เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 มีกระดูกสันหลัง

ตอนที่ 10 มีกระดูกสันหลัง

ตอนที่ 10 มีกระดูกสันหลัง


พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซุนหยวนก็อยากจะถอนหายใจยาวๆ สักร้อยรอบ

เมื่อก่อนเวลาเขาเห็นพวกยอดฝีมือแก่ๆ ชอบมาถอนหายใจบ่นพึมพำทำนองว่า 'โอ๊ยย ลูกศิษย์ข้ามันเก่งเกินไปแล้ว เป็นอาจารย์มันช่างน่าเบื่อจริงๆ' ... ถ้าไม่ติดว่าสู้ไม่ได้ล่ะก็ ซุนหยวนคงพุ่งเข้าไปกระทืบไอ้พวกขี้อวดนั่นให้จมดินไปแล้ว!

แม่งเอ๊ย! จะหน้าด้านไปถึงไหนวะ?

ก็แค่ฟลุ๊กได้ลูกศิษย์เก่งๆ มาคนนึง ทำเป็นได้ใจลืมตัวลืมกำพืดตัวเองไปได้! วันๆ เอาแต่ออกมาคุยโวโอ้อวด แล้วยังมีหน้ามาทำเป็นถอนหายใจอีก

ทำไมไม่ไปตายซะให้พ้นๆ ไป๊!

แต่ตอนนี้... เขาดันเข้าใจหัวอกของตาแก่พวกนั้นเข้าอย่างจังเลยล่ะสิ

เพราะว่า... ความเป็นอัจฉริยะของฟางเช่อนั้น มันเหนือชั้นกว่าลูกศิษย์ที่พวกตาแก่นั่นเอามาอวดอ้างสรรพคุณซะอีก!

วิชาที่เขาร่ำเรียนมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพลงดาบ เพลงกระบี่ เพลงหมัด เพลงเตะ หรือวิชาตัวเบา...

ขอแค่เขาร่ายรำให้ดูแค่รอบเดียว ฟางเช่อก็สามารถทำตามไปได้เป๊ะๆ ไม่มีผิดเพี้ยน

พอฝึกซ้อมสักสามรอบ ต่อให้เอามาตรฐานความเข้มงวดของตาแก่ที่ฝึกวิชามาหลายสิบปีอย่างเขาไปวัด ก็ยังหาจุดบกพร่องไม่เจอเลยสักนิด

เผลอๆ เขาจะแอบรู้สึกด้วยซ้ำว่าท่วงท่าที่ไอ้ลูกศิษย์ตัวดีมันดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ ดันดูสมบูรณ์แบบกว่าต้นฉบับของเขาซะอีก...

แล้วแบบนี้จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย?

ยิ่งถ้าเป็นวิชาขั้นสูงที่ต้องใช้ทั้งพลังปราณ วิชาตัวเบา และเพลงดาบประสานกันอย่างซับซ้อน ฟางเช่อก็แค่ลองผิดลองถูกฝึกไปสักสามสี่รอบ ก็สามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับฝึกมาเป็นสิบปีแล้ว

แถมยังไม่ต้องให้ซุนหยวนคอยชี้แนะแก้ไขให้ด้วยซ้ำ พอฟางเช่อร่ายรำจบปุ๊บ เขาก็จะยืนนิ่งทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเองเงียบๆ แล้วพอเริ่มร่ายรำรอบที่สอง ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จากรอบแรกก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

ซุนหยวนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ไม้ประดับที่ตั้งโชว์ไว้เฉยๆ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

อาจารย์คนอื่นเขายังได้มีโอกาสด่าลูกศิษย์ฉอดๆๆ แล้วก็คอยชี้แนะจุดบกพร่องให้

แต่เขานี่สิ... หาจุดบกพร่องของลูกศิษย์ไม่เจอเลยแม้แต่นิดเดียว แถมบางทียังมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่า 'หรือว่าข้าควรจะขอให้ไอ้ลูกศิษย์นี่สอนเคล็ดลับให้ข้าบ้างดีหว่า' —— แล้วเกียรติภูมิความเป็นอาจารย์ของข้าล่ะ มันหายไปไหนหมดฟะ?

รับลูกศิษย์มาสี่วัน...

วันแรกช่วงบ่ายสอนวิชาเดินลมปราณ พอตกเย็นฟางเช่อก็สามารถดึงดูดไอวิญญาณให้มาโคจรในร่างได้แล้ว!

แถมยังสร้างวังวนปราณขึ้นมาในตันเถียนได้สำเร็จอีกต่างหาก

พอตกดึก เขาก็เริ่มสอนเพลงดาบ ฟางเช่อร่ายรำเพลงดาบชื่อดังทั้งสี่ชุดให้ดูแค่ชุดละรอบ... ยังไม่ทันจะพ้นเที่ยงคืน ฟางเช่อก็กวัดแกว่งดาบได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับพายุหมุน

แม้แต่การก้าวเท้าและการเคลื่อนไหวสอดประสานกันในแต่ละกระบวนท่า ก็แม่นยำไร้ที่ติ

คำพูดที่เขาอุตส่าห์เก๊กเสียงขรึมเตรียมเอาไว้พูดตอนสอนว่า 'ข้าใช้เพลงดาบชุดนี้สร้างชื่อเสียงจนได้ฉายาว่าราชันย์ดาบ วันนี้ข้าจะถ่ายทอดมันให้กับเจ้า จงตั้งใจฝึกซ้อมให้ดี อย่าได้ทำเป็นเล่นไป' กลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปในพริบตา

พอเข้าสู่วันที่สาม วิชาความรู้ทั้งหมดที่ซุนหยวนมี ก็ถูกฟางเช่อล้วงไส้ไปจนหมดเกลี้ยง

นอกจากเรื่องของพละกำลังที่ยังด้อยกว่าแล้ว ทั้งความชำนาญและความถูกต้องแม่นยำของกระบวนท่า ฟางเช่อทำได้ไร้ที่ติจนหาข้อจับผิดไม่ได้เลย

แต่เรื่องพละกำลังและประสบการณ์ในการต่อสู้จริง มันไม่ได้มาจากการฝึกแค่ความชำนาญเพียงอย่างเดียว

ของพวกนี้มันต้องอาศัยการฝึกฝนเคี่ยวกรำเป็นเวลานานแรมปี

คราวนี้ซุนหยวนแอบกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของลัทธิ และตรงเข้าไปยังตำหนักผู้อาวุโสทันที

ที่นี่คือสถานที่ลับสุดยอดของลัทธิรวมใจ

ผู้อาวุโสทุกคนที่อยู่ที่นี่ ล้วนเป็นพวกที่ปกปิดตัวตนที่แท้จริงไม่ให้คนภายนอกล่วงรู้ทั้งสิ้น

และซุนหยวนก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มกฎระดับสามของที่นี่

พอเข้าไปถึง ซุนหยวนก็รีบไปขอโทษขอโพยบรรดาผู้อาวุโสรุ่นพี่ทันที

"ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ เมื่อก่อนข้าน้อยเข้าใจพวกผู้อาวุโสผิดไป วันนี้จึงตั้งใจมาขอขมาขอรับ"

พวกผู้อาวุโสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ไอ้หมอนี่มันกินยาผิดขวดมาเรอะ?

จู่ๆ ก็โผล่มาขอโทษขอกัน บ้าไปแล้วหรือไง? แล้วพวกข้าไปทำอะไรให้เอ็งเคืองตอนไหนวะ?

"เข้าใจผิดเรื่องอะไรเรอะ?"

"ก็เรื่องที่ว่า... ก่อนหน้านี้ข้าน้อยไม่เคยรู้เลยว่า บนโลกใบนี้จะมีพวกอัจฉริยะแบบที่พวกท่านเคยเล่าให้ฟังอยู่จริงๆ น่ะสิขอรับ"

ซุนหยวนทำหน้าสลด

"เมื่อก่อน ตอนที่ข้าน้อยได้ยินผู้อาวุโสบ่นว่าลูกศิษย์ของพวกท่านเก่งเกินไป ข้าน้อยก็แอบหมั่นไส้อยู่ลึกๆ แต่พอมาวันนี้... พอข้าน้อยได้รับลูกศิษย์มาคนนึง ข้าน้อยถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า คำพูดที่ผู้อาวุโสพร่ำบ่นออกมาในตอนนั้น มันออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ"

"???"

"เฮ้อ... มันช่างน่าปวดใจจริงๆ นะขอรับ วิชาที่ข้าน้อยอุตส่าห์ร่ำเรียนมาทั้งชีวิต ไอ้ลูกศิษย์ตัวดีของข้าน้อยมันใช้เวลาแค่สามวันก็เรียนรู้ไปจนหมดเกลี้ยง! วิชาเดินลมปราณมันก็ใช้เวลาแค่วันเดียวก็สร้างวังวนปราณได้แล้ว ส่วนกระบวนท่าต่อสู้... มันก็ใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวก็ร่ายรำได้สมบูรณ์แบบกว่าข้าน้อยซะอีก"

ซุนหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าไปมา เอามือไพล่หลัง ทำหน้าตาอมทุกข์ หดหู่ และเซ็งเป็ดสุดๆ

"ข้าน้อยเป็นอาจารย์ แต่กลับรู้สึกไร้ค่าสุดๆ บางทีข้าน้อยก็แอบคิดนะว่า... หรือว่าข้าน้อยควรจะขอให้ไอ้ลูกศิษย์ตัวดีมันช่วยสอนเคล็ดลับให้ข้าน้อยบ้างดี... พอมาเจอกับตัว ข้าน้อยถึงได้รู้ซึ้งถึงความหดหู่ของผู้อาวุโสในตอนนั้น ว่ามันชวนให้หดหู่ขนาดไหน..."

เขาพูดไปส่ายหน้าไป ท่าทางน่าสงสารจับใจ

ผู้อาวุโสระดับหนึ่งทั้งสามคนมองหน้ากันตาปริบๆ "..."

แล้วจู่ๆ ไฟโทสะก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก!

ที่แท้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่... มันตั้งใจมาอวดลูกศิษย์นี่หว่า!

ลูกศิษย์อัจฉริยะของพวกข้า กว่าจะฝึกกระบวนท่าให้เป๊ะได้ก็ต้องใช้เวลาตั้งห้าหกวัน วิชาลมปราณกว่าจะเห็นผลก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนเดือน ซึ่งตอนนั้นพวกข้าก็คิดว่ามันเก่งระดับหาตัวจับยากแล้วนะ

แต่ไอ้เด็กเวรนี่... มันโผล่มาบอกว่าลูกศิษย์มันใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวก็ฝึกสำเร็จเนี่ยนะ!

ทันใดนั้น ตาแก่ทั้งสามคนก็ยิ้มเหี้ยม

"งั้นเรอะ? ในเมื่อการเป็นอาจารย์มันทำให้เจ้ารู้สึกไร้ค่าและน่าเบื่อขนาดนั้น... งั้นก็ยกลูกศิษย์ของเจ้ามาให้พวกข้าเป็นคนสอนแทนก็แล้วกัน"

ซุนหยวนชะงักไปนิดนึง ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ

"อ่า... คงไม่รบกวนผู้อาวุโสดีกว่าขอรับ..."

"ไม่รบกวนเลยสักนิด! พวกข้ายินดีรับความทุกข์ทรมานแทนเจ้าเอง"

"ไม่เป็นไรจริงๆ ขอรับ..."

"...รุมกระทืบมัน!"

งานนี้ซุนหยวนต้องวิ่งหนีหางจุกตูดออกมาแทบไม่ทัน

พวกตาแก่พวกนี้ลงมือแบบไม่ปรานีปราศรัยเลยสักนิด ซุนหยวนที่ฝีมือด้อยกว่าก็เลยโดนซ้อมจนตาเขียวปั๊ดไปสองข้าง บนหัวก็มีปูดบวมขึ้นมาหลายลูก

แต่ส่วนที่โดนหนักที่สุด... ก็คือปาก

ปากของเขาบวมเจ่อจนกลายเป็นปากเป็ดไปเลย

นี่คือการสั่งสอนให้เขารู้จำไว้ว่า: ทีหลังอย่าปากดีมาอวดลูกศิษย์ให้พวกข้าฟังอีก

ขืนอวดอีก... โดนตีนแน่!

ผลก็คือ ตอนที่เขาเดินไปหอภารกิจเพื่อทำเรื่องขออนุมัติภารกิจให้ฟางเช่อ เขาก็เลยตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน

"จุ๊ๆ นี่ไปโดนคู่อริที่ไหนรุมกระทืบมาเนี่ย?"

"สงสัยไปแอบตีท้ายครัวชาวบ้านแล้วโดนจับได้แหงๆ"

"..."

ซุนหยวนหน้าดำคร่ำเครียด รีบจ้ำอ้าวเข้าไปในห้องโถงด้านในเพื่อเข้าพบเจ้าลัทธิทันที

"ท่านเจ้าลัทธิ เรื่องภารกิจที่ข้าน้อยขอไปน่ะขอรับ"

"เรื่องภารกิจไม่มีปัญหา" เจ้าลัทธิมองซุนหยวนด้วยสายตาแปลกๆ

"แต้มผลงานก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน แต่ว่า... เจ้าไปทำอีท่าไหนล่ะเนี่ย ถึงได้โดนซ้อมจนสภาพดูไม่จืดขนาดนี้?"

ซุนหยวน: "ข้าน้อย..."

เจ้าลัทธิถอนหายใจยาว

"ผู้คุ้มกฎซุน การที่เจ้าดึงดูดสายเลือดใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาในลัทธิได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก แต่ว่า... ตามกฎของลัทธิแล้ว ศิษย์หัวกะทิที่ผ่านการทดสอบของหนอนกู่ห้าธาตุมาได้ จะต้องถูกส่งตัวมาฝึกฝนและขัดเกลาจิตใจที่ศูนย์บัญชาการก่อน แล้วค่อยเลือกอาจารย์ให้ทีหลัง การที่เจ้ารวบรัดตัดตอนรับเขาเป็นศิษย์เองแบบนี้ แถมยังมาขอเบิกแต้มผลงานไปให้ลูกศิษย์ตัวเองหน้าตาเฉย... มันดูจะผิดผีผิดประเพณีไปหน่อยนะ"

"อีกอย่าง ลูกศิษย์ของเจ้าก็ยังไม่ได้รับการล้างสมอง... เอ้ย ชำระล้างจิตใจตามหลักคำสอนของลัทธิเราเลยด้วยซ้ำ"

ซุนหยวนหน้าแดงเถือก

"สถานการณ์มันไม่เหมือนกันนี่ขอรับ... อีกอย่าง เรื่องนี้มันก็ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญไม่ใช่หรือขอรับ?"

"ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่อนุมัติภารกิจให้เจ้าเสียหน่อย! แต่พวกผู้อาวุโสเขามีข้อกังขาเรื่องนี้กันเยอะเลยนะ!"

เจ้าลัทธิหรี่ตาลง จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า

"เคล็ดวิชาเพลงกระบี่นั่น... ใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวก็เรียนรู้จนทะลุปรุโปร่งเลยจริงรึ?"

ซุนหยวนอดไม่ได้ที่จะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจอีกครั้ง

"เรียนท่านเจ้าลัทธิ... ถ้าให้ข้าน้อยพูดตามความจริงล่ะก็... แค่ครึ่งชั่วยามก็พอแล้วขอรับ"

เจ้าลัทธิทำหน้าครุ่นคิด นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ

"งั้นก็น่าเสียดายแย่เลยนะเนี่ย..."

ซุนหยวน: "???"

แล้วจู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบร้องโวยวายเสียงหลง

"ท่านเจ้าลัทธิ ท่านจะมาแย่งศิษย์รักของข้าน้อยไปหน้าด้านๆ แบบนี้ไม่ได้นะขอรับ!"

หลังจากการเจรจาต่อรองกันอย่างดุเดือด...

ในที่สุดภารกิจก็ได้รับการอนุมัติ

พร้อมกับแต้มผลงานหนึ่งร้อยแต้ม

แต่มีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย:

"ต้องสอบได้ที่หนึ่งเท่านั้น"

"ส่วนแต้มผลงาน จะจ่ายให้หลังจากที่ผ่านการชำระล้างจิตใจแล้วเท่านั้น"

"แล้วก็... บังเอิญว่าผู้อาวุโสทั้งสามท่านมีธุระสำคัญต้องเดินทางไปทำที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้พอดี ประกอบกับที่ข้าเองก็มีเรื่องสะสางแถวนั้นเหมือนกัน ดังนั้น... ข้าก็จะเดินทางไปดูด้วยตัวเอง..."

ธุระสำคัญของพวกท่าน... ก็คือลูกศิษย์ของข้าใช่ไหมล่ะ?!

ซุนหยวนได้แต่รับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้ แต่ในใจกลับด่ากราดไปแปดตลบ

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

อย่างน้อยก็ยังดีที่ขอภารกิจมาให้ลูกศิษย์ได้สำเร็จ ดังนั้นเขาจึงรีบเผ่นกลับมาทันที

และก็มาทันได้ยินลูกศิษย์ตัวดีกำลังพ่นน้ำลายอวดอ้างแผนการตัดหางปล่อยวัดอาจารย์ตัวเองพอดี...

ความรู้สึกในตอนนั้นของเขามัน... โคตรจะอธิบายยากเลยว่ะ

ตกดึก

ฟางเชี่ยนอี้ลงมือเข้าครัวทำกับข้าวด้วยตัวเอง จัดเตรียมอาหารค่ำชุดใหญ่ เพื่อเป็นการฉลองที่ลูกชายได้เปิดหูเปิดตาเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ และยังได้อาจารย์ผู้เก่งกาจมาเป็นผู้ชี้แนะอีกด้วย

แม้ฟางเชี่ยนอี้จะรู้สึกได้ลางๆ ว่าลูกชายดูเปลี่ยนไปบ้าง แต่นางเป็นคนไม่คิดอะไรหยุมหยิม จึงไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ

"ลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว จะมีความคิดความอ่านที่เปลี่ยนไปบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา"

ฟางเชี่ยนอี้สรุปเอาเองง่ายๆ แบบนี้แหละ

ส่วนฟางเช่อที่ในอดีตชาติเคยเป็นเด็กกำพร้า และในชาตินี้ก็สูญเสียความทรงจำเรื่องตัวตนที่แท้จริงไปแล้ว การได้สัมผัสกับความอบอุ่นในครอบครัวแบบนี้ มันช่างทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจเหลือเกิน

ความรักความห่วงใยที่ฟางเชี่ยนอี้มอบให้ มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

ประกอบกับความผูกพันที่หลงเหลืออยู่ในร่างนี้ ฟางเช่อจึงยอมรับสถานะ 'ลูกชายของฟางเชี่ยนอี้' ได้อย่างสนิทใจ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

เมื่อทานอาหารคาวเสร็จสรรพ และถึงคราวของหวาน ฟางเช่อก็จัดการเอาผลไม้สีเลือดสายเลือดสวรรค์ทั้งสามลูกมาบดจนกลายเป็นน้ำผลไม้ แล้วเอาให้ฟางเชี่ยนอี้ดื่ม

"นี่เป็นผลไม้ที่อาจารย์ให้ข้ามาขอรับ เห็นว่ากินแล้วดีต่อการฝึกยุทธ์ด้วยนะ"

ฟางเช่อพูดอธิบายสั้นๆ แล้วก็ปล่อยผ่านไป

เขาเข้าใจสรรพคุณของผลไม้นี้เป็นอย่างดี ว่ามันมีฤทธิ์ในการช่วยปรับปรุงพรสวรรค์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ทว่า... หากนำมาใช้ควบคู่กับคัมภีร์อนันต์ของเขาแล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ได้มันจะทวีคูณจนไปถึงจุดสูงสุดอย่างที่ไม่มีใครคาดฝันได้เลยทีเดียว

แต่ตอนนี้พลังจากคัมภีร์อนันต์ของเขายังอ่อนด้อยเกินไป ไม่สามารถช่วยเดินลมปราณให้คนอื่นได้

ยิ่งฟางเชี่ยนอี้มีระดับพลังถึงขั้นปรมาจารย์แล้วด้วย พลังปราณอันน้อยนิดของฟางเช่อ ไม่มีทางแทรกซึมเข้าไปส่งผลอะไรต่อการเดินลมปราณของนางได้เลย นี่มันเรื่องเพ้อเจ้อชัดๆ

ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่ให้นางดื่มน้ำผลไม้นี้แล้วปล่อยให้นางดูดซับมันไปเอง

ฟางเชี่ยนอี้เป็นคนตรงไปตรงมาและใจกว้าง พอได้ยินว่าเป็นผลไม้ที่อาจารย์ของลูกชายให้มา นางก็ดื่มรวดเดียวหมดโดยไม่ลังเลเลยสักนิด

แถมยังตามด้วยเหล้าอีกจอกใหญ่ด้วย

"ลูกแม่ ในเมื่อตอนนี้เจ้าก็เลื่อนระดับได้แล้ว แถมอีกไม่นานก็จะต้องเตรียมตัวสอบเข้าสำนักยุทธ์ด้วย... แล้วเจ้าคิดยังไงกับเรื่องของลุงหลิวที่เฝ้าประตูหน้าบ้านเราล่ะ?"

ฟางเชี่ยนอี้แกล้งถามขึ้นมาลอยๆ

ลุงหลิวที่ว่า ก็คือสายสืบที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวให้ซูเยว่ฟังนั่นแหละ

เรียกง่ายๆ ว่าเป็นหนอนบ่อนไส้ของตระกูลฟาง

เรื่องที่ตระกูลซูและซูเยว่พยายามเข้ามาตีสนิทและชักจูงฟางเช่อให้หลงผิดนั้น ฟางเชี่ยนอี้และคนในตระกูลฟางต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอก แต่เหตุผลลึกๆ ที่พวกเขายังนิ่งเฉย ก็เพราะฟางเช่อกับซูเยว่รู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา ซึ่งอิทธิพลของตระกูลฟางยังแผ่ไปไม่ถึงที่นั่น

มันเป็นเรื่องยากมากที่ผู้ปกครองจะเข้าไปก้าวก่ายว่าลูกหลานจะคบใครเป็นเพื่อนตอนที่ไปเรียนหนังสือ

การที่พวกเขายังเก็บลุงหลิวเอาไว้ ก็เพื่อจะได้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม

แต่ตอนนี้ ในเมื่อฟางเช่อดูเหมือนจะเริ่มคิดอะไรได้บ้างแล้ว ฟางเชี่ยนอี้ก็อยากจะลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย

"ลุงหลิวก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะขอรับ น่าเสียดายจริงๆ"

ฟางเช่อถอนหายใจยาว

"วันนั้นก็ไม่รู้ว่าแกไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปทำให้ท่านอาจารย์ของข้าโมโหเข้า ท่านอาจารย์ก็เลยฟาดกระดูกสันหลังแกจนหักสะบั้น ชาตินี้คงต้องนอนเป็นผักไปตลอดชีวิตแล้วล่ะขอรับ ช่างโชคร้ายจริงๆ"

เขาพูดพลางส่ายหน้าด้วยความเวทนา

ฟางเชี่ยนอี้ตาเบิกกว้างเป็นไข่ห่าน: "????"

หมาย... หมายความว่ายังไงนะ?

เรื่องนี้แน่นอนว่าเป็นฝีมือของฟางเช่อที่ยุยงส่งเสริม แต่อย่าว่าแต่ฟางเชี่ยนอี้ที่เพิ่งจะมารู้เรื่องเลย ขนาดซุนหยวนที่เป็นคนลงมือเอง จนป่านนี้ก็ยังงงๆ อยู่เลยว่าตัวเองทำลงไปได้ยังไง

"นี่... เรื่องนี้..."

"ท่านแม่ไม่ต้องห่วงไปหรอกขอรับ ข้าบอกเรื่องนี้ให้ท่านลุงทราบแล้ว ข้าก็แค่อยากจะมอบเงินเยียวยาให้ลุงหลิวสักหน่อย แต่แกลูกผู้ชายพอ แกปฏิเสธไม่รับเงินของข้าล่ะขอรับ ลุงหลิวเป็นคนเข้มแข็ง ข้าเชื่อว่าแกจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน และจะต้องอยู่ได้อย่างสุขสบายด้วย"

ฟางเช่อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"ท่านแม่ รีบทานกับข้าวสิขอรับ มัวเหม่ออะไรอยู่เล่า?"

ฟางเชี่ยนอี้กระแอมไอเบาๆ รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาดื้อๆ

"แล้ว... เจ้าให้แกไปเท่าไหร่ล่ะ?"

"หนึ่งตำลึงขอรับ"

"แค่ก..."

"ก็... ถือว่าเยอะอยู่นะ" ฟางเชี่ยนอี้พยักหน้าหงึกๆ

"เยอะสิขอรับ เสียดายที่แกไม่ยอมรับ"

"มีกระดูกสันหลังจริงๆ!"

"เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยขอรับ!"

...

จบบทที่ ตอนที่ 10 มีกระดูกสันหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว