- หน้าแรก
- เซียนสายชิล ระบบบันทึกชีวิตพิชิตสวรรค์
- บทที่ 260 การจากลา (ฟรี)
บทที่ 260 การจากลา (ฟรี)
บทที่ 260 การจากลา (ฟรี)
ยามราตรี กองไฟลุกโชนขึ้นเหนือผืนทราย ลู่เหยาถูกเหล่านักระบำเชิญชวนให้เข้าร่วมวงสังสรรค์
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นแค่การจับมือล้อมวงเต้นรำรอบกองไฟแบบทั่วไป
จนกระทั่งถูกจับสวมกระโปรงเต้นรำแล้วผลักออกไปยืนท่ามกลางแสงไฟนั่นแหละ เขาถึงได้ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ นี่คือวิธีการเต้นร่วมกันของที่นี่งั้นรึ?
เมื่อมองเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของเอเวียนจากด้านล่าง เขาก็ปลงตก คิดในใจว่า 'ไหนๆ ก็มาแล้ว' จึงปล่อยตัวปล่อยใจขยับไปตามจังหวะของนักระบำ
"หยุด! ทุกคนหยุดก่อน!"
หลังจากเต้นไปได้สักพัก ลู่เหยาก็สั่งให้ทุกคนหยุด เพราะท่าเต้นของพวกเขามันซ้ำซากและจำเจเกินไป
"ทุกคนดูข้านะ"
เมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ลู่เหยาก็เริ่มสอนท่าเต้นให้ฝูงชน โดยลอกเลียนแบบท่าเต้นของ 'อ๋าวเว่ยฟาง' มาทั้งดุ้น
ท่วงท่าอันงดงามสะกดสายตาผู้คนในทันที
พวกเขาจ้องมองลู่เหยาตาไม่กะพริบจนกระทั่งดนตรีจบลง เสียงปรบมือดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าไปทั่วผืนทราย
เมื่อนึกถึงต้นฉบับของแรงบันดาลใจ หลังจากได้รับดอกไม้และเสียงปรบมือแล้ว ลู่เหยาก็ประกาศชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนคิดค้นท่าเต้นนี้
เขาฉายภาพวิดีโอของอ๋าวเว่ยฟางขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อให้ผู้คนเหล่านี้ได้รับชมกันอย่างจุใจ
"..."
ไม่กี่วันต่อมา ลู่เหยาเตรียมตัวออกเดินทาง เขาไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะเรียนรู้ท่าเต้นของอ๋าวเว่ยฟางไปได้มากแค่ไหน
แต่ในขณะที่กำลังเหาะจากไป เขาพบบริเวณใจกลางโอเอซิสหลายแห่ง มีรูปปั้นยักษ์ผุดขึ้นมา
รูปปั้นสวมชุดเต้นรำอันวิจิตรบรรจง บนศีรษะมีเขาเมังกรคู่หนึ่งที่ดูสมจริง... นี่มันรูปลักษณ์ของอ๋าวเว่ยฟางชัดๆ?!
"สรรเสริญเทพเจ้าแห่งการร่ายรำและความงามผู้ยิ่งใหญ่!"
เบื้องหน้ารูปปั้น ผู้คนมากมายนำดอกไม้มาถวายบูชา แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ เขาก็ยังได้ยินเสียงสวดภาวนาอันศรัทธาแรงกล้าเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
ลู่เหยายืนอยู่บนม้วนภาพ พลางครุ่นคิด ดูเหมือนเขาจะเผลอหาผู้ศรัทธาให้อ๋าวเว่ยฟางได้โดยไม่ตั้งใจเสียแล้ว
ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วกัน
"อาจารย์คะ เราจะไปไหนกันต่อ?"
"ไปดูเผ่ามารกันเถอะ"
ในประวัติศาสตร์ของโลกนี้ที่ลู่เหยาเคยได้ยินมา เผ่ามารมักรับบทเป็นตัวร้ายมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล
ราชาปีศาจทุกรุ่นล้วนมีเป้าหมายสูงสุดคือการยึดครองโลก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เคยทำสำเร็จ แผนการมักถูกขัดขวางด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ เสมอ
จนกระทั่งการปรากฏตัวของเทพเจ้าสององค์ พวกเขาจึงล้มเลิกแผนการยึดครองทวีปไปโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
เปาะ~
ห้วงมิติกระเพื่อมไหว หลังจากถามทางว่าเผ่ามารอยู่ทิศไหน ลู่เหยาก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติไปทันที
เพื่อป้องกันไม่ให้เคลื่อนย้ายเลยป้ายในรวดเดียว เขาจึงเลือกใช้วิธีเคลื่อนย้ายระยะสั้นๆ ต่อเนื่องกัน
ถามทางงั้นรึ?
อย่างมากเขาก็แค่ถามว่าเผ่ามารอยู่ทิศไหนและใกล้ถึงหรือยัง คนที่นี่ไม่มีคอนเซปต์เรื่องระยะทางหรอก ไม่มีใครว่างพอมานั่งคำนวณระยะทางกัน
จริงๆ เขาสามารถใช้สัมผัสวิญญาณปกคลุมเกือบทั่วทั้งโลกเพื่อหาตำแหน่งก็ได้ แต่นั่นดูจะเป็นการเสียมารยาทไปหน่อย
ยังไงซะก็มาอาศัยโลกคนอื่นอยู่ และตัวตนของเขาก็ทรงพลังมาก การแผ่สัมผัสวิญญาณสุ่มสี่สุ่มห้าอาจถูกมองว่าเป็นการยั่วยุได้
"นั่นคือเมืองจอมมารสินะ?"
"น่าจะใช่เจ้าค่ะ"
เมื่อมองลงไปเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่แผ่กลิ่นอายความตายอันมืดมิด ลู่เหยาก็มั่นใจว่าต้องใช่แน่
เขาร่อนลงจอดพร้อมกับเอเวียนจนมาถึงหน้าประตูเมืองจอมมาร
ถึงได้พบความจริงว่า ต่างจากจินตนาการที่คิดว่าจะมีการคุ้มกันแน่นหนา ที่นี่กลับเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เดินขวักไขว่ ส่วนทหารยามที่ว่าก็มีแค่ชายแก่ไม่กี่คนในชุดเกราะเบา
"จะเข้าชมเมืองจอมมาร กรุณาต่อแถวซื้อตั๋วทางนี้ครับ"
ในป้อมเล็กๆ หน้าประตูเมืองจอมมาร ชายหนุ่มหน้าตาซูบซีดนั่งฟุบอยู่ตรงหน้าต่าง โบกมือเรียกทั้งสองคนที่กำลังมองซ้ายมองขวาอย่างเกียจคร้าน
"ซื้อตั๋ว?!"
"ใช่สิ ไม่งั้นข้าจะให้พวกเจ้าเข้าบ้านข้าฟรีๆ รึไง?"
"บ้านเจ้า? จอมมารน่ะรึ?"
พอได้ยินคำถามนี้ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนทันที ชี้มาที่ตัวเองอย่างภาคภูมิใจแล้วเริ่มแนะนำตัว
"อะแฮ่ม ขอแนะนำตัว ข้าคือเจ้าเมืองจอมมาร ผู้ปกครองเผ่ามารนับไม่ถ้วน ราชาปีศาจองค์ปัจจุบัน!"
"จริงดิ? เจ้าดูไม่เหมือนราชาเลยนะ"
ลู่เหยาสังเกตเห็นว่าพวกเผ่ามารที่เดินผ่านไปมาแทบไม่ปรายตามองเขาด้วยซ้ำ ไม่มีความเคารพยำเกรงเลยสักนิด
บางคนถึงกับแค่นเสียงดูแคลน ราวกับเห็นเขาเป็นตัวตลก
"เจ้า... เออ ก็ได้ มีแค่เรื่องเป็นราชาปีศาจเท่านั้นแหละที่เป็นเรื่องจริง"
ชายหนุ่มพูดจบก็ฟุบกลับลงไปบนโต๊ะ สีหน้าห่อเหี่ยวสุดขีด
อุตส่าห์อยากจะวางมาดโชว์นักท่องเที่ยวหน้าใหม่ แต่ดันโดนมองออกทะลุปรุโปร่งว่าเป็นราชาปีศาจตกอับ
แต่มันก็คือเรื่องจริง นับตั้งแต่เผ่ามารพ่ายแพ้สงครามอย่างราบคาบ พวกเขาต้องแบกรับภาระจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามยาวนานนับศตวรรษ
ผู้จุดชนวนสงครามอย่างราชาปีศาจย่อมตกเป็นเป้าแห่งความโกรธแค้นของทุกคน
แต่ราชาปีศาจองค์ก่อนตายไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าลูกต้องมาชดใช้หนี้พ่อ
ในแง่หนึ่ง ทุกคนเลิกเชื่อฟังคำสั่งของราชาปีศาจองค์ใหม่ แม้กระทั่งแสดงความไม่เคารพอย่างเปิดเผย แต่ด้วยติดกรอบความเชื่อที่ปลูกฝังมารุ่นสู่รุ่น จึงไม่มีใครกล้าทำร้ายราชาปีศาจจริงๆ
ดังนั้น ราชาปีศาจจึงตกต่ำลงเรื่อยๆ ทุกรุ่น จนมาถึงรุ่นเขาที่ต้องเปิดบ้านตัวเองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อหาเลี้ยงชีพ
เขารู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างหน้าไหว้หลังหลอก ราชาปีศาจเป็นคนจุดชนวนสงครามก็จริง
แต่ลำพังตัวคนเดียวจะไปปั่นหัวคนทั้งเผ่ามารได้หรือ?
ตอนนั้นพวกเจ้ายิ่งกว่าคลั่งไคล้สงครามเสียอีกไม่ใช่รึ? ไหงพอแพ้แล้วถึงกลายเป็นเหยื่อสงครามไปได้?
เขาไม่ได้ปฏิเสธความผิดของราชาปีศาจในอดีต แต่เขารู้สึกว่าในสงครามเหล่านี้ ไม่มีใครในเผ่ามารที่บริสุทธิ์ผุดผ่องหรอก แม้แต่พลเรือนที่ไม่ได้ร่วมรบก็ตาม
พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากสงคราม ผลิตอาวุธและเสบียงส่งแนวหน้า บริสุทธิ์งั้นรึ? เขาไม่คิดงั้นหรอก
"ตกลงจะซื้อตั๋วไหมครับนายท่าน?"
เขาเท้าคางมองทั้งสองอย่างอ่อนแรง
ชีวิตน่ะนะ ก็อยู่ไปวันๆ เถอะ อีกไม่กี่รุ่นข้างหน้าคงไม่มีใครจำเรื่องราวของราชาปีศาจได้แล้วล่ะ
"ซื้อ..."
ลู่เหยากำลังจะควักเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูชม ก็ได้ยินเสียงร้อนรนของมาทิลด้าดังขึ้นในหัว
"คุณลู่คะ ทางนี้เกิดเรื่องแล้ว รีบมาดูเร็วเข้าค่ะ"
คำพูดที่กำลังจะเอ่ยถูกกลืนลงคอ ถ้าพวกนางส่งข้อความมาหาเขา แสดงว่าไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
กองเหรียญทองถูกยัดใส่มือเอเวียน ลู่เหยากำชับนางด้วยสีหน้าจริงจัง
"ข้ามีธุระด่วน เอาเงินนี่ไปเดินเที่ยวเองก่อนนะ"
"ห๊ะ?!"
พูดจบ โดยไม่รอให้นางตอบรับ สัมผัสวิญญาณอันมหาศาลของลู่เหยาก็แผ่ขยายออกไปครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกในพริบตา
เพียงแค่กวาดตามอง เขาก็เห็นตำแหน่งของพฤกษามารดาเอลฟ์ แล้วก้าวเท้าหายวับไปจากจุดเดิมทันที
เอเวียนถูกทิ้งให้ยืนถือกองเหรียญทอง มองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง
ใครนะ... ข้าเหรอ?
ให้ข้ากลับเองเนี่ยนะ?!
นางคำนวณดูแล้ว คงใช้เวลาหลายปีกว่าจะเดินกลับไปถึง
อย่าเห็นว่าอาจารย์เดินทางแป๊บเดียวถึงสิ ถ้าเป็นนางคงใช้เวลาเป็นปีๆ แน่
กลับไม่ได้แล้วแน่นอนตอนนี้... บางทีนางควรหาที่อยู่แถวนี้ก่อน เปิดร้านอาหารดีไหมนะ?
พอนึกถึงฝีมือทำอาหารของตัวเอง นางก็รู้สึกว่าเป็นความคิดที่เข้าท่า บ้านเกิดก็ไม่มีอะไรให้อาวรณ์
ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อนฝูง สิ่งเดียวที่ผูกพันคือบ้านหลังเล็กกับที่นา แต่ด้วยเงินก้อนนี้ นางซื้อบ้านหลังใหญ่กว่าที่นี่ได้สบาย!
แถมยังเปิดร้านอาหารของตัวเองได้อีกด้วย!