- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 656 แย่งซีนสำเร็จ
บทที่ 656 แย่งซีนสำเร็จ
บทที่ 656 แย่งซีนสำเร็จ
เมื่อเลขาสาวออกไปแล้ว ฉินฮวาเมิ่งก็จ้องมองหวังฮ่าวหรานเขม็ง ราวกับต้องการจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเขา
“พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?”
“เมื่อวานที่โรงพยาบาล” หวังฮ่าวหรานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉันหมายถึงก่อนหน้านั้นค่ะ” ฉินฮวาเมิ่งรีบแก้ความเข้าใจผิด
ได้ยินดังนั้น หวังฮ่าวหรานจึงแสร้งจ้องมองฉินฮวาเมิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตาแฝงความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
ผ่านไปชั่วอึดใจ เขาจึงเอ่ยออกมาเพียงสองคำ “ไม่เคย”
ฉินฮวาเมิ่งสังเกตเห็นแววตาคู่นั้น แม้จะอ่านไม่ออกว่าเป็นอารมณ์แบบไหน แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าทั้งสองต้องเคยรู้จักกันมาก่อนแน่ๆ
เพียงแต่เธอนึกไม่ออกจริงๆว่าเคยเจอเขาที่ไหน
หรือว่า... ความทรงจำบางช่วงของเธอหายไป?
ฉินฮวาเมิ่งครุ่นคิดในใจ แต่ก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไป ความทรงจำของเธอปกติดี ไม่มีช่วงไหนขาดหายไปเลย
หรือว่าเขาจำคนผิด?
เมื่อคิดได้ดังนั้น จู่ๆฉินฮวาเมิ่งก็พูดโพล่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ฉันชื่อฉินฮวาเมิ่ง เป็นลูกสาวคนโตของตระกูลฉินแห่งเมืองมหัศจรรย์ อายุยี่สิบเอ็ดปี...”
“เรื่องพวกนั้นผมรู้อยู่แล้ว” หวังฮ่าวหรานพูดแทรกขึ้นมาตัดบท
ไม่ใช่แค่ประวัติพื้นฐานหรือภูมิหลังของเธอ แต่เขารู้ลึกไปถึงสัดส่วนทรีไซซ์ของเธอด้วยซ้ำ...
คำพูดของเขาทำให้ฉินฮวาเมิ่งมั่นใจแทบจะทันทีว่าเขาไม่ได้จำคนผิด เขาตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ
ถ้าอย่างนั้น... คนที่ช่วยชีวิตเธอเมื่อวาน... ก็คือเขาใช่ไหม?
พอคิดได้แบบนี้ หัวใจดวงน้อยของฉินฮวาเมิ่งก็เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมจะไปเฝ้าข้างนอก” หวังฮ่าวหรานกล่าวตัดบท
ฉินฮวาเมิ่งพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงรับรู้
หวังฮ่าวหรานหันหลังเดินตรงไปที่ประตู แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เปิดออกไป ฉินฮวาเมิ่งก็ตัดสินใจพูดหยั่งเชิงออกมา
“เรื่องที่ลานจอดรถเมื่อวาน... ขอบคุณมากนะคะ”
มือของหวังฮ่าวหรานที่กำลังเอื้อมไปจับลูกบิดประตูชะงักกึก นิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ตอบอะไร
ความเงียบที่ปกคลุมห้องทำงานทำเอาฉินฮวาเมิ่งใจเต้นตุ้มๆต่อมๆด้วยความลุ้นระทึก ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะได้ยินเสียงตอบกลับจากเขา ด้วยน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกซับซ้อน
“คุณจำคนผิดแล้ว”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่า ฟังดูเหมือนเสียงของเย่ฟานในตอนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
แม้ตาทิพย์จะทำให้เห็นภาพ แต่ไม่อาจได้ยินเสียง ทว่าหลังจากที่หวังฮ่าวหรานก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ประสาทสัมผัสของเขาก็พัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด
ต่อให้อยู่ไกลแค่ไหน ขอเพียงเขาตั้งใจฟัง ก็สามารถได้ยินบทสนทนาได้ชัดเจน
และทันทีที่ประโยคนั้นหลุดจากปาก ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมาทันที
[ติ๊ง! ค่าความประทับใจของนางรองฉินฮวาเมิ่งที่มีต่อโฮสต์เพิ่มขึ้นเป็น 60 (ความรักจากใจ)]
[ติ๊ง! โฮสต์เปลี่ยนแปลงเส้นเรื่องสำเร็จ ได้รับ 3,000 แต้มวายร้าย! ออร่าตัวเอกของเย่ฟานลดลง 150 แต้ม! ออร่าตัวร้ายของโฮสต์เพิ่มขึ้น 150 แต้ม!]
หวังฮ่าวหรานแอบยิ้มกริ่มในใจ แต่ภายนอกยังคงตีหน้านิ่ง เขาเพียงแค่เอียงหน้าเล็กน้อย เผยให้เห็นสันกรามคมชัดและใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาแก่ฉินฮวาเมิ่งแวบหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูเดินจากไป
ตอนนั้นเย่ฟานแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากให้ฉินฮวาเมิ่งรู้ตัวตน
ดังนั้น การที่หวังฮ่าวหรานเลือกที่จะปฏิเสธย่อมทำให้ฉินฮวาเมิ่งปักใจเชื่อยิ่งกว่าเดิมว่าเขาคือฮีโร่คนนั้น
และผลลัพธ์ที่ได้ ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาเลือกถูก
ไม่อย่างนั้นระบบคงไม่แจ้งเตือนแบบนี้
กริ๊ก
เสียงประตูปิดลงเบาๆทิ้งให้ฉินฮวาเมิ่งอยู่ตามลำพังในห้องทำงาน
ใบหน้าขาวเนียนของประธานสาวแดงซ่านด้วยความตื่นเต้น
ถึงเขาจะไม่ยอมรับ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อครู่มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดใดๆ หวังฟานคนนี้คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อวาน
สิ่งที่ยังค้างคาใจฉินฮวาเมิ่งอยู่ก็คือ... ทำไมเขาถึงต้องมาช่วยเธอ?
คำว่า ‘ติดค้าง’ ที่เขาเคยพูดไว้ มันหมายความว่ายังไงกันแน่? เธอนึกไม่ออกจริงๆ
แต่ฉินฮวาเมิ่งก็ไม่ได้ท้อแท้
ถึงเขาจะไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้เขามาเป็นบอดี้การ์ดอยู่ใกล้ตัวเธอแล้ว วันพระไม่ได้มีหนเดียว ยังมีเวลาอีกถมเถให้เธอสืบหาความจริง
ฉินฮวาเมิ่งถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ตั้งแต่เกิดเรื่องลอบสังหาร เธอก็อยู่ในความหวาดระแวงมาตลอด
แต่ตอนนี้ความตึงเครียดเหล่านั้นดูจะบรรเทาลงไปมาก แทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ฉินฮวาเมิ่งปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อจนถึงสามทุ่ม
ได้เวลาเลิกงานกลับบ้าน
ในฐานะบอดี้การ์ด หวังฮ่าวหรานย่อมต้องรับหน้าที่เป็นคนขับรถด้วย
เขาขับรถพาฉินฮวาเมิ่งมุ่งหน้าไปยังย่านที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริษัทนัก
ฉินฮวาเมิ่งมีอสังหาริมทรัพย์ในครอบครองหลายแห่ง และเนื่องจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อเร็วๆนี้ ที่พักของเธอจึงไม่ได้เหมือนกันในแต่ละวัน
ปกติแล้วเธอจะไม่เลือกพักใกล้บริษัทขนาดนี้ และยิ่งหลังเกิดเรื่องเมื่อวาน เธอก็ไม่เคยวางแผนจะมานอนที่นี่เลย
คฤหาสน์หลังนี้จึงว่างเปล่า ไร้เงาคนรับใช้ เพราะทั้งหมดถูกสั่งย้ายออกไปหมดแล้ว บรรยากาศภายในจึงดูเงียบเหงาวังเวงชอบกล
“ฉันจะนอนห้องที่สองจากขวามือบนชั้นสอง ส่วนคุณ... เลือกนอนห้องไหนก็ได้ตามสบายเลย” ฉินฮวาเมิ่งพูดขึ้นขณะพาหวังฮ่าวหรานเดินเข้ามาในบ้าน
“บอดี้การ์ดคนก่อนๆของคุณก็พักอยู่ในบ้านเดียวกับคุณแบบนี้เหรอ?” หวังฮ่าวหรานแกล้งถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาต้องเฝ้ายามอยู่ข้างนอก เวลาพักเปลี่ยนกะก็นอนที่ป้อมยามหน้าบ้าน” ฉินฮวาเมิ่งตอบ
“แสดงว่า... ผมเป็นกรณีพิเศษสินะ?” หวังฮ่าวหรานจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ
ฉินฮวาเมิ่งหลบสายตาวูบหนึ่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความประหม่า แต่ด้วยความที่เป็นถึงประธานบริษัท เธอจึงดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
“คุณทำงานคนเดียว ถ้าไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ พรุ่งนี้คงไม่มีแรงมาคุ้มกันฉันหรอกค่ะ เรื่องเฝ้ายามตอนกลางคืนไม่จำเป็นขนาดนั้น บ้านหลังนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยครบครัน ถ้ามีอะไรผิดปกติ เว้นแต่จะหลับเป็นตาย ยังไงก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้ว” ฉินฮวาเมิ่งอธิบายเหตุผล
“งั้นผมนอนห้องข้างๆคุณแล้วกัน เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้เข้าไปช่วยทัน” หวังฮ่าวหรานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“อืม...” ฉินฮวาเมิ่งตอบรับในลำคอเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยบ่งบอกความตื่นเต้น
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอต้องอยู่ร่วมชายคากับผู้ชายที่ไม่ใช่คนในครอบครัวสองต่อสองแบบนี้
แน่นอนว่าที่เธอยอมก็เพราะเธอมีใจให้เขา
ถ้าเป็นบอดี้การ์ดคนอื่น อย่าหวังเลยว่าจะได้เหยียบเข้ามาในตัวบ้าน
ฉินฮวาเมิ่งพาหวังฮ่าวหรานขึ้นมาที่ชั้นสอง เธอหยุดยืนที่หน้าห้องนอนของตัวเอง แล้วชี้ไปที่ห้องข้างๆ
“ห้องนั้นมีห้องน้ำในตัว ของใช้ครบครัน เชิญตามสบายเลยนะคะ”
หวังฮ่าวหรานพยักหน้า แล้วเดินตรงไปยังห้องที่เธอชี้
ฉินฮวาเมิ่งมองส่งเขาจนหายลับเข้าไปในห้อง แล้วจึงเปิดประตูเข้าห้องตัวเองบ้าง
ความจริงเธอก็เริ่มง่วงแล้ว แต่ยังมีงานค้างที่ต้องเคลียร์ให้จบ
ปกติเธอมักจะทำงานลากยาวไปจนถึงตีสองตีสาม แล้วต้องตื่นตอนตีห้าหรือหกโมงเช้า
ทำงานหนักพักผ่อนน้อยแค่สามชั่วโมงแบบนี้ คนธรรมดาคงรับไม่ไหว
ฉินฮวาเมิ่งเองก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ภาระหน้าที่ของตระกูลที่แบกไว้บนบ่าบีบบังคับให้เธอต้องทำแบบนี้
ลึกๆแล้วเธอก็อยากเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
พอถึงวัยที่เหมาะสมก็แต่งงานกับผู้ชายที่ตนเองรัก เป็นภรรยาตัวน้อยคอยดูแลสามีและลูก ต่อให้ชีวิตจะเรียบง่ายธรรมดา เธอก็มีความสุขมากแล้ว
*****