- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 664 วันตัดสินชะตา
บทที่ 664 วันตัดสินชะตา
บทที่ 664 วันตัดสินชะตา
เมื่อได้ยินวาจาโอหังของชายนักตกปลา หวังฮ่าวหรานก็หัวเราะเบาๆ
“คุณเองก็ไม่ใช่คนแรกที่บังอาจลบหลู่ผม แต่อาจจะเป็นคนที่ตายอนาถที่สุด... อยากลองดูไหม?”
สิ้นเสียง ร่างที่นั่งนิ่งเป็นหินของนักตกปลาก็ขยับไหว ดวงตาที่เคยจับจ้องผิวน้ำค่อยๆเบนมาจ้องมองหวังฮ่าวหราน
นัยน์ตาลึกล้ำคู่นั้นทอประกายวาวโรจน์
ด้วยระดับลมปราณอันแก่กล้าของเขา หากไม่จงใจสะกดพลังไว้ เพียงแค่ปรายตามองก็อาจทำให้คนธรรมดาบาดเจ็บกระอักเลือดได้
ทว่า ทันทีที่สายตาของนักตกปลาปะทะเข้ากับดวงตาอันราบเรียบของหวังฮ่าวหราน เขากลับสัมผัสได้ถึงขุมพลังอันมหาศาลที่พุ่งสวนกลับมาราวกับกระแสไฟฟ้า
นักตกปลาใจหายวาบ รู้สึกได้ว่าลมปราณในกายเริ่มปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่ เลือดลมตีกลับรุนแรงจนรสคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่ลำคอ
โชคยังดีที่เขากัดฟันข่มไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้พ่นเลือดออกมาแล้ว
“เห็นแก่ที่คุณไม่ได้มีเจตนาฆ่าฟัน ผมจะละเว้นชีวิตให้สักครั้ง” หวังฮ่าวหรานเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองตามเส้นเอ็นใต้ผิวน้ำที่เกิดจากการควบแน่นลมปราณของนักตกปลา
“ควบแน่นลมปราณเป็นเส้นเอ็น สานถักทอเป็นตาข่าย... ฝีมือไม่เลว แต่น่าเสียดาย ปลาที่คุณอยากจับน่ะ... มันดุร้ายกว่าที่คิด”
“เจ้า... เจ้าคือเย่ซวนเทียน!?”
นักตกปลาผู้นี้ย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลงเฉียนซาน เมื่อเห็นความแข็งแกร่งอันมากล้นและรูปลักษณ์อันอ่อนเยาว์ของหวังฮ่าวหราน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงไปถึง 'ปรมาจารย์เย่' ผู้โด่งดังในช่วงนี้
“ผมไม่ใช่เย่ซวนเทียน ผมแค่มาส่งข่าว” หวังฮ่าวหรานปฏิเสธ
“ข่าวอะไร?” น้ำเสียงของหลงเฉียนซานไม่สุขุมเยือกเย็นเหมือนเก่า แต่เจือไปด้วยความประหม่า
“คุณไม่ใช่คู่มือของเย่ซวนเทียน ศึกครั้งนี้... คุณมีสิทธิ์สูงที่จะต้องตายด้วยน้ำมือเขา” หวังฮ่าวหรานกล่าวช้าๆชัดๆ
“ข้าอุตส่าห์เก็บตัวฝึกวิชานับสิบปี นึกว่าใต้หล้านี้จะไร้คู่ต่อกร ใครจะรู้ว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้แล้ว” หลงเฉียนซานไม่ได้กังขาในคำพูดของหวังฮ่าวหราน เขาเพียงแต่ถอนหายใจออกมาอย่างขมขื่น ทว่าแววตากลับฟื้นคืนความเด็ดเดี่ยวในชั่วพริบตา
“แต่ในเมื่อข้านัดหมายกับเย่ซวนเทียนไว้แล้วว่าจะสู้กันที่นี่ ต่อให้โอกาสชนะจะริบหรี่เพียงใด ข้าก็ไม่มีวันถอย!”
หวังฮ่าวหรานไม่ได้แปลกใจกับคำตอบนี้
ก่อนมาที่นี่ เขาได้สืบประวัติหลงเฉียนซานมาบ้างแล้ว
ชายผู้นี้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อแสวงหาจุดสูงสุดแห่งวิถียุทธ์ จิตใจเข้มแข็งดั่งหินผา ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเก็บตัวในสภาพแวดล้อมราวกับนรกอย่างหุบเขาเจ็ดสังหารได้
แต่จิตใจแกร่งกล้าแค่ไหน เขาก็ยังเป็นมนุษย์
และมนุษย์... ย่อมกลัวตาย
ทว่าข่าวการประลองแพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพแล้ว ขืนหลงเฉียนซานหนีหางจุกตูด คงโดนคนทั้งยุทธภพถ่มถุยประณามหยามเหยียดไปชั่วลูกชั่วหลาน
พูดง่ายๆคือ 'ต้องยอมตายดีกว่าเสียหน้า' นั่นเอง
“จริงๆแล้ว... คุณอาจจะไม่แพ้ก็ได้นะ” หวังฮ่าวหรานเอ่ยขึ้นลอยๆ
“เจ้าหมายความว่ายังไง?” หลงเฉียนซานขมวดคิ้ว
หวังฮ่าวหรานรวบรวมสมาธิเล็กน้อย ก่อนจะดีดนิ้วส่งลำแสงสีขาวพุ่งวาบเข้าสู่ร่างของหลงเฉียนซาน
หลงเฉียนซานรู้สึกถึงพลังประหลาดที่ไหลบ่าเข้าสู่จุดตันเถียน พร้อมกับข้อมูลบางอย่างที่หลั่งไหลเข้ามาในสมอง
วิชาปาฏิหาริย์เช่นนี้... เกินขอบเขตความรู้ของเขาไปไกลโข
“เจ้าเป็นใครกันแน่!?” หลงเฉียนซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“บรรลุถึงขั้นนี้ได้ คุณคงไม่ใช่คนโง่ ถ้าไม่อยากตาย ก็รีบทำความเข้าใจมันซะ” หวังฮ่าวหรานไม่ตอบคำถาม
“นี่ไม่ใช่พลังของข้า ต่อให้ชนะเย่ซวนเทียนได้ด้วยวิธีนี้ก็ไร้ความหมาย” หลงเฉียนซานสลัดความตกใจทิ้งไป ยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่หรอก... เดี๋ยวคุณก็ใช้มันเอง” หวังฮ่าวหรานยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะค่อยๆพายเรือจากไป
เรือลำน้อยที่หยุดนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกห่างจากสายตาของหลงเฉียนซาน
“คนเมื่อกี้ใครเหรอคะ? แล้วทำไมคุณถึงพูดจาแปลกๆกับเขาแบบนั้น?” ฉินฮวาเมิ่งขยับมานั่งริมกราบเรือ แกว่งเท้าเปล่าตีน้ำเล่น พลางเอ่ยถาม
“เขาชื่อหลงเฉียนซาน เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง อีกไม่นานเขาจะมีนัดดวลกับคนที่ชื่อเย่ซวนเทียนที่นี่” หวังฮ่าวหรานตอบ
“แล้วมันเกี่ยวกับเรายังไงหรอคะ?” ฉินฮวาเมิ่งถามด้วยความสงสัย
“ไอ้เย่ซวนเทียนนั่น... คือศัตรูคู่อาฆาตของผมในชาติก่อน คนที่ฆ่าคุณก็คือมัน! ไอ้สารเลวนั่นฉวยโอกาสตอนผมไม่อยู่ บุกมายังดินแดนของผม ข่มเหงรังแกคุณ แล้วก็ฆ่าคุณทิ้ง! ความแค้นนี้... ต้องชำระด้วยเลือดเท่านั้น!” หวังฮ่าวหรานใส่อารมณ์เต็มที่ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น
“เย่! ซวน! เทียน!” ฉินฮวาเมิ่งกัดฟันกรอด จดจำชื่อนี้ไว้ในบัญชีดำ
“อ้อ... มันยังมีอีกชื่อหนึ่งว่าเย่ฟาน” หวังฮ่าวหรานเสริม
ฉินฮวาเมิ่งพยักหน้าหงึกหงัก จดจำชื่อนี้ไว้
“ที่ผมคุยกับหลงเฉียนซานยืดยาวก็เพื่อจะยืมมือเขาฆ่าไอ้เย่ซวนเทียนนั่น” หวังฮ่าวหรานเฉลย
“คุณเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่ลงมือจัดการเขาเองเลยล่ะคะ?” ฉินฮวาเมิ่งถามซื่อๆ
“ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ แต่หมอนั่นมีไพ่ตายสารพัด ถ้าจวนตัวจริงๆ มันอาจจะใช้วิธีระเบิดตัวเองลากผมตายไปด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ต้องมาหลบๆซ่อนๆยืมมือคนอื่นแบบนี้หรอก” หวังฮ่าวหรานแกล้งถอนหายใจ
“อย่างนี้นี่เอง...” ฉินฮวาเมิ่งพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะถามต่อ “แล้วพวกเขาจะสู้กันเมื่อไหร่คะ?”
“อีกสองวัน”
“งั้นอีกสองวันเรามาดูกันนะคะ ฉันอยากเห็นจุดจบของไอ้สารเลวนั่น!” ฉินฮวาเมิ่งพูดเสียงแข็ง แววตามุ่งมั่น
“ได้ ถึงเวลาเรามาดูด้วยกัน” หวังฮ่าวหรานเองก็อยากเห็นกับตาเหมือนกันว่าเย่ซวนเทียนจะรับมือยังไง
......
สองวันก่อนการประลอง
หวังฮ่าวหรานไม่ได้อยู่เฉย
ในเมื่อแก๊งสาวๆทั้งห้าคนอยู่ที่เมืองมหัศจรรย์ แล้วตอนนี้มีฉินฮวาเมิ่งเพิ่มมาอีกคน เขาจึงพาฉินฮวาเมิ่งไปแนะนำตัวกับพวกฉินหยุนหาน
ในฐานะที่เป็น ‘สนม’ เหมือนกัน จึงถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน
หลังจากพูดคุยกันสักพัก สาวๆก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย
หลังจากทุ่มเท ‘ฝึกวิชา’ อย่างหนักหน่วงตลอดสองวัน
วันตัดสินชะตาระหว่างเย่ซวนเทียนกับหลงเฉียนซานก็มาถึง
กลุ่มของฉินหยุนหานไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเย่ซวนเทียน และไม่รู้เรื่องการประลอง
หวังฮ่าวหรานก็ไม่ได้ตั้งใจจะบอก เพราะเรื่องของเย่ฟานไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเธอ ไม่มีความจำเป็นต้องดึงเข้ามายุ่งเกี่ยว
ดังนั้น แก๊งสาวๆจึงยังคงเพลิดเพลินกับการกินเที่ยวช้อปปิ้งในเมืองมหัศจรรย์ต่อไป
หวังฮ่าวหรานพาเพียงฉินฮวาเมิ่งไปที่จุดหมาย
สองวันผ่านไป ผู้คนมารวมตัวกันหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ
ชื่อเสียงของหลงเฉียนซานเมื่อสิบปีก่อนนั้นโด่งดังคับฟ้าในยุทธภพ
การที่เขาเก็บตัวไปสิบปี แล้วจู่ๆก็ออกมาท้าดวลกับเย่ซวนเทียน ถือเป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการ
ผู้ฝึกยุทธ์ที่รู้ข่าวต่างหลั่งไหลมาเพื่อเป็นสักขีพยานในศึกครั้งประวัติศาสตร์นี้
“คนเยอะจัง มองอะไรแทบไม่เห็นเลย” ฉินฮวาเมิ่งบ่นอุบอิบเมื่อเห็นฝูงชนมหาศาลบดบังทัศนียภาพริมแม่น้ำไปจนหมด
*****