- หน้าแรก
- เซียนสายชิล ระบบบันทึกชีวิตพิชิตสวรรค์
- บทที่ 250 มาเสียเที่ยวชัดๆ (ฟรี)
บทที่ 250 มาเสียเที่ยวชัดๆ (ฟรี)
บทที่ 250 มาเสียเที่ยวชัดๆ (ฟรี)
สีหน้าของจ้าวมรณะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง มันรีบออกคำสั่งเรียกขุนพลทั้งหมดกลับมาคุ้มกันทันที
"เดี๋ยวก่อน! สู้กันไปก็มีแต่เสียกับเสียนะ!"
ลู่เหยายังคงเงียบกริบ เพียงแค่พุ่งทะยานไปข้างหน้า โครงกระดูกทุกตัวที่ขวางทางล้วนไม่ใช่คู่มือของเขา
พวกมันก็เป็นเพียงมดปลวก นี่คือความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของผู้ไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน!
"หยุดนะ! อย่าเข้ามาอีก ข้ายอมถอยก็ได้!"
น้ำเสียงของจ้าวมรณะเริ่มร้อนรน มันไม่มีพลังต่อสู้ที่แท้จริง หากปล่อยให้คนผู้นี้ประชิดตัวได้ ทุกอย่างก็จบสิ้น
โลกที่มันเคยเจอในอดีตมักจะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการสู้รบกับขุนพลโครงกระดูกที่คืนชีพได้ไม่สิ้นสุดของมัน ไม่เคยมีใครพุ่งเป้าโจมตีที่ตัวมันโดยตรงแบบนี้ ทำไมเจ้านี่ถึงไม่เล่นตามกฎ?!
"ไสหัวไป!"
โครงกระดูกที่ถูกลู่เหยาซัดจนแหลกละเอียดพยายามก่อตัวขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการรุกคืบของเขาได้
เพียงชั่วพริบตา ลู่เหยาก็มายืนอยู่ตรงหน้าจ้าวมรณะ มือคว้ากระชากฮู้ดคลุมศีรษะของมันออก เผยให้เห็นกะโหลกศีรษะที่กลมเกลี้ยง
"สั่งพวกมันถอยไป"
ฝ่ามือของเขากดลงบนหัวกะโหลก น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้จ้าวมรณะไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ได้แต่ทำตามคำสั่งอย่างว่านอนสอนง่าย
"เฮะๆ ใต้เท้า พอใจหรือยังขอรับ?"
มันถามอย่างระมัดระวัง กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายไม่พอใจอาจจะขยี้หัวมันทิ้ง
ถ้าตายตอนนี้ มันจะสูญเสียทุกอย่าง ความฝันที่จะก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตโครงกระดูกยังรออยู่
"น่าสนใจ ถ้าข้าฆ่าเจ้า พวกมันจะตายตามไปด้วยไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ไฟสีแดงในเบ้าตาของจ้าวมรณะก็วูบไหวเล็กน้อย ซึ่งไม่อาจรอดพ้นสายตาของลู่เหยาไปได้
"อ้อ... งั้นก็ตายตามสินะ~"
"เดี๋ยวก่อน ใต้เท้า เราคุยกันก่อ..."
"คนตายไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า"
โดยไม่ลังเล เขาบีบกะโหลกของมันจนแตกละเอียดและดับไฟวิญญาณทันที โครงกระดูกไม่กี่ตัวที่อยู่รอบๆ พลันหยุดนิ่งกลายเป็นซากไร้ชีวิต
ทว่าคิ้วของลู่เหยากลับขมวดมุ่น เขาสัมผัสได้ว่าวิญญาณดวงนี้ไม่สมบูรณ์ อีกฝ่ายน่าจะยังมีวิญญาณส่วนแยกซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกแก้แค้นในภายภาคหน้า ลู่เหยาจึงคว้าจับเศษเสี้ยววิญญาณที่กำลังจะสลายไป แล้วใช้มันเป็นสื่อกลางร่าย 'คำสาปทำลายวิญญาณ' นับพันบทใส่ลงไปรวดเดียว
รวมถึงมนตร์ดำและพิธีกรรมต้องห้ามที่โจมตีวิญญาณโดยตรง ซึ่งเขาแอบเรียนรู้มาจากมารสวรรค์
จนกระทั่งการเชื่อมต่อที่ปลายทางฝั่งโน้นสลายไปก่อน เขาถึงวางใจ และจัดการบดขยี้วิญญาณเสี้ยวสุดท้ายในมือทิ้ง
เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการแก้แค้นแล้ว เขาจัดการโปรยเถ้ากระดูกมันทิ้งไปซะ
เมื่อมองลงไปยังทะเลโครงกระดูกที่ยังคงดาหน้าบุกอยู่ในโลกเบื้องล่าง ลู่เหยาก็หยิบของรางวัลที่เพิ่งได้มาออกมาใช้งานทันที
"หยุด!"
ทะเลโครงกระดูกหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ลู่เหยาหยิบแดนลับที่พกติดตัวออกมา แล้วสั่งให้พวกมันทั้งหมดเข้าไปข้างใน
กองทัพชนพื้นเมืองเบื้องล่างยังงุนงงไม่หาย จนกระทั่งได้ยินเสียงของเทพธิดา
"เด็กๆ ทั้งหลาย สงครามจบลงแล้ว"
มาทิลด้ากล่าวจบ โดยไม่รอปฏิกิริยาของคนเบื้องล่าง นางเดินตรงเข้าไปหาลู่เหยาทันที
"ขอบคุณท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่จากต่างโลกเจ้าค่ะ"
"เรื่องเล็กน้อย"
ลู่เหยาโยนตราประทับควบคุมวิญญาณในมือเล่น พลางถอนหายใจว่าทำไมถึงมีของไร้ประโยชน์พรรค์นี้อยู่บนโลก
ควบคุมได้แต่วิญญาณที่อ่อนแอกว่าตัวเอง... นี่มันขยะชัดๆ ไม่ใช่รึไง?
จากนั้นเขาก็ดึงชุดคลุมสีดำจากร่างโครงกระดูกมาพิจารณา
นี่คือสิ่งที่จ้าวมรณะใช้พรางตัว แต่ผลลัพธ์ของมันก็ดูธรรมดาสามัญ... ก็ยังเป็นขยะอยู่ดี
ปรมาจารย์ลู่ผู้ผิดหวังอย่างแรงหันไปมองของชิ้นสุดท้าย แหวนที่ถอดมาจากนิ้วโครงกระดูก บนหัวแหวนมีลวดลายดวงตาสีเลือดดูประหลาด
ทันทีที่กระตุ้นการทำงาน ลู่เหยาก็เข้าใจสรรพคุณของมัน แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็สบถออกมาแล้วโยนมันเข้าไปนอนฝุ่นจับในแหวนมิติ
มันใช้ได้แค่ควบคุมลูกสมุนวิญญาณ อัปเกรดและชุบชีวิตพวกมัน แต่ไม่มีโบนัสพลังอะไรให้ผู้ใช้เลยสักนิด
มิน่าล่ะไอ้โครงกระดูกนั่นถึงได้อ่อนแอนัก ของชิ้นนี้มันขยะยิ่งกว่าขยะเสียอีก
ถ้าตัวเองไม่มีพลัง แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะพึ่งพาพลังภายนอกที่แข็งแกร่ง? ขนาดไอ้ตัวที่มีลูกน้องคืนชีพได้ไม่จำกัดนับยี่สิบตัว ยังโดนเขาเด็ดหัวง่ายๆ เลยไม่ใช่เหรอ?
"ไอ้ขยะเอ๊ย!"
เขาสะบัดมือเป่าซากโครงกระดูกไร้หัวจนกลายเป็นฝุ่นผง อารมณ์ของลู่เหยาไม่ค่อยสู้ดีนัก
นึกว่าจะได้ของดีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง ที่ไหนได้มีแต่ขยะเปียก ไอ้โครงกระดูกยาจกนี่ไม่มีแม้แต่แหวนเก็บของด้วยซ้ำ
แต่ก็นะ เป็นโครงกระดูกคงไม่ต้องใช้ของพวกนั้นหรอกมั้ง
"ศิษย์น้อง ไม่เจอกันนานนะ"
"ก็ไม่นานเท่าไหร่นะครับ แค่สองปีเอง"
หานโม่เดินเข้ามาทักทาย แม้สองปีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่นาน แต่คำทักทายก็เป็นแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส ส่วนใหญ่เป็นหานโม่ที่ยืนฟังลู่เหยาคุยโวโอ้อวดเรื่องวีรกรรมที่ร่วมมือกับเหล่าปรมาจารย์ไล่ต้อนมหาจอมมารสวรรค์จนหนีหัวซุกหัวซุน
"ฮ่าๆๆ ข้ากับท่านปรมาจารย์ไล่ฆ่าพวกมันอย่างบ้าคลั่งเลยล่ะ!"
"สุดยอดไปเลยศิษย์น้อง!"
เทพธิดาทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่ทำหน้าไม่ถูก หากไม่ใช้การสื่อสารทางจิต พวกนางก็ฟังภาษาของอีกฝ่ายไม่ออก ไม่รู้เลยว่ายอดฝีมือแปลกหน้าคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไร
ประเด็นคือพวกนางไม่กล้าถาม ภัยพิบัติที่อาจทำลายโลกของพวกนางกลับถูกเขาจัดการได้อย่างง่ายดาย
ถ้าเกิดทำให้คนผู้นี้ไม่พอใจ แล้วเขาเผลอลบโลกพวกนางทิ้งไปด้วยจะทำยังไง?
เมื่อกี้เขาก็เพิ่งบอกว่า 'เรื่องเล็กน้อย' ถ้าเกิดเขาทำอะไรตามใจชอบแบบ 'เล็กน้อย' ขึ้นมาอีก มันจะเป็นปัญหาใหญ่น่ะสิ
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความกระอักกระอ่วนของพวกนาง หานโม่จึงขัดจังหวะการโม้ของลู่เหยา
"อะแฮ่ม ข้าขอแนะนำให้รู้จักนะศิษย์น้อง นี่คือเทพธิดาแห่งธรรมชาติเผ่าเอลฟ์ มาทิลด้า"
มาทิลด้าเข้าใจสถานการณ์ทันที นางโค้งคำนับลู่เหยาตามการแนะนำของหานโม่
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ใต้เท้าผู้ทรงเกียรติ"
ลู่เหยาพยักหน้ารับ หานโม่จึงผายมือไปทางร่างเล็กอีกคน
"ส่วนนี่คือเทพเจ้าแห่งแสงเผ่าคนแคระ ริกะ"
ริกะที่เก็บค้อนยักษ์ไปแล้วดูน่ารักน่าชัง นางรีบโค้งคำนับลู่เหยาเช่นกัน
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
"ไม่เป็นไร การผดุงความสงบสุขของโลกเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว"
"ฮิๆ"
ริกะรู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นถูกต้องที่สุด คนจากโลกของพวกเขาต้องเป็นคนดีกันทุกคนแน่ๆ
ไม่เพียงแต่ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกพวกนาง แต่ยังเสนอการค้าเสรีให้อีก
แถมเมื่อโลกของนางถูกรุกราน พวกเขาก็กล้าหาญออกมาต่อสู้ปกป้องร่วมกับพวกนาง คนโลกเทียนหยวนนี่คนดีจริงๆ!
การกระทำที่ผ่านมาสร้างความประทับใจและเจตนาดีให้นางมีต่อโลกที่ยังไม่เคยเห็นแห่งนั้นอย่างล้นเหลือ
"เพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือ เชิญพวกท่านไปพักผ่อนหารือกันต่อที่วิหารเถอะค่ะ"
มาทิลด้าก้าวออกมาเชิญชวนลู่เหยาและคณะให้ไปเป็นแขกที่วิหาร
ก่อนหน้านี้ด้วยความระแวดระวัง การเจรจาทั้งหมดจึงทำกันอยู่นอกโลก แต่ตอนนี้พวกเขาช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ขนาดนี้ หากยังระแวงกันอยู่อีกก็คงเสียมารยาทแย่
"ตกลง งั้นเข้าไปดูหน่อยแล้วกัน"
ปรมาจารย์ลู่ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร เลือกที่จะตามใจเจ้าบ้าน
ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว จะไม่เข้าไปดูหน่อยก็กระไรอยู่ ทริปนี้เขาวิ่งรอกมาจนขาแทบขวิดแล้ว
การต้อนรับแบบนี้สิถึงจะคู่ควรกับข้า!