- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นนายน้อยจอมวายร้ายไปซะได้
- บทที่ 652 เปิดเผยความจริง
บทที่ 652 เปิดเผยความจริง
บทที่ 652 เปิดเผยความจริง
ภายในห้องโดยสารเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ฉินหยุนหานและสาวๆกำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสถึงแผนการกินเที่ยวช้อปปิ้งที่เมืองมหัศจรรย์ โดยมีฉินหยุนหานเป็นแกนนำที่กระตือรือร้นที่สุด
ในฐานะคุณหนูตระกูลใหญ่ เธอไม่เคยต้องกลุ้มใจเรื่องเงินทอง อยากได้อะไรก็แค่ดีดนิ้วสั่ง รองลงมาคือสวี่มู่เหยียนที่คุยเก่งไม่แพ้กัน ตั้งแต่ผันตัวมาเป็นสตรีมเมอร์สายเกมชื่อดัง เธอก็โกยรายได้ไปไม่น้อย เรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธออีกต่อไป
ส่วนมู่เจาเจานั้นแม้ทางบ้านจะมีฐานะดี แต่กลับไม่ได้อินเรื่องเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้าเท่าไหร่ ความสนใจของเธอพุ่งเป้าไปที่เรื่องของกินล้วนๆ
ขณะที่อวี้ซือฉิงและเหวินจิงซึ่งทางบ้านมีฐานะปานกลางทำได้เพียงนั่งฟังตาปริบๆ พวกเธอหวังแค่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองมหัศจรรย์ ไม่ได้กะจะไปถลุงเงินซื้อของแบรนด์เนม เพราะงบในกระเป๋าไม่อำนวยเท่าไหร่
ทางด้านหวังฮ่าวหรานกำลังง่วนอยู่กับการค้นความทรงจำของเย่ฟาน เพื่อเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับฉินฮวาเมิ่งให้ได้มากที่สุด จะได้วางแผนจีบเธอได้ถูกจุด เขาจึงนั่งเงียบไม่พูดไม่จา
ทว่าหัวใจของสาวๆทั้งหมดต่างจดจ่ออยู่ที่เขา ต่อให้เขานั่งเงียบเป็นเป่าสาก ก็ยังตกเป็นเป้าสายตาอยู่ดี
“นี่... หวังฮ่าวหราน นายเหม่ออะไรอยู่เนี่ย? ทำไมไม่พูดไม่จาเลย” มู่เจาเจากระโดดมาอยู่ตรงหน้า โบกไม้โบกมือไปมาเพื่อเรียกสติด้วยความสงสัย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาหวังฮ่าวหรานมีเพียงก้อนเนื้อนุ่มนิ่มขนาดมหึมาสองลูกที่บดบังทัศนวิสัยจนมิด เขาจึงได้สติกลับมาทันควัน
“ฉันกำลังคิดอยู่ว่า... เธอกินอะไรถึงได้โตขนาดนี้นะ” แน่นอนว่าหวังฮ่าวหรานย่อมไม่บอกความจริงในใจ จึงแกล้งเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
“ตาบ้า!” มู่เจาเจาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมาย มือเล็กๆตีไหล่เขาเบาๆ พลางส่งเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ
“ยัยนี่ตอนเด็กๆต้องแอบกินนมมะละกอของที่บ้านแน่ๆ แค่ไม่ยอมรับความจริง” ฉินหยุนหานพูดแทรกขึ้นมา
“พี่หยุนหาน ฉันบอกกี่รอบแล้วว่าไม่ได้กินจริงๆ ฉันยังบ่นอยู่เลยว่ามันหนักจะตายชัก ถ้าแบ่งให้พี่ได้ฉันแบ่งไปนานแล้ว” มู่เจาเจาบ่นอุบอย่างหงุดหงิด
“นังเด็กบ้า! พูดอะไรของเธอ ฉันมีแค่นี้ก็พอแล้วย่ะ ไซซ์มาตรฐานกำลังดี ใครเขาอยากได้ของเธอ เชอะ! ดูถูกกันนี่นา” ฉินหยุนหานเริ่มของขึ้น
“อ้าว ไม่ใช่เหรอ? เมื่อก่อนพี่ชอบบ่นกับฉันว่าอยากให้แบ่งไปบ้างนี่นา” มู่เจาเจาหลุดปากออกมาซื่อๆตามความเคยชิน
“เธอ... เธอ... ถ้าหน้าต่างเครื่องบินเปิดได้นะ ฉันจับเธอโยนออกไปแล้ว!” ฉินหยุนหานแทบจะพ่นไฟใส่เพื่อนซี้
สวี่มู่เหยียนที่นั่งฟังอยู่หัวเราะจนตัวงอ อวี้ซือฉิงกับเหวินจิงก็พลอยอมยิ้มไปด้วย
“พี่หยุนหาน อย่าเพิ่งน้อยใจไปสิ พี่ก็หุ่นดีออกนะ แถมช่วงหลังมานี้เหมือนจะมีการ... เอ่อ... ‘เจริญเติบโตระลอกสอง’ ด้วยนี่นา ตอนนี้ก็ดูตูมตามขึ้นเยอะเลย” มู่เจาเจาพูดพลางส่งสายตาล้อเลียนไปทางหวังฮ่าวหราน
เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าความเปลี่ยนแปลงของฉินหยุนหานเป็นผลงานของใคร
พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของฉินหยุนหานก็ดูดีขึ้นมาหน่อย
แต่แล้ววินาทีต่อมา เธอก็แทบกรี๊ดแตก
เมื่อจู่ๆมู่เจาเจาที่กวาดตามองเทียบขนาดของสาวๆในกลุ่ม ดันโพล่งออกมาหน้าตาเฉยว่า
“เอ๊ะ... แต่ดูไปดูมา พี่หยุนหานเหมือนจะเล็กที่สุดในกลุ่มเลยนะเนี่ย”
“มู่เจาเจา! ฉันจะฆ่าเธอ!” ฉินหยุนหานสติหลุด แยกเขี้ยวพุ่งเข้าไปขย้ำเพื่อนสาวทันที
ทั้งสองฟัดกันนัวเนียอยู่พักใหญ่กว่าจะสงบศึก
“ว่าแต่หวังฮ่าวหราน นายลาหยุดไปตั้งนาน ไปทำอะไรมาเหรอ?” มู่เจาเจาที่หอบแฮ่กๆถามขึ้นด้วยความสงสัย
สิ้นเสียงคำถาม ฉินหยุนหาน สวี่มู่เหยียน อวี้ซือฉิง และเหวินจิงต่างหันขวับมามองหวังฮ่าวหรานเป็นตาเดียว
ไม่ใช่แค่มู่เจาเจาที่อยากรู้ คนอื่นก็อยากรู้ใจจะขาดเหมือนกัน
“หยุนหาน มู่เหยียน มานี่หน่อย” หวังฮ่าวหรานยังไม่ตอบคำถาม แต่กวักมือเรียกสองสาว
ฉินหยุนหานกับสวี่มู่เหยียนมองหน้ากันอย่างงงๆ แต่ก็ยอมเดินเข้าไปหาเขาตามคำสั่ง
หวังฮ่าวหรานวาดแขนโอบเอวทั้งสองสาวเข้ามาแนบชิด ซ้ายคนขวาคน
ทั้งคู่สะดุ้งโหยง จริงๆแล้วพวกเธอไม่ค่อยอยากแสดงความสัมพันธ์แบบนี้ต่อหน้าคนอื่นเท่าไหร่ เพราะมันดูน่าอายไม่น้อย
ก็แหม... สวยระดับเทพธิดาทั้งคู่ แต่ดันมาแย่งผู้ชายคนเดียวกันเนี่ยนะ
แต่ด้วยความรักที่มีต่อหวังฮ่าวหราน ทั้งคู่จึงไม่ได้สลัดหนี เพียงก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย
มู่เจาเจารู้อยู่แล้วเรื่องฉินหยุนหาน แต่ไม่เคยระแคะระคายเรื่องสวี่มู่เหยียนมาก่อน ภาพตรงหน้าทำเอาเธอตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกใจ
ส่วนเหวินจิงกลับค่อนข้างสงบ เธอเชื่อเสมอว่าผู้ชายที่เธอเลือกคนนี้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก เขาจะมีแฟนสาวสวยๆสักแปดคนสิบคนก็เป็นเรื่องปกติ
ผิดกับอวี้ซือฉิงที่หน้าซีดเผือดทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า
“ทะ...ทำไมล่ะ... ฉัน... ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า?” อวี้ซือฉิงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ
ฉินหยุนหานกับสวี่มู่เหยียนที่ก้มหน้าอยู่ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวด้วยความสงสัย แต่พวกเธอเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ย่อมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี จากน้ำเสียงและท่าทางของอวี้ซือฉิง พวกเธอก็เดาเรื่องราวได้คร่าวๆแล้ว
“เปล่า เธอดีมาก” หวังฮ่าวหรานตอบพลางจ้องตาอวี้ซือฉิง
“แล้วทำไม...” ความเจ็บปวดแล่นพล่านอยู่ในอกของอวี้ซือฉิง
“เธอคิดว่าฉันเลวไหม?” หวังฮ่าวหรานถามกลับ
อวี้ซือฉิงเงียบกริบ แต่สีหน้าที่เศร้าหมองนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
สวี่มู่เหยียนกับฉินหยุนหานเองก็ส่งสายตาเย็นชามาให้หวังฮ่าวหราน อยากจะด่ากราดใส่สักชุด เพราะสิ่งที่เขาทำมันเกินไปจริงๆ
“ฉันรู้ว่าพวกเธอต้องโกรธ แต่นี่คือชะตาจากชาติก่อนของเรา ด้วยกฏเกณฑ์ของโลกปัจจุบัน ฉันอาจจะดูเหมือนผู้ชายเลวๆคนหนึ่ง แต่ถ้ามองจากอีกมุม พวกเธอจะไม่คิดแบบนั้น” หวังฮ่าวหรานกล่าวช้าๆ
“ความจริงแล้ว... ฉันคือจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิด และพวกเธอทุกคนคือสนมที่พลัดพรากจากฉันไป”
“เห็นพวกเราเป็นเด็กสามขวบหรือไง? เรื่องเหลวไหลพรรค์นี้คิดว่าพวกเราจะ...” สวี่มู่เหยียนกำลังจะตวาดใส่ด้วยความโมโห
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค เธอก็ต้องชะงักค้างเมื่อพบว่าทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไป
จากห้องโดยสารบนเครื่องบินหรู กลายเป็นภายในหอคอยโบราณอันวิจิตรตระการตา
หวังฮ่าวหรานปล่อยมือจากฉินหยุนหานและสวี่มู่เหยียน แล้ววาดฝ่ามือกลางอากาศ ฉายภาพนิมิตบางอย่างขึ้นมา
ภาพเหล่านี้เป็นชุดเดียวกับที่เขาเคยใช้หลอก... เอ้ย ใช้ถ่ายทอด ‘ความจริง’ ให้หยางจือเซี่ยดู
เมื่อภาพนิมิตจบลง หวังฮ่าวหรานก็ร่ายยาวบทละครเดิมที่เคยใช้กับหยางจือเซี่ยให้สาวๆฟังอีกรอบ
ฉินหยุนหานและคนอื่นๆยืนนิ่งตะลึงงันราวกับต้องมนตร์สะกด นานสองนานกว่าจะได้สติ
แต่คราวนี้ ไม่มีใครสงสัยในคำพูดของหวังฮ่าวหรานอีกต่อไป
“ทีนี้... พวกเธอยังคิดว่าฉันเลวอยู่อีกไหม?” หวังฮ่าวหรานถามหน้าตาย
เมื่อได้เปิดหูเปิดตาเห็นโลกใบใหม่ ความคิดของฉินหยุนหาน สวี่มู่เหยียน และอวี้ซือฉิงก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พวกเธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
ในใจนึกโล่งอกที่เมื่อกี้ไม่ได้ด่าเขาออกไป ไม่งั้นคงเป็นบาปมหันต์
“เอ่อ... แล้ว... ชาติก่อน ฉันก็เป็นสนมของนายด้วยหรือเปล่า?” มู่เจาเจาที่ยังมึนๆงงๆเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
*****