- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 674 กายาวิญญาณโดยกำเนิด
บทที่ 674 กายาวิญญาณโดยกำเนิด
บทที่ 674 กายาวิญญาณโดยกำเนิด
หวังฮ่าวหรานรับฟังถ้อยคำของหวังว่านหลี่พลางครุ่นคิด
บนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ขอบเขตพลังที่อยู่เหนือระดับเซียนเดินดินขึ้นไปจะถูกเรียกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวตนของขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็คือผู้บำเพ็ญเพียรนั่นเอง
หากอ้างอิงตามระดับพลังสิบขั้นของการบำเพ็ญเพียร การจะผ่ามิติเปิดช่องว่างในความว่างเปล่าได้ อย่างน้อยต้องบรรลุถึงขั้นที่เจ็ด หรือที่เรียกว่า 'ขอบเขตตงซู(แยกมิติ)' เสียก่อน
นั่นหมายความว่า บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตตงซูอยู่จริง และน่าจะมีมากกว่าหนึ่งคนเสียด้วย
แม้ขอบเขตตงซูซึ่งเป็นขั้นที่เจ็ดจะเทียบไม่ได้เลยกับเซียนจุนในขอบเขตตู้เจี๋ยซึ่งเป็นขั้นที่เก้า แต่ก็นับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดแล้ว
เบื้องหลังของดาวเคราะห์สีน้ำเงินช่างลึกล้ำสุดหยั่งคาดจริงๆ...
“การเดินทางข้ามรอยแยกมิติระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์กับโลกมนุษย์นั้นกินพลังงานข้าไปไม่น้อย คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกนาน... หากเจ้าคิดจะกลับไป อย่างน้อยก็ต้องรออีกสักสามปี”
จู่ๆหวังว่านหลี่ก็แสร้งไอโขลก พลางกล่าวกับหวังฮ่าวหรานด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังฮ่าวหรานก็อดไม่ได้ที่จะก่นด่าตาแก่เจ้าเล่ห์ผู้นี้ในใจ
จริงอยู่ที่ภายในรอยแยกมิตินั้นมีพายุมิติรุนแรง การจะผ่านเข้าออกจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณมหาศาลเพื่อคุ้มกัน แต่ถึงกระนั้น...
บอกว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึงสามปี มันก็ออกจะเกินจริงไปหน่อย
หวังว่านหลี่ตั้งใจจะรังแกคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเขาชัดๆ
มิหนำซ้ำ อีกฝ่ายยังเจาะจงมาบอกตอนที่ก้าวเท้าเข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว แทนที่จะบอกก่อนเข้ามา นี่มันแผนการมัดมือชกชัดเจน ตาแก่นี่คงกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจกะทันหันแล้วไม่ยอมมาที่นี่สินะ
แต่ทว่า... หวังว่านหลี่คิดมากเกินไป
ต่อให้ไม่มีปู่ทวดคนนี้ หวังฮ่าวหรานก็มั่นใจว่าเขาสามารถเดินทางผ่านรอยแยกมิตินี้ได้ด้วยตัวเอง
แม้จะต้องสูญเสียพลังไปบ้าง แต่การมาเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้หวังฮ่าวหรานได้พกขวดโกลาหลติดตัวมาด้วย ต่อให้พลังวิญญาณหมดเกลี้ยง แค่กระดกของเหลววิญญาณลงไปอึกเดียว พลังของเขาก็ฟื้นคืนกลับมาเต็มเปี่ยมได้ในพริบตา
การเดินทางไปมาระหว่างสองโลกอาจเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับหวังว่านหลี่ แต่สำหรับหวังฮ่าวหรานแล้ว... มันง่ายเหมือนปอกกล้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังฮ่าวหรานก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันที
ก่อนหน้านี้เขายังแอบกังวลว่าแดนศักดิ์สิทธิ์จะอยู่ไกลเกินไป อาจไม่สะดวกหากต้องกลับไปยังชิงหลิง แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ในแดนศักดิ์สิทธิ์มีพลังวิญญาณหนาแน่น ขวดโกลาหลย่อมดูดซับและกลั่นเป็นของเหลววิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ขอแค่มีของเหลววิญญาณสำรองเพียงพอ ต่อให้ต้องบินไปกลับวันละหลายสิบรอบก็ยังไหว
“ฮ่าวหราน มาแล้วก็ทำใจให้สบายเถิด ปู่ทวดเคยรับปากว่าจะหาสาวงามให้เจ้ามากมาย ข้าย่อมทำตามสัญญา ไม่มีทางหลอกเจ้าแน่นอน”
หวังว่านหลี่เห็นหลานชายเงียบไปก็นึกว่ากำลังกังวลใจ จึงรีบพูดปลอบขวัญเพื่อซื้อใจหลาน
“เจ้าถูกใจเทพธิดาคนไหนในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ไปฉุดมาได้เลย หรือถ้าเห็นใครขัดหูขัดตา ก็ฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นเรื่อง เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำตามใจปรารถนา หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ปู่ทวดคนนี้จะคุ้มครองเจ้าเอง!”
ได้ยินวาจาโอหังคับฟ้าเช่นนี้ หวังฮ่าวหรานกลับรู้สึกทะแม่งๆในใจ
เขาชักสงสัยตะหงิดๆแล้วว่า หวังว่านหลี่มีปัญญาคุ้มกะลาหัวเขาได้จริงหรือ?
ลำพังแค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นห้า จะสามารถเบ่งอำนาจคับแดนศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆ?
“ระดับพลังของท่าน... นับเป็นอันดับหนึ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือ?” หวังฮ่าวหรานอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
“จะเป็นไปได้อย่างไร” หวังว่านหลี่หน้ากระตุก รีบส่ายหัวปฏิเสธพัลวัน
“อ้าว... แล้วท่านดันพูดจาใหญ่โตปานนั้น นี่ไม่เท่ากับส่งผมไปตายรึไง”
“ฮ่าวหราน เจ้าไม่รู้อะไร เหนือข้าขึ้นไปยังมีบรรพชนตระกูลหวังอยู่! ขอเพียงท่านบรรพชนออกโรง ก็ไม่มีเรื่องใดในแดนศักดิ์สิทธิ์ที่จัดการไม่ได้ แต่โดยปกติแล้ว ไม่มีใครกล้าตอแยตระกูลหวังของเราหรอก แค่ข้าออกหน้าก็เหลือแหล่แล้ว เจ้าวางใจเถอะ” หวังว่านหลี่รีบอธิบายขยายความ
หวังฮ่าวหรานถึงได้ร้องอ๋อในใจ
ตัวเขาเองก็อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นห้า การมีปู่ทวดที่อยู่ระดับเดียวกันเพิ่มมาอีกคนไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าได้เกาะขาผู้ยิ่งใหญ่เลยสักนิด เขาจึงแอบผิดหวังกับ ‘การ์ดภูมิหลังสุดแกร่ง’ อยู่บ้าง
แต่พอได้ยินเรื่องบรรพชนผู้ลึกลับ ดูเหมือนการ์ดราคา 400,000 แต้มใบนี้จะเริ่มสมราคาคุยขึ้นมาบ้างแล้ว
แน่นอนว่า หวังฮ่าวหรานไม่ได้โง่พอที่จะทำตัวกร่างตามที่หวังว่านหลี่ยุยง
ตระกูลหวังอาจจะดูยิ่งใหญ่คับฟ้าในแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องไม่ลืมกฎเหล็กของนิยาย... สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ตัวเอก’
ตระกูลที่ยิ่งใหญ่และชั่วร้ายแบบนี้ มิใช่มีไว้เพื่อเป็นบันไดให้ตัวเอกเหยียบย่ำหรอกหรือ?
หวังฮ่าวหรานยิ่งมั่นใจว่า ในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ต้องมีตัวเอกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“จริงสิ ช่วงนี้ท่านปู่ทวดพอจะได้ข่าวบ้างไหมว่า มีจ้าวนิกายหรือผู้นำขุมกำลังใดในแดนศักดิ์สิทธิ์ที่จู่ๆก็ตามหาบุตรสาวที่พลัดพรากไปนานจนพบบ้าง?”
หวังฮ่าวหรานฉุกคิดถึงเรื่องของฟางเสวียน จึงลองหยั่งเชิงถามดู
“แดนศักดิ์สิทธิ์กว้างใหญ่ไพศาล ขุมกำลังต่างๆมีมากดั่งฝูงปลา เจ้าพอจะรู้ชื่อแซ่ของนางหรือไม่?” หวังว่านหลี่ถามกลับ
หวังฮ่าวหรานอ้าปากจะตอบว่า ‘ฟางเสวียน’ แต่ก็ชะงักคำพูดไว้
ฟางเสวียนใช้แซ่ของพ่อแม่บุญธรรม พ่อแม่ที่แท้จริงของนางย่อมไม่ใช่แซ่ฟาง เผลอๆชื่อของนางอาจจะไม่ใช่ฟางเสวียนด้วยซ้ำ
“ไม่ทราบเลยครับ” หวังฮ่าวหรานตอบ
“ถ้าเช่นนั้นก็งมเข็มในมหาสมุทรแล้วล่ะ” หวังว่านหลี่แบมืออย่างจนปัญญา แต่ก็ยังเสริมว่า “เอาเถอะ ข้าจะลองส่งหูตาของตระกูลหวังไปสืบดูว่าช่วงนี้มีจ้าวนิกายคนไหนเพิ่งพาบุตรสาวที่พลัดพรากจากโลกมนุษย์กลับมาบ้าง”
หวังฮ่าวหรานพยักหน้ารับ
หลังจากพักฟื้นพลังวิญญาณครู่หนึ่ง หวังว่านหลี่ก็พาหวังฮ่าวหรานเหาะเหินเดินอากาศออกจากป่า มุ่งหน้าสู่นครโบราณอันโอ่อ่าตระการตา
ตระกูลหวังตั้งรกรากอยู่ ณ ใจกลางนครโบราณแห่งนี้
คฤหาสน์ตระกูลหวังกินพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ความหรูหราอลังการนั้นเทียบชั้นได้กับวังหลวง สมาชิกในตระกูลมีมากมายมหาศาล แต่ส่วนใหญ่เป็นสายเลือดรองและคนนอกที่เปลี่ยนมาใช้แซ่หวังเพื่อขอพึ่งใบบุญ
สายเลือดหลักที่แท้จริง นอกจากบรรพชนตระกูลหวังแล้ว ก็มีเพียงหวังว่านหลี่
และแน่นอน... ตอนนี้มีหวังฮ่าวหรานเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
เมื่อหวังว่านหลี่พาหวังฮ่าวหรานกลับมาถึงตระกูล ลูกหลานนับหมื่นคนต่างมารวมตัวกันที่ลานกว้างเพื่อคารวะนายน้อยคนใหม่
บรรยากาศช่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร สมใจหวังฮ่าวหรานยิ่งนัก
หลังเสร็จสิ้นพิธีสืบทอดตำแหน่งนายน้อย หวังว่านหลี่ก็พาหวังฮ่าวหรานตรงไปยังเขตหวงห้ามของบรรพชน
ภายในนั้นมีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างหลายจั้ง
(TL: 1 จั้ง (丈) ประมาณ 3.33 เมตร)
นี่คือสถานที่สำหรับ... พิธีปลุกสายเลือด
น้ำในสระอัดแน่นไปด้วยพลังลี้ลับบางอย่าง หลังจากกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชน หวังฮ่าวหรานก็ก้าวลงสู่สระน้ำตามคำแนะนำของปู่ทวด
เพียงชั่วอึดใจ ร่างกายของเขาก็เปล่งแสงเจิดจรัสสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
หวังว่านหลี่ที่ยืนดูอยู่ริมขอบสระ ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันฉายแววปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ทางด้านหวังฮ่าวหรานรู้สึกเพียงว่า ขุมพลังลึกลับภายในกายคล้ายถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น
ทันใดนั้น พลังวิญญาณฟ้าดินโดยรอบก็กลายเป็นบ้าคลั่ง มันถาโถมเข้าใส่ร่างของเขาราวกับเขื่อนแตก!
เหนือท้องฟ้าของเขตบรรพชน ปรากฏพายุหมุนของพลังวิญญาณขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยจั้ง กวาดต้อนพลังวิญญาณมหาศาลไหลลงสู่ร่างของหวังฮ่าวหรานโดยตรง
ปรากฏการณ์อัศจรรย์นี้สั่นสะเทือนไปไกลกว่าร้อยลี้ จนขุมกำลังอื่นๆต่างตื่นตระหนก
(TL: 1 ลี้ (里) เท่ากับ 500 เมตร)
เมื่อแสงสว่างจางลง ระดับพลังของหวังฮ่าวหรานก็พุ่งทะยานจากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นห้า เข้าสู่ขั้นหกในทันที!
สำหรับหวังฮ่าวหรานที่ฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิมาร การเลื่อนขั้นเพียงเท่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก
แต่สิ่งที่เขาได้รับมาไม่ใช่เพียงแค่ระดับพลังที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ 'ร่างกาย'
หวังฮ่าวหรานสัมผัสได้ชัดเจนว่า แม้เขาจะยืนเฉยๆโดยไม่ทำอะไร พลังวิญญาณที่ล่องลอยอยู่รอบตัวกลับไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขาเองโดยอัตโนมัติ และเปลี่ยนเป็นพลังบำเพ็ญทันที
“กายาวิญญาณโดยกำเนิด... มันคือกายาวิญญาณโดยกำเนิด!”
“คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าทายาทตระกูลหวังของข้าจะมีผู้ที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับกายาเซียนเช่นนี้!”
ชายชราผมขาวโพลนแต่ใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์เดินเข้ามาในเขตบรรพชนด้วยท่าทีตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
*****