- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 658 เย่ฟานลงมือ
บทที่ 658 เย่ฟานลงมือ
บทที่ 658 เย่ฟานลงมือ
หลังจากที่หวังฮ่าวหรานให้ข้อมูลกับฉินฮวาเมิ่งเสร็จสรรพ เขาก็ออกมาจัดการวางค่ายกลป้องกันไว้รอบๆคฤหาสน์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักฆ่าหน้าไหนโผล่มาทำร้ายเธออีก
อันที่จริง โอกาสที่จะมีนักฆ่าบุกมาซ้ำสองในตอนนี้ถือว่าน้อยมาก
เพราะนักฆ่าระดับพระกาฬเพิ่งจะถูกเก็บไปหมาดๆ แม่เลี้ยงใจมารของฉินฮวาเมิ่งคงหาคนฝีมือดีขนาดนั้นมาแทนไม่ได้เร็วขนาดนี้แน่
ส่วนทางฝั่งตระกูลไป๋ ตอนนี้กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง ตำรวจคงจับตาดูชนิดไม่กะพริบตา ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ พวกมันคงต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าเสี่ยงส่งคนมาฆ่าแกงใครเพิ่มหรอก
ไม่อย่างนั้น เย่ฟานคงไม่วางใจทิ้งฉินฮวาเมิ่งแล้วจากไปง่ายๆหลังจัดการนักฆ่าที่ลานจอดรถเสร็จ
แต่หวังฮ่าวหรานเป็นคนรอบคอบ กันไว้ดีกว่าแก้
อีกอย่าง ด้วยระดับพลังในตอนนี้ การวางค่ายกลป้องกันถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่ได้กินแรงเขาเลย
เมื่อจัดการธุระทางนี้เสร็จ เขาก็ตรงดิ่งกลับโรงแรมไปหาสาวๆเพื่อสานต่อภารกิจ ‘ไขข้อข้องใจ’ ให้กับอวี้ซือฉิงและเหวินจิงที่ยังค้างคาอยู่
หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งการบำเพ็ญเพียรในเจดีย์เบิกนภา ระดับพลังของหวังฮ่าวหรานก็พุ่งทะยาน
ก่อนมาถึงเมืองมหัศจรรย์ เขาเพิ่งเลื่อนระดับจากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นหนึ่งไปเป็นขั้นสอง แต่ผ่านไปไม่ทันไร ตอนนี้เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามเรียบร้อยแล้ว
ความเร็วติดจรวดนี้ต้องยกเครดิตให้กับมู่เจาเจาและอวี้ซือฉิงล้วนๆ
หวังฮ่าวหรานคาดว่าอีกไม่นานคงแตะขั้นที่สี่ได้สบายๆ
ก็นะ... ที่เมืองมหัศจรรย์ยังมีฉินฮวาเมิ่งรอให้เขาเก็บเกี่ยวอยู่อีกคนนี่นา
......
ฟ้าเริ่มสาง หวังฮ่าวหรานกลับมาถึงคฤหาสน์ของฉินฮวาเมิ่ง
ฉินฮวาเมิ่งเพิ่งจะเคลียร์งานเสร็จเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ด้วยความที่มีเรื่องให้คิดมาก เวลาพักผ่อนอันน้อยนิดจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตอนที่หวังฮ่าวหรานกลับมา เขาจงใจเปิดปิดประตูให้มีเสียงดังพอประมาณ
ฉินฮวาเมิ่งที่ยังไม่หลับจึงรู้ทันทีว่าเขากลับมาแล้ว
“เพิ่งจะกลับมา... เมื่อคืนเขาหายไปไหนมานะ?” เธอได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
มองดูท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มสว่างรำไร ฉินฮวาเมิ่งรู้ตัวว่าคงไม่ได้นอนแล้ว จึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงาน
จากนั้นเธอก็ให้หวังฮ่าวหรานขับรถไปส่งที่บริษัท
ระหว่างทาง เธออดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“เมื่อคืนคุณไปทำอะไรมา?”
หวังฮ่าวหรานยังคงจับพวงมาลัยพลางจ้องมองถนนเบื้องหน้า ทำหูทวนลมราวกับไม่ได้ยินคำถาม
ฉินฮวาเมิ่งเม้มปากแน่น แววตาฉายแววน้อยใจ
แต่เมื่อเขาไม่ตอบ เธอก็ไม่อยากเซ้าซี้ต่อ
สักพัก รถก็ค่อยๆชะลอความเร็วลงและจอดที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง
“คุณมีธุระที่นี่หรอ?” ฉินฮวาเมิ่งถามอย่างงุนงง
“คุณยังไม่ได้กินมื้อเช้า” หวังฮ่าวหรานตอบสั้นๆ
“ฉันไม่อยากทานอะไร แค่ไปส่งฉันที่บริษัทก็พอ” ฉินฮวาเมิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ
แต่หวังฮ่าวหรานหาได้สนใจคำคัดค้านของเธอไม่ เขาเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินดุ่มๆเข้าไปในโรงแรมทันที
“นี่! กลับมาเดี๋ยวนี้!” ฉินฮวาเมิ่งตะโกนเรียกไล่หลัง แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าต่อโดยไม่หันกลับมามอง
“คนบ้าอะไรเนี่ย บอกว่าไม่กินก็ยังจะไปซื้ออีก แล้วรู้เหรอว่าฉันชอบกินอะไร?” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย
ไม่นานนัก หวังฮ่าวหรานก็กลับมาพร้อมถุงอาหารในมือ แล้วยื่นส่งให้เธอที่นั่งอยู่เบาะหลัง
ตอนแรกฉินฮวาเมิ่งกะว่าจะไม่กิน แต่กลิ่นหอมคุ้นจมูกที่โชยออกมาจากถุงก็ทำเอาน้ำย่อยในกระเพาะเริ่มประท้วง
เมื่อเปิดกล่องออกดู เธอก็ต้องตาโตด้วยความประหลาดใจ เพราะข้างในมีแต่เมนูโปรดของเธอทั้งนั้น
ฉินฮวาเมิ่งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนสงสัย “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบกินอะไร?”
“แค่ซื้อมาสุ่มๆ” หวังฮ่าวหรานตอบแบบขอไปที
ฉินฮวาเมิ่งฟังแล้วก็เบ้ปาก ใครจะไปเชื่อ!
ถ้าซื้อมาแค่อย่างเดียวอาจจะเรียกว่าบังเอิญ แต่เล่นซื้อมาตั้งห้าอย่าง แล้วดันเป็นของโปรดเธอทุกอย่างแบบนี้ ชัดเจนเลยว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!
นั่นหมายความว่า... เขารู้จักเธอดี รู้ลึกถึงรสนิยมและความชอบส่วนตัวของเธอ
“คุณรู้เรื่องของฉันขนาดนี้ ฉันชักจะสงสัยแล้วสิว่าคุณจงใจเข้าหาฉันเพราะหวังผลอะไรบางอย่างหรือเปล่า?” ฉินฮวาเมิ่งรวบรวมความกล้าถามออกไป
หวังฮ่าวหรานยังเงียบเช่นเคย
“ไม่ตอบ แสดงว่ายอมรับใช่ไหม?” ฉินฮวาเมิ่งแอบดีใจอยู่ลึกๆ จึงแกล้งแหย่ต่อ
“ถ้าคุณไม่พอใจ แค่พูดคำเดียว ผมจะไปทันที” จู่ๆหวังฮ่าวหรานก็ชะลอรถและจอดเทียบข้างทาง
“อย่านะ! ฉันไม่ได้จะไล่คุณสักหน่อย!” ฉินฮวาเมิ่งรีบตะโกนบอกด้วยความตื่นตระหนก
พอพูดจบ หน้าเธอก็แดงก่ำจนถึงใบหู
เมื่อกี้เธอเพิ่งบอกว่าระแวงเขา แต่พอเขาจะไป เธอกลับรีบรั้งไว้... นี่มันเท่ากับยอมรับกลายๆแล้วไม่ใช่เหรอว่า ถึงเขาจะหวังผลอะไรบางอย่าง เธอก็เต็มใจ?
ในทางหนึ่ง มันไม่ต่างอะไรกับการสารภาพรักเลยด้วยซ้ำ
“งั้นก็ดี” หวังฮ่าวหรานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วขับรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉินฮวาเมิ่งถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นเขาไม่ไปไหน
แต่เอ๊ะ... เดี๋ยวสิ
ฉันเป็นเจ้านายนะ ทำไมต้องมานั่งเกรงใจลูกน้องแบบนี้ด้วย?
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
คิดแล้วฉินฮวาเมิ่งก็นึกอยากจะวางมาดเจ้านายสั่งสอนบอดี้การ์ดจอมหยิ่งคนนี้สักหน่อย แต่พอจะอ้าปากพูด ความกล้าก็หดหายไปจนหมด
กลัวว่าถ้าดุไป พ่อบอดี้การ์ดหน้านิ่งเกิดน้อยใจลาออกไปดื้อๆ
แล้วทีนี้เธอจะไปร้องไห้กับใครได้?
......
เนื่องจากยังเช้าอยู่ เมื่อมาถึงบริษัท พนักงานจึงยังมีไม่มาก
ฉินฮวาเมิ่งเข้ามาในห้องทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์เช็คข่าวเศรษฐกิจยามเช้าตามกิจวัตร
แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับพาดหัวข่าวใหญ่โดยบังเอิญ
‘ตระกูลไป๋สิ้นชื่อปริศนายกตระกูลในค่ำคืนเดียว!’
ตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางธุรกิจของเมืองมหัศจรรย์ ทัดเทียมกับตระกูลฉิน
การที่คนในตระกูลถูกกวาดล้างในคืนเดียวย่อมเป็นข่าวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่ววงการ
สื่อทุกสำนักต่างประโคมข่าวนี้กันอย่างบ้าคลั่ง
มีคนเสียชีวิตจำนวนมากอย่างลึกลับแบบนี้ ใครๆก็ดูออกว่ามันไม่ชอบมาพากล
และสมองของฉินฮวาเมิ่งก็เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับบอดี้การ์ดของเธอทันที
“คุณ... เข้ามานี่หน่อย” ฉินฮวาเมิ่งกดอินเตอร์คอมเรียกเสียงเครียด
“มีอะไร?” หวังฮ่าวหรานเดินเข้ามา เห็นสีหน้าแปลกๆของเธอก็เลิกคิ้วถาม
“มาดูนี่สิ” ฉินฮวาเมิ่งกวักมือเรียกให้เขามาดูที่หน้าจอ
หวังฮ่าวหรานเดินเข้าไปดูพาดหัวข่าว
เป็นไปตามคาด... เย่ฟานลงมือแล้วจริงๆ
“ฝีมือคุณใช่ไหม?” ฉินฮวาเมิ่งถามเสียงสั่น หน้าซีดเผือด
“คนตระกูลไป๋คิดสังหารคุณ แล้วคุณยังจะสงสารพวกมันอีกเหรอ?” หวังฮ่าวหรานยังคงตีหน้านิ่ง
“แน่นอนว่าไม่ใช่! พวกเขาทำผิดก็ควรให้กฎหมายจัดการ การที่คุณทำแบบนี้... มันจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวคุณเองนะ!” ฉินฮวาเมิ่งร้อนรนด้วยความเป็นห่วง กลัวเขาจะต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลวง
“ผมไม่ได้ทำ สวรรค์อาจจะทนความชั่วร้ายของพวกเขาไม่ได้จนต้องส่งคนมาลงทัณฑ์ก็ได้ ต่อให้มีการสืบสวน มันก็คงสรุปได้แค่ว่าเป็นการตายที่แปลกประหลาดเท่านั้น” หวังฮ่าวหรานตอบอย่างไม่ยี่หระ
ฉินฮวาเมิ่งไม่มีทางเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เธอมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นฝีมือเขา
แต่ในเมื่อเขาปฏิเสธ และเรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว จะมานั่งถกเถียงกันไปก็เปล่าประโยชน์
เธอจึงก้มหน้าอ่านรายละเอียดข่าวต่อ
ตามรายงานของตำรวจ สภาพศพของคนตระกูลไป๋น่าสยดสยองมาก ทุกคนมีเลือดไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด...
*****