอีกครา!
เรื่องราวพวกนี้ถูกเล่าลือกันอย่างแพร่หลายในเมืองปี้ปัว แต่ฝั่งคนในตระกูลซูนั้นไม่มีใครยอมรับสักคน
"ฟางเช่อกับซูเยว่หลานข้า ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นซะหน่อย!"
"คนบ้านข้าก็แค่ออกไปทำธุระข้างนอก แล้วยังไม่กลับมาเฉยๆ ไม่ได้ตายห่ากันสักหน่อย"
"คนออกไปทำธุระเป็นปีๆ ยังมีเลย ทำไมพอเป็นคนตระกูลซู ถึงได้มองว่าผิดปกติกันฮะ?"
"ฟางเช่อมันเป็นใครมาจากไหน? ถึงจะกล้ามาฮุบสมบัติตระกูลซูพวกข้า?"
"ไม่มีทางยอมเด็ดขาด!"
พอคำพูดพวกนี้แพร่งพรายออกไป ก็มีวีรบุรุษผู้รักความยุติธรรมคนหนึ่งทนไม่ได้ ออกมาต่อว่าคนตระกูลซูว่า
"พวกเจ้าพูดจาแบบนี้ ไม่ละอายใจต่อมิตรภาพที่ฟางเช่อมีต่อซูเยว่บ้างเลยรึ?"
นอกจากคนตระกูลซูจะไม่สำนึกแล้ว ยังรวมหัวกันรุมทำร้ายวีรบุรุษท่านนี้ หวังจะเอาชีวิตให้จงได้
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า วีรบุรุษท่านนี้ดันเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ พอโดนรุมก็เลยของขึ้น ร้องตะโกนก้องกังวานว่า
"พวกเจ้ามันเหยียบย่ำมิตรภาพ ดูถูกความเป็นพี่น้อง ข้าหวังเหล่าซานทนดูไม่ได้ วันนี้ข้าจะขอเป็นตัวแทนสวรรค์ลงทัณฑ์พวกเจ้าเอง!"
ว่าแล้วก็ชักดาบออกมา ฟาดฟันคนตระกูลซูที่เข้ามารุมล้อมจนตายเรียบ
จากนั้นก็บุกเดี่ยวเข้าไปในจวนตระกูลซู ไล่ฆ่าล้างโคตรคนตระกูลซูจนหมดเกลี้ยง ทั้งลูกเด็กเล็กแดง คนเฒ่าคนแก่ ไม่เหลือรอดสักคน
ส่วนพวกบ่าวไพร่ สาวใช้ ก็ถูกไล่ตะเพิดออกไปจนหมด
พอเสร็จกิจ เขาก็กระโจนขึ้นไปบนหลังคา ร้องตะโกนด้วยความสะใจว่า
"เห็นคนถูกรังแก ต้องยื่นมือเข้าช่วย! ข้าคือหวังเหล่าซานแห่งผิงหู!"
"ข้ามันคนเกลียดพวกชอบเล่นสกปรก ยิ่งทนไม่ได้กับพวกเนรคุณ วันนี้ข้าของขึ้น ก็เลยลงมือฆ่าซะให้เหี้ยน สะใจชะมัด!"
เขาหัวเราะก้องอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะกระโจนหายตัวไปในความมืด ปล่อยให้เมืองปี้ปัวสับสนวุ่นวาย
กว่าพวกยอดฝีมือของสำนักผู้พิทักษ์จะมาถึง วีรบุรุษหวังเหล่าซานผู้นี้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ตั้งแต่เริ่มมีปากเสียง จนถึงขั้นลงมือฆ่าล้างตระกูลซู... เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ!
เน้นความว่องไวเป็นหลัก
ตระกูลซูก็เลยสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปโดยปริยาย
ตอนนี้ นอกจากคนตระกูลซูที่หายสาบสูญไปแล้ว ก็เหลือแค่ฟางเช่อ ผู้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายของซูเยว่เท่านั้น!
เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ทำเอาทุกคนพากันงงเป็นไก่ตาแตก
สำนักผู้พิทักษ์ย่อมต้องเพ่งเล็งไปที่ตระกูลฟางเป็นอันดับแรก และเริ่มสืบสวนอย่างจริงจัง
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า...
ฟางเช่อกับซูเยว่นั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันจริงๆ ซูเยว่มักจะแวะเวียนมาหาฟางเช่อที่จวนตระกูลฟางอยู่บ่อยๆ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ...
แม้ว่าคนตระกูลฟางจะสงสัยว่าซูเยว่อาจมีเจตนาแอบแฝง แต่ตัวฟางเช่อเองกลับไม่เคยสงสัยในตัวเพื่อนรักเลยแม้แต่น้อย เขายืนกรานหัวชนฝาว่า ซูเยว่คือพี่ชายที่แสนดีของเขา!
เพื่อปกป้องเพื่อนรัก ฟางเช่อถึงขนาดยอมทะเลาะกับท่านตา มีเรื่องผิดใจกับท่านลุง แถมยังเถียงคำไม่ตกฟากกับท่านแม่อีกนับครั้งไม่ถ้วน...
สรุปง่ายๆ ประโยคเดียวก็คือ: ฟางเช่อเชื่อใจซูเยว่สุดหัวใจ! และยกให้ซูเยว่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต!
เรื่องนี้มีพยานรู้เห็นในเมืองปี้ปัวมากมายก่ายกอง
แม้แต่พยานหลายคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า: เอาจริงๆ ฟางเช่อมันก็แค่ไอ้เด็กซื่อบื้อที่โดนซูเยว่หลอกใช้เท่านั้นแหละ...
ข่าวลือสารพัดถูกปั่นจนกระแสจุดติด
ลือกันไปร้อยแปดพันเก้า!
ยิ่งสืบก็ยิ่งงง
ส่วนตัวฟางเช่อเองก็ยังคงสวมบทบาทเด็กหนุ่มผู้ซื่อสัตย์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น เขายืนยันกระต่ายขาเดียวว่า: ซูเยว่คือพี่ชายสุดที่รักของข้า!
ข้าไม่ได้อยากได้ทรัพย์สมบัติพวกนั้นหรอก แต่ของอะไรที่เป็นของพี่ชายข้า ใครก็ห้ามมาแตะต้องเด็ดขาด!
ทว่าตอนนี้ ทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลซูกำลังถูกแช่แข็ง ไม่มีใครคอยบริหารจัดการ...
แถมไม่มีเจ้าทุกข์มาร้องเรียนเสียด้วย
ส่วนไอ้ 'หวังเหล่าซานแห่งผิงหู' ที่ลงมือฆ่าล้างตระกูลซูนั้น... ก็มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับฟองสบู่ในมหาสมุทร
แม้ว่าตระกูลฟางจะยังไม่ได้ขยับตัวทำอะไร แต่ลัทธิรวมใจกลับระดมเส้นสายและอิทธิพลมืดในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันให้แผน 'ฟางเช่อรับช่วงต่อมรดกตระกูลซู' สำเร็จลุล่วงให้จงได้
"เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ และเพื่อรักษาสัจจะที่ให้ไว้ต่อกัน!"
"เพื่อเป็นการรักษาความทรงจำดีๆ ให้กับครอบครัวซูที่หายตัวไป"
"คนตระกูลซูแค่หายตัวไป ไม่ได้แปลว่าตายสักหน่อย ต่อให้พวกท่านจะเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็จะมาริบสมบัติของตระกูลซูไปดื้อๆ ไม่ได้นะ! นี่มันหยาดเหงื่อแรงกายของบรรพบุรุษพวกเขาหลายชั่วอายุคนเลยเชียวนะ!"
"การที่พี่น้องร่วมสาบานจะช่วยดูแลสมบัติให้ มันแสดงถึงความมีน้ำใจอันประเสริฐขนาดไหน? แล้วทำไมพวกผู้รักษากฎหมายอย่างพวกท่านถึงต้องมาขัดขวางด้วยล่ะ?"
ส่วนเบื้องหลังนั้น ลัทธิรวมใจก็ส่งคนออกไปตามล่าไล่ฆ่าคนตระกูลซูที่กำลังออกไปทำภารกิจอยู่ข้างนอก... สรุปก็คือ เก็บกวาดไม่ให้เหลือรอดกลับมาได้แม้แต่คนเดียว
...
ณ สำนักผู้พิทักษ์
การประชุมลับถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
'เฉินรู่ไห่' ผู้อำนวยการสำนัก นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะอย่างไม่รักษามาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
และเต็มไปด้วยความระอาใจ
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมจู่ๆ ตัวเองถึงถูกเด้งจากแนวหน้า ให้มารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้พิทักษ์ในเมืองบ้านนอกคอกนาที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้
ตำแหน่งเต็มๆ ของเขาก็คือ: ผู้อำนวยการสำนักผู้พิทักษ์ที่ 1494
ดูชื่อสิ เมืองปี้ปัว (เมืองคลื่นสีมรกต)!
แล้วดูหมายเลขสุดจะอัปมงคลนี่สิ 1494! (พ้องเสียงกับ 'อยากตายก็ตาย')
นี่เมืองนี้มันจะเกิดเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายอะไรขึ้นรึไง?
แค่เรื่องของตระกูลซูตระกูลเดียว ก็เถียงกันคอเป็นเอ็นมาเป็นชั่วโมงแล้ว ต่างคนต่างก็มีข้อเสนอของตัวเอง เสียงดังโวยวายไปหมด
เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ... ต้องมาเถียงกันให้วุ่นวายขนาดนี้เลยรึ?
เฉินรู่ไห่กลอกตาบนอย่างไม่ปิดบัง เขามองเพดานอย่างเซ็งๆ ขาข้างหนึ่งยกพาดพนักเก้าอี้อย่างไม่รู้ตัว แล้วก็... 'ป๊าบ!' รองเท้าบูทของเขากระเด็นหลุดออกไป
วินาทีนั้นเอง กลิ่นเหม็นเน่าสุดจะบรรยายก็พวยพุ่งออกมา
ทุกคนที่กำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง: "........."
นักสู้หญิงหลายคนรีบเอามือบีบจมูกแทบไม่ทัน
"ท่านผู้อำนวยการ ท่าน!!"
เพราะบีบจมูกอยู่ เสียงเลยออกมาอู้อี้ๆ
"เรื่องแค่นี้เอง พวกเจ้าจะเถียงกันไปทำไมให้เสียเวลา?"
เฉินรู่ไห่ทำท่าไม่ยี่หระ ยกเท้าเปล่าๆ ชี้โด่เด่ขึ้นเพดานอย่างดื้อรั้น
แต่คำพูดที่พ่นออกมากลับเฉียบขาดและตรงประเด็น
"ข้าเพิ่งมารับตำแหน่งได้แค่สามวัน ข้อมูลอื่นๆ ข้าอาจจะยังไม่รู้ลึก แต่จากข้อมูลที่ข้ามีในมือ ข้าขอสรุปให้ฟังตรงนี้เลยนะ"
"ข้อแรก... ตระกูลซูตระกูลนี้ พวกเจ้าก็สงสัยกันมาตั้งนานแล้วว่าแอบไปสวามิภักดิ์กับลัทธิรวมใจ นั่นก็แปลว่าตระกูลซูเป็นหมากของลัทธิรวมใจ ถือว่าเป็นศัตรูของเรา"
"ข้อสอง... ถึงคนตระกูลซูจะตายห่ากันหมดแล้ว แต่มันก็ยังถือป้ายตระกูลระดับเก้าอยู่ ดังนั้น อำนาจและธุรกิจของตระกูลซู จำเป็นต้องได้รับการจัดระเบียบใหม่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านตาดำๆ"
"ข้อสาม... ส่วนอีกสี่ตระกูลที่เหลือ คือ ฟาง หลี่ จาง เว่ย ต่อให้พวกมันรุมทึ้งแบ่งเค้กตระกูลซูไปจนหมด ก็ยังไม่พอที่จะเลื่อนขั้นเป็นตระกูลระดับแปดได้หรอก ยังไงก็ยังย่ำต๊อกอยู่ระดับเก้าเหมือนเดิม ประเด็นนี้ปัดตกไปได้เลย"
"ข้อสี่... ในเมืองปี้ปัวยังมีเส้นสายของลัทธิรวมใจแฝงตัวอยู่อีกเยอะ"
"ข้อห้า... การที่ไอ้หนูฟางเช่อลุกขึ้นมาสร้างกระแสเรียกร้องความสนใจได้ขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังแน่นอน คนพวกนั้นมันออกหน้าไปฮุบสมบัติเองไม่ได้ ก็เลยใช้ฟางเช่อเป็นเครื่องมือ เพราะอำนาจบารมีมันโอนให้กันไม่ได้ แต่เงินทองน่ะ... ยักย้ายถ่ายเทกันได้สบาย"
"ข้อหก... ตระกูลฟางได้ยื่นเรื่องรายงานมาแล้ว ว่าฟางเช่อไปกราบอาจารย์เองโดยพลการ ไม่เกี่ยวกับตระกูลฟาง และจากการสืบสวนของพวกเจ้า ก็ยืนยันได้ว่าตระกูลฟางไม่ได้มีเอี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ"
"ข้อเจ็ด... ภาพมันชัดเจนอยู่แล้ว ตระกูลฟางไม่ได้มีปัญหา แต่ฟางเช่อต่างหากที่มีปัญหา! ทำไมพวกคนเบื้องหลังถึงเลือกฟางเช่อ? คำตอบง่ายๆ เลยก็คือ... ฟางเช่ออาจจะเป็นคนของพวกมันไปแล้ว หรือไม่ก็กำลังจะกลายเป็นคนของพวกมันในไม่ช้านี้"
"ข้อแปด... ในเมื่อฟางเช่อมีปัญหา แต่ตระกูลฟางไม่มีปัญหา งั้นปัญหาอยู่ที่ไหนล่ะ? ก็อยู่ที่ไอ้อาจารย์ของฟางเช่อนั่นแหละ! หมอนั่นแหละคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง ตั้งแต่นี้ไป พวกเจ้าจงจับตาดูมันไว้ให้ดี"
"ข้อเก้า... ไอ้คนที่ลงมือฆ่าล้างตระกูลซูน่ะ... ชัดเจนเลยว่าเป็นคนของลัทธิรวมใจ นั่นหมายความว่า ในละแวกเมืองปี้ปัวนี้ ลัทธิรวมใจอาจจะซุ่มส่งยอดฝีมือระดับราชันย์มาประจำการอยู่อย่างน้อยๆ ก็สามคน ทำไมต้องสามน่ะรึ? ลองคิดดูสิ ถ้าอาจารย์ของฟางเช่อคือคนที่หนึ่ง ไอ้ฆาตกรนั่นคือคนที่สอง ตามรูปแบบของลัทธิรวมใจ มันต้องมีคนคอยซุ่มดูลาดเลาอยู่วงนอกอีกสักคนสองคนแน่ๆ ดังนั้น อย่างน้อยต้องมีสามคน นี่เป็นขุมกำลังที่เราจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด"
"ข้อสิบ... ในเมื่อเราก็รู้ตัวแล้วว่าไอ้หนูฟางเช่อนี่น่าสงสัย เราก็ต้องจับตาดูมันเป็นพิเศษ แต่... มันก็เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆ ไม่มีค่าอะไรให้เราต้องรีบร้อนรวบตัวมันมาฆ่าทิ้งหรอก สู้ปล่อยสายเบ็ดให้ยาวๆ รอตกปลาตัวใหญ่ไม่ดีกว่ารึ?"
"เพราะงั้น ต่อให้สมบัติของตระกูลซูจะตกไปอยู่ในมือมัน แล้วจะทำไมล่ะ? ในเมื่อมันอยู่ในสายตาพวกเราตลอดเวลา... มันจะหนีรอดไปไหนได้?"
"ข้อสิบเอ็ด... ไอ้หนูฟางเช่อนี่ต้องมีแผนการอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ หรือไม่ก็เป็นลัทธิรวมใจนั่นแหละที่มีแผน ได้ยินมาว่าไอ้เด็กนี่มันเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ แต่กลับยังไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักยุทธ์เลย แสดงว่าปีนี้มันต้องมาสอบเข้าแน่ๆ และการที่ลัทธิรวมใจทุ่มทุนสร้างอัดฉีดให้มันขนาดนี้ ก็คงหวังจะให้มันสอบได้ที่หนึ่ง หรือไม่ก็ติดอันดับต้นๆ เพื่อจะได้เข้าไปกร่างในสำนักยุทธ์ในฐานะ 'เด็กเทพ' สินะ"
"ถ้าเกิดมันทำสำเร็จขึ้นมา ต่อให้เรารู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นพวกน่าสงสัย แต่ถ้าไม่มีหลักฐานมัดตัว เราก็ต้องจำใจมอบรางวัลให้มันอยู่ดี แบบนั้น... มันคงน่าหงุดหงิดพิลึกเลยใช่ไหมล่ะ พวกอาจารย์ในสำนักยุทธ์คงกระอักเลือดตายแน่ๆ"
"ดังนั้น พวกเราก็มีภารกิจเหมือนกัน... นั่นก็คือ... ห้ามให้ฟางเช่อสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเข้าสำนักยุทธ์เด็ดขาด!"
"ข้อสิบสอง... สาเหตุที่ข้าถูกย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะเบื้องบนได้ข่าวมาว่า ลัทธิรวมใจกำลังจะก่อเรื่องใหญ่ที่นี่ และเหตุการณ์ล้างบางตระกูลซูในครั้งนี้... ก็อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ ทุกคนต้องยกระดับความระมัดระวังให้สูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์"
เฉินรู่ไห่ยังคงทำท่าทางขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนเดิม แต่คำพูดแต่ละคำที่หลุดออกมาจากปากนั้น ราวกับคมดาบที่ฟาดฟันลงมาอย่างเฉียบขาด
แถมยังแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและหลักแหลมสุดๆ
เขาค่อยๆ แกะปมปัญหาออกมาทีละชั้นๆ จนทุกอย่างกระจ่างแจ้งทะลุปรุโปร่ง
"ดังนั้น พวกเจ้าก็เลิกเถียงกันให้วุ่นวายได้แล้ว! สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำต่อจากนี้ มีแค่สี่ข้อเท่านั้น ขอแค่จัดการสี่ข้อนี้ให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จบปิ๊ง"