เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 650 - รายงานทหารจากชอลลา

บทที่ 650 - รายงานทหารจากชอลลา

บทที่ 650 - รายงานทหารจากชอลลา


บทที่ 650 - รายงานทหารจากชอลลา

◉◉◉◉◉

"สู้บอกพวกเขาไปเลยไม่ดีกว่าหรือ" รยูฮีบุนขมวดคิ้วถามจางมัน "ถึงอย่างไรเรื่องพวกนี้ก็ปิดบังเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องปิดบังเพื่อซื้อเวลาแค่ชั่วครู่ชั่วยามจนทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนกันไปหมดเลย"

จางมันพยักหน้า "เช่นนั้นก็เชิญท่านเสนาบดีเป็นคนบอกกล่าวเถิด ดีที่สุดคือเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่ข้าน้อยออกจากวังมาด้วยเลย"

รยูฮีบุนกวาดสายตามองทุกคน "ทุกท่าน! ทุกท่านโปรดเงียบก่อน!"

ขุนนางวงในที่อยู่ใกล้ชิดรยูและจางเงียบลงอย่างรวดเร็ว แต่ขุนนางวงนอกยังคงมีเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยกันอยู่

รยูฮีบุนสูดลมหายใจเข้าลึก "เรื่องราวเป็นเช่นนี้ เมื่อเช้านี้ ข้าได้รับรายงานด่วนจากเมืองคังฮวา..."

รยูฮีบุนเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ได้รับประกาศโองการ เล่าไปจนถึงตอนที่กษัตริย์ทรงกระอักเลือด และองค์รัชทายาทขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ในระหว่างการเล่า รยูฮีบุนจงใจข้ามรายละเอียดไปมากมาย รวมถึงการประชุมราชสำนักก่อนที่กษัตริย์จะทรงกระอักเลือด คำพูดที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการบีบบังคับกษัตริย์ของพัคซึงจง และคำรับสั่งหลังจากที่กษัตริย์ทรงฟื้นคืนสติ

ภายใต้การบอกเล่าและบิดเบือนของรยูฮีบุน เรื่องราวทั้งหมดจึงดูเรียบง่ายเป็นอย่างมาก

เริ่มจากประกาศโองการที่เขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการกำกับดูแลโชอซอนและถอดถอนกษัตริย์ถูกเขานำเข้าไปในวัง จากนั้นกษัตริย์ก็ทรงเรียกประชุมขุนนางคนสำคัญอย่างเร่งด่วนอันได้แก่พัคซึงจง อีอีชอม จางมัน และอีจองกวี ในระหว่างการประชุมราชสำนัก กษัตริย์ทรงหวาดหวั่นต่อบารมีของฮ่องเต้ ทรงหวาดกลัวจนกระอักเลือดและหมดสติไป จนบัดนี้ก็ยังไม่ทรงฟื้นคืนสติ ในระหว่างที่กษัตริย์ทรงหมดสติ พระมเหสีรยูได้เสด็จมาถึงที่เกิดเหตุและเป็นผู้นำจัดการสถานการณ์ ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจและทำอะไรไม่ถูกของเหล่าขุนนาง พระมเหสีทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาดด้วยการเรียกตัวองค์รัชทายาทมาเข้าเฝ้า และมีรับสั่งให้องค์รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนกษัตริย์

องค์รัชทายาทที่เสด็จมาอย่างเร่งด่วนทรงตื่นตระหนกเพียงชั่วครู่ก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงแต่งตั้งให้รยูฮีบุนควบตำแหน่งรองอัครมหาเสนาบดีซ้ายและเสนาบดีประจำสภาความมั่นคงอย่างเด็ดขาด เพื่อช่วยบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับพัคซึงจง ส่วนจางมันก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีกรมกลาโหมและควบตำแหน่งเสนาบดีประจำสภาความมั่นคง เพื่อดูแลกิจการทหารในมณฑลคยองกีทั้งหมด

รยูฮีบุนแต่งเรื่องได้เป็นอย่างดี น้ำเสียงและจังหวะการพูดก็ไม่เผยให้เห็นร่องรอยของการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย มีเพียงจางมันที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่ตระหนักได้อย่างเฉียบแหลมว่า รยูฮีบุนตัดการมีอยู่ของคิมซังกุงออกไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าพระมเหสีเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังและเป็นผู้จัดการทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว

แน่นอนว่าจางมันจะไม่พูดอะไรให้มากความ ในเวลานี้การสร้างภาพลักษณ์อันสง่างามของพระมเหสีและองค์รัชทายาท ย่อมดีกว่าการปล่อยให้นางปีศาจคนหนึ่งดูเยือกเย็นและมีสติในยามเผชิญกับวิกฤตอยู่แล้ว

ในตอนแรกยังมีบางคนอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมาเพื่อสอบถามด้วยความตกตะลึง ทว่าในเวลาต่อมา ทั่วทั้งโถงใหญ่ของกรมกลาโหมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า

ขุนนางทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเคยผ่านเหตุการณ์สงครามอิมจินและสงครามชองยูในเวลาต่อมามาแล้ว ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่เคยเป็นลูกมือคอยช่วยเหลือขุนพลของกองทัพหมิงในช่วงที่มีการตอบโต้กลับ ดังนั้นต่อให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์บริสุทธิ์และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด ก็ยังไม่อาจเกิดความคิดที่จะลุกขึ้นต่อต้านได้เลย ส่วนคนที่มีความคิดไม่ซื่อนั้น ในเวลานี้ก็เริ่มขบคิดถึงอนาคตของตนเองกันแล้ว

ที่ปรึกษากรมกลาโหมวัยราวๆ ห้าสิบปีผู้นั้นเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้ "แล้วประกาศโองการฉบับนั้นล่ะ ท่านเสนาบดีรยู ท่านช่วยนำประกาศโองการฉบับนั้นออกมาให้ทุกคนดูหน่อยได้หรือไม่"

"ประกาศโองการถูกองค์รัชทายาทเก็บไว้ในวังแล้ว" รยูฮีบุนส่ายหน้าตอบ

"ท่านเสนาบดีรยู! เมื่อครู่ท่านพูดถึงเรื่องการถอดถอนแล้ว แล้วเรื่องการแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่เล่า" ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมที่พูดจาตรงไปตรงมาเมื่อครู่นี้ ในเวลานี้ก็ตั้งคำถามที่ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน "ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยแต่งตั้งผู้ใดขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่"

สีหน้าของรยูฮีบุนเปลี่ยนไปในทันที เขาหันขวับกลับไปจ้องมองผู้ช่วยเสนาบดีผู้นั้นด้วยสายตาดุร้าย "เจ้าหมายความว่าอย่างไร!"

"ข้า..." ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมส่ายหน้าติดๆ กัน "ขุนนางผู้น้อยไม่ได้มีความหมายอื่นใด ข้าก็แค่อยากจะรู้เรื่องราวให้กระจ่างก็เท่านั้น"

"ปลดบิดาตั้งบุตร เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ยังมีอะไรที่ไม่กระจ่างอีก!" รยูฮีบุนตวาดเสียงแข็ง "ตกลงว่าเจ้าซ่อนความคิดอะไรเอาไว้ในใจกันแน่ ถึงได้กล้าถามคำถามเช่นนี้ออกมา"

"ข้า..." ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหมถูกสายตาของรยูฮีบุนกดดันจนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว

อันที่จริงรยูฮีบุนก็รู้สึกหวั่นใจอยู่บ้างเช่นกัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจ เขาจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงถึงเพียงนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ฮ่องเต้จะทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นเป็นกษัตริย์หรือไม่นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ หากฮ่องเต้ทรงถอดถอนองค์รัชทายาทไปด้วยจริงๆ ในฐานะพระมาตุลาอย่างเขา ก็จะต้องพบกับจุดจบไปพร้อมกับราชวงศ์อย่างแน่นอน

"เอาล่ะ เอาล่ะ" จางมันก้าวออกมาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ "ข้ารู้จักนิสัยของท่านผู้ช่วยเสนาบดีฮันดี เขาเป็นคนปากกับใจตรงกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ได้มีความคิดอื่นใดแอบแฝงหรอก"

"หึ!" รยูฮีบุนแค่นเสียงเย็นชา เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายโกรธ

"ท่านเสนาบดีรยู" จางมันเปลี่ยนเรื่องสนทนา "นอกจากพระราชเสาวนีย์เลื่อนตำแหน่งแล้ว องค์รัชทายาทยังมีรับสั่งให้จัดการเรื่องอื่นใดอีกหรือไม่"

"รองเสนาบดีจางไม่ยอมรับแม้กระทั่งพระราชเสาวนีย์เลื่อนตำแหน่ง ตอนนี้กลับยังอยากจะฟังรับสั่งอื่นอีกหรือ" คำพูดของรยูฮีบุนยังคงแฝงความเหน็บแนมเอาไว้

"เป็นเพราะกฎมณเฑียรบาลของบรรพบุรุษกำหนดเอาไว้เช่นนั้น ในฐานะขุนนาง ข้าน้อยไม่อาจปล่อยให้องค์รัชทายาทต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่อกตัญญูและไม่เป็นธรรมได้ หากองค์รัชทายาทจะทรงตำหนิข้าน้อยที่ขัดคำสั่ง ข้าน้อยก็จะขอยอมรับผิดรับโทษและเป็นฝ่ายลาออกจากราชการเอง!" พูดจบจางมันก็ทำท่าจะคุกเข่าลงกับพื้น

รยูฮีบุนชะงักไป รีบยื่นมือออกไปดึงตัวเขาเอาไว้ "พอได้แล้ว! องค์รัชทายาทไม่ได้มีรับสั่งอะไรอีก ในเมื่อท่านยึดมั่นในกฎมณเฑียรบาลของบรรพบุรุษ เช่นนั้นก็จงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองเสนาบดีกรมกลาโหมต่อไปเถิด ข้าจะกลับเข้าวังไปกราบทูลองค์รัชทายาทเดี๋ยวนี้"

"ขอรับ" จางมันยืดขาตรงพร้อมกับประสานมือตอบ

รยูฮีบุนก้าวเท้าออกไปแล้วก็หยุดชะงัก "รองเสนาบดีจาง รบกวนท่านช่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วย ท่านต้องคอยระวังพวกผู้ไม่หวังดีที่จะอาศัยจังหวะก่อนที่กองทัพสวรรค์จะเข้าเมืองหลวง เพื่อก่อความวุ่นวายและทำการกบฏให้จงได้" ในระหว่างที่พูด รยูฮีบุนก็ยังไม่วายปรายตามองผู้ช่วยเสนาบดีฮันผู้นั้นแวบหนึ่ง

"ขอท่านเสนาบดีรยูโปรดวางใจ ข้าน้อยจะไม่ทำให้องค์รัชทายาทต้องผิดหวังอย่างแน่นอน!" จางมันประสานมือโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง

"กลับวัง" รยูฮีบุนขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว

"ยกเกี้ยว!" หัวหน้าคนหามเกี้ยวตะโกนเสียงดัง จากนั้นเขากับคนหามเกี้ยวอีกสามคนก็ยกเกี้ยวของรยูฮีบุนขึ้นอย่างมั่นคง

เมื่อเกี้ยวเดินทางมาถึงช่วงกลางซอย จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบมุ่งตรงมาทางเกี้ยว

ประสาทสัมผัสของรยูฮีบุนตึงเครียดอย่างหนัก ร่างกายของเขาอ่อนไหวเป็นอย่างมาก เมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าเกิดเรื่องด่วนขึ้นแล้ว รยูฮีบุนเลิกม่านขึ้น พอดิบพอดีกับที่เห็นพลม้าเร็วส่งสารซึ่งมีธนูสีแดงเสียบอยู่กลางหลังควบม้าเฉียดเกี้ยวของเขาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ธงแดงส่งสาร นี่คือรายงานด่วนทางการทหาร!

"หัน..." เดิมทีรยูฮีบุนอยากจะให้คนหามเกี้ยวหันหลังกลับ แต่เขาก็รู้ตัวในทันทีว่านี่คือซอยแคบๆ ที่ไม่สามารถกลับตัวเกี้ยวอยู่กับที่ได้ หากต้องการจะหันกลับก็ต้องเดินออกไปก่อนแล้วค่อยอ้อมกลับมา ดังนั้นรยูฮีบุนจึงเปลี่ยนคำพูดทันที "วางเกี้ยว วางเกี้ยวลง!"

"วางเกี้ยวลง!" หัวหน้าคนหามเกี้ยวรีบตะโกนสั่งการ ทว่ารยูฮีบุนกลับกระโดดลงมาจากเกี้ยวโดยไม่รอให้เกี้ยววางลงบนพื้นจนสนิทด้วยซ้ำ

รยูฮีบุนเดินอ้อมเกี้ยวแล้วหันมองกลับไป ในเวลานี้ม้าทหารสีลายด่างตัวนั้นได้ไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าที่ทำการกรมกลาโหมแล้ว ทหารม้ากระโดดลงจากหลังม้า รยูฮีบุนก็เริ่มก้าวเท้าวิ่งไปหาเช่นกัน

"นายท่าน! ท่านจะกลับไปที่กรมกลาโหมหรือขอรับ" หัวหน้าคนหามเกี้ยวตะโกนถาม แต่รยูฮีบุนกลับทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่รยูฮีบุนจากไป ที่ทำการกรมกลาโหมก็ตกอยู่ในบรรยากาศอันแปลกประหลาด นอกเหนือจากจางมันแล้ว ทุกคนต่างก็แอบส่งสายตาให้กันอย่างเงียบๆ พยายามยืนยันจุดยืนและแนวโน้มของคนอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไขของการปกปิดจุดยืนและแนวโน้มของตนเอง ทว่าทุกคนต่างก็มองกันไปมองกันมา สุดท้ายก็มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้ นั่นก็คือทุกคนล้วนต้องการที่จะปกป้องครอบครัวและเอาชีวิตรอดจากพายุลูกนี้ให้ได้

ธงแดงดึงดูดสายตาและความสนใจของทุกคน ในวินาทีที่มันปรากฏตัวขึ้น ความเงียบสงัดอันแปลกประหลาดภายในที่ทำการกรมกลาโหมก็ถูกทำลายลง

"ใต้เท้า!" พลม้าเร็วส่งสารเดินจ้ำอ้าวเข้ามาที่กลางโถงใหญ่ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครนั่งอยู่หลังโต๊ะประธาน เขาจึงหันไปทางจางมันที่นั่งอยู่หลังโต๊ะรอง และคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

"รายงานด่วนจากที่ใด!" จางมันลุกพรวดขึ้นมาทันที

"ชอลลา ข้าน้อยถูกผู้ว่าการมณฑลชอลลาส่งมาขอรับ" พลม้าเร็วส่งสารประสานมือตอบ

"ผู้ว่าการมณฑลชอลลาหรือ" จางมันชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าไม่นานนัก เหงื่อเย็นเยียบก็ผุดซึมแผ่นหลังของเขา "มีสถานการณ์เกี่ยวกับพวกทหารแคระหรือ!"

"ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ใต้เท้าอ่านดูเองจะดีกว่า" พลม้าเร็วส่งสารเอ่ยพลางปลดห่อสัมภาระบนหลังออก

จางมันรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง เท่าที่เขารู้ สถานการณ์ทางการทหารในมณฑลชอลลาหากไม่ใช่พวกทหารแคระบุกรุก ก็ต้องเป็นชาวบ้านก่อจลาจล ซึ่งสถานการณ์ทางการทหารทั้งสองรูปแบบนี้มักจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ต่อให้พลม้าเร็วส่งสารที่มาส่งจดหมายจะไม่รู้รายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็น่าจะรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นสิ

พลม้าเร็วส่งสารล้วงเอารายงานทางการทหารออกมา เตรียมจะยื่นให้กับจางมัน ทว่าในเวลานั้นเอง รยูฮีบุนที่เพิ่งจากไปไม่นานก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่โถงใหญ่ของกรมกลาโหม "ใช่ ใช่รายงานทางการทหารของกองทัพหมิงหรือไม่!" ปกติแล้วรยูฮีบุนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พอวิ่งมาตลอดทางเช่นนี้ เขาก็หอบเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทันแล้ว

"ไม่น่าจะใช่นะ รายงานทางการทหารส่งมาจากผู้ว่าการมณฑลชอลลา" จางมันมองรยูฮีบุนแวบหนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหาพลม้าเร็วส่งสารที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก "เจ้านำรายงานทางการทหารมาให้ข้าเถอะ ลำบากเจ้าแล้ว ลงไปพักผ่อนก่อนเถอะ"

"ใต้เท้าเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าน้อยขอตัวขอรับ!" พลม้าเร็วส่งสารส่งรายงานทางการทหารให้พร้อมรอยยิ้ม ตอนที่รยูฮีบุนวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา เขายังคิดว่ารยูฮีบุนคือคนที่สมควรจะนั่งอยู่หลังโต๊ะประธานเสียด้วยซ้ำ

"ผู้ว่าการมณฑลชอลลารึ พวกทหารแคระบุกรุกงั้นหรือ" อารมณ์ของรยูฮีบุนผ่อนคลายลงอย่างมากในทันที ตอนนี้กองทัพหมิงได้ประชิดชานเมืองฮันยางแล้ว ต่อให้พวกทหารแคระจะยกทัพใหญ่มาบุกรุกอีกครั้ง ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสิ้นชาติก็แล้วกัน

"ไม่ใช่พวกทหารแคระ แต่เป็นกองทัพหมิงต่างหาก..." จางมันแกะซองจดหมายออก บนใบหน้าก็ปรากฏแววตาครุ่นคิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"กองทัพหมิงรึ อยู่ในมณฑลชอลลางั้นหรือ" รยูฮีบุนมึนงงไปหมดแล้ว มณฑลชอลลาคือมณฑลที่อยู่ทางใต้สุดของโชอซอน มีมณฑลชุงชองขวางกั้นระหว่างมณฑลชอลลากับมณฑลคยองกี ในความเข้าใจของรยูฮีบุน ต่อให้กองทัพหมิงจะสามารถลักลอบผ่านมณฑลพยองอันและมณฑลฮวางแฮเข้ามาถึงมณฑลคยองกีได้อย่างเงียบเชียบ ก็เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะเดินทางเข้าไปถึงมณฑลชอลลาโดยไม่ทำให้ฮันยางรู้ตัว ที่สำคัญกว่านั้นคือกองทัพหมิงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปที่มณฑลชอลลานี่นา

"ก็ไม่ได้อยู่ในมณฑลชอลลาเสียทีเดียว" จางมันยื่นรายงานทางการทหารให้รยูฮีบุน "ในรายงานฉบับนี้บอกว่า กองเรือของกองทัพหมิงปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงกับเกาะโคกุนซาน"

"เกาะโคกุนซานรึ นั่นมันที่ใดกัน" รยูฮีบุนรับรายงานทางการทหารมา กวาดสายตาอ่านเนื้อหาสั้นๆ บนนั้นเพียงแวบเดียวก็จบแล้ว

กรมกลาโหมโปรดทราบ

อีควัล ผู้ว่าการมณฑลชอลลา ขอรายงานด่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์กองเรือต่างชาติปรากฏตัวขึ้นเหนือน่านน้ำอย่างกะทันหัน อ้างอิงจากรายงานของคิมแฮจอง ผู้บัญชาการทหารเรือคิมเจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เมื่อวันที่เจ็ดของเดือนนี้ เรือลาดตระเวนได้ตรวจพบกองเรือต่างชาติห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะโคกุนซานราวสามสิบลี้ กองเรือดังกล่าวมีขนาดใหญ่มหึมา บดบังท้องฟ้าและผืนทะเลจนสุดลูกหูลูกตา ยากที่จะนับจำนวนได้

เนื่องจากธงประจำเรือมีรูปแบบเป็นธงสองสีดำแดง หัวเรือแขวนธงอักษรหมิง และธงแม่ทัพอักษรเสิ่น จึงสามารถคาดเดาได้ว่าเป็นกองเรือภายใต้การบังคับบัญชาของรองแม่ทัพเสิ่นโหย่วหรง ผู้บัญชาการทหารเรือป้องกันชายฝั่งแห่งซานตง

หลังจากคิมแฮจองได้รับรายงาน ก็รีบส่งเรือเร็วเข้าไปสังเกตการณ์ใกล้ๆ ทันที และได้รับการยืนยันว่าเป็นกองทัพเรือต้าหมิง เมื่อสอบถามถึงจุดประสงค์ในการมาเยือน พวกเขาอ้างว่าได้รับคำสั่งจากชุยจิ่งหรง เสนาบดีกรมกลาโหม ให้ออกลาดตระเวนทางทะเลเพื่อป้องกันพวกทหารแคระเท่านั้น ขออย่าได้กังวล

ปัจจุบันกองเรือดังกล่าวได้เดินทางออกนอกน่านน้ำไปแล้ว

ทว่าเนื่องจากสถานการณ์ของพวกทหารแคระในช่วงปีที่ผ่านมานั้นยากจะคาดเดา อาจมีการแอบอ้างใช้ธงของต้าหมิงเพื่อจุดประสงค์แอบแฝง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรู้สึกหวาดหวั่นและขอกราบทูลรายงานมาให้ทราบ

ข้อพิจารณาเพิ่มเติม:

กองทัพเรือภายใต้การบังคับบัญชาของคิมแฮจองได้เตรียมพร้อมรบและรอรับคำสั่งแล้ว

ควอนอิกฮอน ผู้บัญชาการทหารมณฑลนี้ ได้ระดมกำลังทหารสามพันนายเข้าควบคุมพื้นที่สำคัญอย่างอิกซานและคิมเจแล้ว

เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์สวรรค์ จึงต้องใช้ธงแดงส่งสารด่วน ขอกราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ

"เกาะโคกุนซานอยู่ห่างจากเมืองชอนจูไปทางตะวันตกหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ อยู่ในเขตคิมเจ ซึ่งก็คือเขตรับผิดชอบของคิมแฮจองที่ระบุไว้ในรายงานทางการทหารนั่นแหละ" จางมันตกอยู่ในภวังค์ความคิด "แต่เหตุใดกองเรือของเสิ่นโหย่วหรงถึงไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่นได้ล่ะ"

รยูฮีบุนหมดความสนใจแล้ว เขาโยนรายงานทางการทหารที่อีควัลส่งมากลับไปตรงหน้าจางมัน "จะคิดอะไรให้มากมาย พวกเขาไม่ได้จากไปแล้วหรอกหรือ"

"จากไปแล้วรึ ไปที่ใดกันล่ะ" จางมันพูดต่อ แต่ฟังดูเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเองมากกว่า

"คงไม่ถึงขั้นอ้อมโลกไปโผล่ที่เมืองคังฮวาหรอกกระมัง" รยูฮีบุนปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แล้วหันหลังเดินจากไป

คำพูดเชิงหยอกล้อของรยูฮีบุนประโยคนี้ ทำให้จางมันเกิดประกายความคิดขึ้นมาในหัวทันที หรือจะพูดให้ถูกก็คือทำให้เขาตกใจจนขนลุกซู่ "ถ้าหาก! ถ้าหากว่ากองทัพหมิงไม่ได้เดินทางมาทางบก แต่เดินทางมาทางทะเล เช่นนั้นก็สามารถอธิบายได้แล้วว่า เหตุใดจนกระทั่งถึงวันนี้ พวกเราถึงเพิ่งจะรู้ความเคลื่อนไหวของกองทัพหมิงจากประกาศโองการ!"

รยูฮีบุนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เบิกตากว้าง แล้วกระโจนกลับมาทันที "ความหมายของท่านก็คือ กองทัพหมิงที่กระจายกันไปประกาศโองการอยู่ทั่วพื้นที่มณฑลคยองกี ก็คือทหารภายใต้การบังคับบัญชาของรองแม่ทัพป้องกันชายฝั่งแห่งซานตงผู้นี้อย่างนั้นหรือ"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ขุนนางคนอื่นๆ ในโถงใหญ่ของกรมกลาโหมก็ทนนั่งนิ่งๆ ไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาพากันล้อมวงเข้ามา หวังจะได้ดูรายงานทางการทหารฉบับนั้น ทว่าเนื่องจากมีรยูฮีบุนยืนขวางอยู่ด้านหน้า พวกเขาจึงทำได้เพียงชะโงกหน้าและยื่นตัวเข้าไปมองรายงานทางการทหารฉบับนั้นด้วยท่าทางแอบๆ ซ่อนๆ เท่านั้น

"เวลาตรงกันพอดี!" จางมันยื่นนิ้วไปชี้ที่วันที่บนรายงานทางการทหารพลางกล่าวว่า "วันที่เจ็ด! หากกองเรือนี้เริ่มล่องเรือขึ้นเหนือตั้งแต่วันที่ได้พบกับเรือลาดตระเวนของคิมแฮจอง เช่นนั้นพวกเขาก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเดินทางมาถึงเมืองคังฮวาเมื่อวานซืน เมื่อวานนี้ หรืออาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ!"

"ในเมื่อพวกเขาเดินทางมาจากมณฑลชอลลา แล้วเหตุใดถึงไม่ยกพลขึ้นบกที่อินชอนโดยตรง แต่กลับต้องอ้อมไปที่เมืองคังฮวาที่อยู่ไกลออกไปทางเหนือด้วยล่ะ" รยูฮีบุนพยายามนึกถึงภูมิประเทศสามพันลี้ของโชอซอน โดยเฉพาะบริเวณรอบเมืองฮันยาง

"ก็เพื่อข้าหลวงอย่างไรล่ะ! เป็นเพราะข้าหลวงเดินทางลงใต้มาทางบกจากเหลียวตง ทหารกลุ่มนี้จำเป็นต้องไปต้อนรับข้าหลวงก่อนถึงจะเข้าเมืองฮันยางได้ ดังนั้นพวกเขาจึงยกพลขึ้นบกที่ฝั่งแม่น้ำอิมจินอย่างไรล่ะ!" จางมันหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะแห่งความกระจ่างแจ้งเมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

ตั้งแต่โดนหมอนอิงปาใส่เมื่อเช้านี้ เขาก็เอาแต่คิดมาตลอดว่า กองทัพหมิงหลบเลี่ยงมณฑลพยองอันและมณฑลฮวางแฮจนมาถึงเมืองฮันยางอย่างเงียบเชียบได้อย่างไร แต่คิดอย่างไรเขาก็คิดหาคำตอบไม่ได้ ในมุมมองของจางมัน ต่อให้กองทัพโชอซอนจะยอมแพ้โดยไม่ทำการรบ และหัวเมืองตลอดเส้นทางจะยอมจำนนเมื่อได้รับประกาศโองการ ทว่าในระยะทางกว่าพันลี้ ก็ไม่น่าจะไม่มีหัวเมืองหรือขุนนางสักคนที่มาส่งข่าวเลยนี่ แต่หากกองทัพหมิงไม่ได้เดินทัพมาทางเดียว แต่แบ่งกำลังเป็นสองสายทั้งทางน้ำและทางบก เช่นนั้นทุกอย่างก็สมเหตุสมผลแล้ว!

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!" รยูฮีบุนตาสว่างขึ้นมาทันที แต่ก็ยังคงมีความสงสัยอยู่ "แต่เหตุใดพวกเขาถึงต้องไปที่มณฑลชอลลาก่อนด้วยล่ะ"

จางมันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็เข้าใจเหตุผล "ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก! ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฤดูร้อน บนท้องทะเลมักจะมีลมทิศใต้พัดแรง กองเรือของกองทัพหมิงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเผชิญกับลมใต้ที่พัดแรงจัด จึงจำต้องล่องเรือลงใต้ตามลมไป"

"มีเหตุผล มีเหตุผล!" รยูฮีบุนคว้าเอารายงานทางการทหารฉบับนั้นมา "ข้าจะไปนำความเรื่องนี้ไปกราบทูลองค์รัชทายาทเดี๋ยวนี้เลย!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 650 - รายงานทหารจากชอลลา

คัดลอกลิงก์แล้ว