- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 30 - ฆ่าปลา
บทที่ 30 - ฆ่าปลา
บทที่ 30 - ฆ่าปลา
"ผู้คุมกฎเทียนสยง วันนี้ตอนที่เข้าเมืองมาข้าเหมือนจะได้ยินเสียงประทัดและเสียงฆ้องดังขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีงานมงคลสมรส
ข้าจงใจปล่อยแมลงวิญญาณตามไปและจดจำที่อยู่เอาไว้แล้ว
ผู้คุมกฎเทียนสยง คืนนี้จะให้พวกข้าพาท่านไปฝึกวิชาหรือไม่"
ศิษย์แห่งสำนักเขาดำคนหนึ่งกล่าวประจบประแจง
เมื่อฉู่เทียนสยงได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"หลิวเหว่ยใช่หรือไม่ เจ้านี่ทำงานได้เรื่องทีเดียว ข้าจะจำชื่อเจ้าเอาไว้
คืนนี้ตอนที่ข้าฝึกวิชาข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของเจ้าสาวเป็นคนแรกก็แล้วกัน"
ทุกคนหัวเราะกันลั่นลานบ้าน
ทว่าเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ใบหน้าของฉู่เทียนสยงก็แปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย
"วันนี้ฉีหยวนศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาเจ็ดสีมันทำตัวกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะมันมีอาจารย์คอยหนุนหลัง ข้าจะทำให้มันได้รู้ว่าเคราะห์เลือดตกยางออกและขุมนรกบนดินที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร"
"ผู้คุมกฎเทียนสยง ได้ยินมาว่าฉีหยวนผู้นั้นสมองมีปัญหา ศิษย์พี่จะไปถือสากับคนบ้าทำไมกัน
รอให้พวกเรารวบรวมโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของแคว้นซางให้เป็นหนึ่งเดียวได้เมื่อใด ศิษย์พี่อยากจะจัดการกับคนบ้าผู้นั้นอย่างไรก็ตามแต่ใจท่านเลย"
ความมืดมิดในยามราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
ทว่าในเวลานั้นเองจู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ
ทุกคนในลานบ้านต่างหยุดพูดคุยกันทันที
ฉู่เทียนสยงมองไปที่ประตูใหญ่แล้วเอ่ยขึ้น "หลิวเหว่ย ออกไปดูซิ"
หลิวเหว่ยลุกขึ้นและเดินตรงไปยังประตู
เมื่อเปิดประตูออกบุรุษสวมหน้ากากผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคน
หน้ากากนั้นดูเรียบง่ายจนไม่มีแม้แต่โครงหน้าของอวัยวะทั้งห้า มันดูแบนราบเป็นอย่างมาก
เมื่อหลิวเหว่ยเห็นผู้มาเยือน นัยน์ตาของเขาก็ฉายแววเยาะเย้ย "เจ้ามาทำอะไรที่นี่"
ชายสวมหน้ากากหยิบมีดทำครัวออกมา เขากล่าวอย่างเนิบนาบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ข้าหิวแล้วเลยกะว่าจะมาฆ่าปลากินเสียหน่อย"
"คนบ้าอย่างนั้นหรือ" หลิวเหว่ยชะงักไปเล็กน้อย
ฉู่เทียนสยงสังเกตเห็นเหตุการณ์ที่หน้าประตูก่อนจะมีเสียงดังลอยมา "ในสระมีปลาอยู่ ให้เขาเข้ามาสิ"
หลิวเหว่ยหัวเราะเยาะ "ผู้คุมกฎเทียนสยงใจดีมีเมตตา จะตบรางวัลให้เจ้ากินปลาสักตัว"
ในขณะเดียวกันก็มีบางคนในลานบ้านเอ่ยถามขึ้นมา "ผู้คุมกฎเทียนสยง ท่านให้เขาเข้ามาทำไมกัน"
ฉู่เทียนสยงตอบกลับ "อยู่ที่นี่มันน่าเบื่อก็เลยอยากหาเรื่องสนุกทำเสียหน่อย
คนผู้นั้นแม้จะดูสติไม่ดี ทว่าผิวพรรณกลับ ... ขาวเนียนใช้ได้เลย"
พวกเขาใจกล้าบ้าบิ่นและมีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งจึงไม่ได้กังวลว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้
อีกทั้งพวกเขายังไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายอันตรายใดๆ จากชายสวมหน้ากากผู้นี้เลย
ชายสวมหน้ากากถือมีดทำครัวเดินเข้ามาในลานบ้าน
ปรมาจารย์กราบไก่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ลานด้านใน ส่วนคนอื่นๆ ล้วนมองชายสวมหน้ากากด้วยสีหน้าหยอกล้อ
เมื่อชายสวมหน้ากากเดินเข้ามาใกล้จู่ๆ ฉู่เทียนสยงก็สั่งให้หยุด "ถอดหน้ากากออก ข้าอยากจะเห็นว่าเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร"
ชายสวมหน้ากากชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยท่าทีลังเล "เจ้าอยากจะดูจริงๆ หรือ"
"ฮ่าฮ่า ทำไมล่ะ ไม่กล้าให้ดูหรือว่าหน้าตาอัปลักษณ์กันแน่
หากอัปลักษณ์เดี๋ยวข้าจะช่วยเปลี่ยนใบหน้าให้ใหม่เอง"
กลุ่มคนจากสำนักเขาดำหัวเราะลั่น แสงจันทร์ที่สาดส่องลงบนใบหน้าของพวกเขายิ่งทำให้ดูดุร้ายและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
"เฮ้อ ก่อนที่ข้าจะสวมหน้ากากนี้ข้าเคยพูดเอาไว้ว่าคนที่ได้เห็นใบหน้าของข้าจะต้องมีจุดจบที่ไม่ดีนัก"
"จุดจบที่ไม่ดีอย่างนั้นหรือ ว่ามาสิข้าอยากจะฟัง" ฉู่เทียนสยงกล่าว
ทว่าในวินาทีนั้นเองเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ชายสวมหน้ากากยกมีดทำครัวขึ้น
แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน
ศีรษะอันใหญ่โตของฉู่เทียนสยงร่วงหล่นลงสู่พื้นในทันที
บนใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ รอยยิ้มนั้นถูกหยุดเวลาเอาไว้ในชั่วพริบตานั้น
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและกะทันหันเกินไป
ชายสวมหน้ากากมองดูศีรษะของฉู่เทียนสยงและกล่าวอย่างใช้ความคิด "ที่แท้เคราะห์เลือดตกยางออกของเจ้าก็คือข้านี่เอง
การได้พบข้าถือเป็นเคราะห์กรรมของเจ้าก็แล้วกัน
หากมีชาติหน้าก็ไปเกิดเป็นมดเถิด ข้าเป็นคนใจบุญ ไม่เคยใช้น้ำร้อนลวกฝูงมดเลยสักครั้ง"
คนอื่นๆ ต่างงุนงง โกรธเกรี้ยว และตกตะลึง
"ผู้คุมกฎเทียนสยง"
"บังอาจนัก"
"ไอ้ชาติหมา"
แม้บรรดาศิษย์เหล่านี้จะหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ทว่าพวกเขาก็ตั้งสติได้และพากันพุ่งเข้าโจมตีชายสวมหน้ากากทันที
ชายสวมหน้ากากเห็นดังนั้นดวงตาก็เผยรอยยิ้มอันผ่อนคลาย "มอนสเตอร์ในเกมไม่มีหลอดเลือด พวกเจ้าเองก็ไม่มีหลอดเลือดเช่นกัน แล้วพวกเจ้ากับมอนสเตอร์มันต่างกันตรงไหน
อ้อ ไม่สิ มันยังมีความแตกต่างอยู่นิดหน่อย
พวกเจ้าส่งเสียงร้องครวญครางได้ ข้าจะได้ไม่ต้องพากย์เสียงเอง
ฟ้าประทานพรสวรรค์ให้ข้ามีดี พวกเจ้าแต่ละคนล้วนร้องโอดโอยได้เข้าที
โอ๊ะ สัมผัสคล้องจองพอดี ข้านี่มันอัจฉริยะเสียจริง"
ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังสับสน งุนงง หวาดกลัว และโกรธแค้นจนแทบคลั่ง
เขากลับถือมีดทำครัวกวัดแกว่งราวกับนักเต้นผู้สง่างาม
มีดตวัดขึ้นลง
ฟันมั่วซั่วแปดทิศ
"อ๊าก"
"หนีเร็วเข้า"
"เจ้าเป็นใครกันแน่"
เพียงพริบตาเดียวศิษย์แห่งสำนักเขาดำเหล่านี้ก็ล้มตายไปกว่าครึ่ง
เหลือเพียงแค่สี่ห้าคนที่กำลังตัวสั่นงันงก
ทว่าในเวลานั้นเองก็มีเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวดังมาจากลานด้านใน
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน บังอาจนักนะ"
ปรมาจารย์กราบไก่ที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ได้ตื่นขึ้นมาและลงมือในที่สุด
เมื่อศิษย์สำนักเขาดำที่เหลือรอดเห็นดังนั้นต่างก็เผยสีหน้าดีใจราวกับรอดตายหวุดหวิด
แม้ชายสวมหน้ากากตรงหน้าจะน่ากลัวมากเพียงใด ทว่าเขาไม่มีทางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณไปได้อย่างแน่นอน
สิ้นเสียงตวาดของปรมาจารย์กราบไก่ แสงแก่นปราณสายหนึ่งก็พุ่งตรงเข้าใส่ชายสวมหน้ากากทันที
เมื่อชายสวมหน้ากากเห็นเช่นนั้นก็ยกมีดทำครัวขึ้นและตะโกนลั่น "วิชาชักกระบี่บั่นนภา"
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ทักษะใหญ่นี้ในโลกแห่งความเป็นจริง
เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งก็ต้องงัดท่าไม้ตายออกมาใช้
เขากระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ แสงจันทร์สาดส่องลงบนชุดคลุมยาวสีขาวของเขา
บริเวณขอบรูปร่างของเขามีแสงสีขาวจางๆ แผ่ซ่านออกมา
ร่างทั้งร่างของเขาดูเลือนรางราวกับภาพมายา มีเพียงแสงที่ขอบรูปร่างเท่านั้นที่ดูเด่นชัดและจับต้องได้
ในสายตาของปรมาจารย์กราบไก่ราวกับว่ามีมีดทำครัวเล่มหนึ่งฟาดฟันลงมาจากดวงจันทร์
ประกายมีดอันทรงพลังและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้พุ่งตรงเข้าใส่ปรมาจารย์กราบไก่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดปรมาจารย์กราบไก่ถึงได้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
ต้องรู้ไว้ว่าเขาคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณเชียวนะ
ส่วนอีกฝ่าย ... ไม่มีทางไปถึงระดับแก่นปราณได้อย่างแน่นอน
ประกายมีดทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง มันกลืนกินแสงแก่นปราณของปรมาจารย์กราบไก่ไปจนหมดสิ้นในพริบตา
และในวินาทีต่อมาประกายมีดนั้นก็ฟันทะลุแสงแก่นปราณคุ้มกายของปรมาจารย์กราบไก่จนแตกกระจาย
ปรมาจารย์กราบไก่ที่เพิ่งจะแสดงความน่าเกรงขามออกมาถูกฟันขาดสะบั้นในดาบเดียว
เม็ดแก่นปราณสีทองทรงกลมก็ถูกฟันจนกลายเป็นลูกกลมๆ ที่มีรอยแตกและเต็มไปด้วยรูพรุนในพริบตานั้น
ชายสวมหน้ากากชะงักไปเล็กน้อย "แค่นี้เองหรือ"
เขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องชนะ ทว่าไม่คิดเลยว่าจะชนะได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
บางทีเขาอาจจะเก่งกาจเกินไป
บางทีมีดของเขาอาจจะยอดเยี่ยมมาก
หรือบางที ...
เขามองลงไปยังเม็ดแก่นปราณขนาดเล็กบนพื้นและออกความเห็นว่า "แก่นปราณของเขามันเล็กเกินไป แสงแก่นปราณก็ไม่ค่อยสว่าง รับมีดของข้ายังไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
ดูเหมือนว่าหากข้าจะสร้างแก่นปราณ ข้าคงต้องสร้างแก่นปราณที่มันใหญ่กว่านี้หน่อย ส่วนแสงแก่นปราณก็ต้องมีให้มากกว่านี้"
ชายสวมหน้ากากพูดพลางเงยหน้ามองดวงจันทร์บนท้องฟ้า
"อย่างน้อยที่สุดแสงแก่นปราณก็ควรจะสว่างเท่ากับแสงจันทร์ล่ะมั้ง"
ในเวลานั้นพวกลูกแมวน้อยสองสามตัวที่เหลือรอดต่างก็ตัวสั่นเทาไม่หยุด บางคนถึงกับวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
เมื่อชายสวมหน้ากากเห็นเช่นนั้นก็ท่องบทกวีขึ้นมา "ข้าคือโฮมแลนเดอร์ ผู้ที่ชื่นชอบการฆ่าล้างโคตรคนมากที่สุด"
เมื่อกล่าวจบเขาก็ตวัดมีดออกไป ลูกแมวน้อยสองสามตัวนั้นก็ตกตายอย่างน่าอนาถ
ชายสวมหน้ากากมองดูศพบนพื้นก่อนจะค่อยๆ เดินไปที่สระน้ำ
"ถึงเวลาจับปลากลับไปกินแล้ว"
เขากล่าวพลางถลกขากางเกงขึ้น ล้างทำความสะอาดมีดทำครัวที่ริมสระน้ำ จากนั้นก็จับปลาช่อนตัวหนึ่งขึ้นมา
[จบแล้ว]