- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 18 - สำนักเขาดำ
บทที่ 18 - สำนักเขาดำ
บทที่ 18 - สำนักเขาดำ
"ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องการทหาร แล้วก็เล่นการเมืองไม่เป็นด้วย
ข้าว่านะ สถานการณ์แบบนี้ก็แค่ฆ่าล้างบางให้สิ้นซากไปเลยก็สิ้นเรื่อง"
ฉีหยวนเสนอความคิดเห็นแปลกๆ ของตนเองออกมา
"ไว้ดูสถานการณ์ก่อน ถ้าข้าหาลูกน้องในเขตหวงห้ามอาภรณ์ได้เมื่อไหร่ จะส่งไปช่วยเจ้าแล้วกัน"
หลังจากคุยกับจิ่นหลีอยู่พักใหญ่ ฉีหยวนก็ออกจากเกม
ปีศาจในเขตหวงห้ามอาภรณ์รับมือยากมากในตอนกลางวัน
เขาต้องรอให้ถึงตอนกลางคืนแล้วค่อยออนไลน์เข้าไปจัดการ
การออนไลน์ในเกมเป็นเวลานานส่งผลเสียต่อพลังจิตวิญญาณมาก ฉีหยวนจึงไม่ได้ขลุกอยู่ในโลกของเกมตลอดเวลา
"ต้องปรับตารางเวลาเสียใหม่แล้วล่ะ"
ฉีหยวนคิดว่าช่วงนี้เขาควรจะออนไลน์ปั่นเกมตอนกลางคืน แล้วค่อยนอนพักผ่อนตอนกลางวัน
"ข้าต้องเร่งมือเคลียร์เกมให้จบ บางทีอาจจะรวบรวมเศษเสี้ยววิถีสวรรค์จนครบก็ได้
ตามทฤษฎีการสร้างรากฐานระดับวิถีสวรรค์ วิถีสวรรค์คือวัตถุวิเศษสร้างรากฐานที่ดีที่สุด
หากข้าสามารถสร้างรากฐานด้วยวิถีสวรรค์ได้ ในบรรดาศิษย์พี่ใหญ่แห่งห้ายอดเขา ข้าก็จะได้เป็นที่หนึ่งเสียที!"
ฉีหยวนคิดในใจ
"เวลายังเช้าอยู่เลย ไปพาสัตว์เลี้ยงเดินเล่นดีกว่า"
"ช่วงนี้ต้องพาเดินบ่อยๆ หน่อยแล้ว รู้สึกเหมือนมันกำลังจะมีสมองงอกออกมาเลย"
"ต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือนกว่าจะเบิกสติปัญญาได้หรือ
ทำไมถึงเร็วกว่ากำหนดได้ล่ะ
หรือว่าจะเป็นเพราะข้าบรรลุหลักการสร้างรากฐานระดับวิถีสวรรค์เข้า"
ฉีหยวนจูงมีดอีโต้เหล็กธรรมดาเดินเล่นพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"ไม่รู้เหมือนกันนะว่าถ้ามันเบิกสติปัญญาได้แล้ว ข้าถือมันไปฟันผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณจะฟันตายไหม"
ฉีหยวนรู้สึกคาดหวังเป็นอย่างมาก
เคล็ดวิชาหลอมวิญญาณถูกเขาดัดแปลงแก้ไขมาเนิ่นนาน
มีดอีโต้ที่ถูกหล่อเลี้ยงขึ้นมาย่อมไม่ธรรมดาแน่
ในระยะเวลาอันสั้น เขาไม่อาจทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้ พลังฝีมือย่อมไม่อาจก้าวกระโดด ทว่ามีดอีโต้เล่มนี้กลับสามารถมอบพลังอันไม่ธรรมดาให้แก่เขาได้
ฉีหยวนจูงมีดเดินทอดน่องไปตามถนนสายใหญ่ของสำนักแสงเทวะอย่างสบายใจ
ทว่าในตอนนั้นเอง ศิษย์กลุ่มหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำก็เดินจ้ำอ้าวผ่านมา
ศิษย์กลุ่มนี้คือคนของหอแสงทองแห่งสำนักแสงเทวะ
หอแสงทองคือหอบังคับใช้กฎหมายของสำนักแสงเทวะ มีหน้าที่ดูแลทั้งภายในและภายนอกสำนัก
การที่ศิษย์เหล่านี้รีบร้อนเดินออกไปทางประตูภูเขา ย่อมแสดงว่ามีเรื่องด่วนบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ
ทว่าเมื่อเห็นฉีหยวน ศิษย์ของหอแสงทองเหล่านี้ก็ยังคงหยุดฝีเท้าลง "คารวะศิษย์พี่ใหญ่"
ฉีหยวนมองดูศิษย์บังคับใช้กฎหมายของหอแสงทอง โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่ม เขาพยักหน้ารับ "ไม่ต้องมากพิธีหรอก รีบไปเถอะ"
"ขอบคุณขอรับศิษย์พี่" เจิ้งเจียงเหอผู้เป็นหัวหน้าตอบรับ ก่อนที่คนทั้งหมดจะรีบเร่งเดินจากไป
สำหรับเจิ้งเจียงเหอนั้น ฉีหยวนค่อนข้างคุ้นเคยดี
เนื่องจากเขาค่อนข้าง ... แปลกแยกไปสักหน่อย จึงถูกจับตัวไปที่หอแสงทองอยู่หลายครั้ง ทำให้คุ้นเคยกับเจิ้งเจียงเหอเป็นอย่างดี
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเจิ้งเจียงเหอ ตัวอักษรชุดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉีหยวน
[นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ในเวลานี้เขาต้องการเพียงแค่การเข่นฆ่าสังหารเท่านั้น]
"ไม่รู้ว่าตีนเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้น" ฉีหยวนขี้เกียจเดินต่อ เขาจึงทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหิน ปล่อยให้มีดอีโต้อาบแสงแดดไป
ส่วนบรรดาศิษย์สำนักแสงเทวะที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน ดูเหมือนจะกำลังถกเถียงกันเรื่องที่ศิษย์ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของหอแสงทองเพิ่งจะรีบร้อนจากไปเมื่อครู่
"ศิษย์หอแสงทองออกไปกันเยอะขนาดนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ"
"นี่เจ้าไม่รู้หรือ ช่วงนี้ในอาณาเขตของสำนักแสงเทวะเรามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายคดีเลยนะ"
"คดีฆาตกรรมหรือ"
"เมื่อคืนก่อน บุตรชายของเศรษฐีใจบุญสวี่แห่งเมืองหรงเพิ่งจะแต่งภรรยาเข้าบ้าน เดิมทีควรจะเป็นเรื่องน่ายินดีแท้ๆ แต่พอรุ่งสางกลับมีคนพบว่าครอบครัวของเศรษฐีใจบุญสวี่สิบแปดชีวิตถูกฆ่าตายยกครัว
โดยเฉพาะเจ้าสาวป้ายแดงคนนั้น ยิ่งน่าสงสารนัก ถูกย่ำยีจนย่อยยับแล้วค่อยลงมือฆ่าทิ้ง ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน!"
"นี่มันการกระทำของพวกเดรัจฉานชัดๆ!"
"เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นใกล้ๆ เมืองหรงถึงสามครั้งแล้วนะ
ล้วนเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นที่ถูกย่ำยีในคืนวันแต่งงาน แล้วครอบครัวฝ่ายชายก็ถูกฆ่าล้างครัว!"
"คนชั่วช้าคนไหนมันกล้าดีถึงได้มาก่อเรื่องในเขตปกครองของสำนักแสงเทวะเรากัน!"
บางคนรู้สึกโกรธแค้น บางคนก็เจ็บปวดใจ และบางคนก็มีท่าทีเย็นชา
"จะไปคิดอะไรให้วุ่นวาย ก็ต้องเป็นฝีมือของพวกมารร้ายจากสำนักเขาดำน่ะสิ!"
เมื่อได้ยินชื่อสำนักเขาดำ สีหน้าของทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แคว้นซางมีสามมหาสำนัก และสำนักแสงเทวะก็คือหนึ่งในนั้น
สามมหาสำนักประกอบด้วย สำนักแสงเทวะ สำนักเขาลอยฟ้า และสำนักมารปรารถนา
สามสำนักนี้คือสำนักที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในแคว้นซาง
ทว่าหากจะพูดถึงสำนักที่ไม่ควรไปล่วงเกินมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นสำนักเขาดำที่อยู่รองลงมาจากสามมหาสำนัก
สำนักเขาดำมีเพียงยอดฝีมือระดับแก่นปราณไม่กี่คนคอยคุ้มครองอยู่เท่านั้น
หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งแล้ว ย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับสามมหาสำนักได้
ทว่าเจ้าสำนักเขาดำกลับไปรับปีศาจตนหนึ่งเป็นบิดาบุญธรรม นามว่า ปีศาจไก่ดำเฒ่า
ปีศาจเฒ่าตนนี้คือยอดฝีมือวิถีมารระดับทารกเทวะขั้นกลาง แถมยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ เจ้าคิดเจ้าแค้น และรับมือยากยิ่งนัก
สำนักเขาดำคอยทำตัวเป็นลูกหลานยอดกตัญญูของปีศาจไก่ดำเฒ่ามาตลอด
ส่วนพวกลูกศิษย์สายมารของสำนักเขาดำก็อาศัยบารมีของปีศาจไก่ดำเฒ่า ทำตัวกร่างและก่อเรื่องชั่วช้าไม่เว้นแต่ละวัน
ชื่อเสียงของสำนักเขาดำในแคว้นซางถือว่าเน่าเหม็นจนไม่มีชิ้นดีแล้ว
น่าเสียดายที่ปีศาจไก่ดำเฒ่ามีฝีมือร้ายกาจ แถมยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ทำให้รับมือด้วยยากยิ่ง
หากไม่สามารถสังหารมันให้ตายตกไปในคราวเดียว บรรดาสำนักเหล่านั้นก็คงต้องเผชิญกับการแก้แค้นของมันแน่
ด้วยเหตุนี้ สำนักเขาดำถึงได้กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้
บรรดาศิษย์สำนักแสงเทวะต่างก็พูดคุยกันไปต่างๆ นานา บางคนก็รู้สึกอึดอัดใจ
ในเมื่อศิษย์สำนักเขาดำก่อเรื่องชั่วช้า แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้เล่า
ทำได้เพียงลอบประณามอยู่ในใจเท่านั้น
การที่ศิษย์บังคับใช้กฎหมายของหอแสงทองเดินทางไปยังเมืองหรงในครั้งนี้ เกรงว่าสุดท้ายแล้วคงได้แต่คว้าน้ำเหลวกลับมา
เมื่อฉีหยวนที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า "ฉางเวยในต่างโลกอย่างนั้นหรือ"
ไม่สิ น่ารังเกียจยิ่งกว่าฉางเวยเสียอีก
เมื่อพลบค่ำใกล้เข้ามา ฉีหยวนก็เชือดไก่มาตุ๋นน้ำแกงกิน
เขาใช้พลังงานในเกมไปมากจนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า
จึงต้องบำรุงร่างกายเสียหน่อย
แน่นอนว่าเขาแบ่งน้ำแกงไก่ชามนี้ให้เจียงหลิงซู่ดื่มด้วย
เพราะถึงอย่างไร คราวก่อนที่เจียงหลิงซู่มอบแผ่นหยกวิชาให้ ก็ถือว่าช่วยเหลือเขาไว้ได้มากทีเดียว
"อืม หอมจังเลย" เจียงหลิงซู่ดื่มน้ำแกงไก่จนหมดชาม มุมปากยังคงมีคราบน้ำแกงใสๆ ติดอยู่ "ศิษย์พี่ใหญ่ น้ำแกงไก่ดำที่ท่านตุ๋นอร่อยมากเลยนะคะเนี่ย ถ้าวันหน้าท่านไม่ฝึกเซียนแล้ว ลองไปเป็นพ่อครัวเปิดเหลาอาหารดูก็ไม่เลวนะคะ"
"งั้นเจ้าต้องมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้ข้านะ" ฉีหยวนเหลือบมองแวบหนึ่ง เจียงหลิงซู่แม้จะอายุไม่มาก ทว่าทั้งรูปร่างหน้าตาและบุคลิกกลับโดดเด่นล้ำเลิศ งดงามยิ่งกว่าพวกดาราสาวสวยในโลกก่อนเสียอีก
"พรีเซนเตอร์คือสิ่งใดหรือคะ" เจียงหลิงซู่ไม่เข้าใจ
ทว่าบทสนทนานี้ก็ไม่ได้ดำเนินต่อไป เพราะฉีหยวนต้องเตรียมตัวไปฟาร์มเกมแล้ว
ยามค่ำคืน ฉีหยวนเข้าสู่โลกของเกม
ภายในเขตหวงห้ามอาภรณ์เงียบสงัดไร้สรรพเสียง
ทันใดนั้น ท่อนแขนซีดเผือดก็โผล่พ้นขึ้นมาจากผืนดิน
ฉีหยวนออนไลน์แล้ว
เขาถือกระบี่ยักษ์ไว้ในมือแล้วใช้ทักษะเร้นกายเดินต่อไป
ผ่านไปไม่นาน เขาก็มาถึงป่าแห่งหนึ่ง
บนต้นไม้มีเสื้อผ้าแขวนอยู่มากมาย
หากไม่สังเกตให้ดี คงคิดว่าเป็นศพของคนถูกแขวนคออยู่แน่ๆ
ฉีหยวนเลือกบริเวณที่มีปีศาจอาภรณ์อยู่น้อย
เขายกกระบี่ยักษ์ขึ้นมา สายตาคอยระแวดระวังรอบด้านอยู่เสมอ
"เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พอตกกลางคืน ประสาทสัมผัสของพวกมันก็จะอ่อนลงมาก การเชื่อมต่อระหว่างกันก็จะลดลงด้วย ไม่รู้ว่าจะลดลงไปถึงระดับไหนกันนะ"
หากเป็นตอนกลางวัน การที่เขาถือกระบี่ยักษ์ปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คงถูกปีศาจอาภรณ์พวกนั้นพบตัวไปนานแล้ว
ทว่าตอนนี้กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลย
นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าประสาทสัมผัสของพวกมันอ่อนลงในช่วงเวลากลางคืนจริงๆ
ฉีหยวนเดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้กระบี่ยักษ์แทงทะลุเอี๊ยมบังทรงตัวหนึ่ง
เอี๊ยมบังทรงตัวนั้นแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
เขามองไปรอบๆ ปีศาจอาภรณ์ตัวอื่นๆ ยังคงแขวนอยู่บนต้นไม้โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย
ฉีหยวนเผยรอยยิ้มออกมา "แบบนี้ก็แปลว่า ข้าสามารถแอบฆ่าพวกปีศาจอาภรณ์ให้หมดได้ภายในคืนเดียวเลยน่ะสิ"
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เดินเข้าไปหาปีศาจอาภรณ์ตัวที่สองและจัดการด้วยวิธีเดิม
ค่าประสบการณ์ +200
เขาถือกระบี่ยักษ์ในมือ ลงมือสังหารอย่างสบายใจไร้กังวล
ทว่าเมื่อสังหารไปจนถึงปีศาจอาภรณ์ตัวที่สามสิบ ปีศาจอาภรณ์ที่แขวนอยู่บนต้นไม้ก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง พวกมันค่อยๆ ทยอยตื่นขึ้นมา
แต่กลับไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนตอนกลางวัน พวกมันในตอนกลางคืนดูวุ่นวายสับสนราวกับแมลงวันไร้หัว
"ได้เวลาล่าแล้ว!" ฉีหยวนรู้สึกว่านี่แหละคือโอกาสของเขา
[จบแล้ว]